- หน้าแรก
- เจียงโย่วหลิงขอโทษที พอดีข้าใช้ปรัชญาเต๋าทะลวงด่านเซียน
- บทที่ 50 - จดหมายแนะนำตัวเพียงฉบับเดียว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
บทที่ 50 - จดหมายแนะนำตัวเพียงฉบับเดียว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
บทที่ 50 - จดหมายแนะนำตัวเพียงฉบับเดียว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
บทที่ 50 - จดหมายแนะนำตัวเพียงฉบับเดียว ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
เจียงโย่วหลิงรู้สึกแสบจมูก แต่เธอก็ส่ายหน้า เลือกที่จะบอกแต่เรื่องดีๆ "ท่านยายวางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่สำนักสบายดีทุกอย่าง"
ท่านยายชุยได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม "ในเมื่อสบายดีทุกอย่าง แล้วทำไมถึงจู่ๆ ขอลากลับบ้านล่ะ?"
เจียงโย่วหลิงปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้วล้วงเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน "ท่านยายลองดูสิเจ้าคะ ว่านี่คืออะไร?"
ท่านยายชุยรับจดหมายไป พอเพ่งมองตัวอักษรตัวใหญ่สามตัวบนนั้นชัดๆ ก็ถึงกับตะลึงงัน วินาทีต่อมา หัวใจของนางก็เต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
"นี่มัน... จดหมายแนะนำตัวหรือ?"
จากนั้นนางก็ประคองจดหมายแนะนำตัวฉบับนั้นไว้อย่างทะนุถนอม พลิกดูไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อาศัยอยู่ในสำนักไท่เสวียนมาหลายสิบปี นางย่อมรู้ดีว่าของสิ่งนี้คืออะไร แต่ก็เพราะรู้ดีนี่แหละ ถึงได้ยิ่งไม่อยากจะเชื่อ
หลานโย่วหลิงเพิ่งจะเข้าสำนักไปได้แค่สองเดือนสั้นๆ กลับได้ของล้ำค่าขนาดนี้มาครอง? นี่นางฝันไปหรือเปล่าเนี่ย?
ท่านยายชุยหยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง ความเจ็บปวดทำให้นางต้องนิ่วหน้า แต่ก็ไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้
"หลานโย่วหลิง เจ้ารีบเล่ามาเถอะ ว่าไปได้ของสิ่งนี้มาจากไหน?"
เจียงโย่วหลิงข้ามรายละเอียดไป เล่าแค่สั้นๆ ว่า "ข้าไปช่วยงานศิษย์พี่สืบทอดคนหนึ่งเข้า ศิษย์พี่คนนั้นก็เลยมอบจดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ให้เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าค่ะ"
สัญชาตญาณของท่านยายชุยบอกว่า การช่วยเหลือในครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ แต่เมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่อยากเล่ารายละเอียด นางก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ ทำเพียงแค่ตบไหล่เจียงโย่วหลิงด้วยความดีใจ
"เด็กดี ยายมองคนไม่ผิดจริงๆ"
เจียงโย่วหลิงยิ้มบางๆ "จดหมายแนะนำตัวมีแค่ฉบับเดียว ส่วนจะให้ใครไป ก็ให้ท่านยายเป็นคนตัดสินใจเถอะเจ้าค่ะ"
"ให้แม่ของเจ้าไป"
ท่านยายชุยตอบโดยไม่ต้องคิดเลย "ลูกชายคนโตน่ะไม่ได้เรื่อง ความรู้น้อยไม่ว่า นิสัยยังซื่อบื้อปากไม่มีหูรูดอีก ขืนให้ไปสำนักเซียน มีหวังไปสร้างศัตรูให้ตัวเองเปล่าๆ
ให้แม่ของเจ้าไปน่ะสบายใจกว่าเยอะ ส่วนเด็กอีกสองคน อายุยังน้อย วันหน้ายังมีโอกาสอีกเยอะ ส่วนพ่อของเจ้านั้น——"
พอพูดถึงตรงนี้ ท่านยายชุยก็แอบชำเลืองมองเจียงโย่วหลิงอย่างระมัดระวัง "ถ้าวันหน้าได้จดหมายแนะนำตัวมาอีก ค่อยยกให้เขา โย่วหลิงคิดว่ายังไงล่ะ?"
เจียงโย่วหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "แล้วแต่ท่านยายจะตัดสินใจเลยเจ้าค่ะ"
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน เจียงหมิงอวี่ก็ตามเฉินหลิงกลับมาอย่างเร่งรีบ แต่พอไม่เห็นลูกสาว เขาก็ถามขึ้นด้วยความร้อนรน "โย่วหลิงล่ะ?"
