เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - นางเซียนจี๋เล่อ

บทที่ 26 - นางเซียนจี๋เล่อ

บทที่ 26 - นางเซียนจี๋เล่อ


"คุณชาย ข้ามาแล้ว มาสิ ให้ข้าดูความเก่งกาจของท่านหน่อยเถิด" หญิงสาวรูปงามเย้ายวนบิดสะโพกเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ ลิ้นเล็กๆ แลบเลียริมฝีปากสีแดงระเรื่อ

"อึก" เย่อู๋เฟิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไฟราคะพวยพุ่งจากช่องท้องน้อย ดวงตาแดงก่ำ คอแห้งผาก ร่างกายขยับเดินเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว

"ตื่นเดี๋ยวนี้!" เสียงของปู่แมลงดังตวาดขึ้นในหัว

เย่อู๋เฟิงสะดุ้งตื่น เหงื่อเย็นเยียบไหลพราก เกือบไปแล้ว หากไม่ได้ปู่แมลงช่วยเตือนสติ เขาคงต้องมาจบชีวิตที่นี่เป็นแน่

"ท่านปู่แมลง ทำอย่างไรดี ข้าจะสู้กับนางไหวหรือไม่" เมื่อครู่เย่อู๋เฟิงเพิ่งจะรู้สึกว่าตนเองไร้เทียมทาน แต่ตอนนี้กลับถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ย่อยยับ

"นางอยู่ระดับทะเลสาบวิญญาณขั้นที่เก้า หากเป็นระดับนี้ทั่วไปเจ้าอาจจะสู้ไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางตอบโต้เลย แต่นางผู้นี้เป็นข้อยกเว้น นางไม่ได้ต่อสู้แบบเผชิญหน้า แต่ใช้วิชาสายเสน่ห์ พลังวิญญาณและพลังจิตของนางแข็งแกร่งมาก วิธีการโจมตีก็แปลกประหลาด นางสามารถปลุกปั่นตัณหาของผู้ชายได้อย่างง่ายดาย ยากนักที่จะป้องกัน แถมผู้บ่มเพาะหญิงประเภทนี้มักจะมีอาวุธวิเศษแปลกๆ ข้าขอแนะนำให้เจ้าหาทางหนีไปซะดีกว่า" ปู่แมลงกล่าวจบก็เกรงว่านายน้อยจะหมดความมั่นใจ จึงเสริมต่อว่า "การรับมือกับศัตรูประเภทนี้ ไม่เพียงต้องใช้พลังฝีมือ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือสภาพจิตใจ เจ้ายังเด็กเกินไป นี่คือจุดอ่อนของเจ้า"

เย่อู๋เฟิงรับฟังแล้วก็ลอบพยักหน้าในใจ ดูท่าต่อไปเขายังมีเรื่องต้องระวังอีกมาก ยุทธวิธีที่อันตรายกว่าการสู้ด้วยดาบและหอกยังมีอีกเยอะ บางครั้งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ย่อยยับได้

นายน้อยเย่ลอบเรียกพวกตัวเล็กกลับมา แล้วแอบส่งเสียงทางจิตบอกเหลิ่งเฟิง "เดี๋ยวข้าจะล่อหลอกนางออกไป แล้วพวกเจ้าก็หาทางหนีไปซะ อย่าตกไปอยู่ในมือนางเด็ดขาด หากปลอดภัยแล้วค่อยไปหาข้าที่ตระกูลเย่"

"พี่ใหญ่ ข้า ... "

"ไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าก็รู้ว่าข้าเร็วแค่ไหน ข้ามีโอกาสหนีรอดได้"

เย่อู๋เฟิงกล่าวจบก็เดินมุ่งหน้าไปหานางเซียนจี๋เล่อต่อ

ทำหน้าตาโง่งม น้ำลายสอ ท่าทางเหมือนหมูตกมัน

"คุณชาย ข้ามีคำถามจะถามท่านหน่อย พวกสวะตระกูลผังพวกนี้แม้จะไร้น้ำยา แต่ก็ไม่น่าจะถูกจัดการโดยไม่ได้ตอบโต้แบบนี้สิ แล้วก็ไอ้พวกแมลงที่รู้จักรำมวยพวกนี้มันคืออะไรกัน น่ารักจังเลย บอกข้าหน่อยสิ" นางเซียนจี๋เล่อส่งสายตายั่วยวน บิดเรือนร่างไปมา เสื้อตาข่ายที่นางสวมใส่ก็ขยับเปิดปิดตามไปด้วย

