- หน้าแรก
- แค่แมลงตกใส่หัว ขยะอย่างข้าก็พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 22 - ขุดรังทัณฑ์สวรรค์
บทที่ 22 - ขุดรังทัณฑ์สวรรค์
บทที่ 22 - ขุดรังทัณฑ์สวรรค์
เย่อู๋เฟิงเดินไปที่ริมกำแพง เขานั่งขัดสมาธิพร้อมกับยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ปู่แมลงเดินมาอยู่ข้างๆ และมองดูเขา
"แสร้งทำ ... จะแสร้งทำไปถึงไหน ตอนนี้คนที่ตกอยู่ในอันตรายที่สุดก็คือเจ้า เจ้าจะปล่อยให้เจตจำนงดาบสายนี้อาละวาดในร่างกายเจ้าแบบนี้ต่อไปหรือ"
"อะแฮ่ม ... " นายน้อยกระแอมแก้เก้อ
"ที่แท้นี่ก็คือเจตจำนงดาบ มิน่าล่ะถึงได้ร้ายกาจนัก ไม่คิดเลยว่าระดับทะเลสาบวิญญาณจะเก่งกาจขนาดนี้"
"ระดับทะเลสาบวิญญาณหรือ เจ้าคิดอะไรอยู่ เจตจำนงดาบนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเจตจำนงดาบระดับจุดสูงสุด ไม่เพียงมีอานุภาพร้ายแรงแต่ยังมีจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม นี่ไม่ใช่พลังที่ผู้ฝึกตนระดับทะเลสาบวิญญาณกระจอกๆ จะแสดงออกมาได้ พลังนี้ไม่ใช่ของเขา"
"เกรงว่านี่คงเป็นไพ่ตายที่ยอดฝีมือระดับราชันทิ้งไว้ให้ตระกูลผังก่อนจากไป ดูเหมือนว่าตระกูลผังเคยมีผู้ฝึกตนระดับราชันมาก่อนสินะ"
"เจ้าช่างกล้าหาญจริงๆ ถึงขั้นไปกวาดล้างตระกูลของยอดฝีมือระดับราชัน" ปู่แมลงหัวเราะหึหึ
"ท่านปู่แมลง ท่านอย่าล้อข้าเล่นเลย ฝั่งข้าเกือบจะตายกันหมดอยู่แล้ว แต่ตระกูลผังยังมีคนรอดชีวิตอีกเพียบเลยนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ปู่แมลงก็อดกลอกตาไม่ได้
"ขุมกำลังคนหนุ่มสาวทั้งหมดของตระกูลผังถูกเจ้ากวาดล้างซะเหี้ยน เจ้ายังต้องการอะไรอีก นี่มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการฆ่าล้างตระกูลเลยนะ หากตระกูลผังยังคิดจะเติบโตต่อไป พวกเขาก็ทำได้แค่พึ่งพาตาแก่ที่เหลืออยู่ให้พยายามปั๊มลูกกันอย่างเอาเป็นเอาตายเท่านั้นแหละ"
"ฮี่ฮี่ ก็จริงนะ แต่รอให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อย ข้าก็จะไปฆ่าพวกมันให้หมดอยู่ดี"
"เวลาข้าทำอะไร ข้าไม่ชอบปล่อยให้เป็นเสี้ยนหนาม ฆ่าให้หมดนั่นแหละดีที่สุด"
เย่อู๋เฟิงเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา
"เอาล่ะ เรื่องในอนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้บอกข้ามาสิว่าจะเอาเจตจำนงดาบนี้ออกไปได้อย่างไร"
"จะเอาออกไปทำไม นี่มันเจตจำนงดาบเลยนะ ของดีที่จุดตะเกียงหาก็ยังหาไม่ได้" ปู่แมลงมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม
"เจ้าแค่ต้องทำความเข้าใจเจตจำนงดาบสายนี้ให้ได้ก็พอ นี่เป็นโอกาสทองเลยนะ"
