- หน้าแรก
- สะเทือนทั้งกองทัพการมาเยือนของนักจิตวิทยา
- บทที่ 7 เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
บทที่ 7 เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
บทที่ 7 เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
บทที่ 7 เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
หญิงสาวคนนั้นยื่นคำขาดแล้วเหมือนกันว่าพวกเขาต้องแต่งงานกันทันที ไม่อย่างนั้นเธอจะไปแจ้งความว่าจ้าวเหว่ยล่วงเกินเธอ
"พี่ไปสืบเรื่องของผู้หญิงคนนั้นมาแล้ว ครอบครัวของเธอให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวมากๆ สาเหตุที่จ้าวเหว่ยไม่อยากยอมรับเธอก็เพราะรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวคนโตที่เอาแต่อุทิศตัวให้บรรดาน้องชายอย่างหน้ามืดตามัว เขาไม่อยากได้ผู้หญิงที่ 'บ้าบำรุงน้องชาย' มาเป็นภรรยา ก็เลยปิดบังเรื่องนี้มาตลอด"
เสิ่นหมิงโจวรู้สึกดูแคลนความสัมพันธ์ในครอบครัวที่บิดเบี้ยวแบบนี้ แต่เขากลับรู้สึกสมเพชจ้าวเหว่ยมากยิ่งกว่า
อีกอย่าง จ้าวเหว่ยก็เป็นฝ่ายไปยุ่งกับหญิงสาวคนนั้นก่อน การที่เขาโดนแบล็กเมล์แบบนี้ก็สมควรแล้ว
เสิ่นหมิงโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะใจ
"คนเลวก็ต้องเจอกับคนเลวด้วยกันถึงจะสาสม!"
"พี่ยังรู้อีกนะว่าผู้หญิงคนนั้นเรียกค่าสินสอดสามร้อยหยวน แถมยังเรียกร้อง 'ของสามหมุนหนึ่งดัง' อีกด้วย ไม่อย่างนั้นเธอจะไปแจ้งความจับจ้าวเหว่ย"
ต่อให้ครอบครัวตระกูลจ้าวจะพอมีเงินจ่าย ทว่าพวกเขาจะยอมควักกระเป๋าจ่ายง่ายๆ ได้อย่างไร
นอกจากจ้าวเหว่ยแล้ว ในบ้านยังมีลูกอีกสามคน พี่ชายสองคนก่อนหน้านี้ตอนแต่งงานก็ไม่ได้จัดงานใหญ่โตอะไร หากตระกูลจ้าวยอมจ่ายสินสอดให้คนรักของจ้าวเหว่ยมากขนาดนั้น ลูกสะใภ้ใหญ่กับลูกสะใภ้รองจะไม่โวยวายเอาหรือ
ไม่ต้องพูดถึงบรรดาลูกสะใภ้เลย แม้แต่ลูกชายอีกสองคนก็คงไม่พอใจแน่ๆ พอมีเรื่องวุ่นวายพวกนี้เข้ามา ครอบครัวตระกูลจ้าวคงต้องปวดหัวไปอีกพักใหญ่
หลังจากได้ฟังเรื่องนี้ เสิ่นหมิงอวี้ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก
ผู้ชายจอมเสแสร้งมาเจอกับผู้หญิงที่บ้าบำรุงน้องชาย ในอนาคตคงมีงิ้วโรงใหญ่ให้ดูสนุกแน่ๆ
...
เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยง เซียวจิ่งชวนก็ปั่นจักรยานมารับเสิ่นหมิงอวี้
จักรยานคันเมื่อวานเป็นของส่วนรวม แน่นอนว่าเขาจะเอามาใช้ต่อไม่ได้ วันนี้เขาจึงยืมจักรยานของถานปิงเชียนมารับเธอ
เมื่อมาถึง เขาก็กดกริ่งจักรยานส่งสัญญาณ
เมื่อได้ยินเสียง เสิ่นหมิงอวี้ก็ชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ชายหนุ่มยังคงสวมชุดเครื่องแบบทหาร แผ่นหลังเหยียดตรง ขาข้างหนึ่งยันประคองจักรยานเอาไว้ เผยให้เห็นช่วงขาที่ยาวเรียวอย่างชัดเจน
เสิ่นหมิงอวี้โบกมือให้เขา ก่อนจะหันกลับไปหยิบกระเป๋าแล้ววิ่งลงไปชั้นล่าง
ทิ้งให้เสิ่นหมิงโจวมองตามแผ่นหลังของน้องสาวที่วิ่งออกไปอย่างเร่งรีบ เขาเบ้ปาก หันหลังกลับ และเดินเข้าห้องของตัวเองไป ไม่เห็นก็ไม่ปวดใจ!
เมื่อนึกถึงหญิงสาวแสนสวยที่มองลอดผ่านหน้าต่างลงมา หัวใจของเซียวจิ่งชวนก็เต้นแรงขึ้นมาหลายจังหวะ สองมือของเขายกขึ้นจัดระเบียบชุดเครื่องแบบทหารของตนเองโดยไม่รู้ตัว
เขาหันหน้าไปทางบันได เฝ้ารอคอยด้วยความใจจดใจจ่อ
เสิ่นหมิงอวี้วิ่งเหยาะๆ ออกมา วันนี้เธอยังคงสวมชุดกระโปรง เป็นชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน ขณะที่เธอวิ่ง ชายกระโปรงก็พริ้วไหวขึ้น เส้นผมของเธอยาวมาก ดำขลับ ตรงสลวย และปลิวไสวไปพร้อมกับจังหวะของกระโปรง ช่างดูงดงามเหลือเกิน...
เซียวจิ่งชวนถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
"สหายเซียวคะ"
เสิ่นหมิงอวี้โบกมือไปมาตรงหน้าเขา
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยโชยมา เซียวจิ่งชวนกระแอมเบาๆ เพื่อดึงสติกลับมา เขามองจ้องเธอ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
"สหายเสิ่น อรุณสวัสดิ์ครับ ทานมื้อเช้ามาหรือยังครับ"
เมื่อวานนี้ กลิ่นอายของเซียวจิ่งชวนนั้นดุดันมากจนทำให้ผู้คนละเลยหน้าตาของเขาไป วันนี้เขาดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย และยิ่งเมื่อเขายิ้ม มันก็ช่างดึงดูดสายตาเสียเหลือเกิน
เสิ่นหมิงอวี้ลูบใบหูของตัวเองเบาๆ และเป็นฝ่ายหลบสายตาเขาก่อน
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ฉันทานมาแล้ว"
"งั้นพวกเราไปกันเลยไหมครับ"
เซียวจิ่งชวนเอียงจักรยานไปทางเธอเพื่อให้อีกฝ่ายขึ้นซ้อนได้ง่ายขึ้น
เสิ่นหมิงอวี้สังเกตเห็นเบาะรองนั่งสีเหลืองอ่อนมัดติดอยู่กับเบาะหลัง มันดูหนานุ่มมาก แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไร เพียงแค่คิดในใจว่าที่แท้สหายเซียวก็มีมุมอ่อนหวานแบบผู้หญิงซ่อนอยู่เหมือนกัน
เมื่อขึ้นนั่งซ้อนท้าย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งและเลือกที่จะจับเบาะจักรยานเอาไว้แทนที่จะจับเสื้อของเซียวจิ่งชวน
ถึงอย่างไรพวกเขาทั้งสองคนก็ยังไม่ได้สนิทสนมกันถึงขั้นนั้น
เซียวจิ่งชวนหันกลับมามอง ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเตือน
"จับดีๆ ระวังมือด้วยนะครับ"
จากนั้นเขาก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารของรัฐ
จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกของเสิ่นหมิงอวี้ที่ได้ซ้อนท้ายจักรยานของผู้ชาย มันให้ความรู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกัน เบาะรองนั่งนุ่มมาก และเซียวจิ่งชวนก็ปั่นได้นิ่งมาก เธอจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือปวดเมื่อยแต่อย่างใด
ทว่าระหว่างทาง ไม่รู้ว่าเซียวจิ่งชวนไม่ทันสังเกตเห็นหรือเพราะเหตุผลอื่นใด จู่ๆ ก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดออกมาตอนที่พวกเขากำลังปั่นผ่านตรอกซอกซอย
เซียวจิ่งชวนหักหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว ทำให้จักรยานเอียงวูบ เสิ่นหมิงอวี้จึงคว้าจับเสื้อของเขาเอาไว้ตามสัญชาตญาณ
อากาศไม่ได้หนาวเย็นนัก พวกเขาจึงสวมเสื้อผ้าค่อนข้างบาง
เซียวจิ่งชวนสัมผัสได้ถึงฝ่ามือน้อยๆ ที่นุ่มนิ่มแนบอยู่ตรงช่วงเอวของเขาได้อย่างชัดเจน ความร้อนผ่าวสายหนึ่งตีตื้นขึ้นมาจากภายใน และจู่ๆ เขาก็รู้สึกคอแห้งผากขึ้นมา
"ขอโทษทีค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ"
พูดจบ เสิ่นหมิงอวี้ก็เตรียมจะละมือออก
เซียวจิ่งชวนรีบเอ่ยขึ้นทันที
"แถวนี้มักจะมีเด็กวิ่งเล่นไปมา ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ คุณจับเสื้อผมไว้ดีกว่าครับ"
หลังจากพูดจบ ติ่งหูของเขาก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เสิ่นหมิงอวี้ยังนั่งเว้นระยะห่างจากแผ่นหลังของเขาอยู่บ้าง เธอจึงมองไม่เห็นอาการนั้น
เมื่อลองคิดดูแล้ว เสิ่นหมิงอวี้ก็ตัดสินใจว่าจับเสื้อของเขาไว้ก็ไม่เป็นไร เธอรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ เส้นแบ่งระยะห่างทางสังคมระหว่างชายหญิงนั้นค่อนข้างเข้มงวด เธอจึงพยายามเว้นช่องว่างจากเอวของชายหนุ่มเป็นพิเศษเพราะกลัวว่าเขาจะอึดอัด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขาสวมชุดเครื่องแบบทหาร ซึ่งปกติแล้วจะค่อนข้างเข้ารูป ไม่ว่าเธอจะพยายามรักษาระยะห่างมากแค่ไหน มือของเธอก็ยังคงเผลอปัดไปโดนเอวของเขาอยู่ดี
ตลอดทางที่ปั่นไป เซียวจิ่งชวนกำแฮนด์จักรยานไว้แน่นจนเหงื่อซึมชุ่มมือจับ
เมื่อในที่สุดพวกเขาก็มาถึงร้านอาหารของรัฐ หัวใจของเขาที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศก็ค่อยๆ สงบลง ทว่าเขากลับรู้สึกหวิวๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก
เซียวจิ่งชวนล็อกจักรยานเรียบร้อยแล้วเอ่ยถามขึ้น "เข้าไปข้างในกันเลยไหมครับ"
"ตกลงค่ะ"
หลังจากทั้งสองคนเข้าไปด้านใน พวกเขาก็หาที่นั่งริมหน้าต่าง ถานปิงเชียนยังมาไม่ถึง
เซียวจิ่งชวนเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
"คุณอยากทานอะไรครับ เดี๋ยวผมไปสั่งให้"
"รอสหายถานก่อนดีกว่าค่ะ"
เสิ่นหมิงอวี้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ที่จะสั่งอาหารก่อนที่ทุกคนจะมากันครบ
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปรินน้ำมาให้คุณก่อนนะครับ"
เซียวจิ่งชวนพรวดพราดลุกขึ้นยืน อาจเป็นเพราะเขากำลังประหม่า เขาจึงเผลอขยับตัวแรงเกินไปจนทำให้เก้าอี้ครูดกับพื้นเกิดเป็นเสียงดังบาดหู
"ครืด!"
