- หน้าแรก
- บันทึกสะสมสิ่งประหลาดของราชันแห่งจันทรา
- บทที่ 55 จิตรกรความน่าจะเป็น
บทที่ 55 จิตรกรความน่าจะเป็น
บทที่ 55 จิตรกรความน่าจะเป็น
เฉินเมี่ยเมี่ยยังไม่ทันเดินออกจากสมาคม
นาฬิกาข้อมือก็ได้รับข้อความใหม่
ข้อความมาจากคู่หูของเขา จันทราเงินลำดับที่เก้า [จิตรกร] ซี เมื่อครู่นี้ทุกคนเพิ่งจะเพิ่มช่องทางการติดต่อกันไป
เวลา: 21:17
ผู้ส่ง: [จิตรกร] ซี
เนื้อหา: มีเรื่องสำคัญบางอย่างจะคุยกับเจ้า เชิญมาหาข้าที่ห้องบนชั้นสองของสมาคม
"เสี่ยวเหลิ่ง ชั้นสองไปทางไหน ห้องของซีอยู่ไหน?"
เหลิ่งหรูเสวี่ยอึ้งไปพักใหญ่ กว่าจะตระหนักได้ว่าคำว่า 'เสี่ยวเหลิ่ง' นั้นกำลังเรียกตัวเองอยู่
"เจ้าสามารถเรียกข้าว่ารองประธานเหลิ่งได้ แน่นอนว่าหากเจ้าจะละคำว่า 'รอง' ทิ้งไปข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ"
"ข้าท้าทายประธานสมาคม เสมอกัน นับว่าเป็นประธานสมาคมครึ่งก้าว เรียกเจ้าว่าเสี่ยวเหลิ่งคำหนึ่งยังไม่พอใจอีกหรือ?" เฉินเมี่ยเมี่ยเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์
เหลิ่งหรูเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "ข้าจะพาเจ้าไป"
เหลิ่งหรูเสวี่ยไม่ได้เห็นด้วยกับคำว่า 'ประธานสมาคมครึ่งก้าว' เขาเพียงหวนนึกถึงคุณลักษณะที่ตีอย่างไรก็ไม่ตายของเฉินเมี่ยเมี่ย หากเขามี [ความเป็นอมตะ] ถึงระดับนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองคงจะโอหังยิ่งกว่าเฉินเมี่ยเมี่ยเสียอีก
ระหว่างทาง รองประธานเหลิ่งผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาย่อมไม่ปล่อยให้ปากอยู่ว่าง
"เฉินเมี่ยเมี่ย ร้ายกาจนักนะ เพิ่งเรียนจบก็มี [ความเป็นอมตะ] แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ช่างน่าอิจฉาจริงๆ"
ผู้ลี้ลับทุกคน การยกระดับ [ความลี้ลับ] ล้วนเป็นไปตามขั้นตอน จากต่ำไปสูง ค่อนข้างยุติธรรม
ทว่า [ความเป็นอมตะ] กลับไม่ใช่ จุดเริ่มต้น [ความเป็นอมตะ] ของแต่ละคนจะเท่ากับ [ความลี้ลับ] ของตนเอง แต่สิ่งมีชีวิตบางชนิด [ความเป็นอมตะ] จะสูงกว่า [ความลี้ลับ] ของตนเองมาก อย่างเช่นเผ่าโลหิต ที่เกิดมาก็มี [ความเป็นอมตะ] สูงส่ง
เฉินเมี่ยเมี่ยเอ่ยปลอบใจผู้ที่จะมาเป็นมือขวาของตนในอนาคตผู้นี้:
"อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ข้าเองก็ผ่านการถูกชีวิตโบยตี ทนทุกข์กับความขมขื่นของความเป็นจริงมาอย่างหนัก กว่าจะค่อยๆ ฝึกฝนจนมาถึงระดับในวันนี้ได้"
เหลิ่งหรูเสวี่ยถอนหายใจ "วิธีการฝึกฝนแบบนี้ข้าก็เคยลองแล้ว น่าเสียดายนะ ที่มันไม่ได้ผลกับข้าสักเท่าไร"
"หืม? มีเรื่องราวซ่อนอยู่หรือ? เล่ามาสิ"
เหลิ่งหรูเสวี่ยเงยหน้ามองดวงจันทร์ "ชีวิตซัดข้าจนล้มลงไปกองกับพื้น ข้าถึงได้พบว่าการนอนมันสบายกว่าการยืน สิ่งที่ฆ่าข้าไม่ตาย ก็ยังคงเอาแต่ซัดข้าอยู่นั่นแหละ เฮ้อ~"
เฉินเมี่ยเมี่ยรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รีบยุติหัวข้อสนทนานี้ทันที
สิ่งที่สมาคมเรียกว่าชั้นสอง ความจริงแล้วสูงมาก หากเปลี่ยนเป็นอาคารอื่น คาดว่าคงจะเป็นชั้นสี่ขึ้นไปแล้ว
โถงลักษณะคล้ายถ้ำของ [โถงจันทราเงิน] นั้นมีความสูงของเพดานมากเกินไป ส่งผลให้ชั้นสองของที่นี่อยู่สูงมากเช่นกัน
โครงสร้างของชั้นสองกลับมาเป็นห้องพักอาศัยตามปกติ ตลอดทั้งชั้นมีห้องอยู่ราวๆ สิบกว่าห้อง
"สมาคมของพวกเรารวมตัวกันด้วยความศรัทธาต่อดวงจันทร์ สมาชิกล้วนพักอาศัยอยู่กระจัดกระจายกันไป ที่นี่เป็นเพียงสถานที่ที่พวกเขาแวะมาพักพิงเป็นครั้งคราวเท่านั้น"
เฉินเมี่ยเมี่ยจ้องมองเหลิ่งหรูเสวี่ยโดยไม่พูดอะไร
เหลิ่งหรูเสวี่ยเข้าใจความหมายของเขาในวินาทีนั้น "เจ้าเองก็มี จะจัดเตรียมห้องให้เจ้าห้องหนึ่ง"
บนใบหน้าของเฉินเมี่ยเมี่ยปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาในทันที
ทั้งสองคนมาถึงหน้าประตูห้องบานหนึ่ง
บนบานประตูมีลวดลายดวงจันทร์เหมันต์ และมีตัวเลข 9 อยู่ด้วย
"ที่นี่ก็คือห้องของซี บนประตูห้องที่มีตัวเลข ก็คือห้องของผู้ที่ครอบครองที่นั่งตามลำดับ ข้าขอตัวก่อนล่ะ"
เหลิ่งหรูเสวี่ยจากไปทันที
ซีไม่ได้เอ่ยเชิญเขา เขาย่อมไม่ก้าวเข้าไปในห้องส่วนตัวของผู้ลี้ลับอีกคนโดยพลการ
เฉินเมี่ยเมี่ยเคาะประตู "ข้าเฉินเมี่ยเมี่ย"
"เข้ามาสิ"
ประตูไม่ได้ล็อก เฉินเมี่ยเมี่ยผลักประตูเดินเข้าไป
แวบแรกที่เดินเข้าไป
รก รกมาก รกรุงรังเหลือเกิน
ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยขาตั้งวาดรูปและผ้าใบวาดภาพ กระบอกใส่พู่กันมีวางอยู่ทุกหนทุกแห่ง บนพื้นมีสีสันหลากหลายสาดกระเซ็นอยู่เต็มไปหมด
ซีกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโซฟา ในมือถือพู่กันด้ามหนึ่ง กำลังทำท่าทางเล็งไปที่ผ้าใบวาดภาพผืนหนึ่ง คล้ายกับกำลังกำหนดสัดส่วนของภาพวาดอยู่
เฉินเมี่ยเมี่ยเพียงมองซีแค่แวบเดียว ก็รีบดึงสายตากลับมา ไม่กล้ามองมากไปกว่านั้น
มองมากไปเดี๋ยวจะเสพติดเอาได้
ลำดับที่เก้าผู้เป็นคู่หูของเขาผู้นี้ทั้งดูเกียจคร้านและยั่วยวน ทั้งแน่วแน่และเย็นชา ทั้งดูบริสุทธิ์และเย้ายวน ช่างเป็นผลผลิตของความย้อนแย้งโดยแท้
"เจ้ามาแล้ว" ซีวางพู่กันลง ทว่ายังคงอยู่ในท่าเอนกายตะแคงข้าง ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นนั่งดีๆ เพื่อพูดคุยเลยแม้แต่น้อย
"อืมๆ" เฉินเมี่ยเมี่ยหาที่นั่งในห้องนี้ไม่ได้เลย
"คงต้องรบกวนให้เจ้ายืนสักครู่แล้ว กฎประจำวันของประธานสมาคมเราที่เพิ่งรีเฟรชเมื่อครู่นี้เจ้าก็น่าจะได้ยินแล้ว 'เมื่อขึ้นเตียงแล้ว จำเป็นต้องอยู่บนเตียงให้ครบ 10 ชั่วโมง' ตอนที่ได้ยิน ข้าก็นอนลงไปแล้ว จึงลงจากเตียงไม่ได้ ทำได้เพียงเรียกให้เจ้าขึ้นมา"
เฉินเมี่ยเมี่ยร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง
มิน่าเล่าถึงเรียกเขาขึ้นมา ที่แท้ก็ถูกยัยหัวรูบิคเฟยน่าจัดแจงจนไม่อาจลุกไปจากเตียงได้นี่เอง
"พวกเราที่เป็นคู่หูกัน หลักๆ แล้วต้องทำอะไรร่วมกันบ้างล่ะ?"
"สมาคมมักจะได้รับภารกิจขอความช่วยเหลือต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง บ้างก็มีอันตราย บ้างก็มีผลตอบแทนสูง บ้างก็เป็นการจัดสรรแบบกึ่งบังคับ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่วนรวมที่สมาคมต้องลงมือร่วมกัน กลุ่มที่เต็มใจจะรับภารกิจก็สามารถไปรับได้"
"ไม่มีปัญหา แต่ข้าค่อนข้างชอบลงมือในตอนกลางคืนมากกว่า"
"ได้สิ คนในสมาคมของพวกเราส่วนใหญ่ก็ชอบตอนกลางคืนกันทั้งนั้น ก่อนที่จะลงมือร่วมกัน พวกเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถพื้นฐานของอีกฝ่ายกันสักหน่อย"
เฉินเมี่ยเมี่ยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย "[ความลี้ลับ] ไม่ใช่ว่าห้ามบอกคนอื่นหรอกหรือ?"
"เฉินเมี่ยเมี่ย เจ้าอาจจะยังไม่ค่อยชัดเจนนัก ว่าในแวดวงลี้ลับ การอยู่ในสมาคมเดียวกันนั้นหมายความว่าอย่างไร"
"หมายความว่าอย่างไรล่ะ?"
"หลังจากเข้าร่วมสมาคมแล้ว นอกเหนือจากความตาย ก็ไม่มีคำว่าถอนตัว"
"หา! [โถงจันทราเงิน] เผด็จการถึงเพียงนี้เชียว?!"
"เปล่าเลย ทุกสมาคมก็ล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น"
ความประหลาดใจบนใบหน้าของเฉินเมี่ยเมี่ยคงอยู่เพียงสองวินาที ก่อนจะกลับมาเผยสีหน้าดีใจอีกครั้ง "ถ้าพูดเช่นนี้ นี่ก็ถือเป็นชามข้าวเหล็กที่ได้กินไปตลอดชีวิตเลยน่ะสิ?"
ซีเป็นประเภทเย่อหยิ่งเย็นชาของแท้ นางไม่ได้รับมุกของเฉินเมี่ยเมี่ยเลยแม้แต่น้อย:
"การเข้าร่วมสมาคม ก็คือการเป็นชุมชนร่วมกันในทางลี้ลับ [ความลี้ลับ] แต่ละชนิดก็ล้วนเปรียบเสมือนเกาะร้างที่โดดเดี่ยว ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ก็จำเป็นต้องเดินทางร่วมกัน ดังนั้นสมาชิกในสมาคมเดียวกัน จึงมีความไว้วางใจในระดับหนึ่ง
และคู่หู ก็คือบุคคลที่มีความใกล้ชิดเพียงหนึ่งเดียวที่มากยิ่งกว่าสมาชิกในสมาคมเดียวกัน เป็นไปได้อย่างมากว่าเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันอาจจะมากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก ต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ และผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน"
เฉินเมี่ยเมี่ยไม่ได้พูดแทรก เขาฟังอย่างเงียบๆ จนจบถึงค่อยเอ่ยปาก
"คู่หูใกล้ชิดและสำคัญถึงเพียงนี้ หากกลางคันพบว่าเลือกคนผิดขึ้นมาจะทำอย่างไร"
"เลือกเอง ก็ต้องรับผลเอง
ข้าได้เห็น [ความลี้ลับ] บางส่วนของเจ้าไปแล้ว ข้าพอใจมากกับ [ความเป็นอมตะ] อันหาที่เปรียบมิได้ของเจ้า และข้าก็ชื่นชมความกล้าหาญที่เจ้ากล้าท้าทายประธานสมาคม
ดังนั้น ตอนนี้จึงถึงเวลาที่จะให้เจ้าได้เห็น [ความลี้ลับ] ของข้าบ้างแล้ว"
"ฉายาที่ข้าใช้เรียกขานภายนอกคือ [จิตรกร] แต่แท้จริงแล้วชื่อเต็มที่ถูกซ่อนไว้ก็คือ [จิตรกรความน่าจะเป็น] ข้าสามารถใช้แสงเงาและ 'ความน่าจะเป็น' ในการวาดภาพได้
ตราบใดที่ยังเป็นภาพวาดที่ข้าเขียนไม่เสร็จ มันก็จะวิวัฒนาการแบบสุ่ม สีสันจะผสมผสานกันเองในทุกเสี้ยวเวลา เส้นสายจะเปลี่ยนแปลงไปเอง ทุกๆ วินาทีก็คือผลงานชิ้นใหม่"
เมื่อ [จิตรกรความน่าจะเป็น] ซีคลายการปกปิดออก
ภาพวาดบนผืนผ้าใบทั้งหมดในห้องก็ 'มีชีวิต' ขึ้นมา
ภาพทั้งหมดค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเองอย่างช้าๆ เส้นสายขยับไปมาคล้ายกับไส้เดือน สีสันบิดเบี้ยวราวกับน้ำวน