เนื่องจากนางเซียนจี๋เล่ออยู่ค่อนข้างไกล นางจึงไม่รู้เรื่องแมลงแรงโน้มถ่วงและแรงโน้มถ่วงสองร้อยเท่า

"นั่นก็เพราะว่า ... " เย่อู๋เฟิงยังคงแกล้งหอบหายใจแรง ก้าวเดินเข้าไปหานางเซียนจี๋เล่อทีละก้าว

"ดาราจันทร์สะบั้น" จู่ๆ แววตาของนายน้อยก็กระจ่างใส ไร้ซึ่งไฟราคะแม้แต่น้อย มีดบินเจ็ดดาราในมือพุ่งทะยานเข้าหาลำคอศัตรูโดยตรง

"ว้าย ... " นางเซียนจี๋เล่อหน้าถอดสี รีบหลบหลีกอย่างรวดเร็ว

"ระบำจี๋เล่อ" นางหมุนตัวหลบการโจมตีปลิดชีพไปได้ แต่กลับปรากฏรอยเลือดสายหนึ่งบนหัวไหล่ เลือดค่อยๆ ซึมออกมา

"ระบำวายุ" คราวนี้เย่อู๋เฟิงไม่ได้เลือกที่จะโจมตีต่อ แต่กลับพริ้วกายไปอยู่ตรงปากหุบเขา

"บัดซบ นังผู้หญิงร่าน กล้ามายั่วยวนนายน้อยผู้นี้ ไม่ส่องกระจกดูบ้างว่าตัวเองอายุเท่าไหร่แล้ว วัวแก่กินหญ้าอ่อน นายน้อยอย่างข้าเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสวัยกระเตาะ ของแบบนี้คนอย่างเจ้าคู่ควรจะได้แตะต้องด้วยหรือ หญิงงามทั่วหล้าข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว อย่างเจ้าน่ะหรือ หึ ถุย!" เย่อู๋เฟิงหันกลับมา เท้าสะเอว กระโดดด่าปาวๆ

พอได้ยินเช่นนี้ จิตสังหารของนางเซียนจี๋เล่อก็พวยพุ่งทะลุฟ้าทันที เรื่องอายุคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนใส่ใจที่สุด และนี่ก็เป็นการจี้จุดอ่อนของนางเข้าอย่างจัง สิ่งที่นางรังเกียจที่สุดก็คืออายุของตัวเองนี่แหละ

แต่จู่ๆ นางก็หัวเราะคิกคักออกมา จิตสังหารที่พุ่งพล่านเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

นางเซียนจี๋เล่อหัวเราะจนตัวงอ "นี่คุณชาย ก่อนจะทำตัวแข็งกร้าว ช่วยเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลออกมาให้เรียบร้อยก่อนได้หรือไม่"

เย่อู๋เฟิงก้มลงมอง รีบยกมือขึ้นปิดจมูกทันที พลางสบถในใจ "ไอ้บ้าเอ๊ย ไม่ได้ดั่งใจเลย คราวนี้ขายหน้ายันโคตรเหง้าศักราชแล้ว นังปีศาจจิ้งจอกนี่ ร้ายกาจจริงๆ"

"นี่ข้าแค่ปวดปัสสาวะกะทันหัน ไม่ได้หรือไง ไม่เล่นกับเจ้าแล้ว ข้าจะไปฉี่แล้ว ลาก่อน" เย่อู๋เฟิงสับเท้าวิ่งออกจากหุบเขาไปทันที

"อย่าเพิ่งหนีสิคุณชาย ให้ข้าช่วยท่านฉี่ดีกว่า เรื่องแบบนี้ข้าเชี่ยวชาญนัก รับรองว่าท่านจะติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นเชียวล่ะ" นางเซียนจี๋เล่อหัวเราะร่าพลางวิ่งไล่ตามมา

