เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ลาจาก/ บทที่ 32 เปิดฉากโหมดความทรงจำ/ บทที่ 33 อดีตของเหลียงเมิ่งเจีย

บทที่ 31 ลาจาก/ บทที่ 32 เปิดฉากโหมดความทรงจำ/ บทที่ 33 อดีตของเหลียงเมิ่งเจีย

บทที่ 31 ลาจาก/ บทที่ 32 เปิดฉากโหมดความทรงจำ/ บทที่ 33 อดีตของเหลียงเมิ่งเจีย


บทที่ 31 ลาจาก

ทุกเรื่องมักจะมีสัญญาณล่วงหน้าเสมอแหละ...

แต่ในชาติก่อนตอนนั้น หลี่เยี่ยนซีดันมองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ก็เข้าใจแหละ เพราะช่วงนี้ของชาติก่อนเธอยุ่งจะตาย ยุ่งจนหัวหมุนเลยทั้งทำงานพาร์ตไทม์ หางานใหม่ ไหนจะต้องนัดเจอกับจี้เฉิงอีก...

ตอนที่เธอกับฟู่อิ๋งมาถึงโรงพยาบาลที่ลั่วเทียนหัวพักอยู่ พวกเธอก็เห็นว่าทั้งโรงพยาบาลเต็มไปด้วยหมอพยาบาลที่เดินกันให้ขวักไขว่ วุ่นวายไปหมด

“ช่วงนี้คนแพ้อะไรกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”

ฟู่อิ๋งขมวดคิ้วพลางมองคนไข้กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งถูกพาเข้าแผนกผิวหนัง แล้วถามขึ้นมา อาการของคนพวกนั้นดูคล้ายกับที่พวกเธอเคยเจอเมื่อวันก่อนเลย

“หรือว่าเป็นโรคติดต่ออะไรสักอย่างก็ได้มั้ง... ถอยออกห่างไว้ก่อนดีกว่า”

หลี่เยี่ยนซีพูดพลางส่ายหัวงง ๆ

ตอนทั้งสองคนเปิดประตูเข้าไปในห้องพักของลั่วเทียนหัว ก็มีตะเกียบไม้หนึ่งอันพุ่งปรี๊ดมาระหว่างกลางพวกเธอแบบไม่ให้ตั้งตัว

หลี่เยี่ยนซียิ้มแล้วรีบยกตะกร้าผลไม้ขึ้นมาบังไว้ ตะเกียบไม้เล่มนั้นก็เสียบเข้าไปตรง ๆ อย่างแม่นยำ ฟู่อิ๋งยกมือกุมอกแล้วร้องลั่น

“คุณปู่ลั่ว! นี่จะทำหนูหัวใจวายตายหรือไง!”

“หึ! อย่างน้อยก็ยังไม่เชื่องช้าไปกว่าเดิม”

ลั่วเทียนหัวมองทั้งสองคนด้วยหางตา ตอนนี้ผมของเขาขาวโพลนไปหมดแล้ว ตัวก็ใส่ชุดผู้ป่วยลายทางสีฟ้าแบบที่เห็นบ่อย ๆ ดูอ่อนแรงจนต้องเอนตัวพิงเบาะนุ่มด้านหลัง แต่ถึงยังไงก็ยังดูออกเลยว่า คนคนนี้เมื่อก่อนต้องเป็นคนที่แข็งแรงเอามาก ๆ แน่

หลี่เยี่ยนซีรู้ดีว่าลั่วเทียนหัวพูดถึงเธอเลยยิ้มตอบ

“คุณปู่ลั่วก็ดูดีกว่ารอบที่แล้วเยอะเลยเหมือนกันนะคะ”

“ไม่ได้บอกเหรอว่าไม่ต้องมาหาฉัน?”

ลั่วเทียนหัวทำหน้าบึ้งตึงอย่างไม่ต้อนรับเลยสักนิด

“ไม่ได้หรอกค่ะ หนูยังอยากให้คุณปู่ช่วยสอนอะไรหนูอีกตั้งเยอะเลย ต้องหายให้ได้นะคะ!”

