- หน้าแรก
- เจียงโย่วหลิงขอโทษที พอดีข้าใช้ปรัชญาเต๋าทะลวงด่านเซียน
- บทที่ 61 - ลาออกลดเบี้ยหวัด แลกเปลี่ยนกับเวลา
บทที่ 61 - ลาออกลดเบี้ยหวัด แลกเปลี่ยนกับเวลา
บทที่ 61 - ลาออกลดเบี้ยหวัด แลกเปลี่ยนกับเวลา
บทที่ 61 - ลาออกลดเบี้ยหวัด แลกเปลี่ยนกับเวลา
เจียงโย่วหลิงปาดหยดน้ำบนใบหน้าออก รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก
การพัฒนาเช่นนี้ดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่สำหรับการหลอมกายาแล้ว ความก้าวหน้าทุกกระเบียดนิ้วล้วนมีค่าอย่างยิ่ง
ตามความเร็วระดับนี้ บางทีอีกไม่กี่เดือน เธอคงจะสามารถปรับตัวรับการหลอมชำระที่รุนแรงระดับนี้ได้
การที่เจียงโย่วหลิงกลับดึกติดต่อกันหลายวัน ทำให้เสิ่นอิ๋งซูรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
"โย่วหลิง ช่วงนี้เจ้ามัวแต่ไปทำอะไรอยู่? พวกเราอยู่ชายคาเดียวกันแท้ๆ แต่เจ้ากลับยุ่งตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ข้าไม่ได้เห็นหน้าเจ้ามาหลายวันแล้วนะ!"
เจียงโย่วหลิงหัวเราะเบาๆ "ก็บอกแล้วไงว่ากำลังฝึกหลอมกายาอยู่น่ะ?"
เสิ่นอิ๋งซูเบ้ปาก พลางนวดข้อมือตัวเอง "หลอมกายาหรือ... เมื่อก่อนข้าก็เคยลองนะ แต่ทนได้แค่วันเดียวก็รับไม่ไหวแล้ว ตอนนี้พอนึกถึง ความรู้สึกตอนเอามือฟาดไปบนต้นไม้ ก็ยังทำให้ข้าเจ็บมืออยู่เลย!"
นางสะบัดมืออย่างเว่อร์วัง "เจ้านี่เก่งจริงๆ ที่ทนมาได้ตั้งนานขนาดนี้"
เจียงโย่วหลิงยิ้มบางๆ น้ำเสียงราบเรียบ "เส้นทางการบำเพ็ญเพียรเดิมทีก็ยากลำบากอยู่แล้ว หากไม่กัดฟันสู้ จะก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้อย่างไร?"
"รู้แล้วๆ" เสิ่นอิ๋งซูโบกมือ "ข้าก็แค่บ่นไปงั้นแหละ เออใช่..."
นางเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงดูร่าเริงขึ้น "เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะได้เบี้ยหวัดรายเดือนมา ข้าพอจะเก็บหินวิญญาณได้บ้างแล้ว พรุ่งนี้เจ้าอยากจะไปเดินเล่นที่หอฉีอู้ด้วยกันไหม?"
เมื่อเห็นเจียงโย่วหลิงมีสีหน้าลังเล เสิ่นอิ๋งซูก็เข้าใจทันที "ช่างเถอะๆ รู้แล้วล่ะว่าเจ้าจะต้องไปแช่น้ำหลอมกายาอีก ข้าไปหาคนอื่นเป็นเพื่อนก็ได้"
นางแกล้งทำท่าทางสบายๆ หันหลังกลับ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันมาเตือน "แต่เจ้าก็อย่าหักโหมให้มันมากนักล่ะ ขืนฝึกหนักเกินไปจนรากฐานเสียหาย มันจะไม่คุ้มเอานะ"
"อืม ข้าจะระวังไม่ให้เกินขีดจำกัดก็แล้วกัน"
เจียงโย่วหลิงพยักหน้า มองตามหลังเสิ่นอิ๋งซูที่เดินกลับเข้าห้องไป ในใจก็แอบถอนหายใจเบาๆ
หากเธอยังเป็นแค่ศิษย์รับใช้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้ก็คงจะไปขลุกอยู่กับเสิ่นอิ๋งซู วางแผนไปเดินเที่ยวหอฉีอู้อย่างตื่นเต้น แล้วก็คงจะซื้อของเล่นราคาถูกๆ แปลกๆ กลับมาแน่ๆ
แต่หลังจากที่เธอได้รู้ความจริงและความโหดร้ายของสำนักเซียน เธอกลับไม่อยากจะปล่อยปละละเลยแม้แต่วินาทีเดียว คิดเพียงแค่อยากจะพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
หลังจากฝึกหลอมกายาแบบนี้มาสิบกว่าวัน รอจนเจียงโย่วหลิงใช้น้ำยาสมุนไพรสองชุดที่ปรุงไว้ล่วงหน้าจนหมด เวลาที่เธอใช้ฝึกชำระร่างกายใต้น้ำตก ก็เพิ่มจากไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เป็นสองชั่วยามเต็มแล้ว
วันนี้เธอไปแช่น้ำตกหลอมกายาตามปกติ หลังจากเดินฝ่าความมืดกลับมาถึงลานบ้าน เธอก็ขมวดคิ้วเบาๆ
"สมุนไพรที่เตรียมไว้คราวก่อนใช้หมดแล้ว คงต้องหาเวลาไปหอฉีอู้อีกสักรอบ..."