ทั้งสองคนวิ่งไล่กวดกันออกจากหุบเขาไป

"ระบำวายุ" เย่อู๋เฟิงมุ่งหน้าวิ่งลึกเข้าไปในเทือกเขาแสนลูก

"วิชาท่าร่างไม่เบานี่ แถมยังแฝงการสะกดจิตไว้ด้วย มิน่าเล่าคนอื่นถึงหลบการโจมตีของเจ้าไม่พ้น แต่วิชาแบบนี้ข้าชำนาญกว่าเจ้าเยอะ 'ระบำจี๋เล่อ' ของข้าเร้าใจกว่าตั้งเยอะ รับรองว่าเจ้าจะเสียวซ่านจนขึ้นสวรรค์เลยล่ะ จะลองหยุดให้ข้าสอนให้สักหน่อยไหมล่ะ" นางเซียนจี๋เล่อวิ่งตามพลางพูดจาแทะโลมนายน้อยไปตลอดทาง

สีหน้าของเย่อู๋เฟิงดูไม่ได้เลย เขารีบหยิบเศษผ้าออกมาผูกปิดหน้าไว้แล้ววิ่งต่อ

"เจ้าทำอะไรน่ะ ปิดหน้าหล่อๆ ไว้ทำไม เปิดออกสิ ข้าจะได้มีอารมณ์มากขึ้น"

"บัดซบ นังร่านนี่วิ่งตามไปตะโกนไป เจ้าคงชินกับการหน้าด้านแล้วล่ะสิ แต่นายน้อยอย่างข้ายังต้องมีหน้ามีตาในสังคมยุทธภพ หากมีใครมาเห็นภาพนี้เข้า ภาพพจน์ของข้าจะป่นปี้หมด"

"คุณชาย อีกหน่อยท่านก็ต้องกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของข้าแล้ว จะยังต้องห่วงภาพพจน์อะไรอีก!"

"ไอ้เวรตะไล ไสหัวไปไกลๆ ข้าเลยนะ"

ทั้งสองคนวิ่งไปด่ากันไปมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขา

เวลาผ่านไปครึ่งวันอย่างรวดเร็ว

เมื่อใกล้จะเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขา จู่ๆ สีหน้าของนางเซียนจี๋เล่อก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง

"เอาล่ะ เกมแมวจับหนูจบลงเพียงเท่านี้ เจ้ายอมจำนนเสียเถอะ"

กล่าวจบนางก็สั่นสะท้านเรือนร่าง เสื้อตาข่ายที่สวมใส่เพียงตัวเดียวก็หลุดลอยออกมา แผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าพุ่งตรงเข้าหาเย่อู๋เฟิง

"บัดซบ นังนี่มีอาวุธวิเศษแปลกๆ จริงๆ ด้วย โชคดีที่ข้าตัดสินใจหนีแต่เนิ่นๆ ไม่นึกเลยว่าเสื้อที่นางใส่อยู่จะเป็นอาวุธวิญญาณสำหรับจับกุมคน หากอยู่ใกล้ๆ ข้าคงเสร็จนางไปแล้ว แต่เจ้าไม่หนาวหรือไง" นายน้อยเย่เห็นท่าไม่ดี รีบเร่งความเร็วหมายจะสลัดตาข่ายให้หลุด ทว่าตาข่ายนั่นกลับเหมือนล็อกเป้าเย่อู๋เฟิงไว้ มันไล่ตามมาติดๆ และใกล้จะรวบตัวเขาได้แล้ว

"หึหึ ไอ้หนู เจ้าหนีไม่พ้นหรอก แค่ถูก 'เสื้อกักขังหยินหยาง' ของข้าเล็งเป้าหมายไว้ เจ้าก็ไม่มีทางรอดแล้ว" นางเซียนจี๋เล่อหยุดยืนอยู่กับที่ ส่งยิ้มยั่วยวนมาให้ทั้งที่ร่างกายเปลือยเปล่า

เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว พวกเหลิ่งเฟิงน่าจะหนีไปได้ไกลแล้ว เย่อู๋เฟิงคำนวณในใจ