"เจ้ารีบทำจิตใจให้สงบแล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจมันเถอะ"
เย่อู๋เฟิงรวบรวมสมาธิ หลับตาลง และเริ่มทำความเข้าใจเจตจำนงดาบ
หากต้องการทำความเข้าใจเจตจำนงดาบสายนี้ อย่างแรกต้องรู้จักมันก่อน อย่างน้อยก็ต้องรู้ถึงธาตุของมัน
เย่อู๋เฟิงนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เขาถูกแสงดาบฟันเมื่อวานนี้
แสงแห่งเจตจำนงดาบพริ้วไหวราวกับสายน้ำ มันไม่ใช่ธาตุมืด และไม่ใช่ธาตุที่มีองค์ประกอบอย่างลม สายฟ้า ไฟ หรือทอง
เจตจำนงดาบมีพลังอันยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่ได้แฝงไปด้วยกลิ่นอายความชั่วร้ายอย่างกลิ่นคาวเลือดหรือความอาฆาตมาดร้าย
แม้เจตจำนงดาบจะไล่ล่าเขามาตลอด แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงจิตสังหารเลย
ตกลงนี่มันคือเจตจำนงดาบอะไรกันแน่
เย่อู๋เฟิงค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
เนิ่นนาน ... เนิ่นนานแสนนาน
ทันใดนั้นก็เกิดประกายความคิดขึ้น แสงดาบอันเจิดจรัสนั้นช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เขาเคยสัมผัสความรู้สึกนี้เมื่อใดกัน
นึกออกแล้ว ข้านึกออกแล้ว
เป็นเช่นนี้นี่เอง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
แสงดาวที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าของมีดบินเจ็ดดาราช่างคล้ายคลึงกับแสงดาบสายนั้น ที่แท้เจตจำนงดาบนี้ก็คือเจตจำนงดาบแห่งจันทราที่ถือกำเนิดขึ้นจากแสงจันทร์นั่นเอง
มิน่าล่ะมันถึงไล่ตามเขา ที่แท้มันก็กำลังไล่ตามมีดบินเจ็ดดาราอยู่ นี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่าดาราและจันทราแย่งชิงความสว่างไสวสินะ
เมื่อมีทิศทางในการทำความเข้าใจ ขั้นตอนต่อไปก็มีเบาะแสแล้ว
ในสายตาของเย่อู๋เฟิง แสงดาบได้กลายเป็นพระจันทร์เต็มดวงไปแล้ว
ดวงจันทร์แขวนอยู่บนผืนฟ้า สาดส่องแสงสว่างอันลึกลับ โดดเดี่ยว และอ่อนโยนลงมายังผู้คนบนโลกอย่างเท่าเทียม
เย่อู๋เฟิงมองดวงจันทร์อย่างเงียบๆ ปล่อยให้แสงจันทร์อันอ่อนโยนราวกับสายน้ำลูบไล้เส้นผมของเขา ความรู้สึกประหลาดค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
นายน้อยบรรลุแล้ว เมื่อความเข้าใจประสบผลสำเร็จ เจตจำนงดาบแห่งจันทราสายนี้ก็ค่อยๆ สลายไป มันลอยไปอยู่ตรงกลางจุดตันเถียนของเย่อู๋เฟิง และควบแน่นเป็นเจตจำนงดาบแห่งจันทราสายใหม่ มันคือเจตจำนงดาบแห่งจันทราที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมด
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า
