- หน้าแรก
- ขออยู่เงียบๆได้ไหม...นางรองในวันสิ้นโลกไม้ได้อยากปัง! (แปล)
- บทที่ 67 วิวัฒนาการของส่วนน้อย/ บทที่ 68 พาฟู่อิ๋งไปฝึกซะหน่อย/ บทที่ 69 การร่วมมือของสองสาว
บทที่ 67 วิวัฒนาการของส่วนน้อย/ บทที่ 68 พาฟู่อิ๋งไปฝึกซะหน่อย/ บทที่ 69 การร่วมมือของสองสาว
บทที่ 67 วิวัฒนาการของส่วนน้อย/ บทที่ 68 พาฟู่อิ๋งไปฝึกซะหน่อย/ บทที่ 69 การร่วมมือของสองสาว
บทที่ 67 วิวัฒนาการของส่วนน้อย
ข่าวในทีวียังบอกด้วยว่า เหตุผลที่มนุษย์สามารถวิวัฒนาการจนเกิดพลังพิเศษขึ้นมาได้นั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัด รู้แค่ว่าคนที่กำลังจะวิวัฒนาการนั้นจะมีอาการไข้สูงก่อนเกิดพลัง
และสิ่งที่แตกต่างจากอาการติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้ก็คือ ก่อนจะวิวัฒนาการไข้จะอยู่ประมาณ 2-3 วัน แต่ถ้าเป็นซอมบี้ล่ะก็ จะมีไข้แค่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น
“พูดแบบนี้...แสดงว่ากู้เหยาก็กำลังจะวิวัฒนาการแล้วสิ?!”
ฟู่อิ๋งเองก็ดีใจกับกู้เหยาไปด้วย
“โชคดีจริงๆ ที่ตอนนั้นเยี่ยนซีดื้อดึงที่จะเก็บเธอไว้ ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้จริงๆ”
กัวหรงหรงรู้สึกโชคดีมากเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นกลุ่มของพวกเธอก็คงต้องสูญเสียคนที่มีพลังพิเศษถึงสองคนด้วยกันแล้ว
“พลังพิเศษเลยนะเนี่ย โคตรอิจฉาเลย แล้วทำไมผมไม่ยอมมีไข้บ้างเนี่ย?”
โจวข่ายรุ่ยบ่นขึ้นมา ตอนนี้เขานึกอยากจะไปนั่งเฝ้าเตียงกู้เหยาแล้วลองไปเบียดๆ เผื่อไข้จะติดต่อกันได้บ้าง
“นักเรียนหลี่ เธอก็น่าจะมีเหมือนกันใช่ไหม?”
เฉินหมิงดันแว่นขึ้นแล้วหันไปถามหลี่เยี่ยนซี สิ่งที่เธอทำนายเตือนไว้เมื่อคืนวาน เขาไม่คิดหรอกนะว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
หลี่เยี่ยนซีพยักหน้าก่อนจะหัวเราะ “น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ ตอนนี้ฉันสามารถรู้ได้เลยนะว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นยังไงบ้าง หรือแม้แต่ข้างล่างมีซอมบี้กี่ตัวก็รู้”
“เหมือนระบบนำทางงั้นเหรอ แต่เมื่อกี้ในข่าวไม่เห็นมีบอกถึงพลังแบบนี้เลยนี่?”
ฟู่อิ๋งสงสัยพลางถามขึ้น พลังแบบนี้มันเจ๋งมากเลยนะ แบบนี้ก็เหมือนมีดาวเทียมคอยรายงานให้พวกเธอแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าพวกเธอจะเดินทางไปไหนก็สามารถหลบภัยได้ตลอดเลยสิ
“แต่ว่าเธอไม่มีไข้นี่นา?”
เฉินหมิงได้ฟังแล้วก็อดอิจฉาขึ้นมาไม่ได้ ทำไมคนในห้องหลี่เยี่ยนซีถึงได้เก่งเว่อร์แบบนี้?