นายน้อยเย่ส่งยิ้มร้ายให้นางเซียนจี๋เล่อ "เกมจบแค่นี้แหละ ยายเฒ่าปีศาจ เจ้าตัดใจเสียเถอะ หนุ่มน้อยหน้าใสอย่างข้าไม่มีทางชายตามองเจ้าหรอก เจ้าไปหาพวกสัตว์อสูรระดับสี่แก้ขัดไปก่อนก็แล้วกัน" กล่าวจบเขาก็สะบัดมือเรียกมีดบินเจ็ดดาราออกมา

"เจ็ดดาราเพลิงตกหล่น หลบหนีวายุอัสนี"

คนและมีดผสานเป็นหนึ่งเดียว กลายร่างเป็นสายฟ้าสีม่วงพุ่งหายวับไปสุดขอบฟ้าในพริบตา

นางเซียนจี๋เล่อยืนเบิกตากว้างอ้าปากค้างอยู่กับที่ เสื้อกักขังก็หมุนคว้างอยู่กลางอากาศ เห็นได้ชัดว่ามันสูญเสียเป้าหมายและไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

"กรี๊ด ... ไอ้เด็กเปรต เจ้ากล้าหลอกข้า!" นางเซียนจี๋เล่อโกรธเกรี้ยวสุดขีด ซัดฝ่ามือระเบิดเนินเขาเล็กๆ บริเวณนั้นจนกระจุย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ไร้ซึ่งเสน่ห์ยั่วยวนดังเช่นเมื่อครู่ หลังจากระบายโทสะจนหนำใจ นางก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง

นางกวักมือเรียก เสื้อกักขังก็กลับมาสวมบนร่างอีกครั้ง

"หึ ... อย่าคิดว่าเรื่องจะจบแค่นี้ ไอ้หนู ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องตกอยู่ในเงื้อมมือข้า ในเมื่อเจ้าฆ่าผังหมิง เจ้าก็ต้องชดใช้ด้วยร่างกายของเจ้า คราวหน้าเจอกัน ข้าจะสูบพลังเจ้าให้แห้งเหือดเลยคอยดู" นางเซียนจี๋เล่อหันหลังเดินจากไปด้วยความโกรธแค้น

"โฮก ... "

"ฟ่อ ... "

คลื่นพลังกระแทกอันรุนแรงกวาดทำลายป่าไม้เป็นวงกว้าง ภูเขาบริเวณนั้นแตกร้าวเสียหาย พยัคฆ์ยักษ์สีขาวตัวหนึ่งกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับงูเหลือมยักษ์สีเขียว

และในหลุมดินเล็กๆ ไม่ไกลนัก เย่อู๋เฟิงกำลังหมอบซุ่มแอบดูอยู่เงียบๆ เขากลั้นหายใจไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง บนร่างมีแมลงแรงโน้มถ่วงเสี่ยวเฮยและแมลงเก็บเสียงอาอินเกาะอยู่

นายน้อยเย่ที่กำลังพรางตัวลอบสบถในใจ "ครั้งแรกที่ใช้วิชานี้ ดันใช้พลังปราณมากเกินไป พุ่งพรวดผ่านเขตสัตว์อสูรระดับสาม ระดับสี่ มาโผล่เอาเขตสัตว์อสูรระดับห้าเลย แถมยังมาเจอไอ้สัตว์ประหลาดสองตัวนี้กำลังสู้กันอีก ข้านี่ซวยจริงๆ"

นายน้อยเย่ผู้โชคร้ายหนีเสือปะจระเข้เข้าให้แล้ว หากไม่ได้พวกแมลงช่วยพรางตัวไว้ เขาคงกลายเป็นปุ๋ยให้สัตว์อสูรไปแล้ว

"อันที่จริงมันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้นะ หากพวกมันสู้กันจนตายทั้งคู่ เจ้าก็จะได้ลาภก้อนโตเลยไม่ใช่หรือ เรื่องตาอยู่แย่งชิ้นปลามันก็มีออกจะบ่อยไป" ปู่แมลงพยายามปลอบใจ

เย่อู๋เฟิงฟังแล้วก็เบ้ปากใส่ปู่แมลง "ท่านฝันกลางวันอยู่หรือไง เรื่องดีๆ แบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก ท่านไม่เห็นหรือว่ามีสัตว์อสูรตั้งมากมายกำลังจ้องมองมาทางนี้ พวกมันก็คงหวังจะเป็นตาอยู่เหมือนกัน พวกเรายังรู้เลย แล้วไอ้ยักษ์ระดับห้าสองตัวนี้มันจะไม่รู้หรือไง ในเมื่อรู้แล้วก็ย่อมไม่มีทางสู้กันจนตัวตายแน่ ข้าเดาว่าเดี๋ยวสู้กันอีกสักพักก็คงแยกย้ายกันไปเองแหละ"

