- หน้าแรก
- เจียงโย่วหลิงขอโทษที พอดีข้าใช้ปรัชญาเต๋าทะลวงด่านเซียน
- บทที่ 35 - ภัยจากเลือดรากปราณ บรรลุมรรคาด้วยร่างกาย
บทที่ 35 - ภัยจากเลือดรากปราณ บรรลุมรรคาด้วยร่างกาย
บทที่ 35 - ภัยจากเลือดรากปราณ บรรลุมรรคาด้วยร่างกาย
บทที่ 35 - ภัยจากเลือดรากปราณ บรรลุมรรคาด้วยร่างกาย
เมื่อเห็นว่าทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่ตัวเองพูด ชิงเวยจื่อก็ลูบเคราด้วยรอยยิ้ม กำลังจะเริ่มสอนต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
"ขอบังอาจถามท่านเจ้าเรือน ในเมื่อรากปราณมีประโยชน์มากมายมหาศาล แล้วมีวิธีใดบ้าง ที่จะทำให้ร่างของคนธรรมด่อย่างพวกเรา สามารถให้กำเนิดรากปราณขึ้นมาได้หรือเจ้าคะ?"
พอคำถามนี้หลุดออกไป ชิงเวยจื่อยังไม่ทันได้ตอบ ก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นหลายเสียง
"คนที่ถามคำถามนี้ ต้องเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักมาปีนี้แน่ๆ ในเมื่อเกิดมาเป็นคนธรรมดา แล้วจะมีวิธีไหน ที่จะให้กำเนิดรากปราณขึ้นมาได้ล่ะ?"
"ใช่แล้ว รากปราณเป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมา ติดตัวมาแต่เกิด จะมาปลูกฝังขึ้นมาเองทีหลังได้ยังไงกัน?"
"ถ้ามีวิธีวิเศษแบบนั้นจริงๆ พวกเราก็คงไม่ต้องมานั่งเสียเวลาอยู่ที่นี่หรอก..."
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จู่ๆ ชิงเวยจื่อก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เคยมีคนนำรากปราณออกจากร่างของผู้ฝึกตนที่ตายไปแล้ว มาปลูกถ่ายใส่ร่างของคนธรรมดา"
หอฟังธรรมเงียบกริบไปชั่วขณะ จากนั้นก็มีศิษย์หลายคนรีบถามต่อ "แล้วเป็นยังไงต่อเจ้าคะ?"
ชิงเวยจื่อส่ายหน้า "แน่นอนว่าไม่สำเร็จ ผู้ฝึกตนคนนั้นตายไปแล้ว พลังชีวิตในรากปราณก็สูญสิ้นไปจนหมด จะเอามาต่อติดได้ยังไงกัน"
งั้น... ถ้าเอามาจากร่างของผู้ฝึกตนที่ยังมีชีวิตอยู่ล่ะ?
คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจของศิษย์ทุกคนพร้อมๆ กัน แต่กลับไม่มีใครกล้าถามออกไป
ราวกับมองทะลุความสงสัยของทุกคน ชิงเวยจื่อจึงยิ้มบางๆ "การนำรากปราณออกจากร่างของผู้ฝึกตนที่ยังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่าก็ไม่สำเร็จเหมือนกัน เคยมีคนลองทำมาแล้ว"
เมื่อนึกถึงประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง สายตาของชิงเวยจื่อก็ดูลึกล้ำขึ้น สีหน้าเคร่งขรึม
"เมื่อพันสามร้อยปีก่อน ที่ชายแดนใต้มีผู้บำเพ็ญเพียรสายมารระดับจินตันคนหนึ่ง ฉายา 'นักพรตเลือดไขกระดูก' ลูกชายคนเดียวของเขาไม่มีรากปราณ มารเฒ่าผู้นี้จึงวางค่ายกล สังหารศิษย์สำนักเซียนของเราที่มีรากปราณไปหลายร้อยคน เพื่อนำรากปราณจากคนเป็นๆ มาต่อให้กับลูกชายของเขา"
บรรยากาศในหอฟังธรรม เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเพราะเรื่องเล่าของชิงเวยจื่อ
มีศิษย์คนหนึ่งอดใจไม่ไหว ต้องถามถึงตอนจบ "แล้วเป็นยังไงต่อหรือเจ้าคะ?"