ในข่าวก็บอกเอาไว้อยู่แล้วว่ามีเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีวิวัฒนาการและได้พลังพิเศษ
“อื้อ ฉันไม่มีไข้”
หลี่เยี่ยนซีก็ไม่ได้ปิดบัง เธอเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้มีพลังพิเศษนี้แบบกะทันหัน
“ไม่ได้ละ ฉันต้องไปอาบน้ำเย็นดูบ้าง เผื่อจะได้เป็นไข้กับเขา อย่ามาห้ามฉันเชียวนะ!”
โจวข่ายรุ่ยพูดไปพลางก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก นี่มันพลังพิเศษเลยนะ! ใครบ้างจะไม่อิจฉา?
เหรินอวี่หลานที่ยืนอยู่ตรงประตูเองก็กัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ก่อนจะมองไปยังเตียงที่กู้เหยานอนอยู่ ขนาดกู้เหยายังมีพลังพิเศษเลยเหรอ แล้วทำไมทั้งห้องถึงมีแค่เธอคนเดียวที่ไม่มี?
【ว่าแต่ทีมงานจัดพลังอะไรให้หลี่เยี่ยนซีกันแน่เนี่ย?】
【บัญชีออฟฟิเชียลบอกว่าเป็นพลังจิตหรืออะไรสักอย่าง ไม่เห็นเข้าใจเลย】
【ผิดหวังว่ะ!】
【ฟังดูเหมือนไม่เก่งเลยอ่ะ】
【ส่วนตัวชอบพลังของฟู่อิ๋งมากกว่า สาวสายเหล็กตัวจริง ฮ่าๆ】
【……】
หลี่เยี่ยนซีไม่รู้ว่าผู้ชมคิดยังไง แต่สำหรับพลังพิเศษใหม่นี้ เธอกลับให้ความสำคัญกับมันมากอยู่เหมือนกัน ขณะที่ฟู่อิ๋งกำลังตั้งหน้าตั้งตาฝึกพลังธาตุเหล็กของตัวเอง หลี่เยี่ยนซีเองก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เธอศึกษาและลองใช้งานพลังของเธออย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน
ในชาติก่อนตลอดเวลาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เธอเหมือนไม่เคยได้ยินเรื่องของพลังพิเศษแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
“เยี่ยนซี ฉันทำอาวุธให้เธอด้วยนะ!”
ฟู่อิ๋งนั้นหลงใหลในการผลิตอาวุธมากๆ ถึงขนาดไปเอาเตียงเหล็กจากห้องข้างๆมาถอดชิ้นส่วนออก แล้วหลอมกลายเป็นมีดดาบยาวสุดเท่เล่มหนึ่งเลย
“อืม ดีเลย คมพอแล้วล่ะ แต่ยังขาดความเหนียวไปหน่อย ใช้ฟันแรงๆ แล้วแตกง่าย”
หลี่เยี่ยนซีใช้ดาบยาวที่ฟู่อิ๋งทำให้ฟันลงไปที่โต๊ะข้างๆ โต๊ะไม้ตัวนั้นถูกผ่าออกเป็นสองซีกในดาบเดียว จนพวกหนุ่มๆ ข้างๆร้องอุทานอย่างตกใจว่า เจ๋งจัด!
แต่หลี่เยี่ยนซีก็สังเกตเห็นว่าดาบยาวเล่มนั้นก็แตกเป็นรอยบิ่นหลายรอยเหมือนกัน
หรือแรงของเธอจะเยอะขึ้นกันแน่นะ?
“พูดแล้วก็แปลก หลังตื่นมาครั้งนี้นอกจากช่วงแรกที่รู้สึกตัวเซๆหน่อย ตอนนี้กลับรู้สึกสดชื่นสุดๆเลย เหมือนจะอุ้มอาจารย์กัววิ่งวนสิบรอบยังไหว!”
ฟู่อิ๋งพูดขึ้นมา เธอเองก็รู้สึกว่าแรงเธอเพิ่มขึ้นมากเลยล่ะ
กัวหรงหรง : ……
ตกลงเธอหนักที่สุดในนี้เหรอเนี่ย?