มองด้านหน้าเป็นทิวเขา มองด้านข้างเป็นยอดเขา ใกล้ไกลสูงต่ำล้วนแตกต่างกันไป สิ่งเดียวกันย่อมตีความได้แตกต่างกัน
หากมีคนทำความเข้าใจความอ่อนโยนของดวงจันทร์ นั่นก็คือดาบแห่งความอ่อนโยน
หากมีคนทำความเข้าใจความโดดเดี่ยวของดวงจันทร์ นั่นก็คือดาบแห่งความโดดเดี่ยว
สิ่งที่ดวงจันทร์นำมาซึ่งความเข้าใจแก่เย่อู๋เฟิงคือ ความมีระเบียบ ความยุติธรรม และอิสรภาพ
นี่คือเจตจำนงดาบแห่งจันทราของเขา
เมื่อทำความเข้าใจเสร็จสิ้น เย่อู๋เฟิงก็ลุกขึ้นยืน เขาชูมือขึ้น พระจันทร์สว่างไสวก็ปรากฏขึ้นในมือ
"ลูกพี่ นี่เจ้าทำความเข้าใจเจตจำนงดาบอะไรได้หรือ" ปู่แมลงถามด้วยความตื่นเต้น
"สิ่งที่ข้าเข้าใจจากดวงจันทร์คือความมีระเบียบ ความยุติธรรม และอิสรภาพ ดังนั้นต่อไปนี่คือเจตจำนงดาบของข้า"
"ความหมายจริงๆ คืออะไรกัน ข้าไม่ค่อยเข้าใจเลย"
"ท่านปู่แมลง นี่มันง่ายนิดเดียว ความหมายก็คือต่อไปนี้นายน้อยอย่างข้าจะเป็นตัวแทนของความมีระเบียบ ความยุติธรรม และอิสรภาพ"
"ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับนายน้อยผู้นี้ ล้วนเป็นคนชั่วร้ายและทำผิดกฎหมาย ข้ามีอิสระที่จะลงโทษพวกมันได้ตามใจชอบ"
"ตัวแทนแห่งดวงจันทร์จะลงทัณฑ์แกเอง"
"วฮ่าฮ่าฮ่า ... " นายน้อยเย่หัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
ปู่แมลงหน้าดำคร่ำเครียด เขาพึมพำเสียงเบา "นี่มันก็แค่ความหมายที่ว่า ใครตามข้ารอด ใครขวางข้าตาย ไม่ใช่หรือไง ทำตัวเหมือนเป็นร่างอวตารของความยุติธรรม แถมยังโยนความผิดทั้งหมดไปให้ดวงจันทร์อีก เข้าใจดวงจันทร์ได้แบบนี้สมกับเป็นลูกพี่สุดติ่งจริงๆ"
"โอ๊ย ... " ทันใดนั้นสีหน้าของเย่อู๋เฟิงก็เปลี่ยนไป เขานั่งสมาธิลงบนพื้น หงายฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองพร้อมกับหงายศีรษะขึ้นสู่ฟ้า
เกิดความผิดปกติขึ้นในจุดตันเถียนของเขา
เจตจำนงดาบแห่งจันทรากลายร่างเป็นพระจันทร์เต็มดวงลอยอยู่เหนือปราณของเหลวในจุดตันเถียน มันดูเงียบสงบและงดงาม
ปราณของเหลวเบื้องล่างเริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ และหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ปราณของเหลวทั้งหมดถูกดึงเข้ามาจนกลายเป็นน้ำวน
ศูนย์กลางของน้ำวนจมลงและยืดออก แถมยังหมุนวนรุนแรงยิ่งขึ้น
"แครก ... "
มันเจาะรูขึ้นในจุดตันเถียนของเขา เย่อู๋เฟิงมองไม่เห็นว่าอีกด้านหนึ่งของรูนั้นเชื่อมต่อกับที่ใด เขาได้ยินเพียงเสียงแครกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สว่านปราณของเหลวยังคงเจาะลึกลงไปไม่หยุด
ตอนนี้พลังปราณทั้งหมดของเขากลายเป็นสว่านเจาะรูไปเสียแล้ว ภายในร่างกายของเขาจึงว่างเปล่า
