- หน้าแรก
- พกพาโลกซอมบี้ไปผจญภัยในโลกของผู้ฝึกสัตว์อสูร
- บทที่ 17 กฏหมายพิเศษ
บทที่ 17 กฏหมายพิเศษ
บทที่ 17 กฏหมายพิเศษ
บทที่ 17 กฏหมายพิเศษ
“เร็วเข้า จับซอมบี้ธรรมดามาสักตัวแล้วป้อนให้มันกินซะ! แบบนั้นนายก็จะมีซอมบี้ที่วิวัฒนาการแล้วกินอยู่ตลอดเวลา!” เฉียนเอ๋อกระตุ้นยักษ์แห่งความชั่วร้ายอย่างตื่นเต้น
ยักษ์แห่งความชั่วร้ายก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวซอมบี้ในขณะนี้เช่นกัน และรู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน มันจึงรีบใช้ร่างโคลนที่มาจากเนื้อและเลือดของมันทำการจับซอมบี้บางตัวทันที
แม้จะมีเพียงครึ่งหนึ่งของคุณสมบัติของร่างกายหลัก แต่ซอมบี้ธรรมดาเหล่านั้นก็ไม่สามารถฝันที่จะทำลายการป้องกันของมันได้ ไม่นานนักร่างโคลนก็กลับมาพร้อมกับกองซอมบี้ที่แหลกสลายจำนวนมาก
เนื่องจากต้องการเพียงก้อนสมองเท่านั้น เฉียนเอ๋อจึงไม่ได้ขอให้มันจับมาอย่างเป็นๆในครั้งนี้ หลังจากขุดก้อนสมองออกมาทีละก้อน เฉียนเอ๋อก็ป้อนมันทั้งหมดให้ซอมบี้ที่อยู่ในมือของยักษ์แห่งความชั่วร้ายกินทันที
ส่วนชิ้นเนื้อและเลือดที่แตกสลายนั้น พวกมันทั้งหมดถูกโยนเข้าปากของยักษ์แห่งความชั่วร้ายเพื่อไม่ให้เสียของ
หลังจากป้อนก้อนสมองครบร้อยก้อนแล้ว ออร่าของซอมบี้ในมือของยักษ์แห่งความชั่วร้ายก็เปลี่ยนแปลงไปในเชิงคุณภาพทันที
ในขณะนี้ถึงแม้จะมองไม่เห็นแผงคุณสมบัติของซอมบี้ แต่ทั้งเฉียนเอ๋อและยักษ์แห่งความชั่วร้ายก็เข้าใจว่ามันได้วิวัฒนาการเสร็จสิ้นแล้ว
ดวงตาของยักษ์แห่งความชั่วร้ายเป็นประกายในขณะที่มันโยนซอมบี้ตัวนั้นเข้าปากและเคี้ยว แต่ไม่นานท่าทางแปลกๆ ก็ปรากฏบนใบหน้าของมัน และดวงตาของมันเผยให้เห็นทั้งความผิดหวังและความประหลาดใจผสมปนเปกัน
“ทำไมนายถึงแสดงออกอย่างนั้น บอกฉันมาว่ามันได้ผลหรือเปล่า?”
เฉียนเอ๋อขมวดคิ้วและถามออกมา.. แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ แสงสีขาวก็ส่องออกมาจากร่างของยักษ์แห่งความชั่วร้ายยทันที
มันเป็นแสงแห่งวิวัฒนาการ
หลังจากย่อยราชาซากศพก่อนหน้านี้และซอมบี้ที่พึ่งวิวัฒนาการใหม่ ระดับของยักษ์แห่งความชั่วร้ายก็เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 36 และไปถึงขอบเขตของการวิวัฒนาการแล้ว
แต่ในขณะนี้ยักษ์แห่งความชั่วร้ายจำคำสั่งก่อนหน้านี้ของเฉียนเอ๋อได้อย่างมั่นคง หลังจากตระหนักว่ามันยังไม่ถึงขีดจำกัด มันจึงหยุดการวิวัฒนาการทันที
แสงสีขาวแตกสลาย และร่างของยักษ์แห่งความชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งทำให้เฉียนเอ๋อรู้สึกโล่งใจ
“โฮกกก!”
