- หน้าแรก
- รอยเท้าบนผืนหญ้าเขียว วิถีทรราชเขย่าโลก
- บทที่ 13: ครอบครัวฉู่เจิ้ง
บทที่ 13: ครอบครัวฉู่เจิ้ง
บทที่ 13: ครอบครัวฉู่เจิ้ง
บทที่ 13: ครอบครัวฉู่เจิ้ง
"ชู! ฉันกับจูเนียร์ มาลันด้า นัดกันว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย นายจะไปด้วยกันไหม"
ขณะที่เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงของเดอ บรอยน์ก็ดังขึ้นจากนอกประตู
"ตืดดดดดด..."
จังหวะที่ฉู่เจิ้งกำลังจะเอ่ยปากตกลง โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงก็สั่นครืดคราดขึ้นมาเสียก่อน
"เควิน นายไปก่อนเลย! เดี๋ยวฉันโทรหา!" ฉู่เจิ้งตะโกนบอก
"โอเค!"
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของเดอ บรอยน์ ฉู่เจิ้งก็เอื้อมมือไปรูดม่านเปิดรับแสงสว่างเข้ามาในห้องนอน ก่อนจะแตะหน้าจอรับสายวิดีโอคอล
"คุณน้า! คุณน้า! เมื่อไหร่คุณน้าจะกลับมาคะ?!"
ทันทีที่สัญญาณเชื่อมต่อ เสียงเจื้อยแจ้วน่ารักน่าชังของเด็กน้อยก็ดังมาจากลำโพง
เมื่อได้ยินเสียงเล็กๆ ที่เจือความร้อนรนของ เสี่ยวหยา หลานสาวตัวน้อย ฉู่เจิ้งก็ยิ้มกว้างราวกับพระสังกัจจายน์
เด็กน้อยในวิดีโอเบิกตากลมโตไร้เดียงสากว้าง มองซ้ายมองขวาอย่างกระวนกระวายราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีระเรื่อยื่นออก ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด และแก้มยุ้ยๆ ทั้งสองข้างช่างน่าหยิกเสียจนฉู่เจิ้งอยากจะยื่นมือทะลุจอไปดึงเล่น
"คุณน้า ทำไมหนูมองไม่เห็นคุณน้าเลยล่ะคะ?!"
เมื่อได้ยินเสี่ยวหยาเริ่มงอแง ฉู่เจิ้งก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาหันกล้องผิดด้าน
"ตอนนี้เห็นหรือยัง" ฉู่เจิ้งสลับกล้อง
"เห็นแล้วค่ะ! เห็นแล้วค่ะ!" เมื่อเห็นหน้าฉู่เจิ้ง เสี่ยวหยาก็พยักหน้ารับอย่างขึงขัง ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง "คุณน้า เมื่อไหร่จะกลับมาคะ?!"
"น้ายังกลับไม่ได้หรอก เสี่ยวหยา!" ฉู่เจิ้งแกล้งทำเสียงเข้มเพื่อแหย่หลานสาวเล่น
เด็กสามขวบอาจจะหลอกง่าย แต่กับเด็กห้าขวบนั้นไม่แน่เสมอไปหรอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝั่งตรงข้ามคือยัยหนูจอมเจ้าเล่ห์ที่ถูกฉู่เจิ้งแกล้งมาตั้งแต่เด็ก จนถึงขั้นจดบันทึก "ประสบการณ์การต่อสู้" เอาไว้แล้วด้วย
"ฮึ! อย่ามาหลอกหนูให้ยากเลย! หม่าม้าบอกว่าถ้าคุณน้าไม่ยอมกลับมา หม่าม้าจะพาหนูไปตัดผมทรงใหม่ทุกตรุษจีนเลย! เอาแบบที่ไถเกรียนครึ่งหัวแล้วปล่อยยาวอีกครึ่งหัวด้วย!" เสี่ยวหยาเอ่ยถ้อยคำข่มขู่ที่ร้ายกาจที่สุดด้วยน้ำเสียงที่น่ารักน่าชังที่สุด
"(  ̄ △  ̄ ; )" เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉู่เจิ้งก็เบิกตากว้างทันที เขาอึ้งจนพูดไม่ออก ช็อกไปเลยจริงๆ
โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! นี่มันกะจะบีบให้เขาจนมุมเลยนี่นา!
หลานสาวของเขาคนนี้แก่นแก้วมาตั้งแต่เด็ก!
บางทีอาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมจากธุรกิจของครอบครัว ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะเลียนแบบคำพูดของผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก และมักจะโพล่งคำพูดที่ทำให้คนรอบข้างหัวเราะก๊ากออกมาบ่อยๆ
ฉู่เจิ้งเชื่อสนิทใจเลยว่าประโยคนี้ต้องหลุดมาจากปากพี่สาวจอมฝีปากกล้าของเขาแน่ๆ
แต่คำขู่สุดโหดเรื่องไถผมครึ่งหัวนั่น ยัยหนูคงไปจำมาจากลูกค้าที่มากินข้าวที่ร้านตอนที่วิ่งเล่นอยู่แถวนั้นแหละ
อย่างไรก็ตาม เมื่อลองคิดในอีกมุมหนึ่ง เขามีลูกพี่ลูกน้องตั้งหลายคน เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตกมาถึงเขาคนเดียวเสียหน่อย!
"เอาล่ะ! ไปกินข้าวได้แล้ว เอาโทรศัพท์มาให้แม่!"
ก่อนที่ฉู่เจิ้งจะได้ตอบกลับ เสียงจากนอกจอก็ดังแทรกขึ้นมา
วินาทีต่อมา กล้องก็ถูกหมุนขวับ เผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่สะสวยที่มีไฝเม็ดเล็กๆ อยู่หว่างคิ้ว
มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าฉู่หลิงและฉู่เจิ้งเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน
เธออายุมากกว่าฉู่เจิ้งเจ็ดปี หลังจากเรียนจบอนุปริญญา เธอก็กระโจนเข้าสู่สุสานแห่งความรักและแต่งงานกับลูกศิษย์ของพ่อ
สองสามีภรรยาเรียนรู้วิชาชีพจากฉู่ตง พ่อของฉู่เจิ้ง และปัจจุบันก็เปิดร้านหม้อไฟอยู่ในตัวเมือง
แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ชีวิตของพวกเขาก็สุขสบายและเติมเต็ม
"เจ๊!" ฉู่เจิ้งเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"แหม นี่ใช่ซูเปอร์สตาร์นักฟุตบอลคนดังหรือเปล่าเนี่ย นึกว่าลืมไปแล้วซะอีกว่ายังมีพี่สาวอยู่!" น้ำเสียงของฉู่หลิงแหลมปรี๊ด ทำเอาฉู่เจิ้งถึงกับเสียวสันหลังวาบ
โบราณว่าไว้ รักวัวให้ผูก รักน้องให้ตี ฉู่เจิ้งผ่านการถูกฉู่หลิงตีก้นมานับไม่ถ้วนตั้งแต่เด็กจนโต
ตอนเจ็ดขวบ เขาเคยสาบานอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่ขอเผาผีและไม่ยุ่งเกี่ยวกับฉู่หลิงอีกต่อไป
แต่คล้อยหลังไปไม่ทันไร ฉู่หลิงก็ใช้ไอติมแค่สองแท่งทำลายคำสาบานของเขาได้อย่างง่ายดาย
สำหรับพี่สาวคนนี้ ฉู่เจิ้งมีความรู้สึกทั้งเคารพ เกรงกลัว และซาบซึ้งใจผสมปนเปกันไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากไม่ได้ครอบครัวของพี่สาวคอยจุนเจือ เขาคงไม่มีทางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในลอนดอนได้หรอก
ค่าเทอมและค่าครองชีพรายปีที่มหาวิทยาลัยลัฟบะระนั้นไม่ใช่ถูกๆ เลย ถือเป็นภาระก้อนโตสำหรับครอบครัว
ฉู่ตง พ่อของฉู่เจิ้ง เป็นคนบ้านนอกที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงนัก เขาเรียนไม่จบมัธยมต้นด้วยซ้ำ
เดิมทีเขามีอาชีพเป็นคนฆ่าหมู แต่ต่อมา ด้วยแรงบันดาลใจจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เขาจึงตัดสินใจเบนเข็มชีวิตมาเปิดร้านหม้อไฟ ซึ่งนั่นทำให้ครอบครัวตระกูลฉู่ยกระดับฐานะขึ้นมาเป็นครอบครัวที่มีกินมีใช้
แต่ถึงกระนั้น การส่งเสียลูกไปเรียนต่อต่างประเทศก็ยังถือเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสอยู่ดี
"เจ๊ ทายสิว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน" ฉู่เจิ้งรู้ซึ้งถึงอารมณ์ร้อนและฝีปากอันจัดจ้านของฉู่หลิงเป็นอย่างดี หากไม่รีบเปลี่ยนเรื่อง เขาคงต้องเตรียมตัวรับฟังเสียงบ่นหูชาไปอีกนานแน่!