"ท่านปู่แมลง พลังปราณของข้าหายไปหมดเลย ทำอย่างไรดี" นายน้อยเย่ถาม
"อะไรหายไปหมด เล่ามาให้ละเอียดสิ"
เย่อู๋เฟิงเล่าสถานการณ์ภายในร่างกายให้ปู่แมลงฟังอย่างละเอียด
"อ้อ ไม่มีอะไรหรอก มันกำลังไปขุดตาน้ำน่ะ ขุดทะลุเมื่อไหร่เจ้าก็จะเป็นผู้ฝึกตนระดับครึ่งก้าวสู่น้ำพุวิญญาณแล้ว"
ก้าวแรกของระดับน้ำพุวิญญาณคือการขุดตาน้ำ ตาน้ำคือช่องทางเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งจุดตันเถียนของเจ้ากับโลกแห่งน้ำพุวิญญาณ โลกแห่งน้ำพุวิญญาณมีน้ำพุวิญญาณขนาดเล็กใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน ส่วนเจ้าจะขุดทะลุน้ำพุวิญญาณขนาดใหญ่หรือแอ่งน้ำเล็กๆ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของสว่านปราณของเหลวแล้ว โดยทั่วไปยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ส่วนช่วงเวลานี้ก็ทำได้แค่รอเท่านั้น
หนึ่งวัน สองวันผ่านไป
พอถึงวันที่สาม เหลิ่งเฟิงก็ลุกขึ้นยืน กลิ่นอายกระบี่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
"พี่ใหญ่ ขอบคุณมาก"
เหลิ่งเฟิงยอมรับพี่ใหญ่คนนี้จากใจจริงแล้ว เพราะเขาไม่เพียงช่วยชีวิตตนไว้ แต่ยังช่วยกอบกู้วิถีกระบี่ของตนด้วย
"ไม่เลว เป็นระดับครึ่งก้าวสู่น้ำพุวิญญาณแล้ว แถมยังทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ได้อีก ถือว่าเจ้าได้โชคจากเคราะห์ร้ายเลยนะ"
"แล้วพลังปราณของท่านหายไปไหนหมด" เหลิ่งเฟิงมองนายน้อยเย่อย่างแปลกใจ
"เอ่อ กำลังเจาะรูอยู่น่ะ" เย่อู๋เฟิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
วันที่สี่ วันที่ห้า ...
ผ่านมาเก้าวันแล้ว
"อะแฮ่ม ลูกพี่ สว่านปราณของเหลวของเจ้าหลงทางหรือเปล่า นี่มันเก้าวันแล้วนะ" ปู่แมลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รูนั่นข้าก็เข้าไปไม่ได้ด้วย" เย่อู๋เฟิงทำหน้าเศร้า
เหลิ่งเฟิงที่สามารถทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ได้ ใช้เวลาเพียงสามวันในการเจาะตาน้ำทะลุ ก็ถือว่ามีศักยภาพไร้ขีดจำกัดแล้ว แต่สำหรับเขา นี่ก็ผ่านมาตั้งเก้าวันแล้วยังไม่มีวี่แววอะไรเลย
ในตอนนั้นเองตาน้ำก็เริ่มสั่นสะเทือน
"ตูม" ในที่สุดตาน้ำก็ถูกทะลวง น้ำพุวิญญาณพุ่งทะลุความว่างเปล่า ทะยานผ่านปากรูขึ้นสู่ท้องฟ้า
ปราณของเหลวหลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียนของเย่อู๋เฟิงอย่างต่อเนื่อง
"โฮก ... โฮก ... "
พลังเอ่อล้นออกมาไม่ขาดสาย เย่อู๋เฟิงโบกมือ พลังปราณสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
