เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 407 - สมควรตาย

บทที่ 407 - สมควรตาย

บทที่ 407 - สมควรตาย


ดึกสงัด ห้องปีกตะวันออกตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและน้ำยาถูพื้น

เจียงอวี๋เลิกร้องไห้แล้ว แต่ยังคงปั้นหน้าตึง ทำความสะอาดและฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อไปทั่วทั้งห้อง เอกสารลับสุดยอดฉบับนั้นถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เผาจนเป็นเถ้าถ่าน แล้วกดทิ้งชักโครกไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนตอนนี้ เธอกำลังอยู่กลางลานบ้านที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ลงมือขัดพื้นหินชนวนสีเขียวทุกตารางนิ้วด้วยแปรงอันใหญ่

ได้ยินเสียง 'ครืด ครืด' ดังมาจากข้างนอก หลินหนิงก็นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะในห้องหนังสือ ทำเป็นหูทวนลม ตอนนี้เขาไม่อยากจะไปกระตุกหนวดเสือเจียงอวี๋หรอก

เขาหยิบสมุดจดปกธรรมดาๆ ที่มุมเริ่มงอขึ้นมาจากลิ้นชัก แล้วเปิดออก

ข้างในเต็มไปด้วยตัวเลขหกหลักเรียงกันเป็นแถวๆ ซึ่งมีแค่เขาคนเดียวที่รู้ว่ามันคืออะไร... รหัสรับรางวัลแจ้งเบาะแส ทุกตัวถูกทำเครื่องหมายว่า 'เสร็จสิ้น' ไว้ด้านหลัง ยกเว้นแค่สองตัวเท่านั้น

พอพลิกไปหน้าถัดไป ก็เป็นตัวเลขโดดๆ ที่ดูไม่มีความหมายอะไร

เขาเปิดไปจนถึงหน้าสุดท้าย แล้วเริ่มคำนวณอีกรอบ มองดูตัวเลข '-3' ในบรรทัดสุดท้าย คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น

ทะลุหนึ่งพันคนไปแล้วนะเนี่ย ขนาดว่าเขายกระดับมาตรฐานให้ยากขึ้น พวกที่คลุมเครือหรือไม่แน่ใจว่าได้รับผลกระทบจากเขาโดยตรงหรือเปล่า เขาตัดทิ้งไม่เอามานับรวมด้วยซ้ำ

ถึงอย่างนั้น ยอดสะสมก็ยังเกินพันไปแล้ว แต่ระบบก็ยังไม่อัปเลเวลสักที

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

หลินหนิงเหลือบมองหน้าจออย่างหงุดหงิด ก่อนจะกดรับ

เสียงของเฉินจื้อดังมาตามสาย "หลินเจี้ยนสิงบาดเจ็บสาหัส กำลังกู้ชีพอยู่ ส่วนอีกคนชิงกัดถุงยาพิษในปากฆ่าตัวตายไปแล้ว ถ้าหลินเจี้ยนสิงรอดมาได้ เมื่อพิจารณาจากระดับความลับของเอกสาร และความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติที่อาจเกิดขึ้น โทษคงอยู่ระหว่างสิบถึงสิบห้าปี"

สายตาของหลินหนิงยังคงจับจ้องอยู่ที่ข้อมูลพวกนั้น นึกย้อนไปถึงคนแต่ละคนที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขแต่ละตัว นึกถึงตอนที่เขาเจอกับคนพวกนั้น

ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าปลายสายเงียบไป เขาก็ตอบกลับ "เข้าใจแล้ว"

แล้วก็กดตัดสายทิ้งอย่างไม่แยแส

จากนั้นก็เริ่มบวกเลขในกระดาษทดทีละตัวๆ ใหม่อีกครั้ง

เลขานุการยืนอยู่หน้าโต๊ะของเฉินจื้อ มองเจ้านายที่สีหน้าเย็นชาแต่น้ำเสียงกลับราบเรียบตอนคุยโทรศัพท์ เก็บมือถือลงหลังจากอ่านข้อความเสร็จ เขายืดตัวตรงขึ้นอีกนิด แล้วรายงาน