ยักษ์แห่งความชั่วร้ายได้ขัดขวางการวิวัฒนาการของมัน และรีบรายงานข้อมูลที่มันได้เมื่อกี้กับเฉียนเอ๋อทันที
หลังจากได้ฟังข้อมูลจากยักษ์แห่งความชั่วร้าย ความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเฉียนเอ๋อ
“หือ..นายกำลังจะบอกว่ามีเพียงก้อนสมองของซอมบี้ที่วิวัฒนาการใหม่เท่านั้นที่มีประโยชน์ ส่วนเนื้อและเลือดก็ไม่ต่างจากซอมบี้ทั่วไปงั้นเหรอ?”
ร่างใหญ่ยักษ์ของยักษ์แห่งความชั่วร้ายพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่มีก้อนสมองนั้นมันก็คงไม่สามารถวิวัฒนาการได้
“ฉันเข้าใจแล้ว... มันคงเป็นเพราะการวิวัฒนาการของซอมบี้มาจากการกินเพียงก้อนสมองเท่านั้น ไม่ได้กินเนื้อและเลือด”
เฉียนเอ๋อเดาพลางลูบคางของเขา แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงลำบาก เพราะเขาเคยลองมาก่อนแล้ว
ซอมบี้เหล่านั้นอาจถูกบังคับให้กินก้อนสมองของพวกเดียวกันได้ แต่พวกมันไม่สามารถกินเนื้อและเลือดของพวกเดียวกันได้
“โธ่ นี่มันยุ่งยากจริงๆ นะ นั่นหมายความว่าวิธีนี้จะต้องถูกบัดตกไปชั่วคราวเท่านั้น แล้วค่อยนำมาใช้ในการเพิ่มเลเวลหลังจากที่นายมีคุณสมบัติที่จะเป็นปีศาจเนื้อหนัง”
หลังจากยักไหล่อย่างช่วยอะไรไม่ได้ เฉียนเอ๋อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนำยักษ์แห่งความชั่วร้ายไปยังพื้นที่ต้องห้ามถัดไป
เดิมทีเขาคิดว่าถ้าวิธีนี้ได้ผลจริงๆ เขาคงไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาราชาซากศพ แต่เขาไม่ได้คาดคิดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นเช่นนี้ รู้สึกเหมือนสวรรค์กำลังต่อต้านเขาอยู่จริงๆ
ในขณะนี้เฉียนเอ๋อไม่ได้ตระหนักว่ายักษ์แห่งความชั่วร้ายของเขานั้นแตกต่างจากยักษ์ประเภทเดียวกันตัวอื่นๆอย่างมาก
ยักษ์แห่งความชั่วร้ายทั่วไปจะบ่มเพาะแก่นเลือดโดยการกินเนื้อและเลือดอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้พลังจากแก่นเลือดเพื่อทำการโจมตีได้ ดังนั้นแก่นเลือดนี้ยังมีธรรมชาติของปีศาจและทำให้แก่นเลือดคลั่งไคล้หรือบ้าคลั่งเป็นเรื่องปกติ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมร่างที่วิวัฒนาการแล้วของยักษ์แห่งความชั่วร้าย จึงถูกเรียกว่าปีศาจเนื้อหนัง
แต่ยักษ์แห่งความชั่วร้ายของเฉียนเอ๋อไม่ได้แสดงอาการบ้าคลั่งเลยแม้แต่น้อย
แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ที่เฉียนเอ๋อไม่สังเกตเห็นสิ่งนี้ เพราะความรู้เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่วิวัฒนาการนั้นไม่ได้รับการสอนในโรงเรียนมัธยม แต่มีสอนเฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น
เนื่องจากไม่มีนักเรียนมัธยมปลายคนไหนเลยที่วิวัฒนาการสัตว์เลี้ยงของตนได้ในเวลาไม่นานหลังจากได้รับมัน แม้แต่สัตว์เลี้ยงประเภทแมลงซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่ามีวงจรการเจริญเติบโตที่รวดเร็วอย่างมากก็ตาม
….