เขาไม่กล้ามองสีหน้าของเสิ่นหมิงอวี้ และรีบหยิบแก้วเดินไปรินน้ำ
เซียวจิ่งชวนไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสหายหญิงคนไหนมาก่อน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสหายหญิงที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ เขาก็ทำตัวไม่ค่อยถูกอยู่บ้าง
หลังจากที่เขาเอาน้ำกลับมาให้ เสิ่นหมิงอวี้ก็เทน้ำลงไปล้างทำความสะอาดภาชนะของตัวเองด้วยความเคยชิน นี่เป็นนิสัยที่ติดตัวมาจากชีวิตก่อนหน้านี้ และบังเอิญว่าเจ้าของร่างเดิมก็มีนิสัยแบบเดียวกันมาหลายปีแล้ว
เซียวจิ่งชวนเฝ้ามองการกระทำของเธออยู่ตลอดเวลา
อย่าให้ใบหน้าหล่อเหลาสำอางของเขาหลอกเอาได้ เขาอยู่ในกองทัพมาหลายปี แท้จริงแล้วเขาค่อนข้างเป็นคนใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบันเลยทีเดียว
ตอนเด็กๆ เคยมีคนในครอบครัวของเขามีนิสัยแบบนี้เหมือนกัน แต่สภาพแวดล้อมก็หล่อหลอมให้คนเปลี่ยนไป บนสนามรบ คุณไม่มีเวลามามัวพิถีพิถันรักความสะอาดหรอก ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ ชินกับมันไปเอง
ถึงกระนั้น พฤติกรรมของเสิ่นหมิงอวี้ก็ดูเป็นธรรมชาติมากในสายตาของเขา
หลังจากที่เธอล้างภาชนะเสร็จ เซียวจิ่งชวนก็นำน้ำที่ล้างแล้วไปเททิ้ง
ทันทีที่เขานั่งลง ถานปิงเชียนก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้ามาทางประตู เขากวาดสายตามองมา เห็นพวกเขาทั้งสองคน จึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม "ไม่รู้ว่าจักรยานข้างนอกนั่นเป็นของใคร ดันมีเบาะรองนั่งลายดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ มัดติดอยู่ที่เบาะหลังด้วย ขำชะมัดยาด ฉันตลกจนจะบ้าตายอยู่แล้ว"
"ที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นก็คือ บนคานหน้าของจักรยานคันนั้นมีรอยขีดข่วนสองรอย ตำแหน่งเดียวกันกับจักรยานของฉันเป๊ะเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเบาะรองนั่งด้านหลังที่ดูหวานแหววขนาดนั้น ฉันคงคิดว่าเป็นจักรยานของตัวเองไปแล้ว!"
ถานปิงเชียนพูดพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เซียวจิ่งชวน เอื้อมมือไปกอดคอเขาไว้ แล้วโบกมือทักทายเสิ่นหมิงอวี้
"สวัสดีครับ สหายเสิ่น!"
เสิ่นหมิงอวี้พยักหน้าตอบรับ ถานปิงเชียนรินน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่งและกำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่พอเขาหันหน้าไป ก็พบว่าเซียวจิ่งชวนกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา
ถานปิงเชียน: "..."
สัญชาตญาณความเฉียบแหลมในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกเขาว่า เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว
เมื่อเช้าตรู่ เซียวจิ่งชวนเพิ่งจะยืมจักรยานของเขาเพื่อไปรับเสิ่นหมิงอวี้ แล้วจู่ๆ ก็มีจักรยานที่หน้าตาเหมือนของเขาเป๊ะมาจอดอยู่หน้าร้านอาหารของรัฐ...