"ถูกท่านแม่เรียกตัวเข้าไปคุยในห้องแล้วจ้ะ"
สิ้นเสียงของเฉินหลิง ท่านยายชุยกับเจียงโย่วหลิงก็เปิดประตูเดินออกมาพอดี
เมื่อเห็นว่าเจียงหมิงอวี่ผอมลงไปถนัดตา แถมตามเนื้อตัวยังมีฝุ่นผงเกาะอยู่เต็มไปหมด เจียงโย่วหลิงก็รู้สึกทั้งสงสารและโกรธเคืองในเวลาเดียวกัน
ท่านพ่อช่างดื้อรั้นจริงๆ แอบลงเหมืองโดยไม่บอกเธอเลย เดี๋ยวคงต้องจับมาอบรมสักหน่อยแล้ว!
แต่ยังไม่ทันที่สองพ่อลูกจะได้คุยกัน ท่านยายชุยก็สั่งให้คนไปปิดประตูบ้านให้แน่นหนา ก่อนจะประกาศข่าวอันน่าตกตะลึงเรื่อง "จดหมายแนะนำตัว" ให้ทุกคนรู้
"อะไรนะ โย่วหลิงกลับมาคราวนี้ ถึงกับเอาของดีขนาดนี้กลับมาด้วยหรือ?"
"มีจดหมายแนะนำตัว ก็สามารถเข้าสำนักเซียนได้เลยโดยไม่ต้องสอบ... แบบนี้มันจะดีเกินไปแล้ว!"
"แต่จดหมายแนะนำตัว ให้คนไปได้แค่คนเดียวนี่นา แล้วพวกเราใครจะได้ไปล่ะ?"
คำถามเดียว ทำเอาทุกคนเงียบกริบ พร้อมใจกันหันไปมองท่านยายชุย
ท่านยายชุยกระแอมเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเฉินหย่งว่า "ข้าตัดสินใจอย่างรอบคอบแล้ว ว่าจะยกโควต้าจดหมายแนะนำตัวให้น้องสาวของเจ้า..."
ยังไม่ทันขาดคำ เฉินหย่งก็ฉีกยิ้มกว้าง "ดีเลย! แต่ข้ามีข้อแม้นะ"
ท่านยายชุยชะงัก "ข้อแม้อะไร?"
"พอน้องสาวเข้าสำนักไท่เสวียนไปแล้ว ท่านแม่ห้ามมาบังคับให้ข้าฝึกวิชาอีกนะ!"
ท่านยายชุยทั้งฉิวทั้งขำ พอนึกถึงความยากลำบากที่ลูกชายต้องเผชิญมาตลอดหลายปี ท้ายที่สุดก็ยอมรับปาก "ตกลง"
แต่พอสิ้นเสียงของนาง เสียงของอีกคนก็ดังขัดขึ้นมาทันที "ท่านแม่ ข้าไม่เห็นด้วย"
เฉินหย่งอึ้งไป มองหน้าน้องสาวด้วยสายตาประหลาดใจ "นี่เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?"
ท่านยายชุยก็หน้าขรึมลง มองลูกสาวอย่างจริงจัง "เจ้าไม่อยากเข้าสำนักไท่เสวียนหรือ?"
อยากสิ! ทำไมจะไม่อยากล่ะ?
แต่พอนึกถึงความยากลำบากและความขมขื่นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา รวมไปถึงเสียงเยาะเย้ยและสายตาดูถูกตอนที่สอบตก เฉินหลิงก็มั่นใจสุดๆ ว่านางไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาเจอความลำบากแบบเดียวกับที่นางเคยเจอ!
ดังนั้น หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดนางก็ตอบกลับไปว่า
"ข้าอายุสามสิบกว่าแล้ว การจะไปฝึกเป็นเซียนตอนนี้ มันเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดไปแล้ว ข้าอยากจะยกโอกาสนี้ให้หลานอวี๋มากกว่า"
พอได้ยินแบบนั้น เฉินอวี๋ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เฉินหย่งผู้เป็นลุงใหญ่ก็โวยวายขึ้นมาทันที
"ถ้าท่านแม่จะยกโอกาสนี้ให้น้องสาว ข้าก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะยกให้หลานสาว แล้วทำไมข้าจะยกให้ลูกชายข้าบ้างไม่ได้ล่ะ?"
เฉินหลิงขมวดคิ้ว "พี่ใหญ่ นี่มันของที่ท่านแม่ให้ข้า ข้าจะยกให้ลูกสาวข้าต่อ มันผิดตรงไหน?"
"ให้เจ้า เจ้าก็เก็บไว้เองสิ แต่ถ้าจะให้หลานอวี๋ ข้าก็อยากจะขอสู้เพื่อหลานรุ่ยบ้างเหมือนกัน!"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะทะเลาะกัน ท่านยายชุยก็ตวาดลั่น "พอได้แล้ว!"