เจียงโย่วหลิงพึมพำกับตัวเอง รู้สึกกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกยุ่งยากยิ่งกว่าก็คือ เมื่อเวลาในการฝึกหลอมกายาเพิ่มขึ้น เวลาที่ต้องเร่งรีบไปฝึกใต้น้ำตกหลังจากทำงานจิปาถะเสร็จในแต่ละวัน ก็ยิ่งรัดตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
หากแค่ต้องไปแช่น้ำหลอมกายาอย่างเดียวก็คงไม่เท่าไหร่
แต่การแช่น้ำยาสมุนไพรทุกๆ ห้าวันก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แถมการต้มน้ำยาก็ต้องใช้เวลาพอสมควร
และสิ่งที่พอจะคาดเดาได้ก็คือ หากยังคงใช้วิธีหลอมกายาแบบนี้ต่อไป เวลาที่ต้องใช้ฝึกก็จะยิ่งยืดเยื้อออกไปอีก
ดูเหมือนว่าจะต้องหาทางลดเวลาทำงานจิปาถะในแต่ละวันลง หรือไม่ก็ต้องหาน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกรากและมีแรงกระแทกมากกว่านี้ให้ได้
วันรุ่งขึ้น เจียงโย่วหลิงไปหาหวังฉู่จวิน เพื่อถามข่าวคราวเรื่องน้ำตก
"ข้าก็พอจะรู้จักน้ำตกอยู่หลายแห่งนะ แต่ที่พวกนั้น ถ้าไม่หน้าผาสูงชันเกินไป ก็ตั้งอยู่ในเขตหวงห้ามของสำนัก หรือไม่ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านนักพรตบางท่าน... ไม่ค่อยเหมาะกับเจ้าหรอก"
หวังฉู่จวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ในสำนักมีน้ำตกอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า 'น้ำตกจิ่วเทียน' มีค่ายกลเก้าชั้นคอยควบคุมความแรงของกระแสน้ำ เหมาะสำหรับให้ศิษย์ในสำนักไปใช้ฝึกร่างกายเลยล่ะ แต่ว่า..."
นางชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "น้ำตกจิ่วเทียนนี่เขาเก็บค่าเข้าด้วยนะ ทุกๆ สามชั่วยามต้องจ่ายหินวิญญาณหนึ่งก้อน"
เจียงโย่วหลิงใจหล่นวูบ
ทุกเดือนที่เธอทำงานในเรือนยันต์ ได้ค่าจ้างแค่หินวิญญาณห้าก้อน กับยาชิงซินหนึ่งขวด คิดถัวเฉลี่ยแล้ว วันหนึ่งก็หาได้แค่หินวิญญาณหนึ่งก้อนเท่านั้น
แค่ค่าไปใช้น้ำตกก็ต้องผลาญหินวิญญาณไปเยอะขนาดนี้ สำหรับเธอมันแพงเกินไปจริงๆ
เมื่อเห็นเจียงโย่วหลิงทำหน้าเครียด หวังฉู่จวินก็ไม่เข้าใจ
"น้ำตกที่เจ้าใช้อยู่ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ถึงแม้ที่นั่นจะอยู่ห่างไกลไปหน่อย แต่มันก็ดีตรงที่ไม่เสียเงินนะ"
เจียงโย่วหลิงทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง "มันก็ดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่ว่า... เวลามันไม่ค่อยจะพอ กว่าจะกลับถึงที่พักก็ปาเข้าไปยามจื่อแล้ว"
หวังฉู่จวินกลับหัวเราะ "เรื่องนี้แก้ไม่ยากหรอก ตอนนี้เจ้าทำงานตั้งสองที่ ลาออกไปสักที่ก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ?"
เจียงโย่วหลิงมีสีหน้าลังเล "แต่งานเสริมที่โรงครัววิญญาณ ข้าไม่อยากจะลาออกนี่เจ้าคะ..."
"งั้นก็ลาออกจากงานที่เรือนยันต์สิ!"
หวังฉู่จวินตอบกลับโดยไม่ต้องคิด
ตาของเจียงโย่วหลิงเป็นประกาย "งานที่เรือนยันต์... ก็ลาออกได้หรือเจ้าคะ?"
"ได้สิ ก็บอกไปว่าเขาตันหยางต้องการคน ทางเรือนยันต์จะไม่ยอมปล่อยคนหรือไง?"