ความจริงแล้วหลี่เยี่ยนซีเองก็รู้ว่า คนที่มีพลังพิเศษจะมีร่างกายแข็งแกร่งขึ้น แรงและความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ชาติก่อนตัวเธอที่มีเพียงแค่พลังกระเป๋าใส่ของนั้นกลับไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษอะไรแบบนี้เลย ดูเหมือนว่าครั้งนี้พลังใหม่ที่ได้รับจะไม่เลวเลยทีเดียว
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 68 พาฟู่อิ๋งไปฝึกซะหน่อย
ไม่รู้เป็นเพราะไข้มันติดกันง่ายหรือเปล่า พอตกบ่ายวันนั้นเอง เจิ้งอวี่ก็เกิดไข้ขึ้นมาด้วยอีกคน เฉินหมิงกับพวกเพื่อนๆ เลยรู้สึกดีใจกันใหญ่ แต่ก็ยังระวังตัว ตามข่าวที่ได้ฟังมา คอยเฝ้าสังเกตการณ์และแยกตัวเจิ้งอวี่ออกมาเป็นเวลาสองชั่วโมงก่อน
จนผ่านไปครบสองชั่วโมง พวกเขาเห็นเจิ้งอวี่ยังมีไข้ แต่กลับไม่มีอาการกลายร่างเป็นซอมบี้เลยสักนิด ถึงตอนนี้พวกหนุ่มๆ ถึงได้ค่อยโล่งใจกันไปที
“เจ้าเจิ้งอวี่นี่ดวงดีเกินไปแล้วนะเว้ย!”
โจวข่ายรุ่ยพอแน่ใจแล้วว่าเพื่อนจะไม่กลายเป็นซอมบี้ คืนนี้เขาก็ตั้งใจจะไปเบียดๆ นอนใกล้ๆ เจิ้งอวี่ดูสักคืน ตอนเช้าอาบน้ำเย็นก็แล้ว แต่ไม่มีไข้สักที ยังไงคืนนี้เขาก็ต้องลองใหม่อีกรอบ!
เฉินหมิงเห็นสภาพแบบนั้นก็ทั้งขำทั้งจนปัญญา ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตกลงเงื่อนไขที่จะได้พลังพิเศษคืออะไร แต่ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งของเจิ้งอวี่ เขาก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้เหมือนกัน
“ปล่อยไปตามธรรมชาติเถอะ แค่พวกเรารอดมาจนถึงตอนนี้ได้ก็ถือว่าโชคดีมากๆ แล้วนะ”
เฉินหมิงเอ่ยขึ้น
ส่วนในห้อง 719 หลี่เยี่ยนซียังไม่หยุดโทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่ยังติดต่อได้
โจวเฟิงขาดการติดต่อไปเกือบสองวันเต็มๆ แล้ว หลี่เยี่ยนซีคิดถึงพลังพิเศษของโจวเฟิงในชีวิตที่แล้ว เลยเดาเอาว่าตอนนี้เขาน่าจะกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการปลุกพลังพิเศษอยู่ เธอเลยตัดสินใจวางสาย ไม่โทรไปกวนเขาอีก
ตอนนี้ก็เหลือแค่รอกู้เหยาฟื้นเท่านั้น แล้วก็... เธอหันไปมองฟู่อิ๋ง คนคนนี้ยังอ่อนเกินไปหน่อย
“ฟู่อิ๋ง เดี๋ยวพวกเราลงไปล่าซอมบี้กัน”
หลี่เยี่ยนซีพูดขึ้น
“แค่กๆๆ!”
ฟู่อิ๋งที่กำลังดื่มน้ำอยู่แทบจะสำลัก เธอหันมามองหลี่เยี่ยนซีด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด
ไปล่าซอมบี้ข้างล่างเนี่ยนะ?
ที่ข้างล่างนั่นมันมีแต่ซอมบี้เดินวนไปมาเต็มไปหมดเลยไม่ใช่เหรอ? หรือว่าวันนี้เยี่ยนซีก็ไข้ขึ้นอีกคน?
ฟู่อิ๋งลองเอามือมาแตะหน้าผากหลี่เยี่ยนซีดู พอแน่ใจว่าอุณหภูมิปกติดี เธอถึงได้ถามกลับมาอย่างไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
“ข้างล่างนั่นซอมบี้เต็มไปหมดเลยนะ พวกเราจะลงไปล่ากันยังไง?”
