- หน้าแรก
- วิญญาณยุทธ์กระบี่อาชูร่าตื่นขึ้นพร้อมระบบปราณกระบี่
- บทที่ 6: ถังซานน้อย ไม่เจียมตัว ช่างน่าขันนัก!
บทที่ 6: ถังซานน้อย ไม่เจียมตัว ช่างน่าขันนัก!
บทที่ 6: ถังซานน้อย ไม่เจียมตัว ช่างน่าขันนัก!
บทที่ 6: ถังซานน้อย ไม่เจียมตัว ช่างน่าขันนัก!
ห้าวันต่อมา หลู่จิ้นเหนียนและหลู่เฉินเดินทางกลับมาจากป่าซิงโต่วจนถึงสถาบันวิญญาณจารย์ระดับต้นนั่วติง
"ในที่สุดก็กลับมาถึงเสียที!"
หลู่เฉินถอนหายใจขณะมองดูประตูที่ทำจากหินและรั้วเหล็กชั้นดี
โชคดีที่ตลอดการเดินทางมีเพียงเรื่องให้ตกใจแต่ไม่มีอันตรายใดๆ ตอนนี้เขามีความสามารถในการปกป้องตนเองในระดับหนึ่งแล้ว และในที่สุดก็ได้ก้าวแรกสู่เป้าหมายในการเป็นยอดฝีมือ
หลู่เฉินกล่าวลาหลู่จิ้นเหนียนและเดินมุ่งหน้าไปยังหอพักที่หนึ่ง
"ไม่รู้ว่าแม่กระต่ายน้อยตัวนั้นจะโดนจับไปทำหัวกระต่ายรสเผ็ดแล้วหรือยังนะ!"
เขารู้ดีว่าถังเฮ่าย่อมต้องคอยปกป้องถังซานอยู่ลับๆ อย่างแน่นอน ดังนั้นการระแวดระวังตัวไว้จึงยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
หลู่เฉินผลักประตูหอพักที่หนึ่งเข้าไป และเห็นหมอนแครอทใบโตวางอยู่บนเตียง เขาเดินไปที่เตียง ซึ่งมีสมุดบันทึกที่เปิดอ้ากางทับอยู่ข้างหมอน
หลู่เฉินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
"แม่กระต่ายน้อยตัวนั้นเขียนไดอารี่ด้วยหรือเนี่ย เป็นกระต่ายประสาอะไรกัน"
เมื่อลองเปิดบันทึกดู ลายมือบนหน้าแรกแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองว่า คนร้ายกาจอย่างหลู่เฉินจากไปโดยไม่แม้แต่จะบอกกล่าวสักคำ!
หลู่เฉินหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อพลิกดูหน้าต่อไป ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสูตรอาหารที่ทำจากแครอท ไม่ว่าจะนึ่ง ต้ม หรือดอง ซึ่งเขียนไว้อย่างจริงจังยิ่งกว่าทฤษฎีวิญญาณจารย์เสียอีก
ที่หน้าสุดท้ายของบันทึก มีหวีไม้สลักลวดลายงดงามสอดไว้ ซี่หวีเรียบลื่น เห็นได้ชัดว่าผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน
จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ หลู่เฉินจึงเข้าใจได้ว่าเสียวอู่ในตอนนี้ยังไม่ใช่ 'กระต่ายอันธพาล' ที่ทั้งเอาแต่ใจและชอบสร้างปัญหาเหมือนในกาลข้างหน้า ทว่ายังคงมีความร่าเริงสดใสตามประสาเด็กสาว
หลู่เฉินวางสมุดบันทึกกลับคืนที่เดิม ทันใดนั้น เสียงตะโกนด้วยความโมโหของหวังเซิ่งก็ดังมาจากข้างนอก
"พี่น้องทั้งหลาย ไปกันเถอะ! ไปทำให้พวกรุ่นพี่ได้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของพวกเรา!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลู่เฉินก็เดินออกจากหอพักที่หนึ่งและพุ่งตัวไปขวางหน้าหวังเซิ่งไว้
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
"ลูกพี่เฉิน ในที่สุดท่านก็กลับมา!"