"แล้วเป็นยังไงต่อล่ะ? รากปราณพวกนั้น พอเข้าไปอยู่ในร่างกายก็เน่าเปื่อย ไม่ว่าจะเป็นธาตุอะไร บริสุทธิ์แค่ไหน สุดท้ายเส้นลมปราณของลูกชายเขาก็ขาดสะบั้นจนขาดใจตาย ส่วนตัวมารเฒ่าผู้นั้น ด้วยความที่ทำกรรมไว้เยอะ ก็เลยถูกรุมประชาทัณฑ์ จนวิญญาณแตกสลายในที่สุด"
ศิษย์ในหอต่างก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เพื่อการฝึกฝนของคนเพียงคนเดียว ถึงกับต้องเอาชีวิตคนหลายร้อยคนมาปูทางเชียวหรือ
ชิงเวยจื่อรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เขาเล่าหรอก
การนำรากปราณของคนอื่นมาใส่ในร่างของคนธรรมดา มันทำให้คนธรรมดาคนนั้นสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณ และใช้ฝึกฝนได้จริงๆ
เพียงแต่รากปราณที่หลุดออกมาจากร่างเดิม ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ถูกถอนราก มันจะเหี่ยวเฉาลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน
ใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ ก็จะเน่าเปื่อยจนหมดสิ้น
สาเหตุที่มารเฒ่าคนนั้นต้องฆ่าศิษย์ไปมากมายขนาดนั้น ก็เพราะเขามองว่ารากปราณเป็นเหมือนกับหินวิญญาณที่ใช้แล้วทิ้ง เอาไปใส่ในร่างลูกชายแล้วก็เปลี่ยนใหม่ทุกๆ เดือน
ทว่าวิธีปลูกถ่ายรากปราณ สุดท้ายก็มีผลเสียร้ายแรง ในที่สุดลูกชายของเขาก็ต้องตายเพราะเส้นลมปราณปะทะกัน จนร่างระเบิด
และจุดเริ่มต้นของหายนะ ก็เพียงเพราะลูกชายของมารเฒ่าไม่ยอมใช้วิธีทดสอบมรรคาด้วยชีวิตนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีวิธีต่อรากปราณวิธีอื่นๆ อีก บางวิธีก็ต้องใช้สมบัติล้ำค่าที่หายากสุดๆ บางวิธีก็มีเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไป ยากที่จะเจอได้ ไม่จำเป็นต้องเอามาเล่าให้ศิษย์พวกนี้ฟังให้ยืดยาวหรอก
ชิงเวยจื่อถอนหายใจอยู่ในใจ แล้วกำชับเหล่าศิษย์ว่า
"การยืมพลังภายนอกมาใช้ฝึกฝน สุดท้ายก็เป็นแค่วิถีนอกรีต หากพวกเจ้ารู้สึกว่าการฝึกฝนมันล่าช้าเกินไป ทำไมไม่ลองฝึกลมปราณคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจทองแดงเหล็กกล้าก่อน แล้วค่อยใช้เลือดลมหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณ รอจนร่างกายแข็งแกร่งเป็นอาวุธ ฝึกฝนทั้งภายนอกและภายใน เมื่อนั้นก็จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว พลังวิญญาณก็จะไหลมาเทมาเอง"
พอศิษย์หลายคนได้ยินดังนั้น ก็มีแววตาดีใจสุดๆ แต่พวกศิษย์ที่เคยลิ้มรสความลำบากของการฝึกฝนร่างกายมาแล้ว กลับลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
คำว่าฝึกฝนร่างกาย พูดน่ะมันง่าย แต่ถ้าต้องฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน ความยากลำบากก็สุดจะพรรณนา หากพลาดพลั้งไปนิดเดียว ก็อาจจะบาดเจ็บได้ ไม่เพียงแต่จะเสียงานเสียการ แต่ยังต้องสิ้นเปลืองหินวิญญาณไปซื้อยาสมุนไพรมาต้มกินอีก
ความยากลำบากของมันนั้น มากกว่าการนั่งสมาธิฝึกฝนเสียอีก