หลี่เยี่ยนซียิ้มกว้างวางตะกร้าผลไม้ลงแล้วนั่งลงข้าง ๆ เตียงของลั่วเทียนหัว ก่อนจะหยิบแอปเปิ้ลลูกหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มปอกเปลือกหน้าตาเฉย

ลั่วเทียนหัวไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เขาหันไปมองฟู่อิ๋ง แล้วก็มองหลี่เยี่ยนซี ก่อนจะพูดออกมาช้า ๆ

“มาหาก็ดีแล้วล่ะ ฉันใกล้จะไปแล้ว คนที่ฉันห่วงที่สุดก็คือพวกเธอสองคนนี่แหละ...โดยเฉพาะเธอ เยี่ยนซี”

“คุณปู่~ ทำไมไม่ห่วงหนูบ้างล่ะ! รู้มั้ยว่ากี่ครั้งแล้วที่เยี่ยนซีช่วยชีวิตหนูไว้น่ะ เธอเก่งมากเลยนะ!”

ฟู่อิ๋งพูดเสียงดังฟังชัดจนลั่วเทียนหัวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา...แต่ก็เหมือนจะหัวเราะแรงไปหน่อย ไม่ทันไรเขาก็ไออย่างรุนแรงต่อเนื่องจนตัวโยน

พอไอจนหยุดได้ ลั่วเทียนหัวก็โบกมือให้ทั้งสองคนไม่ต้องเป็นห่วง

“เธอนี่นะ...ไม่รู้ไปโดนอะไรมา แต่ดูหน้าแล้วควรจะมีโชคดีเข้าข้างไม่ใช่หรือไง...แต่เอาเถอะ ไหน ๆ พวกเธอก็ร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้ว ถ้าฉันไม่อยู่ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น ก็ต้องเชื่อใจกันให้มาก ๆ เข้าใจมั้ย?”

สายตาของลั่วเทียนหัวเริ่มพร่าเลือนลงไปแล้ว

หลี่เยี่ยนซีหันหน้าหนีทันที ถึงจะรู้ว่านี่มันเป็นแค่โลกจำลองก็เถอะ...แต่เธอก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย

ถ้ามองจากมุมคนดูตอนนี้ น้ำตาของเธอไหลอาบแก้มเต็มไปหมดแล้ว

“คุณปู่ลั่วพูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ ตอนนี้หนูกับเยี่ยนซีก็สบายดีทั้งคู่ เยี่ยนซีก็กลายเป็นคนดังของนครใต้ไปแล้วด้วย ไม่ต้องห่วงหรอก!”

ฟู่อิ๋งรีบพูดปลอบเพราะเห็นว่าบรรยากาศเริ่มเศร้าลง

“เงินทองน่ะ ของนอกกายทั้งนั้น ฉันแค่รู้สึกว่าสมัยนี้มันชักจะไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่ เยี่ยนซี...จำไว้นะ ไม่ว่าจะเจออะไร เธอต้องเผชิญหน้าด้วยวิธีของตัวเองให้ได้ จำไว้ว่า...เธอคือนังหนูหลี่เยี่ยนซีคนเดียวเท่านั้น”

ลั่วเทียนหัวพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

【เฮ้ย ปู่นี่มันโคตรเซนส์แรงเลยว่ะ แบบมีสัมผัสที่หกเป๊ะ ๆ เลย】

【ตกลงปู่นี่แต่ก่อนมีความสัมพันธ์อะไรกับหลี่เยี่ยนซีกันแน่นะ?】

【ฟังแล้วขนลุกเลยว่ะ แต่ก็น่าเสียดาย ปู่ดูเหมือนจะไปไม่รอดแล้วจริง ๆ】

แต่หลี่เยี่ยนซีก็ยังจมอยู่กับประโยคเมื่อกี้ของลั่วเทียนหัว

เธอคือลี่เยี่ยนซี...แค่คนเดียวเท่านั้น

ถ้าจะบอกว่าในโลกนี้มีคนที่เคยแสดงความห่วงใยต่อเธอจริง ๆ แค่ไม่กี่คน

ลั่วเทียนหัวนี่แหละ...คือคนที่ห่วงใยเธอมากที่สุดเลยจริง ๆ

แต่ว่า...