หวังเซิ่งชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อมองดูหลู่เฉินที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า จากนั้นใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
"ก็เซียวเฉินอวี่นักเรียนปีหกนั่นสิ อาศัยอำนาจบารมีและฐานะร่ำรวยของครอบครัว คิดจะให้ลูกพี่หญิงเสียวอู่ไปเป็นเจ้าสาววัยเยาว์ของมัน!"
หลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยและพึมพำ
"ครานี้เซียวเฉินอวี่ทำเกินไปแล้วจริงๆ!"
หวังเซิ่งกล่าวเสริม
"นั่นสิ เวลานี้ทั่วทั้งสถาบันมีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าลูกพี่หญิงเสียวอู่เป็นเจ้าสาววัยเยาว์ของลูกพี่เฉิน มันกล้าดีอย่างไรถึงมาคิดมิดีมิร้ายกับลูกพี่หญิงเสียวอู่!"
"หือ!?"
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเซิ่ง สีหน้าของหลู่เฉินก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว
"ผู้ใดเป็นคนปล่อยข่าวลือพวกนี้"
หวังเซิ่งหดคอลงและเอ่ยเสียงอ่อย
"เขาว่ากันว่า... ว่ากันว่าเป็นอาจารย์หวังที่พูดออกมา"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลู่เฉินก็ลอบคิดในใจ มัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องวงแหวนวิญญาณจนลืมอธิบายให้อาจารย์หวังฟังเสียสนิท! คราวนี้ล่ะงานเข้าของจริง
ระหว่างทาง หลู่เฉินยังได้รู้จากหวังเซิ่งอีกว่าถังซานยังไม่ได้กลับมาที่สถาบัน เขาเองก็ไม่รู้ว่าการข้ามมิติของเขาจะทำให้เส้นทางในการหาวงแหวนวิญญาณของถังซานยากลำบากขึ้นหรือไม่
หลู่เฉินเดินตามหวังเซิ่งไปยังเนินเขาเล็กๆ นอกประตูหลังของสถาบัน
เขาเห็นกลุ่มนักเรียนทุนที่นำโดยเสียวอู่กำลังประจันหน้ากับกลุ่มของเซียวเฉินอวี่
ทันทีที่หลู่เฉินปรากฏตัว สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เขา
ดวงตาของเสียวอู่เป็นประกายเมื่อเห็นหลู่เฉินกลับมา แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนต้องเผชิญในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นางก็สะบัดหน้าหนีด้วยความงอน โดยตั้งใจที่จะไม่มองเขา
หลู่เฉินมองไปยังเซียวเฉินอวี่และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เซียวเฉินอวี่ แม้ว่าบิดาของเจ้าจะเป็นถึงเจ้าเมือง แต่ทำเช่นนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ"
เมื่อเห็นหลู่เฉิน ประกายความหวาดระแวงก็ฉายวาบในดวงตาของเซียวเฉินอวี่ ความตั้งใจเดิมของเขาเป็นเพียงแค่การข่มขู่นักเรียนทุนเท่านั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าคนปากสว่างที่ไหนเป็นคนแพร่ข่าวลือ
แม้บิดาของเขาจะเป็นเจ้าเมือง แต่เรื่องความแข็งแกร่งย่อมเทียบหลู่จิ้นเหนียนไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น วิญญาณจารย์ส่วนใหญ่ในเมืองนั่วติงล้วนมาจากสถาบันนั่วติง แม้แต่บิดาของเขามาเองก็ยังต้องเอ่ยปากพูดคุยกับหลู่เฉินด้วยความเกรงใจ
"ให้เรื่องไร้สาระนี้จบลงตรงนี้เถิด!"
หลู่เฉินแตะมือขวาลงบนอุปกรณ์วิญญาณที่เอว และดาบหนักเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
ดาบหนักเล่มนั้นไร้คม ทำจากเหล็กนิลลึกลับทั้งเล่ม ตัวดาบดำสนิทดุจน้ำหมึก แผ่แสงสีแดงฉาน และมีน้ำหนักถึงแปดสิบเอ็ดชั่ง
หลู่เฉินกุมดาบหนักเหล็กนิลไว้แล้วเคาะเบาๆ ลงบนโขดหินใกล้ๆ หินก้อนนั้นพลันแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในทันที
"ตกลง นายน้อยหลู่!"