“เธอลืมพลังพิเศษของตัวเองไปแล้วเหรอ ไม่ฝึกใช้ให้ดีๆ สักหน่อยล่ะ? บางทีนะ ถ้าเธอฝึกดีๆ ไม่แน่อนาคตอาจจะเก่งขั้นสุดยอด ไร้เทียมทานเลยก็ได้นะ!”
หลี่เยี่ยนซีแอบสังเกตสีหน้าของฟู่อิ๋ง แน่นอนว่าพอได้ยินคำพูดประโยคหลัง ฟู่อิ๋งก็พลันรู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้นมาทันที
เธอรู้อยู่แล้วว่าฟู่อิ๋งคนนี้มีความฝันอยากเป็นฮีโร่มาตลอด นั่นเป็นสาเหตุที่ปกติฟู่อิ๋งมักจะมาขอร้องเธอ หรือไม่ก็ลั่วเทียนหัวช่วยสอนศิลปะการต่อสู้ให้หน่อย
แต่เพราะฐานะของฟู่อิ๋งค่อนข้างพิเศษ ต้องยุ่งกับเรื่องงานของครอบครัวและเข้าสังคมตลอด เลยไม่มีเวลาจะทำตามฝันของตัวเองสักที คราวนี้พอได้ฟังคำพูดกระตุ้นของหลี่เยี่ยนซี จากที่ก่อนหน้านี้กำลังกลัวๆ อยู่ดีๆ เธอก็กลายเป็นฮึกเหิมขึ้นมาทันที ถึงขั้นลากหลี่เยี่ยนซีจะรีบลงไปลุยเดี๋ยวนั้นเลย
“พวกเธอนี่จะบ้ากันเกินไปแล้วนะ ข้างล่างมันอันตรายนะ!”
กัวหรงหรงไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะอาจารย์กัว ฝากอาจารย์ช่วยดูแลกู้เหยาให้หน่อยนะคะ ฉันจะเลือกที่ที่ซอมบี้น้อยหน่อย พาฟู่อิ๋งไปฝึกใช้พลังดูนิดๆ หน่อยๆ”
หลี่เยี่ยนซีตอบอย่างมั่นใจ
พอเห็นฟู่อิ๋งกำลังวุ่นวายอยู่กับการถอดเตียงเหล็กมาทำอาวุธ กัวหรงหรงก็รู้ตัวแล้วว่าคงห้ามสองคนนี้ไม่ได้อยู่ดี เอาเถอะ จะไปฝึกสู้บ้างก็ดี อย่างน้อยก็ยังดีกว่าถึงเวลาเจอปัญหาขึ้นมาแล้วต้องวิ่งหนีลูกเดียว
แต่ฟู่อิ๋งที่เมื่อกี้ยังคึกคักมีแรงเหมือนคนถูกฉีดยากระตุ้นมานั้น พอเดินมาถึงกระจกประตูแล้วเห็นซอมบี้ที่เดินไปเดินมาอยู่ข้างนอกทีละตัวสองตัว ก็ดูเหมือนเธอจะโดนน้ำเย็นราดลงหัวอย่างกะทันหันจนตัวแข็งทันที
ที่แท้ซอมบี้ที่จางเฉิงกวงกลายร่างเป็นนั้นยังไม่ใช่ตัวที่น่าเกลียดที่สุดเลยด้วยซ้ำ ข้างนอกนั่นต่างหากล่ะ ที่มันน่าขยะแขยงจนดูแทบไม่ได้!
“อืม ก็น่าจะใช่นะ ก็พวกมันส่วนใหญ่เพิ่งจะกินคนมานี่นา”
หลี่เยี่ยนซีตอบกลับด้วยรอยยิ้มแจ่มใส สู้ซอมบี้ไปพร้อมกับเพื่อนสนิทเนี่ย เธอก็เพิ่งจะเคยทำครั้งแรกเหมือนกันนะ
“แต่…แต่ข้างนอกมันมีซอมบี้เยอะขนาดนี้ แค่เราสองคนไหวที่ไหนล่ะ?”
ฟู่อิ๋งรีบเอาโล่เหล็กที่เพิ่งสร้างเสร็จจากเตียงเหล็กมากั้นไว้ระหว่างเธอกับหลี่เยี่ยนซีทันที เหมือนโล่เหล็กนี่จะช่วยให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง
“ไม่ต้องห่วงน่า ฉันจะหาวิธีให้มันเข้ามาทีละตัวเอง ไม่ได้ให้พวกเราสู้พร้อมกันเยอะๆ สักหน่อย”
หลี่เยี่ยนซีตอบแบบสบายๆ
ปล่อยเข้ามาทีละตัวเนี่ยนะ…
ฟู่อิ๋งรู้สึกสิ้นหวังเบาๆ สรุปแล้วเยี่ยนซีจะให้เธอสู้ไปกี่ตัวกันแน่เนี่ย?
…………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่ 69 การร่วมมือของสองสาว
ตำแหน่งของซอมบี้รอบๆ หอพักนั้นปรากฏขึ้นในหัวของหลี่เยี่ยนซีอย่างชัดเจน เธอเปิดประตูเดินเข้าห้อง 113 แล้วก็จัดการเปิดหน้าต่างที่ก่อนหน้านี้เธอกับกู้เหยาช่วยกันล็อกเอาไว้แน่น
แกร๊ก—
เสียงเปิดหน้าต่างดังขึ้น ตามมาด้วยมือสีม่วงดำเน่าเฟะยื่นเข้ามาเกาะที่ขอบหน้าต่างทันที
“โฮกกกก!”
แม้จะมีสัญญาณเตือนมาก่อนจากมือข้างนั้น แต่พอฟู่อิ๋งและผู้ชมได้เห็นใบหน้าของซอมบี้ตัวนี้แบบเต็มๆ ตาแล้ว หัวใจก็ยังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาอยู่ดี
มันคือซอมบี้เพศชายตัวหนึ่ง ผมเผ้าบนหัวมันเหมือนถูกอะไรกระชากหลุดไปเยอะ เผยให้เห็นหนังศีรษะเน่าเปื่อยด้านในชัดเจน
ซอมบี้ตัวนี้น่าจะเคยกินคนมาแล้วด้วย เพราะบริเวณหน้าอกและแขนเสื้อของมันมีเลือดสีน้ำตาลแห้งกรังแข็งติดอยู่เต็มไปหมด
“เข้ามาสิ”
หลี่เยี่ยนซีถอยหลังออกมา ตอนนี้บริเวณด้านนอกห้อง 113 มีซอมบี้อยู่แค่ตัวเดียวเท่านั้น เธอถึงได้กล้าล่อมันเข้ามา
เจ้าซอมบี้ตัวนั้นเห็นดังนั้นก็รีบปีนหน้าต่างเข้ามาอย่างไม่ลังเล แล้วพุ่งเข้าโจมตีหลี่เยี่ยนซีทันที!
โต๊ะเก้าอี้ในห้องแม้จะขวางทางซอมบี้ตัวนั้นอยู่บ้าง แต่เมื่อซอมบี้เห็นคนเป็นๆ ความตื่นเต้นบ้าคลั่งของมันก็ทำให้พลังเพิ่มขึ้นมหาศาลจนข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วพื้นในพริบตา
ทว่าการเคลื่อนไหวของหลี่เยี่ยนซีนั้นรวดเร็วกว่ามาก หลังจากซอมบี้ตัวนั้นปีนเข้ามา เธอก็อ้อมไปด้านหลังของมันอย่างว่องไวแล้วจัดการปิดหน้าต่างลงจนแน่นสนิท
“ฟู่อิ๋ง เริ่มได้แล้ว ระวังตัวให้ดีล่ะ อย่าให้ถูกกัดนะ!”
หลี่เยี่ยนซีตะโกนบอกฟู่อิ๋งที่กำลังถือโล่โลหะแผ่นใหญ่เตรียมพร้อมอยู่ ซึ่งตอนนี้แรงของฟู่อิ๋งดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นจริงๆ เห็นได้ชัดจากโล่โลหะขนาดหนักอึ้งที่เธอถือไว้ในมือนั่น
“ได้เลย ฉันทำได้อยู่แล้ว!”
พอนึกถึงความฝันที่จะเป็นจอมยุทธ์หญิงไร้เทียมทาน ฟู่อิ๋งก็เริ่มเอาจริงขึ้นมาทันที ความจริงแล้วเธอไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นไร้เรี่ยวแรงนะ ก่อนหน้านี้เธอก็มักไปที่วิลล่าจินหยวนอยู่เสมอเพื่อให้หลี่เยี่ยนซีช่วยฝึกทักษะการต่อสู้ให้
ปัง!
ซอมบี้ตัวนั้นพุ่งเข้าชนโล่โลหะที่ฟู่อิ๋งถืออยู่เต็มแรง จนฟู่อิ๋งโดนแรงกระแทกนั้นดันถอยหลังไปหลายก้าว
“ฉันจัดการเอง เธอตั้งรับไว้นะ!”
พอได้ยินเสียงหลี่เยี่ยนซี ฟู่อิ๋งก็รีบเตรียมพร้อม แต่แล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหลี่เยี่ยนซีอยู่ดีๆ ก็เรียกมีดยาวที่ฟู่อิ๋งเคยทำไว้ให้ ออกมาอย่างกับเสกได้จากอากาศเฉยๆ
เพื่อนเธอคนนี้เป็นนักมายากลตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ฉัวะ!
มีดยาวฟันเข้าไปที่หลังของซอมบี้ตัวนั้นอย่างแม่นยำ เจ้าซอมบี้ที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการพยายามโจมตีฟู่อิ๋งนั้นก็แน่นิ่งไปทันที
ของเหลวสีดำแปลกๆ กระเซ็นกระจายไปทั่ว หลี่เยี่ยนซียกนิ้วโป้งให้ฟู่อิ๋งด้วยความพอใจ
ยังไงก็ตาม ฟู่อิ๋งก็ไม่ได้ร้องกรี๊ดหรือตื่นตระหนกจนวิ่งหนีไป นับว่าเยี่ยมมากแล้วล่ะ
“เอ่อ…เหมือนจะไม่ยากเท่าไหร่แฮะ”
ฟู่อิ๋งพูดยิ้มๆ ออกมา ถ้าไม่นับโล่ในมือที่ยังคงสั่นระริกไม่หยุดน่ะนะ
“ฉันก็ว่างั้นแหละ งั้นตัวต่อไปเธอจัดการเลยนะ ฉันเริ่มรู้สึกคลื่นไส้หน่อยๆ”
หลี่เยี่ยนซีแกล้งหายใจหอบเล็กน้อย จริงๆ เธอไม่ได้คลื่นไส้เลยสักนิด ออกจะรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานด้วยซ้ำไป
นี่มันเป็นโลกที่เธอเคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งนะ มันเต็มไปด้วยความคุ้นเคย ที่สำคัญคือชาติก่อนเธอไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่งและฝีมือดีขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ
“งั้นเดี๋ยวฉันออกไปก่อนนะ เธอระวังพื้นลื่นด้วยล่ะ!”
ฟู่อิ๋งพูดจบก็รีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที ก่อนจะสุ่มเปิดประตูห้องพักสักห้องแล้วพุ่งเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาเจียนอย่างหนัก
กลิ่นซอมบี้มันเหม็นเน่าคาวจนสุดจะทน เธอไม่เคยได้กลิ่นที่เหม็นขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลย แต่จู่ๆ เธอก็นึกถึงท่าทางของหลี่เยี่ยนซีเมื่อครู่ขึ้นมาได้ เธอจึงรีบล้างหน้าล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำจากก๊อก แล้ววิ่งกลับออกมาอีกครั้ง
“เยี่ยนซี เมื่อกี้เธอหยิบมีดเล่มนั้นมาจากไหนกันแน่?”
ฟู่อิ๋งถามด้วยความสงสัย
“อ้อ จริงด้วยสิ ฉันลืมบอกเธอไปเลย ตอนที่เธอสลบอยู่ ฉันกับกู้เหยาบังเอิญไปเจอมาน่ะ”
หลี่เยี่ยนซีที่ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังฟู่อิ๋งอยู่แล้ว เลยเล่าความสามารถอันน่าเศร้าของตัวเองที่มีไว้แค่เก็บของในกระเป๋าให้ฟู่อิ๋งฟังจนหมดเปลือก
(จบบท)