นางหันไปมองเฉินหย่งด้วยสายตาผิดหวัง "ตัวเจ้าผู้เป็นพ่อไม่เอาถ่าน ถึงตอนนี้ดันมาคิดจะวางแผนให้ลูกชายซะแล้วรึ?"
เฉินหย่งฉีกยิ้มแห้งๆ ยอมรับผิด "เป็นความผิดของลูกเอง ท่านแม่สั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว"
หลังมือเป็นเนื้อหน้ามือก็เป็นเนื้อ ท่านยายชุยรู้สึกปวดหัวตึบๆ คิดว่าลูกสาวของนางนี่ช่างไม่รู้จักพลิกแพลงเอาเสียเลย
ถ้าอยากจะยกสิทธิ์นี้ให้หลานอวี๋ ก็แอบให้กันลับๆ สิ
ถึงตอนนั้นข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว ต่อให้ลูกชายคนโตอยากจะโวยวายแค่ไหน ก็เรียกร้องอะไรไม่ได้อยู่ดี
ดันเอามาพูดต่อหน้าทุกคนซะได้
ถ้าตอนนี้นางเป็นคนตัดสินใจ ยกจดหมายแนะนำตัวให้หลานอวี๋ไป มีหวังลูกชายคนโตกับหลานรุ่ยคงได้เคืองกันบ้างล่ะ
ในขณะที่กำลังปวดหัวอยู่นั้น สายตาของท่านยายชุยก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ โดยอัตโนมัติ
"โย่วหลิง เจ้ามีวิธีดีๆ อะไรไหม?"
เจียงโย่วหลิงคิดอย่างใจเย็น "ลองถามความเห็นของลูกพี่ลูกน้องกับน้องสาวดูก่อนดีไหมเจ้าคะ ฟังความคิดเห็นของพวกเขาทั้งสองคนดูก่อน"
ท่านยายชุยพยักหน้าเล็กน้อย "หลานรุ่ย หลานอวี๋ พวกเจ้าคิดยังไงกันบ้าง? ไม่ต้องกลัวนะ มีอะไรก็พูดมาดังๆ เลย ยายไม่โกรธหรอก"
เฉินรุ่ยเป็นคนพูดน้อย แต่ก็มีเหตุผล เมื่อได้ยินดังนั้น เขาจึงส่ายหน้าปฏิเสธ
"ในเมื่อจดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ ท่านยายยกให้ท่านอา แล้วท่านอาก็ยกให้ลูกพี่ลูกน้อง งั้นก็ให้ลูกพี่ลูกน้องไปเถอะขอรับ"
"เจ้าโง่เอ๊ย!"
คนเป็นพ่ออย่างเฉินหย่งได้ยินแบบนั้น ก็แทบจะหงายหลังล้มตึง
โอกาสที่เขาอุตส่าห์ต่อสู้แย่งชิงมาให้ กลับถูกประโยคสั้นๆ ทำลายลงอย่างย่อยยับ!
แต่เฉินอวี๋กลับทำหน้ามุ่ย "ไม่เอาหรอก ข้าไม่อยากไป! ไปเป็นเซียนอะไรนั่น แค่ฟังก็รู้แล้วว่าเหนื่อย ข้าขออยู่เป็นคนธรรมดาๆ ที่บ้านนี่แหละดีแล้ว"
ท่านยายชุยทนฟังคำพูดที่ไร้ความทะเยอทะยานแบบนี้ไม่ได้ จึงตีหน้าขรึมทันที "หลานอวี๋!"
แต่เฉินอวี๋กลับบ่นพึมพำ "ข้าพูดผิดตรงไหนล่ะ? เห็นคนตั้งมากมายดีอกดีใจขึ้นเขาเซียนไป สุดท้ายพออายุหกสิบ ก็ต้องลงเขามาพร้อมกับผมขาวโพลนอยู่ดี
นอกจากร่างกายจะแข็งแรงกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย กับเสกเวทมนตร์ได้นิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่เห็นจะมีดีอะไรเลย ขนาดท่านยายเอง ก็ยังเป็นแบบนั้นเลยไม่ใช่หรือ?"
"เฉินอวี๋!"
สีหน้าของเฉินหลิงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน นางถลึงตาใส่ลูกสาวเพื่อเป็นการตักเตือน
ส่วนท่านยายชุยก็ราวกับถูกของแข็งกระแทกเข้าอย่างจัง ร่างกายสั่นสะท้าน ดูแก่ลงไปนับสิบปีในพริบตา
บรรยากาศในลานบ้านเงียบกริบ
ผ่านไปพักใหญ่ ถึงได้ยินเสียงหัวเราะขื่นๆ ของท่านยายชุยดังขึ้น
"ช่างเถอะ ในเมื่อนางไม่อยากไป งั้นเจ้าผู้เป็นแม่ก็ไปเองก็แล้วกัน"
(จบแล้ว)