หวังฉู่จวินหัวเราะเบาๆ "ตอนแรกที่ให้เจ้ารับงานเสริม ก็เพราะอยากให้มีรายได้เพิ่ม ในเมื่อมันยุ่งจนทำไม่ไหว ก็ลาออกไปเถอะ!"
เจียงโย่วหลิงดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ไม่คิดเลยว่าปัญหาที่กวนใจเธอมาตั้งนาน จะถูกแก้ได้อย่างง่ายดายขนาดนี้
แต่ก็แอบลังเลอยู่นิดหน่อย "เรื่องนี้จะทำให้ศิษย์พี่ลำบากใจหรือเปล่าเจ้าคะ?"
"ไม่ต้องห่วง แค่เขียนจดหมายฉบับเดียว เรื่องกล้วยๆ"
หวังฉู่จวินหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก ไม่นานก็เขียนอธิบายเหตุผลเสร็จ แล้วหยิบตราประทับชาดมาประทับลงบนกระดาษดังป้าบ
"เอาอันนี้ไปส่งที่เรือนยันต์นะ ต่อไปนี้เจ้าก็อยู่ภายใต้การดูแลของเขาตันหยางเราแล้ว!"
เจียงโย่วหลิงรับจดหมายมา กล่าวขอบคุณศิษย์พี่หวังอย่างจริงจัง แล้วรีบวิ่งไปที่เรือนยันต์ เพื่อยื่นจดหมายให้หร่วนจื่อฉิน
พออ่านจดหมายจบ หร่วนจื่อฉินก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รู้สึกเบาตัวขึ้นเยอะ
ถึงแม้ว่าช่วงนี้เธอจะเข้ากับเจียงโย่วหลิงได้ดีทีเดียว แต่เธอก็ยังแอบกังวลว่า วันดีคืนดีศิษย์น้องเจียงเกิดไม่พอใจขึ้นมา แล้วจะมาหาเรื่องเธอ
เพราะตอนที่อีกฝ่ายเพิ่งเข้ามาในเรือนยันต์ เธอก็ไปกลั่นแกล้งเอาไว้นี่นา!
โชคดีที่ศิษย์น้องเจียงยอมรับไมตรีจากเธอ และไม่เอาความเรื่องเก่าๆ
หลังจากนี้นางก็คงจะออกจากเรือนยันต์ไปแล้ว คงจะไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นั้นอีก...
พอคิดได้แบบนี้ หร่วนจื่อฉินก็รีบจัดการเรื่องลาออกให้เจียงโย่วหลิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งรอยยิ้มอย่างจริงใจ
"ยินดีด้วยนะศิษย์น้องเจียง ที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านอาจารย์ ให้ไปอยู่เขาตันหยาง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้าก็ไม่ต้องมาที่เรือนยันต์นี้แล้วล่ะ!"
เจียงโย่วหลิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกัน
ตอนที่เพิ่งเข้ามาในเรือนยันต์ เธอเคยตั้งตารอคอยอย่างเต็มเปี่ยม คิดว่าจะได้เรียนรู้วิชาการทำยันต์จริงๆ
แต่พออยู่มาได้ปีกว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็มีแค่วิธีการทำกระดาษยันต์ ซึ่งมันไม่ใช่แก่นแท้ของวิชายันต์เลยสักนิด
เจียงโย่วหลิงรู้ดีแก่ใจ ว่าตัวเธอเหมือนจะได้เรียนรู้อะไรมาเยอะแยะ
แต่เคล็ดลับวิชาการทำยันต์ของจริง ล้วนถูกสำนักเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ไม่ยอมปล่อยหลุดรอดมาถึงพวกศิษย์รับใช้อย่างพวกเธอเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงแค่ต้องยกระดับฐานะ จากศิษย์ชุดเทาขึ้นไปเป็นศิษย์ชุดขาวให้ได้เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้สัมผัสกับวิถีแห่งเต๋าที่แท้จริง
เมื่อเดินออกมาจากเรือนยันต์ เจียงโย่วหลิงก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
ถึงแม้ว่ารายได้จะลดลงไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็มีเวลาเอาไว้ใช้สำหรับฝึกวิชามากขึ้น
ช่วงนี้มัวแต่วุ่นอยู่กับการหลอมกายา การนั่งสมาธิดึงดูดพลังปราณทุกวันเธอก็ไม่ได้ทิ้ง เพียงแต่ถ้าคิดจะดึงพลังปราณมาเติมให้เต็มจุดตันเถียน ต่อให้มีไข่มุกวิญญาณหยางคอยช่วย อย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลาครึ่งปี
เว้นเสียแต่ว่าจะใช้หินวิญญาณช่วยบำเพ็ญเพียรโดยตรง ถึงจะสามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกได้แบบก้าวกระโดด...
(จบแล้ว)