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 32 เปิดฉากโหมดความทรงจำ

สุดท้าย...ลั่วเทียนหัวก็จากไปแล้วจริง ๆ

ฟู่อิ๋งกดปุ่มเรียกฉุกเฉินบนผนังแบบแทบจะพัง เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมื่อกี้นี้เองปู่ยังพูดอะไรตั้งเยอะแยะอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับนอนหลับตาไปอย่างสงบ...แอปเปิ้ลที่หลี่เยี่ยนซีเพิ่งปอกเสร็จก็กลิ้งตกลงพื้นไปเงียบ ๆ

“ขอโทษด้วยนะครับ...ช่วยอะไรไม่ได้ คนไข้เสียชีวิตแล้วครับ”

หมอในชุดกาวน์ขาวถอดหน้ากากออก สีหน้าหมดแรงสุด ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ไม่จริง! คุณปู่ลั่วเขา...!”

ฟู่อิ๋งร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทำไมถึงกะทันหันขนาดนี้

หลี่เยี่ยนซีมองคนแก่ที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างเหม่อลอย เหมือนแค่หลับไปเฉย ๆ เธอเดินเข้าไปใกล้แล้วคุกเข่าลงข้างเตียงช้า ๆ

“อาจารย์...ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”

แล้วจู่ ๆ โหมดความทรงจำสุดสะเทือนใจก็ถูกเปิดใช้งานทันที คนดูถึงได้เห็นฉากที่หลี่เยี่ยนซีได้พบกับลั่วเทียนหัวเป็นครั้งแรก

ปรากฏว่าต้นเหตุมันเริ่มมาจากตอนหลี่เยี่ยนซีอายุสิบขวบ ถูกแม่แท้ ๆ ของตัวเอง—เฉาลี่ ส่งตัวไปเป็นลูกบุญธรรมให้กับครอบครัวหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องมีบุตร ถึงแม้มันจะเรียกว่า “รับไปเลี้ยง” แต่ความจริงคือ เฉาลี่ได้เงินก้อนโตมาเป็น “สินน้ำใจ” แล้วก็เอาเงินนั้นไปจ่ายค่าไถ่ให้หลี่ซิงไห่ที่โดนจับตัวไว้ในบ่อนพนัน…

หลี่เยี่ยนซีใช้ชีวิตในบ้านคนอื่นแบบคนอาศัยอยู่มากว่าหนึ่งปี พอเข้าปีที่สอง ครอบครัวนั้นก็ดันตั้งท้องได้สำเร็จ...

“เยี่ยนซี ขอบใจมากเลยนะ ทุกคนบอกว่ารับเด็กมาเลี้ยงจะทำให้มีลูกได้ ของจริงเลยจ้ะ เธอนี่แหละนำโชคมาให้เรา”

“แต่ที่รัก...เราก็มีลูกเองแล้วนี่นา แล้วเยี่ยนซีล่ะ...?”

“ป้าเจียง ลุงเฉิน ไม่เป็นไรค่ะ หนูตั้งใจจะไปเป็นลูกศิษย์ที่ไหนสักที่อยู่แล้ว จะได้เริ่มทำงานหาเงินเร็ว ๆ …ขอแค่รบกวนช่วยเซ็นใบอนุญาตให้หนูหน่อยนะคะ เพราะว่า…”

ดูเหมือนหลี่เยี่ยนซีจะไม่อยากพูดคำว่า “พ่อแม่” ออกมาเลย เธอเลยเลือกใช้คำอื่นแทนอย่างระมัดระวัง

“...ตอนนี้ผู้ปกครองตามกฎหมายของหนู คือพวกคุณค่ะ”

หลังจากนั้น ครอบครัวนั้นก็หาที่ฝากฝังให้หลี่เยี่ยนซีได้—เป็นสำนักศิลปะการต่อสู้ในแถบชานเมืองที่ห่างไกลสุด ๆ

ประตูสำนักค่อย ๆ เปิดออก คนที่เปิดประตูก็คือลั่วเทียนหัวในวัยหนุ่มเมื่อสิบปีก่อน ดูแข็งแรง กระฉับกระเฉงมาก

ฉากต่าง ๆ บนหน้าจอยังตัดสลับต่อไปเรื่อย ๆ ส่วนแถบคอมเมนต์ก็แตกตื่นกันสุดฤทธิ์

【โอ๊ยยยย คนแมน ๆ ยังหลั่งน้ำตาเลย ชีวิตอะไรจะเศร้าเบอร์นี้】

【เฉาลี่ยังจะเรียกว่ามนุษย์อยู่อีกมั้ย นี่มันขายลูกชัด ๆ !!】

【แหวะ พอนึกถึงตอนที่พวกนั้นยังกล้าหน้าด้านมาหาเยี่ยนซี โคตรขยะแขยงเลยว่ะ】

【ถ้าเยี่ยนซีโดนยกให้คนอื่นแล้วจริง ๆ แปลว่าเฉาลี่ก็ไม่ใช่แม่ตามกฎหมายแล้วนะ แบบนี้ก็ไม่ต้องเลี้ยงดูอะไรกันแล้วด้วยซ้ำ】

【บ้านนั้นก็แย่ไม่แพ้กัน เด็กเค้าเอาโชคมาให้แท้ ๆ แต่สุดท้ายก็ทิ้งกันแบบหน้าตาเฉย】

【ถ้าเยี่ยนซีเป็นนางเอกจริง ๆ งั้นคนเขียนบทนี่ก็ต้องเป็นแม่เลี้ยงแหละ ไม่มีใครเขียนให้นางเอกดราม่าขนาดนี้ได้อีกแล้ว】

【ตอนนี้คนเดียวที่เธอพอจะเรียกว่า "ครอบครัว" ได้ก็เพิ่งจากไปอีก...น่าสงสารชะมัด】

...

“อะไรเนี่ย? ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงเปิดโหมดความทรงจำขึ้นมาได้?!”

เหลียงเมิ่งเจียรีบโทรหา กานหลิน แทบจะทันทีที่ฉากย้อนอดีตโผล่มา เพราะเธอรู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

“โหมดความทรงจำไม่ได้เป็นอะไรที่เราควบคุมเองได้ครับ ถ้าระบบจับได้ว่าเนื้อเรื่องไม่ลื่นไหล ก็จะเปิดโหมดนี้เองอัตโนมัติ…นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้เห็นอดีตของหลี่เยี่ยนซีเหมือนกัน”

เสียงทุ้มเข้มมีเสน่ห์ตอบกลับมาจากปลายสาย

“…”

เหลียงเมิ่งเจียพูดอะไรไม่ออก แล้วทันใดนั้นก็มีสายซ้อนเข้ามาอีก

พอเห็นชื่อคนโทรมา เธอก็รีบกดวางสายแรกแล้วรับสายใหม่นั้นทันที

“คุณพ่อ…โทรมาหาหนูเองแบบนี้ มีอะไรรึเปล่าคะ?”

เหลียงเมิ่งเจียพยายามฝืนยิ้มพูด เธอเคยสัญญากับหลี่เยว่ว่าหลี่เยี่ยนซีจะมี ‘ออร่าหลักของนางเอก’ แบบสุด ๆ แน่นอน แล้วก็จะไม่โดนอะไรที่เรียกว่าความอยุติธรรมเลยแม้แต่นิดเดียว

หลี่เยว่ในสายเงียบไปสองวินาที ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบว่า

“เจียเจีย…นี่เธอจงใจทำให้เยี่ยนซีเป็นแบบนี้หรือเปล่า?”

เขาไม่ได้โง่ พอเห็นอดีตของหลี่เยี่ยนซีในเรื่องเข้าไป ถึงกับอึ้ง เพราะมันดันไปคล้ายกับอดีตของเหลียงเมิ่งเจียในบางเรื่องอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว…

…………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 33 อดีตของเหลียงเมิ่งเจีย

“คุณพ่อ เรื่องนี้มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริง ๆ ค่ะ หนูเองก็ช็อกเหมือนกันตอนที่ได้เห็นเมื่อกี้…เชื่อหนูเถอะนะคะ ได้ไหม…”

ตอนที่โหมดความทรงจำถูกกระตุ้นขึ้นมา เหลียงเมิ่งเจียก็รู้สึกใจไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว และก็เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ โทรศัพท์จากหลี่เยว่ก็ตามมาทันที

“เจียเจีย พ่อก็ยังเลือกที่จะเชื่อลูกอยู่ และก็อยากให้ลูกจำไว้นะ…ครอบครัวเราไม่มีวันทอดทิ้งลูกเด็ดขาด

หลี่เยว่ขมวดคิ้วแล้วลูบหน้าผากตัวเองเบา ๆ...เมื่อก่อนตอนที่ภรรยาอย่างเหลียงเฟยเฟยยังอยู่ เธอก็ชอบทำท่าทางแบบนี้ให้เขาเสมอ

“หนูรู้ค่ะพ่อ…ยอมรับว่าพล็อตช่วงแรกมันอาจจะหนักไปหน่อย แต่นั่นก็เพื่อให้ตัวเอกได้มีพัฒนาการค่ะ ยังไงเนื้อเรื่องก็ต้องเริ่มจากจุดต่ำแล้วไต่ขึ้นสู่จุดสูงอยู่แล้ว ตอนนี้เยี่ยนซีก็เก่งสุด ๆ ไปเลยไงคะ! คนรุ่นหนูเรียกกันว่า ‘การพลิกชีวิต’ ค่ะ!”

เหลียงเมิ่งเจียรีบเบี่ยงประเด็นไปที่หลี่เยี่ยนซี ซึ่งก็ได้ผล เพราะหลี่เยว่หัวเราะออกมาเบา ๆ ที่ปลายสาย

ถึงเรื่องราวในเนื้อเรื่องมันจะทำให้เยี่ยนซีลำบาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกสาวของเขาคนนี้เก่งมากจริง ๆ

ในชีวิตจริงเยี่ยนซีก็มีพื้นฐานศิลปะการต่อสู้โบราณของจักรวรรดิเซิ่งอวี้อยู่แล้ว แถมยังบังเอิญไปเข้าร่วมสำนักศิลปะการต่อสู้ของตระกูลลั่วอีก คิดว่าต้องได้รับการยอมรับจากอาจารย์ที่นั่นแน่นอน…หลี่เยว่คิดอย่างปลื้มใจ

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้เลยก็คือ ลูกสาวของเขาคนนี้ ได้ผ่านโลกจำลองนี้มาเป็นครั้งที่สองแล้ว แถมโอกาสในการเข้าสำนักลั่วก็ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นสิ่งที่เธอแย่งชิงมาด้วยตัวเองทั้งหมด…

“พ่อไม่เข้าใจหรอก วัฒนธรรมคนรุ่นพวกเธอน่ะ”

หลี่เยว่ยิ้มก่อนจะคุยเล่นกับเหลียงเมิ่งเจียอีกเล็กน้อย แล้วก็ค่อย ๆ วางสายไป

เขาถอนหายใจเบา ๆ…บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นในพล็อตนั้น อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้…

เหลียงเมิ่งเจียเอง ก็เป็นเด็กที่เหลียงเฟยเฟยพากลับมาบ้านเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเธอยังชื่อว่า “จ้าวเมิ่งเจีย”

หลี่เยว่กับภรรยากำลังอยู่ในช่วงที่หน้าที่การงานรุ่งเรืองสุด ๆ แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายคือ ทั้งคู่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถมีลูกได้ จนอยู่มาวันหนึ่งไม่รู้เหลียงเฟยเฟยไปได้ยินมาจากไหนว่า ถ้ารับเด็กสักคนมาเลี้ยง เด็กคนนั้นจะนำโชคและชีวิตใหม่มาให้ครอบครัว

“ถึงเราจะไม่มีลูกก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา เจียเจียก็ทั้งน่ารักทั้งฉลาด อนาคตให้เราเป็นพ่อแม่ของเธอด้วยกันนะ!”

เหลียงเฟยเฟยพูดด้วยความจริงจัง

“เธอไปจัดการเรื่องรับเลี้ยงมาหมดแล้ว ฉันจะพูดอะไรได้ล่ะ แต่อย่าทำให้เด็กต้องน้อยใจเชียวนะ ฉันดูจากอดีตของเธอแล้ว น่าสงสารไม่เบาเลย”

หลี่เยว่ยังจำได้ดีว่า ตอนที่พวกเขารับจ้าวเมิ่งเจียมาเลี้ยง พวกเขาคือครอบครัวที่สามแล้ว สองครอบครัวก่อนหน้านั้นก็ล้วนทิ้งเธอไปทันทีที่มีลูกเป็นของตัวเอง

เพื่อชดเชยความรู้สึกขาดแคลนครอบครัวที่เธอสะสมมาตลอด หลี่เยว่กับเหลียงเฟยเฟยทุ่มเททุกอย่างให้กับเธอ และตัดสินใจว่า แม้วันหนึ่งพวกเขาจะมีลูกขึ้นมาจริง ๆ ก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเธออีก

แล้ววันนั้นก็มาถึง เหลียงเฟยเฟยตั้งครรภ์ได้สำเร็จ ทั้งคู่ดีใจจนแทบบ้า แต่จ้าวเมิ่งเจียกลับร้องไห้ไม่หยุดตลอดทั้งวันทั้งคืน เธอบอกว่า “กลัวว่าจะโดนทิ้งอีกครั้ง…”

เหลียงเฟยเฟยถึงกับน้ำตาไหล แล้วก็รีบพาเธอไปเปลี่ยนชื่อสกุลให้เป็น “เหลียง” เหมือนกับตัวเองทันที

“ฉันตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะมีลูกสองคน คนหนึ่งใช้นามสกุลฉัน อีกคนใช้นามสกุลคุณ…ตอนนี้ฝันก็เป็นจริงแล้วนะ!”

เธอพูดด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเด็กน้อย ส่วนเขา…ก็รู้สึกเต็มตื้นในใจสุด ๆ

ในตอนนี้เอง หลี่เยว่นั่งนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ ไปพลาง มือก็เปิดรูปถ่ายของภรรยาที่จากไปบนแท็บเล็ตขึ้นมาดูอีกครั้ง พอเห็นหน้าภรรยาในรูป น้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

แต่เจียเจียพูดถูก…เยี่ยนซีในเรื่องก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งเสมอ

พอคิดได้ว่าอีกไม่นานก็จะได้เจอลูกสาวแล้ว หลี่เยว่ก็เปิดซีรีส์ดูต่อ

ตอนนี้โหมดความทรงจำได้จบลงแล้ว

อาจจะเพราะลั่วเทียนหัวเพิ่งจากไป ในฉากต่อมา หลี่เยี่ยนซีจึงเปลี่ยนมาใส่ชุดวอร์มแขนยาวขายาวสีดำทั้งชุด

ดูเหมือนเธอจะชอบใส่เสื้อผ้าที่รัดกระชับและไม่เกะกะการเคลื่อนไหว ส่วนฟู่อิ๋งที่เดินอยู่ข้าง ๆ ก็มาในโทนขาวดำเช่นกัน ทั้งสองเดินเงียบ ๆ อยู่บนลู่วิ่งของมหา'ลัย พูดคุยกันเบา ๆ ไปเรื่อยเปื่อย

“วันนี้ฉันไม่ไปงานเลี้ยงแล้วนะ จะอยู่ที่มหา'ลัยกับเธอ”

ฟู่อิ๋งพูดเสียงเรียบ

“อืม…คืนนี้อย่าไปไหนเลยนะ”

หลี่เยี่ยนซีตอบกลับอย่างหายากที่จะเห็นน้ำเสียงจริงจังแบบนี้

ฟู่อิ๋งสะอึกไปเล็กน้อย พอคิดว่าเยี่ยนซีน่าจะยังเสียใจหนักกับการจากไปของลั่วเทียนหัว ก็รู้สึกสงสารขึ้นมาในใจ…

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 31 ลาจาก/ บทที่ 32 เปิดฉากโหมดความทรงจำ/ บทที่ 33 อดีตของเหลียงเมิ่งเจีย

คัดลอกลิงก์แล้ว