บทที่ 47 - ไป๋ป๋อ
บทที่ 47 - ไป๋ป๋อ
บทที่ 47 - ไป๋ป๋อ
ลำเอียงแล้วยังกล้าพูดออกมาหน้าตาเฉยอีก! ที่แท้ก็เป็นพวกเดียวกับคนเลวนั่นแหละ เป็นคนเลวกันหมดเลย!
ตอนนี้ไป๋ฉ่างก็ยังคงคิดแบบนั้น พี่ชายสุดเท่คนนั้นช่างไม่มีหลักการเอาซะเลย!
แต่ตอนนี้พอเขาได้ยินคำพูดของพ่อกับแม่ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับเป็นประโยคสุดท้ายที่พี่ชายสุดเท่บอกว่า "คำพูดของนาย จะทำให้เขาเสียใจนะ"
เขาไม่เข้าใจว่าทำไม จนถึงตอนนี้เขาก็ยังปักใจเชื่อว่าคนคนนั้นคือคนเลว แต่ว่า...
"คุณแม่ครับ ถ้าผมทำร้ายใครสักคน ผมควรทำยังไงดีครับ?" ไป๋ฉ่างเงยหน้าขึ้นถาม
"อย่างแรก ลูกก็ต้องพาเขาไปโรงพยาบาล ตรวจเช็ค ทำแผล... แล้วก็นะ ยังมีอีกข้อที่สำคัญที่สุดด้วย" หลี่ซูหย่าก้มหน้าลง มองเขาแล้วพูดต่อ "ขอโทษไงจ๊ะ"
ไป๋ฉ่าง : "..."
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป
"เด็กคนนี้... เป็นอะไรของเขาน่ะ?" ไป๋จือผู่ไม่เข้าใจ
เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?
หลี่ซูหย่าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เธออยากจะหันกลับไปมองผ่านกระจกดูว่าเหลียงป๋อกับอวี๋เฟิงเดินไปถึงไหนแล้ว แต่กลับพบว่าเงาร่างของทั้งสองคนได้หายไปภายใต้แสงไฟริมถนนเสียแล้ว
...
"ได้ออกมาสักที ขืนนั่งต่ออีกนิด รอยยิ้มของฉันคงกลายเป็นความทรงจำของกล้ามเนื้อไปแล้วแน่ๆ"
อีกด้านหนึ่ง เหลียงป๋อยืดแขนบิดขี้เกียจ ทั้งสองคนเดินออกจากเขตคฤหาสน์ โดยไม่มีทีท่าว่าจะนั่งรถ แต่กลับเดินปะปนไปกับฝูงชน พวกเขาสวมเสื้อยืดสีดำคล้ายๆ กัน มองดูเหมือนเด็กหนุ่มที่ออกมาเดินเล่นย่อยอาหารหลังมื้อค่ำ
"นายไม่ชอบบ้านหลังนี้เหรอ?" อวี๋เฟิงถามขึ้น
"ไม่คุ้นชินน่ะ แต่ท่านทั้งสองก็ดีกับฉันมากเลยนะ"
เหลียงป๋อเลี่ยงที่จะตอบคำถามง่ายๆ ว่า 'ชอบ' หรือ 'ไม่ชอบ'
"แล้วเด็กคนนั้นล่ะ?"
"เขาเหรอ? ไป๋ฉ่างน่ะนะ?" พอเหลียงป๋อพูดถึงไป๋ฉ่าง แววตาของเขาก็ฉายแววไม่สบอารมณ์วูบหนึ่ง แต่ใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ "ก็แค่เด็กเปรตคนนึง มีอะไรให้พูดถึงล่ะ? อีกอย่าง ต่อไปก็ไม่แน่ว่าอาจจะแทบไม่มีโอกาสได้คุยกันอีกเลยด้วยซ้ำ... อ้อ จริงสิ ฉัน... พวกท่านไม่ได้พูดอะไรกับนายใช่ไหม?"
เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า สาเหตุที่ผู้อาวุโสทั้งสองเซ้าซี้จะเลี้ยงข้าวอวี๋เฟิงให้ได้ ก็เพราะคิดว่าคนที่เขาชอบคืออวี๋เฟิงไม่ใช่รึไง?!
สภาพแวดล้อมของเขตปลอดภัยนั้นดีกว่ามาก หากไม่ใช่เพราะพวกเขาทั้งคู่มาจากซีกโลกซอมบี้ ในช่วงเวลาที่สายลมยามค่ำคืนพัดโชยมาแบบนี้ คงเผลอคิดไปว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความสงบสุขในอดีตเป็นแน่ อวี๋เฟิงหันหน้าไปมอง ก็เห็นดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าดำขลับเป็นประกาย ดูไปดูมาก็ออกจะ... ประหม่านิดๆ?
อารมณ์แบบนี้ เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เห็นนับตั้งแต่รู้จักกับคนคนนี้มา
คนคนนี้ภายนอกดูเป็นคนสบายๆ ไม่คิดอะไรมาก เหมือนพวกสมองกลวง แต่ภายในกลับกระจ่างแจ้งราวกับกระจกเงา เชี่ยวชาญเจนจัดโลกจนชวนให้คิดว่าจริงๆ แล้วเขาดูไม่เหมือนเด็กอายุสิบเก้าเลยสักนิด
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากอะไร ก็ยากที่จะทำให้เขาเผยความลุกลี้ลุกลน หรือความตื่นตระหนกออกมาให้เห็น แต่ตอนนี้กลับเป็นเช่นนั้นเสียแล้ว
อวี๋เฟิงจ้องมองอย่างละเอียดอยู่สองวินาที ก่อนจะหันกลับมา จ้องมองพื้น แล้วเดินต่อไป "เปล่า พวกท่านไม่ได้พูดอะไรกับฉันหรอก แค่บอกให้ฉัน... ดูแลนายให้ดีๆ"
"ดูแลฉัน?" เหลียงป๋อหัวเราะอย่างหงุดหงิด "นั่นมันเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ถ้าพวกท่านรู้ว่านายสวมไอ้ของพรรค์นั้นไว้ที่ข้อเท้าฉันล่ะก็ สงสัยคงได้สติแตกกันตรงนั้นแน่"
เขาไม่พูดถึง แต่ก็ใช่ว่าจะลืมเรื่องของที่อยู่ตรงข้อเท้าตัวเองหรอกนะ เพียงแต่อวี๋เฟิงไม่ได้มีท่าทีจะใช้มันมาแบล็กเมล์เขา เขาก็เลยยังไม่รีบร้อนที่จะเอาไอ้ของที่ข้อเท้าออก
ตอนแรกเขาก็อยากจะเอาสินค้าทั้งยี่สิบห้าลังนั่นมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการปลดห่วงเงินนี่ออกอยู่หรอก แต่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะยังไงซะ การเอาชีวิตเขามาข่มขู่ มันก็สามารถทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
"นายหมายความว่า ตอนนี้นายจะไม่กลับไปตระกูลเหลียงแล้วงั้นเหรอ?" อวี๋เฟิงได้ยินดังนั้น จู่ๆ ก็ถามขึ้น
"ไม่กลับหรอก กลับไปก็ไม่มีใครต้องการนี่นา"
"แล้วทำไมนายถึงไม่เปลี่ยนนามสกุลล่ะ?"
"เปลี่ยนเป็นอะไรล่ะ? เปลี่ยนกลับมา แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?" เหลียงป๋อเอียงคอถาม "ไป๋ป๋องั้นเหรอ?"
(จบแล้ว)