อย่างน้อยตอนที่จินตนาการถึงตะเกียงดวงใจ ก็ไม่ต้องมาทนเจ็บปวดทางกายแบบนี้นี่นา
ชิงเวยจื่อเห็นสีหน้าของเหล่าศิษย์ ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่อธิบายเรื่องวิธีการแยกกระแสลมปราณหล่อเลี้ยงและลมปราณคุ้มกันต่อไป
อย่ามองว่าเมืองฝูเยาแห่งนี้ดูสงบสุข นั่นก็เพราะมีสำนักเซียนไท่เสวียนคอยคุ้มครองอยู่ พวกปีศาจจึงไม่กล้ามารุกรานง่ายๆ
แต่เมืองอื่นๆ ข้างนอก การที่ปีศาจกินคนถือเป็นเรื่องปกติ ยิ่งพวกเมืองหรืออำเภอเล็กๆ ที่มีกองกำลังป้องกันอ่อนแอ ก็มักจะเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเมืองอยู่บ่อยครั้ง ดินแดนของเผ่ามนุษย์ถูกยึดครองไปทีละคืบๆ สถานการณ์วิกฤตดั่งไข่ซ้อนกัน
ตอนนี้ปีศาจอาละวาดอย่างหนัก ในแต่ละเดือนมีศิษย์มากมายต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือปีศาจ ทรัพยากรของสำนักเซียนก็มีจำกัด จึงต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องดินแดนและคุ้มครองประชาชนเป็นหลัก ศิษย์ที่มีรากปราณยังต้องทุ่มเทปั้นให้เก่ง แล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดาล่ะ?
เหล่าผู้ฝึกตนแม้จะมีใจอยากช่วยเหลือโลก แต่ก็สุดความสามารถ แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ก็ถือเป็นเรื่องสุดวิสัย
เพียงหวังว่าผู้ที่มีกระดูกเป็นคนธรรมดา จะพยายามด้วยตัวเองอย่างไม่ลดละ ขยันฝึกฝนไม่หยุดหย่อน บางทีอาจจะสามารถแหวกหนทางของตัวเองขึ้นมาท่ามกลางดงหนามได้
หลังจากเลิกเรียน ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าได้รับประโยชน์มากมาย มีศิษย์หลายคนที่ตัดสินใจจะไปที่หอคัมภีร์ เพื่อหาเคล็ดวิชาภายนอกที่เหมาะสมกับตัวเอง
เสิ่นอิ๋งซูเองก็รู้สึกหวั่นไหว "ตอนที่ข้าออกจากบ้าน ญาติผู้ใหญ่เคยให้หินวิญญาณข้ามาบ้าง ช่วงนี้ตอนที่ข้าฝึกฝน ข้ามักจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยราบรื่น คิดว่าคงเป็นเพราะไม่ได้ 'ฝึกฝนทั้งภายนอกและภายใน' แน่ๆ เลย
กินข้าวเย็นเสร็จแล้ว พวกเราไปที่หอคัมภีร์ด้วยกันดีไหม ลองไปหาดูว่ามีเคล็ดวิชาภายนอกอันไหนที่เหมาะกับพวกเราบ้าง!"
เจียงโย่วหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าก็ได้ แต่ข้าไม่มีหินวิญญาณ ก็เลยไม่ได้เข้าไปข้างในด้วยนะ ไว้รอสะสมหินวิญญาณได้เมื่อไหร่ ข้าค่อยไปซื้อเคล็ดวิชาทีหลัง"
"ก็ได้ งั้นคราวนี้ข้าเข้าไปในหอคัมภีร์ จะได้ไปช่วยดูให้เจ้าก่อน ว่ามีเคล็ดวิชาไหนน่าซื้อที่สุด"
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็เดินไปที่หอคัมภีร์ด้วยกัน ก็เห็นชายคาประดับรูปจันทร์เสี้ยว หลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตสูงระฟ้า
ประตูสีแดงสดสูงสิบจั้ง สลักอักขระโบราณที่เปล่งประกายสีทองอ่อนๆ บันไดหยกเก้าขั้นปกคลุมไปด้วยลวดลายมรรคาจากตะไคร่น้ำ ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ
"ว้าว หอคัมภีร์นี่ดูอลังการจังเลย!"