"ที่ไหนล่ะ" ฉู่หลิงชะงักไปครู่หนึ่ง "แกไม่ได้อยู่อังกฤษเหรอ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ อารมณ์ของฉู่หลิงก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เธอถลึงตาคู่สวยและด่ากราด "ฉู่เจิ้ง ฉันขอเตือนแกไว้ก่อนนะ อย่าริอ่านไปทำเรื่องเหลวไหลที่นั่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะบินไปอังกฤษแล้วหักขาแกซะ!"
"เอาสิ! มาเลย! มาเลย!" ฉู่เจิ้งพูดพร้อมรอยยิ้มยียวน "ถ้าเจ๊หาผมเจอ เจ๊ชนะเลย!"
หลังจากต่อปากต่อคำกับฉู่หลิงอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าพี่สาวเริ่มร้อนใจจริงๆ ฉู่เจิ้งจึงยอมบอกความจริง "เจ๊ ตอนนี้ผมอยู่ที่โวล์ฟสบวร์ก เยอรมนีครับ ไม่ได้อยู่ที่ลอนดอนแล้ว เชลซีขายผมทิ้งแล้ว!"
"อะไรนะ?! ขายทิ้ง?!" ฉู่หลิงตกใจจนเผลอขึ้นเสียงดัง เธอเริ่มสวดชุดใหญ่ทันที "ให้ตายสิ ฉันบอกแกตั้งนานแล้วว่าอย่าไปเตะไอ้ฟุตบอลบ้าบอนั่น เห็นไหมล่ะ ตอนนี้โดนขายทิ้งซะแล้ว!"
"ฉันเตือนแกตั้งแต่แรกแล้วว่าเตะฟุตบอลมันไม่มีอนาคตหรอก! แต่แกก็ไม่ยอมฟัง!"
"ตั้งใจเรียนให้มันจบๆ ไปไม่ดีกว่าหรือไง!"
"อยู่เมืองนอกเมืองนามันจะไปดีกว่าอยู่บ้านเราได้ยังไง!"
"บลา บลา บลา บลา บลา!..."
หลังจากนั้น ฉู่หลิงก็เทศน์แบบม้วนเดียวจบ สวดฉู่เจิ้งเสียจนเขาเผลอก้มหน้าลงอย่างลืมตัว และแทบจะคล้อยตามไปกับคำพูดของเธอเลยทีเดียว
แต่ไม่นานสมองของฉู่เจิ้งก็กลับมาทำงานตามปกติ เดี๋ยวก่อนสิ! ทำไมมันฟังดูเหมือนเขากำลังถูกจับไปขายแรงงานเป็นกุลีที่แอฟริกาเลยล่ะเนี่ย
"เจ๊! เจ๊! เจ๊! ผมมาเตะฟุตบอลให้สโมสรโวล์ฟสบวร์กนะ! ไม่ได้ไปขุดเหมืองซะหน่อย!"
"จริงๆ นะ ผมเซ็นสัญญาอาชีพกับสโมสรไปแล้วหนึ่งปีเต็มๆ!" ฉู่เจิ้งรีบอธิบายรัวๆ ไม่อย่างนั้นฉู่หลิงคงได้บ่นยาวเป็นมหากาพย์แน่
ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วนี่ฝีปากร้ายกาจจริงๆ
โดยเฉพาะสาวเสฉวนบ้านเรา แต่ละคนดุเดือดเลือดพล่านแถมพลังการรบยังพุ่งปรี๊ดทะลุหลอด!
เมื่อได้ยินฉู่เจิ้งอธิบายเช่นนั้น ความโกรธของฉู่หลิงก็ทุเลาลงเล็กน้อย แต่บนใบหน้าก็ยังแฝงไปด้วยความผิดหวัง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อน้องชายมีชีวิตเป็นของตัวเองแล้ว เธอจึงพูดอะไรมากไม่ได้ ได้แต่ถามว่า "แล้วตอนนี้มีแฟนหรือยัง"
"☉ _ ☉" ฉู่เจิ้งถึงกับอึ้งไปอีกรอบ การเปลี่ยนเรื่องของเจ๊นี่มันจะหักมุมเกินไปหน่อยไหม
จากนั้น สองพี่น้องก็ถกเถียงกันเรื่องการสืบสกุลตระกูลฉู่ เรื่องที่จะกลับประเทศเมื่อไหร่ และเรื่องที่ว่าเขาจะแต่งงานกับแหม่มต่างชาติได้หรือไม่ โดยเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียวของฉู่หลิงเสียมากกว่า
ฉู่เจิ้งทำได้เพียงพยักหน้าและรับฟัง เพราะถ้าขืนเถียงกลับ เขาก็ต้องเป็นฝ่ายจนแต้มด้วยคำพูดสวนกลับของเธออยู่ดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงเรื่องค่าเหนื่อยที่ฉู่เจิ้งได้รับจากโวล์ฟสบวร์ก ฉู่หลิงก็ถึงกับช็อกไปเลยทีเดียว
"แกว่าไงนะ" ฉู่หลิงเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"เงินเดือนพื้นฐานตกปีละ 55,000 ยูโรครับ แต่พวกโบนัสนี่ถือว่าคุ้มค่ามาก ลงสนามนัดละ 1,000 ยูโร ชนะได้ 2,000 เสมอได้ 1,000 ต่อให้แพ้ก็ยังได้ 500"
"แถมยังมีโบนัสสำหรับนัดที่ชนะหรือเสมอในรายการยุโรปอย่างแชมเปียนส์ลีกและยูโรปาลีกด้วย รวมๆ แล้ว รายรับต่อปีของผมน่าจะตกอยู่ราวๆ 100,000 ยูโรครับ" ฉู่เจิ้งอธิบายซ้ำ
"แม่เจ้า! ยูโรเหรอ เงินเดือนแกนี่มันโหดระยับเลย! ปีเดียวเทียบเท่ากับที่ฉัน พ่อ แล้วก็แม่หามาได้ตั้งสามสี่ปีเลยนะ" หลังจากได้ฟังอย่างชัดเจน ฉู่หลิงก็ถึงกับอึ้ง
ฉู่หลิงไม่คิดไม่ฝันเลยว่าน้องชายของเธอจะสามารถทำเงินได้มากมายมหาศาลจากการเตะฟุตบอล เธอกับสามีทำงานงกๆ ตั้งแต่ต้นปียันท้ายปี อย่างเก่งก็หาได้แค่แสนหรือสองแสนเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นพี่สาวตื่นเต้นขนาดนั้น ฉู่เจิ้งก็กลอกตาและพูดว่า "เจ๊ นี่มันเงินเดือนก่อนหักภาษีนะ ผมยังต้องเสียภาษีอีก!"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉู่เจิ้งก็รู้สึกซาบซึ้งใจกับการเจรจาต่อรองเรื่องเงินเดือนที่เชลซีทำให้เขาจริงๆ
พวกเขาใส่ใจเรื่องนี้มาก!
แม้ว่าเงินเดือนจำนวนนี้จะน้อยนิดจนเรียกได้ว่าอยู่รั้งท้ายในพรีเมียร์ลีกหรือบุนเดสลีกาก็ตาม แต่มันก็ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้แล้ว
และเหตุผลที่เขาบอกว่าเขารู้สึกขอบคุณเชลซี ไม่ใช่เพราะว่าฉู่เจิ้งเป็นพวกชอบความเจ็บปวดหรอกนะ
แต่เป็นเพราะเชลซีเจรจาต่อรองเรื่องเงินเดือนนี้ได้อย่างแยบยลสุดๆ ต่างหาก
เมื่อรวมโบนัสต่างๆ เข้าด้วยกัน รายได้ต่อปีของเขาจะตกอยู่ราวๆ 90,000 ถึง 100,000 ยูโร ซึ่งไม่เกินเส้นแดงที่ 104,303 ยูโร มิฉะนั้น ฉู่เจิ้งคงต้องโดนหักภาษีเงินได้สูงถึง 42%
หากรวมภาษียิบย่อยต่างๆ ในเยอรมนีเข้าไปด้วย รายได้สุทธิต่อปีของฉู่เจิ้งคงจะเหลือแค่ประมาณ 50,000 เท่านั้นเอง
จากจุดนี้ ฉู่เจิ้งก็พอจะมองออกว่าตอนที่เชลซีขายเขา พวกเขาก็ยังคงมีความเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง ไม่ได้เฉดหัวเขาทิ้งเหมือนขยะเสียทีเดียว
นอกจากนั้น โบนัสที่เชลซีเจรจามาให้เขาก็ครอบคลุมแทบจะทุกอย่าง
ต้องเข้าใจก่อนว่าโบนัสสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติบางรายการนั้นได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเชลซีก็พิจารณาเรื่องนี้เผื่อเขาไว้แล้วเช่นกัน
เงื่อนไขโบนัสที่สูงลิ่วมีไว้เพื่อชดเชยเงินเดือนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเขา นี่ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เขาทางอ้อม
แม้ว่ารายได้หลังหักภาษีราวๆ 70,000-80,000 ต่อปี จะยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของเงินเดือนที่เดอ บรอยน์ได้รับ แต่เชลซีก็จัดการทุกอย่างที่สมควรทำให้เขาหมดแล้ว พวกเขาทำดีที่สุดแล้ว เขาจะไปมีสิทธิ์บ่นอะไรได้อีกล่ะ
"ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม แกคิดว่าฉันไม่รู้เรื่องภาษีหรือไง" หลังจากพูดจบ จู่ๆ ฉู่หลิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงถลึงตาใส่ฉู่เจิ้งอย่างดุดัน "แกโทรหาพ่อกับแม่เองเลยนะ คุยกับพวกท่านดีๆ ล่ะ และถ้าแกทำให้แม่โมโหอีก ระวังขาแกไว้ให้ดีเถอะ!"
เมื่อได้ยินพี่สาวพูดถึงแม่ ฉู่เจิ้งก็ยิ้มแหยๆ สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
ซูปิง แม่ของฉู่เจิ้ง เป็นครูสอนมัธยมต้น ภายนอกเธอดูเป็นคนอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่แข็งกร้าวและฝีปากกล้ามาก
สมัยสาวๆ ซูปิงเคยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นนักศึกษาที่เก่งกาจมากในยุคนั้น
แต่ความคิดของซูปิงนั้นค่อนข้างหัวโบราณ เธอเชื่อมั่นมาตลอดว่าอาชีพอื่นล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง และนั่นคือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด
ในสายตาของซูปิง ฟุตบอลคือสิ่งที่ไร้สาระสิ้นดี
ในปี 2011 ฉู่เจิ้งเคยมีปากเสียงกับซูปิง
ในตอนนั้น ฉู่เจิ้งสอบผ่านหลักสูตร A-Level และได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนทั้งจากมหาวิทยาลัยลัฟบะระและมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มหาวิทยาลัยลัฟบะระ
เหตุผลก็คือ เมืองเลสเตอร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยลัฟบะระนั้นอยู่ใกล้กับลอนดอน และลัฟบะระยังมีศูนย์ฝึกซ้อมกีฬาที่ครบวงจรที่สุดในโลก ซึ่งเขาสามารถเข้าไปใช้งานได้ฟรี
ตอนนั้นซูปิงไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้รู้ว่ามหาวิทยาลัยลัฟบะระก็เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เธอจึงไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายอะไรมากนัก
เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ตอนที่ฉู่เจิ้งเรียนจบจากลัฟบะระ ซูปิงก็ยื่นคำขาดให้ฉู่เจิ้งกลับประเทศ และคัดค้านหัวชนฝาไม่ให้เขาไปเล่นฟุตบอลอาชีพ
ส่วนฉู่เจิ้ง ในเมื่อโอกาสที่จะได้ทำตามความฝันและสิ่งที่รักมาจ่ออยู่ตรงหน้า เขาไม่อยากมานั่งเสียใจในภายหลัง จึงตัดสินใจบอกความต้องการของตัวเองให้ซูปิงรับรู้
ผลก็คือ ซูปิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ!
หากไม่ได้ฉู่ตงผู้เป็นพ่อ และฉู่หลิงคอยห้ามปรามไว้ เธอคงจะบินไปอังกฤษเพื่อลากคอเขากลับมาแล้ว ถึงขั้นที่ว่าทุกวันนี้ เวลาที่ฉู่เจิ้งโทรกลับบ้าน ซูปิงก็ยังคงด่าทอเขาอย่างรุนแรง
บางครั้งเวลาว่างๆ เธอก็จะโทรมาด่าฉู่เจิ้งโดยเฉพาะ ทำเอาเขาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่สุด
จนถึงขั้นที่ว่าเขาไม่กล้าแม้แต่จะบอกครอบครัวเรื่องที่เขาเพิ่งลงประเดิมสนามเมื่อคืนนี้เลย!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ฉู่เจิ้งก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เขาจึงมองฉู่หลิงบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ในฐานะพี่น้องที่คลานตามกันมา ทันทีที่เห็นสีหน้าของฉู่เจิ้ง ฉู่หลิงก็ส่ายหน้าดิกเป็นพัลวันและรีบปฏิเสธทันที "หยุดเลยนะ อย่ามาหวังพึ่งฉัน ฉันรับมือแม่ไม่ไหวหรอก ฉันกลัวโดนแม่ตีตายแล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำ!"
ฉู่เจิ้งไม่ใส่ใจและพูดอย่างอารมณ์ดี "เจ๊ ถ้าเจ๊ยอมช่วยเรื่องนี้นะ..."