พลังปราณสายใหม่กระโดดโลดเต้นไปมาไม่หยุด มันถึงกับพยายามจะหลุดพ้นจากมือของเย่อู๋เฟิง
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังปราณสายนี้ ช่างบ้าคลั่ง ทำลายล้าง และเย่อหยิ่ง
ทันทีที่กลิ่นอายนี้ปรากฏขึ้น เหลิ่งเฟิงก็ถอยกรูดออกไปไกล ปราณกระบี่ปะทุขึ้นมาปกป้องร่างกายโดยอัตโนมัติ เห็นได้ชัดว่ามันสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามต่อชีวิต ปราณกระบี่จึงปกป้องนายของมันตามสัญชาตญาณ
ปู่แมลงกระโดดโหยงขึ้นมาทันที "เวรเอ๊ย ความรู้สึกแบบนี้มัน ... "
"ลูกพี่ สว่านปราณของเหลวของเจ้านี่เก่งกาจจริงๆ ขุดไปทะลุบ่อน้ำพุเทพทัณฑ์อัสนีเลยนะเนี่ย"
"ฟังดูชื่อเข้าท่าดีนะ บ่อน้ำพุเทพทัณฑ์อัสนี ชื่อโคตรเจ๋งเลย ที่นี่คือที่ไหนหรือ" เย่อู๋เฟิงถามด้วยความภาคภูมิใจ
"มันก็คือรังที่ให้กำเนิดทัณฑ์สวรรค์ยังไงล่ะ เจ้านี่หาเรื่องทัณฑ์สวรรค์เก่งจริงๆ"
"คราวก่อนก็ไปกินสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ของคนอื่นมาสามสาย คราวนี้ถึงขั้นไปขุดรังของมันเลย" ปู่แมลงทำหน้าพูดไม่ออก
นี่มันจังหวะหาเรื่องตายชัดๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเย่อู๋เฟิงก็มืดครึ้มลงทันที
เขากำลังจะทะลวงระดับน้ำพุวิญญาณอยู่รอมร่อ และจะต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์อีกครั้ง เจ้าว่ามันคงไม่สู้ตายกับเขาด้วยเรื่องแค่นี้หรอกมั้ง
ก็แค่ขุดทะลุรังของมันเท่านั้นเอง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง
ใจเย็นๆ มันคงไม่ใจแคบขนาดนั้นหรอกน่า ทุกคนโตๆ กันแล้ว นั่งจับเข่าคุยกันดีๆ อธิบายให้เข้าใจก็จบเรื่องแล้ว
นายน้อยเย่หลอกตัวเองเพื่อปลอบใจตัวเอง
ปู่แมลงทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว "ลูกพี่ เลิกฝันกลางวันได้แล้ว ตอนนี้เป็นครึ่งก้าวสู่น้ำพุวิญญาณแล้ว ต้องเริ่มบ่มเพาะพลังแล้วนะ อย่าลืมสิว่าเจ้าต้องทะลวงระดับพร้อมกันทั้งวิญญาณและร่างกาย การฝึกกายาและการหล่อหลอมวิญญาณของเจ้ายังห่างชั้นอยู่อีกมากนะ"
ใช่แล้ว เรื่องในอนาคตค่อยว่ากัน ตอนนี้มีของเหลวทัณฑ์สวรรค์แล้ว ต้องเอามาใช้ฝึกกายาและหล่อหลอมวิญญาณก่อน
"เสี่ยวเฮย แรงโน้มถ่วงร้อยเท่า"
เขาพูดออกไปตามความเคยชิน แต่แล้วสีหน้าของนายน้อยก็หม่นลง เขาลืมไปเลยว่าเสี่ยวเฮยกำลังอยู่ในช่วงวิวัฒนาการ
"ข้ายังมีแมลงแรงโน้มถ่วงอยู่อีกหลายสิบตัว ใช้พวกมันแก้ขัดไปก่อนเถอะ" ปู่แมลงรีบพูดปลอบใจ
ดีเลย เริ่มกันเดี๋ยวนี้เลย
"แมลงแรงโน้มถ่วง แรงโน้มถ่วงสองร้อยเท่า"
"เวรเอ๊ย เปิดสองร้อยเท่าเลยหรือ"
นายน้อยเย่กัดฟันต้านทานแรงโน้มถ่วง ในขณะเดียวกันก็โคจรพลังทัณฑ์สวรรค์มาชำระล้างร่างกาย