เสิ่นอิ๋งซูมองด้วยความทึ่ง สายตาจ้องมองหอคัมภีร์ตรงหน้าไม่วางตา
"เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน ข้าเคยได้ยินญาติผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง ว่าในหอคัมภีร์แห่งนี้มีชั้นหนังสือเป็นพันๆ ชั้น มีหนังสือเก็บซ่อนไว้นับหมื่นๆ เล่ม วันนี้ข้าจะต้องเปิดหูเปิดตาให้เต็มที่เลย"
เจียงโย่วหลิงยืนอยู่ใต้บันได มองไปรอบๆ เพื่อหามุมเงียบๆ ที่เหมาะแก่การนั่งสมาธิ
"ไปเถอะ ข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้นะ"
เสิ่นอิ๋งซูส่งยิ้มขอบคุณให้เจียงโย่วหลิง แล้วเดินเข้าไปในหอคัมภีร์
หลังจากมองตามหลังอีกฝ่ายจนลับสายตาไปแล้ว เจียงโย่วหลิงก็ไปนั่งขัดสมาธิอยู่ที่มุมหนึ่ง
ในร่างกายของคนเรามีเส้นลมปราณหลักทั้งสิบสองเส้น หลังจากที่ทะลวงเส้นลมปราณไท่อินมือได้แล้ว ลำดับต่อไปตามเวลาจื่ออู่หลิวจู้ ก็คือเส้นลมปราณหยางหมิงมือ
เส้นลมปราณไท่อินเริ่มต้นที่จุดถานจง ผ่านจุดอวิ๋นเหมิน จุดเทียนฝู่ จุดฉื่อเจ๋อ จุดเลี่ยเชวีย และสิ้นสุดที่จุดเซ่าซางบนนิ้วหัวแม่มือ
ส่วนเส้นลมปราณหยางหมิงมือ เริ่มต้นที่จุดซางหยางบนนิ้วชี้ ผ่านจุดหยางซี จุดโส่วซานหลี่ จุดชวี่ฉือ จุดเจียนอวี๋ และสุดท้ายไปสิ้นสุดที่จุดอิ๋งเซียงซึ่งอยู่ด้านข้างของจมูก
เจียงโย่วหลิงหลับตาทำสมาธิ ไม่นานเปลวไฟที่จุดถานจงก็แยกออกเป็นสองส่วน กลายเป็นกระแสความอบอุ่นสองสาย ไหลไปตามเส้นลมปราณไท่อินมือทั้งเส้น และสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่นิ้วหัวแม่มือ
ตอนแรกเธอคิดว่า การจะจินตนาการให้เปลวไฟเคลื่อนที่จากจุดเซ่าซางไปที่จุดซางหยาง คงจะเป็นเรื่องยากน่าดู
แต่พอเข้าสู่สมาธิปุ๊บ พอเกิดความคิดนี้ขึ้นมา เปลวไฟก็เคลื่อนที่ไปยังจุดซางหยางอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ ไม่มีอาการติดขัดเลยแม้แต่น้อย
เจียงโย่วหลิงเข้าสู่สมาธิอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัวว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นข้างๆ หู ถึงได้หยุดฝึกและลืมตาขึ้น
"โย่วหลิง รอนานจนเบื่อเลยใช่ไหม?"
เสิ่นอิ๋งซูทำหน้าสำนึกผิด "ขอโทษทีนะ ข้าเพิ่งเคยเข้าหอคัมภีร์เป็นครั้งแรก หนังสือข้างในมันเยอะมากจริงๆ ข้าก็เลยเลือกจนตาลายไปหมด เสียเวลาไปซะเยอะเลย"
"ไม่เป็นไรหรอก ยังไงข้ากลับไปก็ต้องฝึกฝนอยู่ดี"
เจียงโย่วหลิงลุกขึ้นยืน "แล้วเจ้าเลือกเคล็ดวิชาที่ถูกใจได้หรือยัง?"
(จบแล้ว)