สามวันต่อมา
"ฮัฟ..."
น้ำเย็นถูกเทจากหัวจรดเท้าเพื่อชะล้างคาบสกปรกและคราบเลือด ความรู้สึกสดชื่นทำให้เฉียนเอ๋อรู้สึกราวกับว่าเขากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“โฮกกกก!”
ยักษ์แห่งความชั่วร้ายซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ข้าง ๆ และสูงสองชั้น อดไม่ได้ที่จะคำรามเสียงต่ำเมื่อเห็นสีหน้าสบายใจของเฉียนเอ๋อ ราวกับกลัวว่าเฉียนเอ๋อจะลืมมันและเร่งเร้าให้เฉียนเอ๋อจัดการมันโดยเร็ว
“ฉันรู้ ฉันรู้แล้ว..ไม่ต้องกังวล”
เฉียนเอ๋อยิ้มและพันผ้าขนหนูไว้รอบตัว พร้อมกับหยิบสายยางที่ซื้อมาจากโลกแห่งการฝึกสัตว์ขึ้นมาฉีดใส่ยักษ์แห่งความชั่วร้ายเพื่อชะล้างคราบเลือดบนร่างกายของมัน
จากนั้นเขาขึ้นไปบนบันไดแล้วใช้แปรงขนาดใหญ่ที่สูงกว่าตัวเขาขัดสิ่งสกปรกที่ฝังแน่นบนร่างของยักษ์แห่งความชั่วร้าย
สถานที่นี่ยังอยู่ในโลกแห่งหายนะซึ่งเป็นฐานทัพของเฉียนเอ๋อ น้ำถูกดึงออกมาจากบ่อน้ำข้างๆ
เขาไม่ได้กลับไปทำความสะอาดมันในโลกแห่งการฝึกสัตว์ เพราะขนาดของยักษ์แห่งความชั่วร้ายใหญ่เกินไปในตอนนี้ โดยทำลายสถิติโลกของยักษ์แห่งความชั่วร้ายไปแล้ว มันถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่พิเศษ
อย่าประเมินคำเพิ่มเติมเพียงหนึ่งคำอย่างคำว่าพิเศษต่ำเกินไป เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการฝึกอบรมและการบำรุงรักษาประจำวันอาจเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
เนื่องจากเขาค่อนข้างขาดเงิน เฉียนเอ๋อจึงใช้มาตรการนี้เพื่อให้ยักษ์แห่งความชั่วร้ายใช้โลกแห่งความหายนะเป็นที่พักผ่อนและฟื้นฟู
จากนั้นเขาก็วัดขนาดของมันขณะอาบน้ำ ความสูงของยักษ์แห่งความชั่วร้ายตอนนี้สูงถึง 15 เมตร ซึ่งสูงจนน่าสะพรึงกลัว ก่อนหน้านี้ขีดจำกัดบนสุดของยักษ์แห่งความชั่วร้ายนั้นเกือบจะถึงแค่ระดับเอวของตอนนี้เท่านั้น
ดังนั้น การทำความสะอาดยักษ์สูงสิบห้าเมตรตัวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากผ่านไปเป็นชั่วโมง เฉียนเอ๋อรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะตาย หอบหายใจแรงและเหงื่อท่วมตัว
“โอเคๆ ตอนนี้นายรู้สึกสบายขึ้นแล้วใช่ไหม? ถ้านายสบายใจแล้วก็กลับกันเถอะ”
หลังจากล้างตัวอีกครั้งแล้ว เฉียนเอ๋อก็ใส่เครื่องมือทั้งหมดลงในกระเป๋ามิติของเขา จากนั้นก็พายักษ์แห่งความชั่วร้ายกลับไปยังโลกแห่งการฝึกสัตว์ผ่านประตูมิติคู่ขนาน
ทันทีที่เขากลับไป สัญญาณโทรศัพท์ก็เชื่อมต่อแล้ว และแรงสั่นสะเทือนแทบจะทำให้โทรศัพท์หลุดออกจากกระเป๋าของเขา
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาและเห็นว่าเป็นข้อความจากผู้อำนวยการชรา ซึ่งมีข้อความแจ้งเตือนมากกว่าสี่สิบข้อความติดต่อกัน ทำให้เฉียนเอ๋อตกใจคิดว่าเขาพลาดการแข่งขันไปแล้ว
แต่หลังจากดูเวลาแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ เพราะยังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น
ทันใดนั้นผู้อำนวยการชราก็โทรมาอีกครั้ง และเฉียนเอ๋อก็รับสาย เมื่อโทรศัพท์เชื่อมต่อ เขาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจโล่งอกอย่างชัดเจนจากอีกฝ่าย
“ผู้อำนวยการ การแข่งขันจะเริ่มตอนสิบโมงเช้าไม่ใช่เหรอ คุณโทรมาหาผมตอนห้าโมงทำไม?”
เฉียนเอ๋อถามอย่างแซว
“ฉันวิตกกังวลมาก ปีนี้เป็นปีที่มีความหวังมากที่สุด ฉันจึงวิตกกังวลเป็นพิเศษในช่วงนี้และนอนไม่หลับเลย”
เสียงของผู้อำนวยการชราที่กระวนกระวายใจดังมาจากอีกฝั่งของโทรศัพท์ เขาไม่ได้ถามว่าทำไมโทรศัพท์ของเฉียนเอ๋อถึงขึ้นว่าไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการเสมอ
จักรวรรดิห้ามมิให้สอบถามเกี่ยวกับโอกาสพิเศษของผู้ฝึกสัตว์คนอื่นโดยเด็ดขาด และเคยมีบทเรียนเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ในอดีตอัจฉริยะบางคนได้รับโอกาสพิเศษอันยิ่งใหญ่ จากนั้นครอบครัวที่มีอำนาจในสมัยนั้นก็รับรู้เข้า
จากนั้นครอบครัวที่มีอำนาจเหล่านั้นก็จับกุมอัจฉริยะเหล่านั้น ทรมานพวกเขาอย่างรุนแรง บังคับให้พวกเขาเปิดเผยสถานที่แห่งโอกาสนั้น จากนั้นจึงให้อัจฉริยะเหล่านั้นเซ็นสัญญาขายตัว ให้อัจฉริยะเหล่านั้นสร้างผลประโยชน์ให้กับพวกเขาเพิ่มไปอีก
อัจฉริยะเหล่านั้นเหมือนกับว่าพวกเขามีกระดูกสันหลังหัก และพวกเขาก็เซ็นสัญญาโดยไม่พูดสักคำ และต้องทนกับความอับอายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ต่อมาเหล่าอัจฉริยะเหล่านั้นได้อดทนและสะสมพละกำลังอย่างต่อเนื่อง เมื่อพละกำลังของพวกเขาเพียงพอที่จะโต้กลับ พวกเขาก็ทำการก่อกบฏ
ในการต่อสู้ครั้งนั้น ครอบครัวใหญ่จำนวนมากกว่าสิบครอบครัวที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ก่อนก่อตั้งประเทศได้ถูกทำลายล้าง และครอบครัวเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนหลังจากก่อตั้งประเทศได้ก็ถูกสังหาร โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 700,000 ราย
ต่อมาเนื่องจากการสังหารครั้งนี้โหดร้ายเกินไป จึงส่งผลให้จักรวรรดิต้องเข้าแทรกแซงและปราบปรามการกบฏ และลบร่องรอยการดำรงอยู่ของอัจฉริยะเหล่านั้นทั้งหมด
ตั้งแต่นั้นมา จักรวรรดิได้ประกาศใช้กฎหมายที่ห้ามมิให้สอบถามเกี่ยวกับโอกาสพิเศษของผู้ฝึกสัตว์คนอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด….
……………………..