"การกู้ชีพผ่านพ้นไปด้วยดีครับ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านฝีมือแพทย์ ประเมินแล้วว่าอาการในระยะยาวน่าจะแย่ ปอดถูกทำลายอย่างหนักและเป็นการถาวร มีโอกาสสูงมากที่จะถูกประเมินให้อยู่ในระดับหก"

ถ้าระดับหกจริง ก็แทบจะเรียกได้ว่าอยู่สู้ตายดีกว่า แค่จะหายใจแต่ละทียังทรมานเลย

เฉินจื้อได้ยินแล้วแต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง เขาหยิบเอกสารที่ต้องจัดการขึ้นมาอ่านต่อ

เลขานุการแววตาเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ถอยกริบออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ข้อความจากหน่วยปฏิบัติการก็ยังไม่ได้ตอบกลับ และนี่ก็คือคำตอบของเฉินจื้อ

ขอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยรักษาไหม?

เกินขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเขาไปแล้ว

หลินหนิงจ้องมองตัวเลขที่ยังคงเป็น '-3' แม้จะคำนวณใหม่แล้ว สีหน้าของเขาดูไม่ได้เลย

เรื่องหลินเจี้ยนสิง เรื่องจะอยู่หรือจะตาย ตอนนี้มันไร้สาระเมื่อเทียบกับการอัปเลเวล ถูกเขาโยนทิ้งไปจากสมองเรียบร้อยแล้ว

เขาจ้องสมุดจดเขม็ง

หรือว่ามันไม่ใช่หนึ่งพัน แต่เป็นหนึ่งหมื่น?

ครู่ใหญ่ หลินหนิงก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ โยนปากกาทิ้งลงบนโต๊ะ งั้นก็ไม่ต้องรีบแล้ว รีบไปก็เปล่าประโยชน์

แม้ในใจจะบอกตัวเองแบบนั้น แต่แววตาของหลินหนิงกลับแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ ความปล่อยวางแบบชิลๆ ที่เคยมีในช่วงนี้หายวับไปจนหมดสิ้น

เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ ปลายนิ้วเคาะพนักพิงเป็นจังหวะ และค่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ

ชายแดนคงไม่ได้ไปในเร็วๆ นี้ หลี่เชาก็กำลังจะผ่าตัดรอบสอง เขาต้องคอยเฝ้าดูอาการ ส่วนเรื่องอื่นๆ...

นิ้วที่เคาะอยู่หยุดชะงักทันที

หลินหนิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาหวังเฉียว พออีกฝ่ายรับสายปุ๊บ เขาก็รัวใส่ทันที

"เร่งการลงทุนให้เร็วขึ้น อย่ามัวแต่รอให้คนมาหา ไปซื้อข่าวหรือจ้างบริษัทสืบสวนธุรกิจเลย ไม่ต้องสนอุตสาหกรรม ไม่ต้องสนแนวโน้มการประเมิน แล้วก็ไม่ต้องสนประวัติส่วนตัวด้วย จัดงานเลี้ยงค็อกเทลรวมผู้ประกอบการกับเจ้าของกิจการขนาดเล็กที่ขาดเงินทุนและต้องการระดมทุนมาให้หมด เดี๋ยวฉันจะไปดูเอง"

"...นี่มันดึกป่านนี้แล้ว นายบอกเจียงอวี๋โดยตรงไม่ดีกว่าหรือไง" หวังเฉียวบ่นกระปอดกระแปด น้ำเสียงหอบเหนื่อยเบาๆ

หลินหนิงไม่สน "เธอกำลังจะสอบ ไม่มีเวลามาทำเรื่องพวกนี้หรอก อีกอย่าง งานปั้นหน้ายิ้มรับแขกแบบนี้มันไม่เหมาะกับเธอ"