เจ็บ เจ็บปวดจริงๆ การถูกฟ้าผ่านี่มันทำให้ชินยากจริงๆ นะ
พลังแห่งการทำลายล้างนี้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ทำลายและสร้างใหม่ ทำลายและสร้างใหม่อีกครั้ง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นานเขาก็ทะลวงผ่านระดับการฝึกกายาขั้นที่หนึ่งระดับเจ็ด คราวก่อนเขาถูกเจตจำนงดาบแห่งจันทราเล่นงานจนลดลงเหลือขั้นที่หนึ่งระดับหกไปแล้ว
"เหลิ่งเฟิง เจ้าอย่าอยู่เฉยๆ สิ ขยับเข้ามาใกล้ข้าหน่อย มาฝึกด้วยกัน"
"การฝึกฝนภายใต้แรงโน้มถ่วงสองร้อยเท่านี้จะช่วยให้ร่างกายของเจ้าเร็วขึ้น กระบี่ของเจ้าก็เร็วขึ้นด้วย ความเร็วของข้าก็ฝึกมาด้วยวิธีนี้แหละ"
เมื่อเหลิ่งเฟิงได้ยิน เขาก็วิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นทันที
ตุ้บ เขาถูกแรงกดดันจนล้มลงกองกับพื้น
"ฮี่ฮี่ อย่าใจร้อนสิ ชินเมื่อไหร่ก็ดีเอง"
สมกับที่ว่า สนุกคนเดียวมิสู้สนุกด้วยกัน เรื่องแบบนี้ต้องแบ่งปันให้พี่น้องสิ พอแบ่งปันแล้วมันก็ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่จริงๆ ด้วย
เหลิ่งเฟิงหน้าดำคร่ำเครียด เขาพยายามดิ้นรนลุกขึ้นยืนทีละนิด กัดฟันแน่นโดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว เขายังคงทำตัวเท่เหมือนเดิม
เวลาผ่านไปทีละน้อย
เหลิ่งเฟิงเริ่มชินกับแรงโน้มถ่วงแล้ว เขาก้าวเท้า ชักกระบี่ออก ทำท่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง แม้ความเร็วจะไม่มากนัก แต่ดวงตาของเหลิ่งเฟิงกลับสว่างวาบ เพราะเขารู้ดีว่าหากไม่มีแรงโน้มถ่วงกดทับ อานุภาพและความเร็วของกระบี่เขาจะเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าหรือหลายสิบเท่าตัวจากเมื่อก่อน เขายังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก
เย่อู๋เฟิงทนรับความทรมานจากของเหลวทัณฑ์สวรรค์จนทะลวงถึงระดับการฝึกกายาขั้นที่หนึ่งระดับเก้าแล้ว ของเหลวทัณฑ์สวรรค์นี่มันของดีสำหรับการฝึกกายาจริงๆ ปลอดภัยกว่าการถูกฟ้าผ่าโดยตรงเสียอีก
หลังจากถูกทรมานมาเป็นเวลานาน พลังวิญญาณของเขาก็มาถึงขั้นที่หนึ่งระดับแปดแล้วเช่นกัน
เย่อู๋เฟิงหยุดการฝึกฝน เพราะของเหลวทัณฑ์สวรรค์ในตอนนี้ไม่สามารถกระตุ้นร่างกายของเขาได้อีกต่อไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน้อยนิดมาก
"เหลิ่งเฟิง มานี่มา พี่มีเรื่องดีๆ จะบอกเจ้า" เย่อู๋เฟิงกวักมือเรียกพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เหลิ่งเฟิงตัวแข็งทื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง "พูดมา ... "
[จบแล้ว]