เมื่อได้เห็นภาพนั้น เซียวเฉินอวี่ก็จินตนาการถึงสภาพอันน่าเวทนาหากตนถูกดาบหนักเหล็กนิลเล่มนั้นฟาดเข้าใส่ เขาจะกล้าล่วงเกินหลู่เฉินต่อไปได้อย่างไร จึงรีบนำกลุ่มคนล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว
เสียวอู่ลอบมองหลู่เฉิน พองแก้มป่อง แล้วพึมพำ
"มีอะไรให้น่าอวดนักเชียว..."
หลู่เฉินหันไปพูดกับหวังเซิ่งที่ยังไม่หายจากอาการตกตะลึง
"หวังเซิ่ง ให้นักเรียนทุนแยกย้ายกันไปเถอะ! แม้สถาบันจะส่งเสริมให้มีการประลองฝีมือ แต่ก็ไม่อนุญาตให้มีการยกพวกตีกันหรอกนะ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเซิ่งก็รีบพานักเรียนทุนแยกย้ายไปทันที เหลือเพียงหลู่เฉินและเสียวอู่บนเนินเขาด้านหลังอันกว้างขวาง
หลู่เฉินปรายตามองเสียวอู่และเอ่ยเสียงเรียบ
"หากเจ้ายังไม่ไปตอนนี้ แครอทในโรงอาหารคงหมดเกลี้ยงแล้วกระมัง!"
เสียวอู่พลันร้อนรนขึ้นมา ขณะที่นางรีบเดินสวนเขาไป นางก็หยุดชะงักกะทันหัน เงยหน้าขึ้น แล้วถามว่า
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าชอบกินแครอท"
ใจของหลู่เฉินกระตุกวูบเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาสีชมพูอ่อนของเสียวอู่ เขาฝืนทำใจให้สงบและตอบกลับไป
"ก็ต้อง... เดาเอาอยู่แล้ว วิญญาณยุทธ์ของเจ้าคือกระต่ายอรชรไม่ใช่หรือ"
เสียวอู่มองหลู่เฉินอย่างเคลือบแคลงใจ แต่ท้ายที่สุดก็ทนต่อสิ่งยั่วใจอย่างแครอทไม่ไหว จึงหันหลังวิ่งตรงไปยังโรงอาหาร
"ฟู่—"
หลู่เฉินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เสียวอู่เกือบจะจับได้แล้วว่าเขาแอบดูบันทึกของนาง
ขณะที่เขากำลังจะลงจากเนินเขา ร่างที่คุ้นเคยก็มาขวางทางไว้
ถังซานขวางหลู่เฉินไว้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ข้าต้องการประลองกับเจ้า!"
หลู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามกลับเสียงเรียบ
"เหตุใดถึงอยากประลอง"
"ข้าต้องการพิสูจน์ว่าทฤษฎีของอาจารย์ไม่มีข้อผิดพลาด!"
หลู่เฉินมองดูท่าทีของถังซานที่เหมือนพวก 'โดนหลอกไปขายแล้วยังช่วยเขานับเงิน' ก่อนจะแย้มยิ้ม
"เรื่องนี้ไม่ได้มีประโยชน์อันใดกับข้าเลยสักนิด"
ขณะที่หลู่เฉินเตรียมจะจากไป ถังซานก็เอ่ยขึ้น
"ข้า... ข้าขอเดิมพันกับเจ้าหนึ่งเหรียญทอง"
นี่คือเงินอุดหนุนที่เขาได้รับมาจากสำนักวิญญาณยุทธ์ เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะหลู่เฉินได้ด้วยพลังวิญญาณระดับสิบสามของตน
"เข้ามาสิ!"