จากนั้นน้ำเสียงก็เปลี่ยนไป แฝงความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง "อายุเพิ่งจะเท่านี้ เป็นวัยสร้างเนื้อสร้างตัวแท้ๆ นี่ยังไม่ทันดึกก็มัวเมาในตัณหาแล้ว ระวังจะโดนสูบจนหมดตัว กลายเป็นกากยานะเว้ย"

เขาพูดเร็วปรื๋อ ไม่เปิดช่องให้หวังเฉียวได้เถียงกลับ พอพูดจบก็ชิงกดตัดสายทันที

แล้วก็โยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างๆ ไม่สนเสียงแจ้งเตือนวีแชตที่ดังรัวๆ เขาเปิดคอมพิวเตอร์ เริ่มค้นหาข้อมูลเรือนจำและสถานกักกันรอบๆ ปักกิ่ง

ดูกวาดๆ ไปรอบหนึ่ง แล้วก็ค้นหาข้อมูลทางกฎหมายเกี่ยวกับสัดส่วนของผู้ต้องขังที่ปกปิดความผิดคดีอื่นๆ เพิ่มเติม

หยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความหาเฉินจื้อ: หาคนพาผมเข้าไปทัวร์เรือนจำให้หน่อย

...

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ็ดโมงเช้า

หลินหนิงวางมื้อเช้าที่ซื้อมาลงบนโต๊ะกินข้าว สวมชุดเก่ง ใส่หมวกกันน็อก แล้วบิดมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปยังโรงแรมราคาประหยัดที่อยู่ค่อนข้างห่างไกล

เขาจอดรถใต้ต้นไม้ตรงหัวมุมถนน เอนหลังพิงกล่องส่งของ ไถมือถือรอเวลา

บนหน้าจอ เพลงเต้นจังหวะสนุกสนานของแอปติ๊กต็อกดังขึ้น เขาหลุบตาลง ซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย

ขอโทษด้วยนะ พี่น้องทั้งหลาย วงการมันเดือดร้อน คงต้องปล่อยให้พวกนายลำบากกันสักหน่อยล่ะ

ยังไม่ทันจะคร่ำครวญจบ หน้าจอโทรศัพท์ก็โชว์สายเรียกเข้าจากเฉินจื้อ

เขายกมุมปากยิ้ม พี่ชายนี่ทำงานไวจริงๆ แต่พอกวาดตาดูเวลาบนหน้าจอ รอยยิ้มก็ค่อยๆ หุบลง เขายืดตัวนั่งตัวตรง

"มาที่ตึกเล็ก ด่วนเลย!" เสียงของเฉินจื้อเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต พูดจบก็ตัดสายไปทันที

รอยยิ้มบนใบหน้าหลินหนิงหายวับไป เขาบิดกุญแจสตาร์ทรถ แล้วบิดคันเร่งจนมิด

เฉินจื้อไม่ได้อยู่ในห้องทำงาน

เลขานุการพาหลินหนิงไปที่ห้องวิเคราะห์ยุทธการ หน้าจอขนาดใหญ่ทุกจอเปิดทำงาน เสียงเคาะแป้นพิมพ์และเสียงคนคุยกันดังระงมไปหมด

เฉินจื้อยืนอยู่หลังแผงควบคุม กำลังฟังคนสองคนรายงานอะไรบางอย่างอยู่

วินาทีที่หลินหนิงเห็นเขา ม่านตาก็ขยายกว้างด้วยความตกตะลึง

ในแสงออร่าสีทองนั้น มีแสงสีเทาหม่นหมุนวนพลุ่งพล่านอยู่

เขาต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการปั้นหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะก้าวเข้าไปหา

ทันทีที่เฉินจื้อสบตากับหลินหนิง เขาก็ชะงักไปนิดหนึ่ง แววตาของหลินหนิงมืดหม่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วของเขาพลันขมวดแน่นขึ้นไปอีก เขาหันไปสั่งหัวหน้าทีมหลายคน "ปิดกั้นพื้นที่ต่อไป ตรวจสอบย้อนหลังให้ละเอียด"

แล้วเขาก็พยักพเยิดหน้าให้หลินหนิง "ตามมา"

พอกลับมาถึงห้องทำงาน เฉินจื้อก็ละทิ้งความสงสัยเรื่องการแต่งกายและแววตาของหลินหนิงไปก่อน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ:

"ข้อมูลสามชุดที่คุณเอามาจากกัวลาลัมเปอร์มันเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ข้อมูลการทดลองเฟสแรกเพิ่งออกมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ตีสี่ห้าสิบสองนาทีเมื่อเช้านี้ มีสัญญาณลึกลับส่งข้อมูลจากฐานวิจัยออกไปข้างนอก ทางเราดักจับและเฝ้าระวังไว้ได้ จึงสั่งปิดล็อกฐานทันทีและเริ่มทำการตรวจค้น"

เขาสีหน้าแย่ลงไปอีกนิด "แต่ยังไม่เจออะไร"

เขามองหลินหนิง น้ำเสียงแฝงความเหี้ยมเกรียม "ผมเตรียมเครื่องบินไว้แล้ว หลิวเจา จางไห่เฉียว และทีมจะคุ้มกันคุณไปที่นั่น ในฐานะผู้ช่วยสืบสวน ส่วนคุณ... ไปกระชากคอไอ้คนทรยศออกมาให้ผมที"

สีหน้าของหลินหนิงเย็นชาลงไปอีก เขารู้ดีว่าข้อมูลสามชุดนั้นเอาไปใช้ทำอะไร "ตกลง"

หัวคิ้วของเฉินจื้อคลายลงนิดหน่อย

แต่คิ้วของหลินหนิงกลับขมวดเป็นปมแน่น "แต่พี่ต้องไปกับผม"

ทีแรกเขาคิดว่าที่เฉินจื้อเรียกมา คงเป็นเพราะมีใครส่งคำขู่ถึงเฉินจื้อ หรือมีภารกิจอันตรายอะไรบางอย่าง

แต่กลับไม่ใช่

เขาต้องไปค้นหาตัวคนร้าย ส่วนเฉินจื้อคอยสั่งการอยู่ที่ปักกิ่ง แล้วไอ้แสงสีเทาบนหัวเขามันมาจากไหน?

ระดับเฉินจื้อเนี่ยนะ จะเกิดอุบัติเหตุอะไรได้ เขาก็ไม่มีแรงจะใช้เนตรหยั่งรู้อนาคตแล้วด้วย งั้นก็ต้องหิ้วพี่แกไปด้วยนี่แหละ

สิ้นคำพูด แสงสีเทาบนหัวของเฉินจื้อก็จางลงไปวูบหนึ่ง

หลินหนิงเริ่มเดาทางได้แล้ว เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แววตากลับยิ่งลึกล้ำขึ้นไปอีก

เฉินจื้อวางหูโทรศัพท์ที่กำลังจะสั่งการลง มองหลินหนิงอย่างไม่เข้าใจ

หลินหนิงเน้นทีละคำ "สถานการณ์ของพี่ตอนนี้ เหมือนกับโอวเจียรุ่ยตอนนั้นเป๊ะ... มีคนกำลังจะฆ่าพี่"

เฉินจื้อชะงัก ก่อนจะหรี่ตาลง

หลินหนิงถาม "พอจะเดาได้ไหมว่าใครอยากฆ่าพี่?"

สีหน้าของเฉินจื้อกลับมาสงบนิ่ง "ไม่รู้สิ มีเยอะแยะไปหมด"

เขาส่ายหน้าให้หลินหนิง "ผมจะสั่งให้คนตรวจสอบบริเวณรอบๆ และเพิ่มการคุ้มกัน คุณกับหลิวเจารีบออกเดินทางเถอะ..."

"คุณไม่ไปกับผม ผมก็ไม่ไป" หลินหนิงขัดขึ้นกลางปล้อง

พูดจบ เขาก็ลากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานออกมาแล้วทิ้งตัวลงนั่ง

"เหลวไหล! นี่มันภารกิจระดับชาติขั้นสูงสุด..."

"ก็เพราะอย่างนั้น การที่คุณไม่ยอมไปกับผม มันก็คือการเสียเวลาไง" หลินหนิงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

เฉินจื้อเริ่มโมโห สายตาคมกริบราวกับใบมีด

หลินหนิงจ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว "คุณสั่งการจากระยะไกลก็ได้ ไม่ได้ต้องลงมือเองสักหน่อย ไปกับผมก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร แล้วทำไมถึงต้องปฏิเสธด้วย?"

ยิ่งพูดหลินหนิงก็ยิ่งฉุน แต่จู่ๆ เขาก็เม้มปาก กลืนคำพูดที่กำลังจะหลุดออกมาลงคอไป

กลัวจะลากเขาไปซวยด้วย... นั่นแหละคือคำตอบ

แต่เขาก็มีเหตุผลของเขาเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารระยะประชิดหรือสไนเปอร์ระยะไกล หลินหนิงมั่นใจว่าตราบใดที่มันเกิดขึ้นใกล้ตัวเขา เขาจะสัมผัสได้ล่วงหน้าเสมอ

นี่คือในประเทศ แถมยังระวังตัวไว้ก่อนอีก เขาไร้เทียมทานอยู่แล้ว

เฉินจื้อก็รู้เรื่องนี้ดี

แต่เขายอมทิ้งโอกาสรอดเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่หลินหนิงมอบให้ เพียงเพราะกลัวว่ามันอาจจะมีโอกาสสักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้หลินหนิงต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย

หลินหนิงไม่อยากฟังเขาอธิบายเหตุผล เลยหลับตาลงดื้อๆ

เฉินจื้อเห็นท่าทางแบบนั้น ก็โกรธจนแทบอยากจะคว้าถ้วยชาปาใส่หน้า

หัดโตเป็นผู้ใหญ่หน่อยได้ไหม? มางอแงอะไรเอาป่านนี้

เขาจ้องหลินหนิงเขม็ง เขารู้ดีว่าหลินหนิงไม่ยอมไปจริงๆ แน่ และก็รู้ด้วยว่าหลินหนิงรู้ว่าเขารู้... นี่คือการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน — ถ้าเขาเป็นอะไรไป หลินหนิงจะต้องคลุ้มคลั่งแน่ๆ

เฉินจื้อประเมินความเสี่ยงและชั่งน้ำหนักในใจอย่างรวดเร็ว ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็แค่นหัวเราะเสียงเย็น "ก็ได้ ผมไปกับคุณ"

หลินหนิงลืมตา ลุกขึ้นยืน "มือสังหารน่าจะอยู่ในปักกิ่ง คุณปลอมตัวหน่อยแล้วกัน ค่อยออกไปกับผม แล้วสั่งให้คนทางนี้เริ่มค้นหาได้เลย"

เฉินจื้อไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก เขากดโทรศัพท์สั่งการอย่างรวดเร็วสองสามสาย แล้วเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดและแต่งหน้าในห้องพักด้านใน ก่อนจะเดินออกมาเงียบๆ

หลินหนิงไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเย็นชาของอีกฝ่าย ก้าวเท้าเดินตามไปเงียบๆ

คนไม่กี่คน รถสองคัน เหยียบคันเร่งมิดไมล์มุ่งหน้าไปยังสนามบินของกองทัพในเขตชานเมือง

พอขึ้นเครื่อง หลินหนิงก็หยิบแฟ้มประวัติบุคลากรของฐานวิจัยปึกใหญ่มาเปิดอ่าน

ครั้งนี้เขาไม่ได้ดูแค่ชื่อกับรูปถ่าย แต่ไล่อ่านประวัติการทำงานและเอกสารตรวจสอบประวัติทางการเมืองอย่างละเอียดทุกบรรทัด

ยิ่งอ่านสีหน้าก็ยิ่งเย็นชา แต่ความโกรธในใจกลับคุกรุ่นราวกับภูเขาไฟที่รอวันปะทุ

คนที่ได้เข้าร่วมโครงการวิจัยทางทหารระดับสูงสุดของประเทศแบบนี้ ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายสนับสนุนหรือธุรการ การตรวจสอบประวัติทางการเมืองถือว่าเข้มงวดที่สุดแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงว่าสืบสาวกลับไปสามชั่วโคตร หรืออาจจะหลายชั่วโคตรด้วยซ้ำ แม้แต่รอยด่างพร้อยทางศีลธรรมเล็กๆ น้อยๆ หรือความเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกตเพียงนิดเดียว ก็ถูกสืบสวนจนกระจ่างแจ้งหมดแล้ว

นั่นแปลว่าคนพวกนี้... ไม่ใช่สายลับที่แฝงตัวเข้ามา แต่เป็นคนกันเองที่ทรยศหักหลัง

ไอ้พวกคนขายชาติ!

หลินหนิงโยนแฟ้มข้อมูลไปด้านข้าง แล้วหลับตาพักผ่อน

เฉินจื้อที่ตอนนี้ทั้งรูปลักษณ์และบุคลิกเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาถามความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาต่อไป

สองชั่วโมงต่อมา เครื่องบินก็ร่อนลงจอด

หลิวเจาเดินนำหน้า ทุกคนตีหน้าขรึมเปลี่ยนไปขึ้นรถ มุ่งหน้าตรงไปยังฐานวิจัยทันที

ฐานวิจัยตั้งอยู่ท่ามกลางกลุ่มอาคารบริเวณเชิงเขา ตัวอาคารสีเทาหม่นดูเก่าและธรรมดา ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่

การรักษาความปลอดภัยของฐาน ไม่ว่าจะเป็นทหารยามปกติ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากหน่วยงานการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รักษาความลับจากกระทรวงความมั่นคง ถึงจะประจำการอยู่ แต่ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามลำพัง ต้องไปไหนมาไหนเป็นกลุ่มอย่างน้อยสี่คนขึ้นไป

นอกจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครเดินเพ่นพ่านอยู่ระหว่างอาคารเลย บรรยากาศเงียบกริบจนน่าขนลุก แต่กลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียดและกดดันอย่างหนัก

แม้แต่เสียงนกร้องก็ยังเงียบหายไป

หลังจากผ่านด่านตรวจสอบหลายชั้น หลินหนิงและคณะก็เข้ามาถึงห้องควบคุมหลัก

ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบทหารที่รีดจนเนี้ยบ หน้าตาดูเด็ดขาด ลุกขึ้นยืน

เฉินจื้อก้าวออกมาข้างหน้า "กรมความมั่นคงแห่งชาติ กอง 1 เฉินจื้อ"

ชายคนนั้นแววตาวูบไหว "กองบัญชาการทหารภาคกลาง กรมการเมือง หลี่เซี่ยวเหอ"

หลินหนิงเหลือบมองดาวสีทองบนบ่าของเขา

พลตรี

นี่คือเบอร์หนึ่งฝ่ายต่อต้านข่าวกรองและตรวจสอบประวัติทางการเมืองของกองบัญชาการทหารภาคเลยนะเนี่ย

เฉินจื้อไม่อ้อมค้อม เข้าประเด็นทันที "ตอนนี้สภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่เป็นยังไงบ้าง? ถ้าเป็นไปได้ เราอยากจะคัดกรองนักวิจัยหลักก่อนเป็นเบื้องต้น จะได้ให้พวกเขาเริ่มการทดลองต่อได้เร็วที่สุด"

หลี่เซี่ยวเหอกวาดสายตาผ่านหน้าเฉินจื้อ หลินหนิง และคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

