- หน้าแรก
- วิถีเทพผู้อัญเชิญปีศาจกับระบบอัปสเตตัสสุดโกง เริ่มต้นจากการอัญเชิญซัคคิวบัส
- ตอนที่ 44 เส้นทางเวทและดาบควบคู่
ตอนที่ 44 เส้นทางเวทและดาบควบคู่
ตอนที่ 44 เส้นทางเวทและดาบควบคู่
"เป็นการร่ายเวทแบบวงจรคู่น่ะ"
ซ่งจวิ้นต๋าตาไว ยิ้มพลางอธิบายสิ่งที่ตนคิด "ลูกพี่น่าจะใช้เส้นทางโคจรพลังเวทสองเส้นพร้อมกัน เพื่อส่งผ่านพลังเวทเป็นสองเท่า ที่เขาใช้มือซ้ายจับข้อมือขวา ก็เพื่อให้เส้นทางโคจรพลังเวทเส้นที่สองเชื่อมต่อกับเส้นแรกน่ะสิ เพราะยังไงซะ ทางออกของพลังเวทมันก็อยู่ที่ฝ่ามืออยู่แล้ว"
"ถูกต้อง"
ลุยซ่าที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย
"ข้อดีของการทำแบบนี้ก็คือ ไม่จำเป็นต้องใช้บทร่ายคาถามาช่วย เพราะด้วยฐานพลังเวทที่อัดแน่นเป็นสองเท่า มันก็มีความเสถียรพอจนไม่ต้องพึ่งคาถาเพื่อรักษาสมดุลของเวทมนตร์อีกต่อไป นอกจากนี้ ความเร็วในการร่ายก็จะเพิ่มขึ้นมากด้วย... เสียอย่างเดียวคือมันผลาญพลังเวทเป็นสองเท่าเลย"
"เปรี๊ยะๆ!"
สิ้นเสียงพูด หอกแสงสายฟ้าความยาว 2 เมตรก็ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ในมือขวาของฉีหลิน ประกายสายฟ้าแล่นพล่าน เปล่งแสงสว่างวาบ
"ตู้ม!"
ฉีหลินกำหอกสายฟ้าแน่น บิดตัวเพื่อส่งแรงจากทั่วทั้งร่าง ง้างแขนในท่าขว้างหอกมาตรฐาน ก่อนจะซัดหอกสายฟ้าในมือออกไปอย่างแรง หอกพุ่งตรงดิ่งเข้าหาเป้าซ้อมจักรกลที่อยู่สุดทางของห้องฝึกซ้อม ปักเข้ากลางเป้าอย่างจัง พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่น
ประกายสายฟ้าแตกกระจาย เป้าซ้อมจักรกลสีเงินสั่นสะเทือนเล็กน้อย
ทันใดนั้น หน้าจอแสดงผลตรงกลางเป้าซ้อมก็สว่างขึ้น พร้อมกับตัวเลขสองค่า
【ความแม่นยำ: 99.8 คะแนน】
【พลังทำลาย: 103.5 คะแนน】
"พลังทำลายทะลุร้อยเลยเหรอวะ เชี่ยเอ๊ย!"
"ครูบอกว่าพลังเวทระดับคลาสหนึ่ง 9 ดาว ทำได้เต็มที่ก็แค่เฉียดๆ 99 คะแนนไม่ใช่เรอะ?!"
"ทำได้ไงวะเนี่ย?!"
"ระดับพลังเวทของฉีหลินมันอยู่แค่ประมาณคลาสหนึ่ง 5 ดาว ไม่ใช่เหรอวะ?"
เมื่อเห็นตัวเลขคะแนน เหล่านักเรียนต่างก็อุทานออกมาด้วยความตกใจอ้าปากค้าง
"เมื่อกี้พวกนายไม่ได้สังเกตท่าทางตอนเขาขว้างหอกเหรอ?"
ลุยซ่าขยับแว่นตากรอบดำ แล้วตอบเสียงเรียบ
"เขาไม่ได้ใช้แค่พลังเวทสร้างหอกสายฟ้าอย่างเดียวนะ ตอนที่ขว้างหอก เขาผสานพละกำลังทางร่างกายของตัวเองเข้าไปด้วย และระดับพละกำลังของเขา... จำได้ว่าตอนทดสอบครั้งก่อน อยู่ที่คลาสหนึ่ง 0 ดาว ใช่ไหมล่ะ? พอเอามารวมกับพลังเวทคลาสหนึ่ง 5 ดาว พลังระดับคลาสหนึ่งสองสายมารวมกัน จะทำลายสถิติทะลุขีดจำกัดของคลาสหนึ่งได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย"
"ก็ประมาณนั้นแหละ"
ฉีหลินยิ้มบางๆ
จริงๆ แล้วมันคลาดเคลื่อนไปนิดหน่อย
หลังจากที่พลังปีศาจโลหิตถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นอีกขั้นเมื่อคืน สเตตัสบางอย่างของเขาก็เพิ่มขึ้นมานิดหน่อย รวมไปถึงพละกำลังและพลังเวทด้วย
【พละกำลัง: คลาสหนึ่ง 0 ดาว → คลาสหนึ่ง 1 ดาว】
【พลังเวท: คลาสหนึ่ง 5 ดาว → คลาสหนึ่ง 6 ดาว】
"สมกับเป็นลูกพี่จริงๆ"
ซ่งจวิ้นต๋าฉีกยิ้มกว้าง พูดไปพูดมาก็ดันเอามือขวาไปพาดบ่าลุยซ่า แล้วเอ่ยแซวว่า "ว่าแต่จูเลียน่า เมื่อไหร่เธอจะยอมเปลี่ยนสรรพนามมาเรียกเขาว่าลูกพี่ซะทีล่ะ อีกแค่สามอาทิตย์ก็จะถึงค่ายฤดูหนาวแล้วนะ ขืนเธอยังเล่นตัวไม่ยอมเรียก ระวังลูกพี่แกจะไม่คุ้มครองเธอเอานะ"
"การสอบปลายภาคยังไม่มาถึงเลยย่ะ"
ลุยซ่าปัดมือปลาหมึกของเขาออก กอดอกแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ยังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายใครจะได้เป็นผู้นำของมัธยมรุ่งอรุณแห่งที่สามของเรา อีกอย่างนะ ตอนที่เดวิดยังอยู่ ฉันก็ไม่เคยเรียกเขาว่าลูกพี่สักคำ ต่อให้ท้ายที่สุดจะสรุปผลออกมาแล้ว ฉันก็ไม่มีวันเรียกเพื่อนร่วมชั้นว่าลูกพี่หรอกนะ ฟังดูยังกับพวกอันธพาลข้างถนน ไม่มีความเป็นนักเรียนเอาซะเลย"
"ก็จริงแฮะ"
ซ่งจวิ้นต๋ายื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเด็กสาว
"ตอนไปสวนน้ำคราวก่อน ฉันก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าพอใครบางคนถอดแว่นตาออก แล้วเปลี่ยนมาใส่ชุดว่ายน้ำปุ๊บ แม่งไม่มีเค้าความเป็นนักเรียนเหลืออยู่เล... โอ๊ย!"
พูดยังไม่ทันจบ ลุยซ่าที่หน้าแดงก่ำก็ฟาดฝ่ามืออรหันต์เข้าให้หนึ่งที
"หุบปาก! ห้ามพูดเรื่องนี้นะ!"
"โอเคๆ ไม่พูดก็ไม่พูด"
ซ่งจวิ้นต๋ายิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย
"ยังไงซะ ฉันก็มีรูปของใครบางคนเก็บไว้อยู่แล้วนี่นา"
"อะไรนะ?!"
ลุยซ่าเบิกตากว้างทันที
"นะ-นายแอบถ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่?! นี่! รีบลบเดี๋ยวนี้เลยนะ! เอาโทรศัพท์นายมาเลย!"
"ไม่ให้เว้ย ไม่ให้!"
ซ่งจวิ้นต๋าหัวเราะร่าแล้ววิ่งหนีไป
"กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ!"
ลุยซ่าวิ่งไล่กวดไปพลาง เสกศรน้ำแข็งปาใส่เขาไปพลาง
การแสดงที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นนี้ ทำเอาเพื่อนร่วมชั้นหัวเราะชอบใจกันใหญ่
ครูวินนี่เองก็ไม่ได้ห้ามปราม แต่เดินมาหาฉีหลิน แล้วถามอย่างจริงจังว่า "ดูจากทรงแล้ว เธอคงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วสินะ ว่าจะเดินเส้นทางสายคู่เวทและดาบ? คิดดีแล้วจริงๆ ใช่ไหม?
ครูรู้ว่าพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของเธอกำลังอยู่ในช่วงเติบโต แถมแนวโน้มการพัฒนาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ครูหลายคนก็เลยแนะนำให้เธอเลือกเรียนสายนี้ เพราะการทำแบบนั้นอาจจะช่วยกระตุ้นให้พรสวรรค์ของเธอระเบิดออกมาได้อีก
และตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนสายคู่เวทและดาบ ก็จะได้เปรียบในวิชาทดสอบสองสามวิชาสุดท้ายด้วย... แต่ว่านะ แต่ว่าฉีหลิน ถ้าให้ครูพูดตามตรง ครูก็ยังไม่แนะนำให้นักเรียน ม.6 ทำแบบนี้อยู่ดี เพราะการพัฒนาไปในทิศทางนี้ มันต้องสูญเสียเวลาและแรงกายแรงใจมากกว่าคนอื่นถึงสองเท่า หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ"
"ผมเข้าใจดีครับ ขอบคุณครับครู แต่ผมตัดสินใจแน่วแน่แล้ว"
ฉีหลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
สายคู่เวทและดาบ จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การขัดเกลาทั้งร่างกายและพลังเวทไปพร้อมๆ กัน
มันเป็นจุดเน้นในการบ่มเพาะสองรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เขาเป็นผู้อัญเชิญปีศาจ ตามหลักการแล้ว การขัดเกลาร่างกายจะยากกว่าพวกสายอัศวินออร่า หรือจอมยุทธ์ปราณแท้เสียอีก
อัศวินออร่ามีออร่า จอมยุทธ์ปราณแท้มีปราณแท้
พลังเหนือธรรมชาติสองรูปแบบนี้มีจุดที่แตกต่างกันหลายอย่าง แต่มันมีคุณสมบัติเด่นชัดที่สุดอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน นั่นก็คือ— มันเกื้อหนุนซึ่งกันและกันกับร่างกาย
ตอนที่อัศวินออร่าฝึกฝนร่างกาย พลังออร่าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แถมยิ่งออร่าแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพในการฝึกฝนร่างกายก็จะยิ่งสูงขึ้น ทั้งสองอย่างต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นสำหรับอัศวินออร่าแล้ว การขัดเกลาร่างกายกับการบ่มเพาะออร่าไม่ได้แยกจากกัน แต่ดำเนินไปพร้อมกัน
จอมยุทธ์ปราณแท้ก็ใช้หลักการเดียวกัน
แต่สำหรับผู้อัญเชิญปีศาจนั้นทำแบบนี้ไม่ได้
พวกเขาไม่มีพลังเหนือธรรมชาติจำพวกออร่าหรือปราณแท้ ถึงแม้การมีอยู่ของพลังปีศาจในร่างกาย จะทำให้พวกเขาสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาได้ผ่านการฝึกฝน แต่เมื่อเทียบกับสายพลังอย่างอัศวินออร่าแล้ว ประสิทธิภาพในการขัดเกลาร่างกายของพวกเขานั้นถือว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินกว่ามาก
นอกจากนี้ พวกเขายังต้องแบ่งเวลาครึ่งหนึ่งไปใช้กับการนั่งสมาธิ เพื่อบ่มเพาะพลังเวทอีกด้วย
ดังนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าผู้ใช้พลังเหนือธรรมชาติที่ฝึกสายคู่เวทและดาบนั้นเก่งกาจแค่ไหน แต่ถึงแม้สายพลังของตัวเองจะเอื้ออำนวย ก็แทบไม่มีใครยอมฝึกสายคู่เวทและดาบเลย เพราะเวลาและพละกำลังของคนเรามันมีจำกัด สู้เลือกโฟกัสให้สุดทางไปเลยสายใดสายหนึ่ง ยังดีกว่ามานั่งฝึกทั้งสองอย่างแล้วไปไม่สุดสักทาง
ตามทฤษฎีแล้ว สายผู้อัญเชิญปีศาจสามารถฝึกควบคู่ทั้งเวทและดาบได้ แต่ผู้อัญเชิญปีศาจที่เลือกเดินเส้นทางสายนี้จริงๆ กลับมีน้อยจนแทบจะนับหัวได้
แต่...
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนใช้โปรล่ะ?
ฉีหลินมีระบบอัปสเตตัส เรื่องค่าสเตตัสต่างๆ แทบไม่ต้องไปกังวลเลย เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการนั่งสมาธิอะไรพวกนั้นด้วยซ้ำ แค่ไปไล่ตบมอนสเตอร์ อัปเลเวล แล้วก็กดเพิ่มแต้มสเตตัสก็จบแล้ว
เวลาที่เหลือ เอามาใช้เรียนรู้เทคนิคการต่อสู้ระยะประชิด กับการประยุกต์ใช้เวทมนตร์ แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว
"ฟิ้ว!"
ทันใดนั้น ศรน้ำแข็งดอกหนึ่งก็พุ่งมาจากด้านข้าง ดูท่าทางกำลังจะพุ่งชนครูวินนี่ที่อยู่ตรงหน้าฉีหลินพอดี
เมื่อฉีหลินเห็นดังนั้น สัญชาตญาณก็สั่งให้เขายกมือร่ายเวท โล่น้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศในพริบตา ป้องกันศรน้ำแข็งที่พุ่งมาอย่างกะทันหันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียง "เพล้ง" ดังขึ้น ก่อนที่ศรน้ำแข็งจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
"ว้าว สุภาพบุรุษจังเลยนะจ๊ะ~"
ครูวินนี่เห็นแบบนั้น ก็รีบปรบมือแปะๆ แล้วส่งยิ้มหวานหยดย้อย
"จำได้ว่าสมัยเรียนมัธยมปลาย ครูเย่เซินของพวกเธอก็เป็นสุภาพบุรุษแบบนี้แหละน้า ทั้งหล่อทั้งเอาใจใส่แบบนี้เลย~"
"..."
ฉีหลินถึงกับไปไม่เป็น
"เอาล่ะๆ เลิกเล่นได้แล้ว กลับมาฝึกกันต่อเถอะจ้ะ ส่วนเจ้าตัวป่วนสองคนที่ทำลายความสงบในห้องเรียน ก็สมควรโดนลงโทษซะหน่อยแล้ว"
พูดจบ ครูวินนี่ก็ยกมือขึ้นเบาๆ ซ่งจวิ้นต๋ากับลุยซ่าที่กำลังวิ่งไล่กวดกันอยู่ไม่ไกล ก็ลอยหวือขึ้นไปยืนหน้ากระดาน(กลางอากาศ)อยู่กลางห้องเรียนทันที... เอ๊ะ เรียกว่า โดนทำโทษให้ลอย? โดนทำโทษให้เหาะ?
เอาเป็นว่า คลาสฝึกซ้อมดำเนินต่อไป