หลู่เฉินมองเหรียญทองในมือของถังซานพลางคิดในใจ นี่คงจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดที่ถังซานมีแล้วกระมัง
ต้องรู้ไว้ว่าค่าใช้จ่ายของวิญญาณจารย์นั้นสูงมาก แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจกับเงินหนึ่งเหรียญทองนี้ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย อีกอย่าง เขายังได้รังแกถังซานนิดหน่อยด้วย มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ทำล่ะ ส่วนถังเฮ่าที่คอยปกป้องถังซานอยู่ลับๆ นั้น หากระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เกิดมาผูกใจเจ็บกับเด็กอย่างเขา มันก็คงจะไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
ณ ลานกว้าง
"ถังซาน วิญญาณยุทธ์ หญ้าเงินคราม วิญญาณจารย์สายเครื่องมือหนึ่งวงแหวน ระดับสิบสาม"
ถังซานประกาศนามวิญญาณยุทธ์ของตนด้วยสีหน้าจริงจัง
หลู่เฉินกุมดาบหนักเหล็กนิลไว้ในมือแล้วเอ่ยอย่างเรียบเฉย
"หลู่เฉิน วิญญาณยุทธ์ ดาบโลหิตปรโลก วิญญาณจารย์สายเครื่องมือหนึ่งวงแหวน ระดับสิบสาม!"
เขาไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมา เขาจะไม่ยอมโง่เขลาเผยระดับพลังวิญญาณของตนในตอนนี้แน่ การกลายเป็นมมหาวิญญาณจารย์สองวงแหวนทันทีหลังจากเบิกตื่น ไม่ว่าใครก็ต้องดูออกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
สิ้นคำกล่าว ทั้งสองก็พุ่งตัวเข้าหากันในเวลาเดียวกัน
ถังซานใช้วิชาเคลื่อนไหวดุจเงาพราย ร่างกายพลิ้วไหววูบวาบ เขาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าความเร็วของหลู่เฉินในขณะที่ถือดาบหนักอยู่นั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย!
ดาบหนักของมันต้องมีดีแค่หน้าตาแน่!
ถังซานประเมินอยู่เงียบๆ ทว่าอีกไม่นาน เขาจะต้องชดใช้ให้กับความคิดที่เข้าข้างตัวเองนี้
หลู่เฉินกุมดาบหนักเหล็กนิลไว้ด้วยมือข้างเดียว แล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่ถังซาน
มือของถังซานเปล่งประกายสีหยกแวววาว เขาตั้งใจจะใช้วิชาหัตถ์หยกเร้นลับเพื่อรับการโจมตีของหลู่เฉินตรงๆ
"กร๊อบ!"
เสียงกระดูกแตกหักดังกังวานชัดเจน ถังซานถูกแรงกระแทกซัดจนถอยร่นไปหลายก้าวในทันที
หลู่เฉินเอ่ยอย่างเรียบเฉย
"พอหรือยัง เจ้ายังอยากจะสู้ต่อหรือไม่"
ความเจ็บปวดที่แล่นมาจากมือขวา ทำให้ถังซานตระหนักได้ว่าดาบหนักเหล็กนิลในมือของหลู่เฉินไม่ใช่ของเล่น ทว่ามันคืออาวุธสังหารของจริง!
"หญ้าเงินคราม พันธนาการ"
ตามคำสั่งของถังซาน หญ้าเงินครามอันหนาทึบกว่าสิบเส้นก็ผุดขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของหลู่เฉิน พุ่งเลื้อยพันขึ้นมาพันธนาการขาทั้งสองข้างของหลู่เฉินไว้อย่างแน่นหนา
ประกายความขบขันฉายวาบในดวงตาของหลู่เฉิน ขณะที่เหวี่ยงดาบหนักเหล็กนิล เขาก็กระตุ้นจิตสังหารในร่าง แสงสีแดงสว่างวาบ หญ้าเงินครามบนร่างของเขาก็ถูกตัดขาดสะบั้นลงทั้งหมด
"ข้าแพ้แล้ว"
หลังจากโยนเหรียญทองให้หลู่เฉิน ถังซานก็เดินจากไปโดยไม่ลังเล ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดจะใช้อาวุธลับ แต่เมื่อแสงสีแดงนั่นปรากฏขึ้น เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าอาวุธลับที่เขามีในตอนนี้ไม่อาจทำอันตรายใดๆ แก่หลู่เฉินได้เลย
หลู่เฉินมองดูเหรียญทองในมือพร้อมกับรอยยิ้ม และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงแรงบันดาลใจในการแต่งกลอน ถังซานน้อย ไม่เจียมตัว ช่างน่าขัน น่าขันนัก!