ก่อนจะพยักหน้า "ตอนมาถึงผมไปดูมาแล้ว ไม่มีท่าทีต่อต้านอะไร นอกจากความโกรธเรื่องที่มีคนปล่อยข้อมูลความลับ อารมณ์โดยรวมถือว่านิ่งพอสมควร สามารถเรียกมาคุยได้"

เฉินจื้อหันไปมองตัวแทนจากกระทรวงความมั่นคงที่ประจำอยู่ฐานวิจัยแห่งนี้ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ทันที

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนนั้นเดินนำทุกคนออกไปนอกห้อง

หลี่เซี่ยวเหอยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามหลังพวกเขากลับไป แววตาของเขาทอประกายล้ำลึกอย่างรวดเร็ว

ปกติการสืบสวนระดับกองทัพแบบนี้ กรมการเมืองของกองบัญชาการทหารภาคจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักมาตลอด แต่ครั้งนี้ เขากลับได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้เจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงเข้ามาสืบสวนอิสระก่อน

การสืบสวนอิสระ... ก็หมายความว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรมการเมืองก็เข้าไปฟังด้วยไม่ได้

ชื่อเสียงของเฉินจื้อ เขาได้ยินมานานแล้ว ยิ่งช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ยิ่งโดดเด่น คดีสายลับที่พัวพันกับทายาททหารรุ่นสองรุ่นสามในหลายกองบัญชาการก่อนหน้านี้ ก็เป็นฝีมือเฉินจื้อที่ขุดคุ้ยขึ้นมาทั้งนั้น

นิ้วของหลี่เซี่ยวเหอที่แนบอยู่ข้างตะเข็บกางเกงถูเข้าหากันเบาๆ

หรือว่าจะมีคนเก่ง มีไม้เด็ดอะไรซ่อนอยู่?

การจับโกหกจากการพูดคุย? สังเกตสีหน้าท่าทาง? หรือว่าอะไรกันแน่?

พวกเฉินจื้อเดินตามเจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนนั้นผ่านฐานวิจัยที่ว่างเปล่า จนมาถึงหอประชุมขนาดเล็ก

วินาทีที่ก้าวเข้าไปในหอประชุม สายตาของหลินหนิงก็กวาดไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางแสงออร่าสีทองสว่างจ้า มีแสงออร่าสีดำแดงสองจุดสะดุดตาเป็นอย่างมาก

[หวงเยี่ยนเจิ๋น นักวิจัย]

[เลี่ยวอี้ ผู้ช่วยนักวิจัยฝึกหัด]

หวงเยี่ยนเจิ๋นอายุราวๆ สี่สิบ หน้าตาธรรมดา รูปร่างค่อนข้างท้วม

ส่วนเลี่ยวอี้ หลินหนิงหยุดสายตาไว้ที่หัวของเขา ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีผมหงอกแซม ใบหน้าก็ดูไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ไม่น่าจะใช่พวกผมหงอกก่อนวัย

แล้วทำไมถึงยังเป็นแค่ผู้ช่วยนักวิจัยฝึกหัดล่ะ?

ความสงสัยผุดขึ้นมาในใจหลินหนิงชั่วแวบหนึ่ง

แต่เขาไม่ได้ใส่ใจกับความขัดแย้งนั้นมากนัก ริมฝีปากไม่ขยับ แต่น้ำเสียงกลับชัดเจน "แถวที่สาม คนที่สองจากซ้าย ผู้ชายเสื้อดำ เลี่ยวอี้ ส่วนแถวที่ห้า คนแรกจากขวา ผู้หญิงเสื้อเชิ้ตขาว หวงเยี่ยนเจิ๋น"

เฉินจื้อไม่ได้หันกลับมามอง ตอบเสียงเบา "จับตาดูไว้ก่อน บอกให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเตรียมพร้อม พอถึงคิวเรียกคุย ค่อยรวบตัว"

จบบทที่ บทที่ 407 - สมควรตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว