- หน้าแรก
- แต่งแทนพี่ชาย แล้วเหตุใดภรรยาถึงได้ยินเสียงในใจข้า
- บทที่ 10 วันคืนสู่เหย้า เส้นทางที่แยกสาย
บทที่ 10 วันคืนสู่เหย้า เส้นทางที่แยกสาย
บทที่ 10 วันคืนสู่เหย้า เส้นทางที่แยกสาย
บทที่ 10 วันคืนสู่เหย้า เส้นทางที่แยกสาย
คำว่า "คืนสู่เหย้า" มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า กุยหนิง
หมายถึงการที่เจ้าสาวเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมของตนเองพร้อมกับเจ้าบ่าวเป็นครั้งแรกหลังจากแต่งงาน โดยทั่วไปมักเป็นเวลาสามวันให้หลัง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า "การกลับมาในวันที่สาม" หรือ "การกลับมาในยามเช้าของวันที่สาม" พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อให้เจ้าสาวได้แจ้งแก่ครอบครัวว่าตนเองอยู่อย่างปลอดภัยและแสดงให้เห็นถึงชีวิตหลังแต่งงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการติดต่อปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างทั้งสองตระกูลอีกด้วย
เช้าตรู่ ณ เรือนอันเล่อ
เสิ่นหนิงฮวนได้รับการปรนนิบัติจากสาวใช้ในการหวีผมแต่งตัวจนเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว
วันนี้นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูรากบัวปักลายกิ่งแมกโนเลีย คลุมทับด้วยเสื้อตัวนอกทรงเป้ยจื่อผ้าไหมบางสีขาวนวลขลิบด้วยเส้นไหมเงิน เส้นผมของนางถูกจัดแต่งทรงอย่างสง่างาม ประดับเพียงปิ่นระย้าทองคำบริสุทธิ์ฝังขนพญาแร้งและดอกแมกโนเลียสดสองสามดอก ดูงดงามประณีตทว่าแฝงความสุขุมภูมิฐาน
เพ่ยฉือจิ้งเดินออกมาจากหลังฉากกั้น หลังจากเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมผ้าไหมสีเขียวครามดั่งฟ้าหลังฝน มีจี้หยกขาวมันแพะห้อยอยู่ที่เอว และรวบผมดำขลับขึ้นด้วยรัดเกล้าหยก เขาดูหล่อเหลาและอ่อนโยน เพียบพร้อมด้วยความสดใสมีชีวิตชีวาของบุรุษที่เพิ่งแต่งงานใหม่โดยแท้จริง
"วันนี้ภรรยาของข้าแต่งกายชุดนี้แล้วช่างงดงามยิ่งนัก" เดินมาหยุดที่ด้านหลังของนาง พลันสบตากับนางผ่านกระจกด้วยแววตาเปี่ยมรอยยิ้ม
เสิ่นหนิงฮวนมองเขาตอบผ่านกระจกเช่นกัน ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย "วันนี้สามีของข้าก็ดูภูมิฐานมีสง่าราศีเช่นกัน"
ทั้งสองยิ้มให้แก่กัน
ความอบอวลอันอ่อนหวานและละเอียดอ่อนซึ่งมีเฉพาะในคู่แต่งงานใหม่ไหลผ่านไปในอากาศ
สาวใช้ยกกล่องไม้พะยูงแกะสลักเข้ามา เสิ่นหนิงฮวนรับมาเปิดออก ด้านในมีรายการสิ่งของกำนัลสำหรับนำกลับบ้านเดิมจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
"ท่านพ่อโปรดปรานการดื่มชา ข้าจึงเตรียมชาหลงจิ่งก่อนเทศกาลชิงหมิงชั้นเลิศและชุดน้ำชาดินเผาจื่อซาไว้ชุดหนึ่ง สำหรับอนุฝาง... ข้าเตรียมผ้าไหมสี่สีตามธรรมเนียมและขนมอบสองกล่อง ส่วนพี่ชายเพิ่งกลับมาจากต่างเมือง ข้าจึงเลือกแท่นฝนหมึกและกระดาษจากหอเฉิงซิ่นอีกไม่กี่พับ"
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลและชัดเจน ของข้าหลวงทุกชิ้นล้วนคำนึงถึงความชอบและฐานะของผู้รับอย่างถี่ถ้วน
ช่างรอบคอบเหลือเกิน
เพ่ยฉือจิ้งย่อมไม่มีข้อคัดค้านใดๆ อยู่แล้ว ในใจพลาคิดไปว่า การมีภรรยานั้นช่างดีเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หากเป็นตัวเขาเองที่เป็นคนลังเลใจในขั้นสุดท้าย คงจะปวดหัวจนแทบระเบิดกับการเลือกของกำนัลเหล่านี้เป็นแน่
"ช่างดีเหลือเกินที่มีเจ้าอยู่ด้วย ภรรยาของข้า"
เพ่ยฉือจิ้งโอบกอดภรรยาจากทางด้านหลัง
เสิ่นหนิงฮวนรู้สึกว่าสามีผู้นี้ดูจะติดตนนวดแนบเกินไปเสียหน่อย แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากความ เพียงแต่ปิดรายการของกำนัลลงแล้วยื่นให้แก่แม่นมที่อยู่ด้านข้าง "เตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วใช่หรือไม่"
"เรียนคุณหนูใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ เป็นไปตามระเบียบแบบแผนการคืนสู่เหย้าของภรรยาเอกทุกประการ ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้เพียงสิ่งเดียว" แม่นมตอบกลับด้วยความนอบน้อม
เสิ่นหนิงฮวนพยักหน้ารับรู้
การคืนสู่เหย้าของภรรยาเอก ยามมานางมาอย่างสมเกียรติ ยามกลับไปก็ต้องกลับไปอย่างสมเกียรติเช่นกัน นี่คือหน้าตาที่นางควรได้รับ และจะไม่แปรเปลี่ยนไปเพียงเพราะนางแต่งเข้าสู่เรือนรอง
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนทายาท
บรรยากาศกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว
เสิ่นหนิงเยว่ตื่นขึ้นมาแต่งตัวอยู่หน้ากระจกเช่นกัน วันนี้นางตั้งใจเลือกชุดกระโปรงสีแดงชาดปักลายดอกบัวพันเกี่ยว นี่คือสีสันที่สดใสที่สุดเท่าที่นางจะสามารถสวมใส่ได้ในยามนี้ บนเรือนผมประดับด้วยปิ่นปักผมดอกทับทิมทองคำบริสุทธิ์ ต่างหูเป็นหินโมราสีแดง และการแต่งหน้าก็ประณีตงดงาม หมายมั่นจะแสดงรูปโฉมที่เจิดจรัสและงดงามที่สุดออกมา
ใบหน้าในกระจกบานนั้น ภายใต้การแต่งแต้มอย่างพิถีพิถัน ในที่สุดก็สามารถปกปิดความเหนื่อยล้าและความแค้นเคืองที่ซ่อนลึกในดวงตาเอาไว้ได้
"เรียนอนุ รถม้าเตรียมพร้อมแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้ตัวน้อยเดินเข้ามาอย่างระมัดระวังเพื่อรายงาน
มือของเสิ่นหนิงเยว่ชะงักไป น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา "รถม้าแบบใด"
"เป็น... รถม้าประทุนเขียวคันเล็กที่ใช้ทั่วไปในจวนเจ้าค่ะ เทียมด้วยม้าสองตัว..." เสียงของสาวใช้ตัวน้อยเบาลงเรื่อยๆ
เสิ่นหนิงเยว่กระแทกหวีหยกในมือลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างแรง
เสียงหักดังสนั่น ซี่หวีหักสะบั้นออกจากกัน
สาวใช้ตัวน้อยหวาดกลัวจนรีบคุกเข่าลงกับพื้น
เพ่ยฉือลิ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก พลันขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพตรงหน้า "เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ"
เสิ่นหนิงเยว่หันกลับมา ดวงตาของนางเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา ทว่านางพยายามสะกดกลั้นไว้และกัดริมฝีปาก "พี่ฉือลิ่ง... ข้า ข้าเพียงแต่นึกไม่ถึงว่า สำหรับเรื่องใหญ่อย่างการคืนสู่เหย้า กลับไม่มีแม้กระทั่งรถม้าที่เหมาะสมคู่ควร ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงอนุ ย่อมมิอาจนำไปเปรียบเทียบกับพี่หญิงได้ แต่... แต่ตระกูลเสิ่นอย่างไรเสียก็เป็นบ้านเดิมของข้า การกลับไปอย่างซอมซ่อเช่นนี้ ท่านพ่อและท่านแม่อนุฝางก็พลอยต้องเสียหน้าไปด้วย..."
ยามเอ่ยคำ น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ก็ร่วงหล่นลงมาในที่สุด ดูราวกับดอกสาลี่ต้องฝน ช่างน่าสงสารและน่าเวทนายิ่งนัก
หัวใจของเพ่ยฉือลิ่งอ่อนวูบลง เขาอ้าก้าวเข้ามาจับมือของนางไว้ "ข้าทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว สำหรับเรื่องของท่านแม่... ข้าได้พยายามแล้ว แต่ท่านแม่กล่าวว่าการคืนสู่เหย้าของอนุควรเป็นไปอย่างสมถะเรียบง่าย หากเอิกเกริกเกินไป คนภายนอกจะนินทาได้ว่าจวนโหวไร้กฎระเบียบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของข้าในการตบแต่งภรรยาเอกด้วย"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงต่ำลง "เจ้าวางใจเถิด ข้าได้เตรียมของกำนัลไว้แล้ว ถึงแม้จะไม่มากมายเท่าของน้องรอง แต่ข้าจะไม่มีวันทำให้ตระกูลเสิ่นต้องอับอายขายหน้าเป็นอันขาด วันหน้า... วันหน้าข้าจะชดเชยให้เจ้าอย่างแน่นอน"
เสิ่นหนิงเยว่ซบลงกับอกของเขา ใบหน้าฝังอยู่กับทรวงอกของชายหนุ่ม น้ำเสียงอู้อี้ดังออกมา "พี่ฉือลิ่ง ข้ามิได้โทษท่านเลย ข้ารู้ดีว่าท่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก... ข้าเพียงแต่เกลียดตนเองที่ยามนั้นมิอาจควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ จนทำให้ท่านต้องถูกผู้ใหญ่ตำหนิ..."
ปากนางเอ่ยคำว่ามิได้โทษเขา ทว่าในใจกลับเคียดแค้นความคับแคบเห็นแก่ตัวของหลี่ซื่อ และยิ่งอิจฉาริษยาในความเกียรติยศรุ่งโรจน์ของเสิ่นหนิงฮวนมากขึ้นไปอีก
เหตุใดกัน
นางมั่นใจว่าตนเองเลือกหนทางที่ถูกต้องที่สุด โดยการแต่งให้แก่เพ่ยฉือลิ่ง ผู้ซึ่งจะได้เป็นโหวในอนาคต แล้วเหตุใดผลลัพธ์ในยามนี้กลับย่ำแย่ยิ่งกว่าชาติภพก่อนเสียอีก
ในชาติภพก่อน นางแต่งให้แก่เพ่ยฉือจิ้งคนไร้ความสามารถผู้นั้น
ถึงแม้จะไม่ได้รับความโปรดปราน
แต่อย่างน้อยการคืนสู่เหย้าของนางก็เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของภรรยาเอก ไม่เหมือนกับในยามนี้ ที่แม้แต่รถม้าที่ดูดีสักคันก็ยังไม่มี
เพ่ยฉือลิ่งมิได้รับรู้เลยว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เพียงแต่รู้สึกว่านางช่างเป็นคนรู้ความจนทำให้เขาปวดใจยิ่งนัก จึงได้แต่ปลอบโยนพลางโอบกอดนางไว้เบาๆ
เนิ่นนานผ่านไป เสิ่นหนิงเยว่จึงเงยหน้าขึ้น เช็ดน้ำตาแล้วฝืนยิ้มออกมา "ยามนี้ก็สายมากแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถิด อย่าปล่อยให้ท่านพ่อต้องรอนานเกินไปเลย"
นางจำเป็นต้องกลับไป
นางต้องทำให้ตระกูลเสิ่นได้เห็นว่า ถึงแม้ตนเองจะเป็นเพียงอนุ แต่เพ่ยฉือลิ่งมีใจรักมั่นในตัวนางอย่างแท้จริง และอนาคตของนางจะไม่มีวันหยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน
ณ หน้าจวนเว่ยหยวนโหว
รถม้าสองคันจอดเรียงรายอยู่ตามลำดับ
คันหน้ามีล้อรถสีแดงชาดและประทุนที่งดงามตระการตา มีกระดิ่งทองคำบริสุทธิ์แขวนอยู่ทั้งสี่มุมของหลังคา ม้าสี่ตัวที่เทียมรถม้าล้วนมีสีขาวบริสุทธิ์และดูสง่างามยิ่งนัก ม่านรถม้าทำจากผ้าไหมลายเมฆาสีฟ้าทะเลสาบผืนใหม่เอี่ยม ส่องประกายระยิบระยับล้อแสงตะวัน
นี่คือรถม้าของเพ่ยฉือจิ้งและเสิ่นหนิงฮวน
ส่วนคันที่อยู่ด้านหลังเป็นเพียงรถม้าประทุนเขียวคันเล็กธรรมดา เทียมด้วยม้าสีน้ำตาลสองตัว ม่านรถม้าดูเก่าครึ่งใหม่ครึ่ง เรียบง่ายจนเกือบจะเรียกว่าซอมซ่อได้เลยทีเดียว
ยามที่เพ่ยฉือลิ่งประคองเสิ่นหนิงเยว่เดินออกมา เขาพลันมองเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนี้ในปราดเดียว
ฝีเท้าของเสิ่นหนิงเยว่ชะงักลง เล็บมือของนางจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ
เพ่ยฉือลิ่งเองก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเช่นกัน เขาเอ่ยเสียงเบา "พวกเราไปกันเถิด"
ทั้งสองเดินตรงไปยังรถม้าด้านหลังอย่างเงียบงัน
ทางด้านหน้า เพ่ยฉือจิ้งกำลังประคองเสิ่นหนิงฮวนขึ้นรถม้า ท่วงท่าของเขาช่างพิถีพิถันละมุนละไม มือข้างหนึ่งเลิกม่านขึ้น อีกมือหนึ่งรองรับต้นแขนของนางไว้อย่างมั่นคง พลางเอ่ยคำบางอย่างด้วยน้ำเสียงทุ้มเบา เสิ่นหนิงฮวนหันหน้ากลับมาตอบคำเขา ทั้งสองยิ้มให้แก่กัน ดูสนิทสนมเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
แสงแดดสาดส่องลงบนร่างของคนทั้งสองที่แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงาม
ช่างเป็นคู่สร้างคู่สมที่สมบูรณ์แบบเหลือเกิน
เสิ่นหนิงเยว่มองเพียงปราดเดียว ก็รีบก้มหน้าลงแล้วมุดตัวเข้าไปในรถม้าประทุนเขียวคันเล็กทันที ภายในรถม้าคับแคบและมืดสลัว ช่างแตกต่างจากรถม้าประทุนกว้างขวางและสว่างไสวของเสิ่นหนิงฮวนราวฟ้ากับดิน
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ
เสิ่นหนิงเยว่นั่งอยู่ในรถม้า ฟังเสียงกระดิ่งอันสดใสที่ดังแว่วมาจากด้านหน้า เปลวไฟในใจของนางยิ่งมายิ่งแผดเผารุนแรงขึ้น นางคอยบอกตนเองอยู่ซ้ำๆ ว่า
ต้องอดทนไว้
ขอเพียงนางสามารถให้กำเนิดทายาทได้ก่อนที่ภรรยาเอกจะตบแต่งเข้ามา นางย่อมได้รับการยกย่องเชิดชูเพราะบุตร เพ่ยฉือลิ่งรักนางถึงเพียงนี้ ย่อมไม่มีวันยอมให้บุตรของพวกเขากลายเป็นบุตรที่เกิดจากอนุเป็นแน่ ขอเพียงเขายืนกราน ขอเพียงนางให้กำเนิดบุตรชายคนโตได้...
ตำแหน่งภรรยาของทายาทผู้สืบทอด
ก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว
ถึงยามนั้น นางจะทวงคืนความอัปยศอดสูที่ได้รับในวันนี้กลับคืนมาเป็นสิบเท่าร้อยเท่า
เสิ่นหนิงฮวน... เจ้าจงเสวยสุขกับความรุ่งโรจน์ในยามนี้ไปก่อนเถิด
คอยดูว่าท้ายที่สุดแล้วผู้ใดจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
ณ หน้าจวนเสิ่น
คนของตระกูลเสิ่นมารอคอยอยู่นานแล้ว
เสิ่นจงเฉิงสวมชุดลำลองสีน้ำเงินเข้ม ยืนเอามือไขว้หลังอยู่บนบันไดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ข้างกายของเขามีอนุฝางยืนอยู่ วันนี้เสิ่นหนิงเยว่จะเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม ในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิดย่อมต้องออกมาต้อนรับ ทว่าการที่อนุมายืนอยู่ที่ประตูใหญ่เช่นนี้ ในท้ายที่สุดแล้วก็ดูไม่เหมาะสมอยู่บ้าง สีหน้าของนางจึงมีความกระอักกระอ่วนใจอยู่เล็กน้อย
ข้างกายของนางเป็นบุรุษหนุ่มอายุราว ยี่สิบห้า ยี่สิบหก ปี สวมชุดคลุมผ้าไหมแขนลูกศรสีน้ำเงินเข้ม คิ้วและดวงตาของเขามีส่วนคล้ายคลึงกับเสิ่นจงเฉิงถึงหกเจ็ดส่วน ทว่าแฝงไปด้วยความคมคายแกร่งกร้าวของบุรุษเพศ เขาคือพี่ชายร่วมอุทรของเสิ่นหนิงฮวน และเป็นบุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลเสิ่น เสิ่นหมิงเซวียน
เขาเพิ่งจะเดินทางกลับจากการไปสะสางคดีที่ต่างเมืองเมื่อเช้านี้เอง
เนื้อตัวยังคงเต็มไปด้วยฝุ่นผงและความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ทว่าคิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในตระกูลเช่นนี้ ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาทอดมองไปยังสุดปลายถนนยาวด้วยความวิตกกังวล
"พวกเขามารวมกันแล้ว" เสิ่นหมิงเซวียนเอ่ยขึ้นในทันใด
ที่ปลายถนนยาว รถม้าสองคันขับเคลื่อนตามกันมาติดๆ
รถม้าประทุนคันหน้ามีเสียงกระดิ่งดังกังวาน ม้าสีขาวสี่ตัวก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียง สง่างามและมีพลังยิ่งนัก ส่วนรถม้าประทุนเขียวคันเล็กที่ตามหลังมานั้นดูสมถะเรียบง่ายกว่ามาก หากมิได้ตามมาอย่างกระชั้นชิด ก็แทบจะถูกผู้คนมองข้ามไปเลยทีเดียว
ดวงตาของเสิ่นจงเฉิงหรี่ลงเล็กน้อย
อนุฝางจ้องมองไปยังรถม้าคันเล็กด้านหลังอย่างไม่วางตา นิ้วมือบิดผ้าเช็ดหน้าแน่นโดยไม่รู้ตัว
รถม้าจอดลงที่หน้าจวน
เพ่ยฉือจิ้งลงจากรถม้าเป็นคนแรก ก่อนจะหันกลับมาและยื่นมือออกไปประคองเสิ่นหนิงฮวนลงมาอย่างมั่นคง
วันนี้แสงแดดช่างพอดิบพอดี สาดส่องลงบนร่างของคนทั้งสอง อาภรณ์งดงามและรูปโฉมที่หมดจด ยามยืนคู่กันแล้ว ช่างดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกโดยแท้จริง
เสิ่นหนิงฮวนเงยหน้าขึ้นมองครอบครัวของนางที่อยู่บนบันได รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเพ่ยฉือจิ้ง
"ลูกสาวคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ"
"ลูกเขยคำนับท่านพ่อตาขอรับ"
ทั้งสองโค้งคำนับพร้อมกัน ท่วงท่าอ่อนน้อม และมารยาทไร้ที่ติ
สายตาของเสิ่นจงเฉิงหยุดอยู่ที่ใบหน้าของบุตรสาวครู่หนึ่ง ผิวพรรณของนางดูเปล่งปลั่ง คิ้วคลาดคลาย และท่าทางอันสงบนิ่งนั้นดูสุขุมยิ่งกว่าตอนก่อนแต่งงานเสียอีก เห็นได้ชัดว่านางมิได้รับความอยุติธรรมใดๆ ยามอยู่ที่จวนสามี
ในใจของเขาคลายความกังวลลงเล็กน้อย จากนั้นจึงเบนสายตาไปมองเพ่ยฉือจิ้ง
ลูกเขยจากเรือนรองผู่นี้ ที่เขาเคยคิดว่าเป็นคน "ธรรมดาสามัญ" ยามนี้กลับยืนอยู่เคียงข้างบุตรสาวของตน ท่วงท่าเหยียดตรง คิ้วตาอ่อนโยน แววตากระจ่างใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความเสเพลแม้แต่น้อย ยามที่เขาโค้งคำนับ ท่วงท่าถูกต้องและน้ำเสียงจริงใจ เปี่ยมไปด้วยท่วงทำนองและสง่าราศีของบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์โดยแท้
ทว่าเรื่องราวก็เป็นเพียงเท่านี้
กระนั้น ความเสียดายในใจของเสิ่นจงเฉิงที่เกิดจากการที่บุตรสาวต้อง "แต่งให้แก่ผู้ที่มีฐานะต่ำกว่า" ก็พลันมลายหายไปเล็กน้อย
"ลุกขึ้นเถิด" เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนลง "ลำบากพวกเจ้าแล้วที่เดินทางมาตลอดทาง"
ในเวลานี้เอง
รถม้าประทุนเขียวคันเล็กด้านหลังก็จอดลงเช่นกัน
เพ่ยฉือลิ่งลงจากรถม้าก่อน แล้วจึงหันกลับไปประคองเสิ่นหนิงเยว่ลงมา
วันนี้เสิ่นหนิงเยว่อยู่ในชุดสีแดงชาด แต่งหน้าอย่างประณีตงดงาม ทว่ายามยืนอยู่เคียงข้างเสิ่นหนิงฮวนผู้มีความงดงามอย่างเป็นธรรมชาติและสง่างามแล้ว นางกลับดูจงใจจนเกินไป นางก้มตาลง ไม่กล้าสบตาผู้เป็นบิดาโดยตรง ได้แต่เดินตามเพ่ยฉือลิ่งไปข้างหน้า
"ลูกสาวคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ..."
"ลูกเขยคำนับท่านพ่อตาขอรับ"
น้ำเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ขาดซึ่งความมั่นใจ
เสิ่นจงเฉิงกวาดสายตามองนางปราดหนึ่ง จากนั้นจึงมองไปยังรถม้าอันซอมซ่อที่อยู่ด้านหลังนาง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันโดยมิอาจสังเกตเห็น
อนุฝางอดรนทนไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ดวงตาของนางเริ่มแดงก่ำ "เยว่เอ๋อร์..."
เสิ่นหนิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองมารดาผู้ให้กำเนิด ดวงตาของนางเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตาเช่นกัน ทว่านางพยายามสะกดกลั้นไว้ เอ่ยเรียกเสียงเบาเพียงว่า "ท่านแม่อนุ"
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันอันละเอียดอ่อนอยู่ชั่วครู่
เสิ่นหมิงเซวียนก้าวออกมาข้างหน้าในเวลาที่เหมาะสมเพื่อทำลายความเงียบ "ท่านพ่อ น้องหญิงและน้องเขยเดินทางมาแต่ไกล พวกเราเข้าไปพูดคุยกันในจวนก่อนเถิดขอรับ..."