"ฮี่ฮี่" ปู่แมลงหัวเราะแห้งๆ "ข้าก็แค่อยากปลอบใจเจ้า ให้เจ้าคลายความหงุดหงิดลงบ้างไง"

เย่อู๋เฟิงไม่ตอบโต้ เขาเอาแต่จับจ้องการต่อสู้อันดุเดือดของสัตว์อสูรทั้งสองตาไม่กะพริบ ศึกมังกรพยัคฆ์ฟาดฟันกันเช่นนี้หาดูได้ยากนัก

การต่อสู้ในระดับนี้ กระบวนท่าอาจไม่มากนัก แต่ทุกท่วงท่าล้วนแฝงไปด้วยเจตจำนงทั้งสิ้น

พยัคฆ์ยักษ์เพียงแค่ตะปบกรงเล็บธรรมดา รอยกรงเล็บห้าสายที่แฝงเจตจำนงแห่งทองก็กระแทกภูเขาจนปลิวว่อน ผืนดินและอากาศบริเวณนั้นถูกตัดขาดเป็นทาง

งูเหลือมยักษ์ตวัดหาง คลื่นพลังที่แฝงเจตจำนงแห่งวายุก็กวาดทำลายป่าไม้จนราบเป็นหน้ากลอง อากาศถูกแหวกออกเป็นช่องว่างรูปครึ่งวงกลมและคงอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน

เย่อู๋เฟิงมองดูพลางครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยถาม "ท่านปู่แมลง เหตุใดเจตจำนงของข้าถึงไม่มีอานุภาพมากเท่านี้ล่ะ"

"ทั้งคุณภาพ ปริมาณ และประสบการณ์การใช้งานของเจ้ายังห่างชั้นกับพวกมันมาก" ปู่แมลงคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ

"เรื่องปริมาณ เจ้าเพิ่งอยู่ระดับน้ำพุวิญญาณ แต่สัตว์อสูรระดับห้าพวกนี้เทียบได้กับระดับทะเลสาบวิญญาณ หากเจ้าใช้พลังฟุ่มเฟือยแบบพวกมัน แค่ไม่กี่กระบวนท่าก็คงถูกสูบพลังจนหมดตัวแล้ว แถมเส้นลมปราณของเจ้าก็ยังรับภาระการถ่ายเทพลังปราณมหาศาลขนาดนั้นไม่ไหวด้วย"

"เรื่องคุณภาพ เจตจำนงของเจ้าเพิ่งอยู่ในขั้นต้น แต่ของพวกมันอยู่ขั้นกลางแล้ว"

"ส่วนเรื่องประสบการณ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เจ้ายืนหยัดต่อสู้ด้วยเจตจำนงมานับครั้งได้ แต่สัตว์อสูรระดับห้าพวกนี้คงต่อสู้แบบนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เจ้าเอาไปเทียบกับพวกมันไม่ได้หรอก"

"แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ" เย่อู๋เฟิงถามด้วยความหงุดหงิด พอเห็นเจตจำนงของคนอื่นแข็งแกร่งขนาดนี้ เขาก็อดอิจฉาไม่ได้

"เรื่องปริมาณไม่มีวิธีแก้ คงต้องพึ่งพาการยกระดับพลังบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องอื่นยังพอมีทางแก้ได้"

"รีบบอกมา รีบบอกมา!"

"นั่นก็คือการต่อสู้ ต่อสู้ให้มากที่สุด ต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อน ทางที่ดีที่สุดคือสู้กับคนที่มีเจตจำนงเหมือนกัน และแน่นอนว่าการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายย่อมให้ผลลัพธ์ดีที่สุด" ปู่แมลงตอบอย่างจริงจัง

ดวงตาของเย่อู๋เฟิงทอประกายวาบวับ หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจในที่สุด

จบบทที่ บทที่ 26 - นางเซียนจี๋เล่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว