- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 905 - สายสืบ
บทที่ 905 - สายสืบ
บทที่ 905 - สายสืบ
บทที่ 905 - สายสืบ
เมื่อกลับมาถึงเพนต์เฮาส์สุดหรูในย่านกินซ่า ที่หลี่เจี้ยนคุนซื้อไว้ อู๋อิงสยงและเฟิงเสี่ยวหวั่นก็ยังคงตกตะลึงกับหัวข้อที่คุยกันในร้านอาหารไม่หาย
หลังจากหรันจือพาไปดูห้องพักแบบลวกๆ ทั้งสองก็รีบวางกระเป๋าเดินทาง แล้ววิ่งกลับมาที่ห้องนั่งเล่นทันที
พวกเขามานั่งลงที่โต๊ะกาแฟริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ข้างๆ หลี่เจี้ยนคุน
ความตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราของเพนต์เฮาส์แห่งนี้ ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลังชั่วคราว
เพราะหัวข้อสนทนาเมื่อครู่นี้ มันชวนให้สมองแล่นสุดๆ
หลี่เจี้ยนคุนมองดูทั้งสองคน พร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย
พวกเขาอยู่ด้วยกันแล้ว
หรันจือจัดเตรียมห้องไว้ให้แค่ห้องเดียว และเมื่อกี้ก็นำทางทั้งคู่เข้าไปในห้องนั้น
ใบหน้าของเฟิงเสี่ยวหวั่นแดงก่ำขึ้นมาทันที อู๋อิงสยงเองก็หน้าแดงไม่แพ้กัน สมกับเป็นคนฉลาดจริงๆ แค่เห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของหลี่เจี้ยนคุน ก็รู้แล้วว่าเขาหมายถึงอะไร
ช่างเป็นยุคสมัยที่น่ารักซะจริงๆ
แม้แต่คนที่ไปเรียนต่อที่อเมริกามาตั้งหลายปี ก็ยังเขินอายกับเรื่องแบบนี้ ยังคงความซื่อสบประมาทและไร้เดียงสาเอาไว้ได้
อู๋อิงสยงเกาแก้มที่แดงเถือก พลางพูดแก้เขินว่า "พี่คุนอย่าล้อสิครับ พวกเราเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมายนะ"
หืม?
หลี่เจี้ยนคุนเบิกตากว้าง "เฮ้ย! พวกนายแต่งงานกันแล้ว ไม่เห็นบอกพี่เลย?"
เฟิงเสี่ยวหวั่นรีบโบกมือปฏิเสธ "เปล่าค่ะๆ แค่จดทะเบียนสมรสเฉยๆ"
สีหน้าบึ้งตึงราวกับยักษ์วัดแจ้งของหลี่เจี้ยนคุนค่อยๆ คลายลง
อู๋อิงสยงอธิบาย "เพิ่งจะจดได้ไม่กี่วันเองครับ พอกลับมาถึงจีน เสี่ยวหวั่นก็ไปที่บ้านผม ผมก็ไปบ้านเสี่ยวหวั่น ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมยังเร่งรัดให้... รีบๆ แต่งงานกันซะ พวกเราน่ะไม่ได้รีบหรอกครับ แต่ก็ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ต้องเป็นห่วง ก็เลยชิงไปจดทะเบียนกันก่อนเลย"
หลี่เจี้ยนคุนยิ้ม "หัวสมัยใหม่ดีนะ"
อิจฉาตาร้อนผ่าวเลยโว้ย...
เขาเองก็อยากจะรีบจดทะเบียนกับแม่นางเสิ่น แล้วรีบมุดเข้าผ้าห่มด้วยกันไวๆ เหมือนกัน
อายุใกล้จะแตะเลขสามอยู่รอมร่อ แต่ก็ยังเวอร์จิ้นอยู่ แถมรอบตัวยังมีสิ่งยั่วตาล่อใจอีกเพียบ ชักจะทนไม่ไหวแล้วสิ...
อู๋อิงสยงหัวเราะแหะๆ "พี่คุนอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิครับ มาคุยเรื่องสำคัญกันต่อดีกว่า
"ที่พี่พูดมา หมายความว่าพี่คาดการณ์ว่าอเมริกาจะลงมือจัดการให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในเร็วๆ นี้ใช่ไหมครับ?"
หลี่เจี้ยนคุนย้ำ "ก็แค่การคาดเดาน่ะ พวกนายคิดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของอเมริกาที่กำลังเผชิญทั้งศึกในและศึกนอกแบบนี้ ยังจะมีวิธีไหนดีไปกว่านี้อีกไหมล่ะ?"
"ไม่มีทาง!"
อู๋อิงสยงตอบอย่างหนักแน่น "ไอเดียนี้มันสุดยอดมาก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งช่วยแก้วิกฤตขาดดุลงบประมาณของอเมริกา แล้วก็ยังสกัดดาวรุ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้อีกด้วย!"
"สกัดดาวรุ่ง?"
เฟิงเสี่ยวหวั่นแย้ง "เมื่อกี้เธอยังบอกอยู่เลยว่า การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน มันจะส่งผลดีต่อญี่ปุ่นน่ะ"
อู๋อิงสยงส่ายหน้า "ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย ฉันแค่บอกว่า ญี่ปุ่นก็ไม่ได้เสียผลประโยชน์ไปซะทั้งหมด"
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลดีต่ออเมริกาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก
ส่วนผลดีที่มีต่อญี่ปุ่น ก็คาดเดาได้ไม่ยาก
เพราะถ้าอยากให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างเป็นระบบ ก็ต้องปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ เสียก่อน จากนั้นก็อาศัยจังหวะนี้ กระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเทขายเงินดอลลาร์ออกมา เป็นการใช้จุดเล็กๆ เพื่อขับเคลื่อนกลไกทั้งหมด
ซึ่งสกุลเงินหลักที่ว่านี้ ต้องรวมถึงเงินเยนด้วยแน่นอน
การที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างมหาศาล... พูดง่ายๆ ก็คือ เงินเยนมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ญี่ปุ่นก็ย่อมสามารถนำเงินไปกว้านซื้อของจากทั่วโลกได้มากขึ้นใช่ไหมล่ะ?
กระบวนการโลกาภิวัตน์ของบริษัทญี่ปุ่นก็จะถูกเร่งให้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ข้อเสีย ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน
เศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หากเงินเยนแข็งค่าขึ้น กำแพงการค้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าญี่ปุ่นก็จะลดลง
ถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ:
เมื่อก่อน วิทยุที่ผลิตในญี่ปุ่น 1 เครื่อง มีมูลค่าเท่ากับแคนตาลูป 1 ลูก แต่ตอนนี้มูลค่ามันพุ่งไปเท่ากับแตงโม 1 ลูกแล้ว ในฐานะผู้ซื้อ จะตัดสินใจซื้อหรือไม่ ก็คงต้องคิดหนักหน่อย
เอ๊ะ?
จู่ๆ ฉันก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า วิทยุของอเมริกาที่เมื่อก่อนเคยมีมูลค่าเท่ากับแตงโม 1 ลูก ตอนนี้สามารถซื้อได้ในราคาแคนตาลูป 1 ลูกแล้วนี่นา
ไปซื้อของอเมริกาดีกว่า...
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ รูปแบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะต้องมีปัญหาแน่นอน
แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันจะเป็นผลดีหรือผลเสีย ก็ยังพูดยาก
แน่นอนว่าบริษัทใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นที่ไม่ได้ทำธุรกิจแค่ในประเทศ จะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ
แต่หลังจากที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องซบเซาลง ประชาชนตาดำๆ ก็คงต้องรับเคราะห์ไปตามระเบียบ
หลังจากฟังบทวิเคราะห์ของเขาจบ เฟิงเสี่ยวหวั่นก็ต้องยอมรับว่ามันมีเหตุผล และวิเคราะห์ได้ทะลุปรุโปร่งมาก:
"การปล่อยให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ถือเป็นแผนการที่แยบยลมาก ถ้าอเมริกาทำแบบนั้นจริงๆ ญี่ปุ่นก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธ อย่างแรกเลยคือ ไม้ซีกงัดไม้ซุงไม่ได้อยู่แล้ว อย่างที่สอง บรรดากลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น จะต้องเป็นพวกแรกที่ยกมือสนับสนุนแน่นอน
"ปัญหาคือ... อเมริกาจะคิดแผนนี้ออกไหมคะ?"
เธอพูดพลางมองไปที่หลี่เจี้ยนคุน แววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง
อเมริกาน่าจะเชิญเขาไปเป็นรัฐมนตรีคลังนะ...
แต่เธอหารู้ไม่ว่า ภายในใจของหลี่เจี้ยนคุนนั้น ตื่นเต้นยิ่งกว่าเธอเสียอีก
สายตาที่หลี่เจี้ยนคุนมองอู๋อิงสยงในตอนนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับสายตาที่เธอมองเขาเลย
เด็กหนุ่มที่เคยตั้งปณิธานไว้ก่อนจบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ว่าจะศึกษาเรื่องเศรษฐกิจตะวันออกและตะวันตกให้ทะลุปรุโปร่ง เขาทำได้จริงๆ
แค่พูดไม่กี่ประโยค ก็แทบจะครอบคลุมเนื้อหาในรายงานบทวิเคราะห์ของ 'ข้อตกลงพลาซ่า' ทั้งหมดแล้ว...
เขาหันไปมองเฟิงเสี่ยวหวั่น "เสี่ยวหวั่น เธอประเมินฉันสูงเกินไปแล้ว และก็ประมาทนักเศรษฐศาสตร์ของอเมริกาเกินไปแล้วด้วย ปัญหามันเห็นๆ กันอยู่ ในเมื่อฉันยังคิดวิธีนี้ออก พวกเขาก็ต้องคิดออกตั้งนานแล้วล่ะ ดีไม่ดีตอนนี้อาจจะกำลังดำเนินการอยู่ด้วยซ้ำ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ:
"และนี่ก็คือเหตุผลที่ฉันเรียกพวกนายมาญี่ปุ่น"
เฟิงเสี่ยวหวั่นกระพริบตาปริบๆ "พี่ตั้งใจจะชิงลงมือก่อน เพื่อเดิมพันกับความเป็นไปได้นี้สินะคะ ถึงยังไงตลาดการเงินญี่ปุ่นก็คงยังไม่ซบเซาลงในระยะสั้นนี้หรอก ถึงจะเดาผิด ก็ไม่ได้เสียหายอะไร
"แต่ถ้าเดาถูกล่ะก็...
"กำไรมหาศาลเลยล่ะค่ะ!"
ยอดฝีมือ นี่แหละยอดฝีมือตัวจริง
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่คุนถึงประสบความสำเร็จในธุรกิจมากมายและร่ำรวยมหาศาลตั้งแต่อายุยังน้อย
นักธุรกิจทั่วไปมักจะโฟกัสแค่ธุรกิจตรงหน้า แต่เขากำลังมองการณ์ไกลไปถึงธุรกิจในอนาคต เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต...
ผลกำไรที่ได้ ย่อมนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว
อู๋อิงสยงพูดแทรกขึ้น "งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ยากนี่ครับ อาศัยจังหวะนี้ ซื้อเก็งกำไรค่าเงินญี่ปุ่นไปเลย"
หลี่เจี้ยนคุนมองเขา สลับกับเฟิงเสี่ยวหวั่น แล้วพูดประโยคที่ทำให้พี่น้องฟู่กุ้ยที่กำลังหมอบฟังอยู่บนโซฟา ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก:
"การปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ถือเป็นเรื่องน่าละอายนะ"
บ้าไปแล้ว!
อู๋อิงสยงและเฟิงเสี่ยวหวั่นเบิกตากว้าง พูดขึ้นพร้อมกันว่า "พี่ยังคิดจะเทขายชอร์ตหุ้นอเมริกาด้วยเหรอ!"
หลี่เจี้ยนคุนยิ้มมุมปาก "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?"
โอกาสที่ 'ข้อตกลงพลาซ่า' มอบให้ในตลาดการเงิน น่าจะมีอยู่ 2 ทาง:
1. สกุลเงินหลักอย่างเงินเยนจะแข็งค่าขึ้น ดังนั้นการซื้อเก็งกำไรเงินเยนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ย่อมต้องได้กำไรแน่นอน
2. เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง ดังนั้นการเทขายชอร์ตหุ้นอเมริกา ก็ย่อมต้องได้กำไรเช่นกัน
มีแต่เด็กเท่านั้นแหละที่ต้องเลือก...
...
...
"พวกคุณสองคนดูสิครับว่ายังขาดเหลืออะไรอีกไหม เดี๋ยวผมจัดการให้ทันทีเลยครับ"
ผู้จัดการซุนต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ไม่กล้าบกพร่องต่อหน้าที่แม้แต่น้อย
ของบำรุงและเครื่องสำอางที่คุณนายฝากมาให้เลขาฯ หรัน ไม่เสียเปล่าจริงๆ ไม่งั้นเขาคงคิดว่าสองคนนี้เป็นแค่พนักงานเทคนิคทั่วไป แล้วใครจะรู้ล่ะว่าอาจจะเผลอทำเรื่องผิดพลาดลงไปก็ได้
ก็นี่มันน้องชายของบอสใหญ่เชียวนะโว้ย!
ทำงานในเครือบริษัทใหญ่โตขนาดนี้มาตั้งนาน เขายังไม่เคยได้ยินเลยว่า มีใครที่กล้าเรียกบอสใหญ่ว่าพี่น้องได้บ้าง
แวะนอกเรื่องนิดนึง เรื่องที่หรันจือมักจะได้รับของขวัญอยู่บ่อยๆ หลี่เจี้ยนคุนก็รู้ดี และเขาก็ยอมรับได้
จะพูดยังไงดีล่ะ... สังคมมันก็เป็นแบบนี้แหละ
ระหว่างหรันจือที่เข้ากับคนง่ายและรู้จักพลิกแพลง กับหรันจือที่เถรตรงหัวแข็ง แบบแรกย่อมมีประโยชน์ต่อเขามากกว่า
ตัวอย่างเช่น หรันจือมักจะคาบข่าวที่ในสถานการณ์ปกติไม่มีทางหลุดรอดมาถึงหูพวกเขาได้ มาบอกเขาอยู่เสมอ อย่างเช่น... ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทน้ำตาลแห่งหนึ่งในเครือหัวเฉียงไท่กู่ แอบไปกิ๊กกับผู้จัดการฝ่ายการเงินที่มีสามีแล้ว
ตอนนี้ทั้งคู่ถูกไล่ออกไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่พูดถึงเรื่องศีลธรรมนะ แต่การที่ผู้จัดการทั่วไปกับผู้จัดการฝ่ายการเงินมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันถึงขั้นนั้น มันก็เป็นเรื่องต้องห้ามอยู่แล้ว
"แค่นี้ก็ดีมากแล้วครับ ผู้จัดการซุนไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ"
อู๋อิงสยงเดินไปส่งเขาที่ประตูด้วยตัวเอง ไม่ได้วางมาดเป็นน้องชายบอสใหญ่เลยสักนิด
แกร๊ก!
หลังจากประตูห้องปิดลง เฟิงเสี่ยวหวั่นก็ยังคงรู้สึกทึ่งไม่หาย เธอเดาะลิ้นแล้วพูดว่า "นายเคยบอกฉันว่าพี่คุนทำธุรกิจใหญ่โต แต่ไม่เคยบอกเลยนะว่าพี่คุนมีธนาคารเป็นของตัวเองด้วย แถมยังเป็นธนาคารข้ามชาติอีกต่างหาก!"
อู๋อิงสยงเกาหลังคอ "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนี่นา ฉันก็เพิ่งจะกลับมาถึงจีนพร้อมเธอนั่นแหละ..."
เฟิงเสี่ยวหวั่นขยับเข้าไปใกล้ๆ "แล้วนายคิดว่าตอนนี้พี่คุนมีเงินอยู่เท่าไหร่เหรอ?"
"เยอะมาก"
ซี้ด—
เฟิงเสี่ยวหวั่นหมั่นไส้ หยิกหมับเข้าให้
อู๋อิงสยงลูบเนื้อตรงเอวป้อยๆ บ่นอุบ "ก็เธอถามฉัน แล้วจะให้ฉันไปถามใครล่ะ?"
เฟิงเสี่ยวหวั่นก็เข้าใจดีว่า เรื่องแบบนี้มันถามกันตรงๆ ไม่ได้ ต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็ไม่สมควร เธอเลยปล่อยเขาไป ก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้หนังนุ่มสบาย
แต๊กๆๆๆ!
นิ้วเรียวรัวคีย์บอร์ด เริ่มต้นศึกษาข้อมูลหุ้นญี่ปุ่น
อู๋อิงสยงเดินไปนั่งที่ 'โต๊ะทำงาน' ข้างๆ เธอ แล้วทำแบบเดียวกัน
นี่คือห้องทำงานห้องหนึ่งในแผนกหลักทรัพย์ ของธนาคารโอเวอร์ซีส์ ทรัสต์ แบงก์ สาขาญี่ปุ่น
ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อก่อนห้องนี้จัดวางยังไง แต่ดูออกเลยว่าเพิ่งจะถูกตกแต่งใหม่
ตอนนี้ ตรงกลางห้องมีโต๊ะทำงานไม้สีแดงขนาดใหญ่สองตัวตั้งอยู่ อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานครบครัน ริมผนังด้านหนึ่งมีโซฟาหนังสีเดียวกับเก้าอี้ทำงานตั้งอยู่ ส่วนผนังอีกด้านมีโต๊ะกินข้าวและเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งเต็มไปด้วยผลไม้ ขนมหวาน และเครื่องชงกาแฟกึ่งอัตโนมัติ
นี่มันสภาพแวดล้อมการทำงานในฝันของเหล่ามนุษย์เงินเดือนชัดๆ
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ห้องนี้จะกลายเป็นห้องเทรดหุ้นที่ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด และยังเป็นห้องทำงานส่วนตัวของอู๋อิงสยงกับเฟิงเสี่ยวหวั่นอีกด้วย
เฟิงเสี่ยวหวั่นจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์พื้นดำตัวหนังสือสีขาว แล้วพูดขึ้นว่า "ความจริงแล้ว ถ้าอยากซื้อเก็งกำไรหุ้นญี่ปุ่น หุ้นเกินครึ่งในตลาดการเงินก็สามารถหลับตาจิ้มซื้อได้เลยนะ"
สถานการณ์หุ้นญี่ปุ่นในตอนนี้ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดๆ
สายตาของอู๋อิงสยงยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ ไม่ละสายตาไปไหน "มันก็ใช่อยู่หรอก แต่ไม่มีใครมีเงินทุนไร้ขีดจำกัดหรอกนะ ในเมื่อพี่คุนเรียกพวกเรามา เราก็ต้องใช้เงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด สร้างผลกำไรให้เขาอย่างมหาศาลที่สุดให้ได้"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ:
"เสี่ยวหวั่น อย่าลืมสิว่าพี่คุนช่วยเหลือพวกเรามายังไงบ้าง"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิงเสี่ยวหวั่นจางหายไป ความคิดล่องลอยกลับไปยังช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด นึกถึงตอนที่อิงสยงเอาเงินที่พี่คุนส่งมาให้ ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอ จนกระทั่งพี่คุนบินมาถึงอเมริกา ช่วยปลดล็อกปมในใจให้เธอ ทำให้เธอกับอิงสยงสามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้—
แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน
อย่าว่าแต่อิงสยงเลย
สำหรับเธอแล้ว พี่คุนคือผู้มีพระคุณที่ชุบชีวิตเธอขึ้นมาใหม่
"แน่นอนอยู่แล้ว!" เธอแอบปาดน้ำตาเบาๆ พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ก่อนจะกลับมาโฟกัสที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
แม้ว่าภาพรวมของหุ้นญี่ปุ่นจะดูดี แต่หุ้นแต่ละตัวก็มีลักษณะเฉพาะและศักยภาพแฝงที่แตกต่างกัน
หากสามารถเลือกซื้อหุ้นที่มีศักยภาพสูงได้ เมื่อมีปัจจัยเชิงบวกเข้ามาหนุนตลาด ก็ย่อมต้องทำกำไรได้มากกว่าแน่นอน
จู่ๆ อู๋อิงสยงก็พูดขึ้นว่า "การลงทุนในหุ้นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แผนการของพี่คุนคงไม่ได้มีแค่นี้แน่ๆ เธอไม่ได้ยินที่เขาบอกเหรอ ว่าเขายังอยากจะเทขายชอร์ตหุ้นอเมริกาด้วย ในทางกลับกัน เขาจะไม่เคยวางแผนที่จะซื้อเก็งกำไรดัชนีนิกเกอิเลยเหรอ?"
เฟิงเสี่ยวหวั่นหันไปมองเขา พลางพูดอย่างใช้ความคิด:
"เรื่องนั้นมันไม่ง่ายเลยนะ
"ถ้าลงทุนเล่นๆ พี่คุนคงไม่สนหรอก แต่ถ้าอยากจะเล่นใหญ่ ก็ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม"
คิ้วของเฟิงเสี่ยวหวั่นขมวดเข้าหากันด้วยความกังวล:
"สมมติว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่พี่คุนคาดการณ์ไว้ อเมริกาเตรียมจะปล่อยให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจริงๆ
"แต่ข้อมูลระดับที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกแบบนี้ พวกเราจะไปเจาะลึกรู้ล่วงหน้าได้ยังไงล่ะ? ฉันคิดว่าก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ อเมริการวมถึงกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในแผนการนี้ คงไม่มีทางปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลออกมาแม้แต่นิดเดียวหรอกค่ะ"
อู๋อิงสยงเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อ:
รอให้ประกาศข่าวก่อน แล้วค่อยไปวางแผนลงทุน มันก็สายเกินไปแล้ว
แต่ถ้าวางแผนลงทุนล่วงหน้าก่อนที่จะมีข่าวประกาศ ด้วยจำนวนเงินลงทุนมหาศาลของพี่คุน หากตลาดผันผวนไปในทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจจะทำให้ขาดทุนย่อยยับได้
พี่คุนมีบุญคุณกับพวกเขามาก อุตส่าห์เรียกมาช่วยงาน ถ้าสุดท้ายไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังทำให้พี่คุนต้องมาขาดทุนอีก...
คงไม่มีหน้าไปสู้หน้าพี่คุนแน่ๆ
อู๋อิงสยงลูบไหล่เธอเบาๆ "ไม่ต้องห่วงน่า ถึงสิ่งที่เธอพูดจะมีเหตุผล แต่ก็มีอยู่จุดหนึ่งที่เธอพูดผิดนะ"
"หืม?"
อู๋อิงสยงอายุน้อยกว่าเธอสามปี ปกติเวลาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เขามักจะทำตัวเหมือนน้องชาย มีแค่ช่วงเวลาแบบนี้แหละ ที่เขาจะดูเป็นผู้ใหญ่ พึ่งพาได้ เขาพูดด้วยความมั่นใจและเยือกเย็นว่า:
"บรรพบุรุษของเราพูดถูกนะ ว่าความลับไม่มีในโลกหรอก
"และบนโลกใบนี้ ก็ไม่มีความลับไหนที่ถูกเก็บซ่อนไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วย
"โครงสร้างทางชนชั้นของสังคมอเมริกาเป็นยังไงล่ะ? เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ พวกนายทุนที่คอยหนุนหลังนักการเมืองอยู่ จะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยเหรอ?
"ถ้าเป็นอย่างที่พี่คุนคาดการณ์ไว้จริงๆ ว่าเงินดอลลาร์กำลังจะอ่อนค่าลง ถ้าอย่างนั้น ในตลาดการเงิน ก็ต้องมีร่องรอยบางอย่างปรากฏให้เห็นแน่นอน
"เธอต้องเข้าใจนะว่า นี่คือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เชียวนะ!
"ในทางทฤษฎีแล้ว ยิ่งใครถือครองเงินดอลลาร์ไว้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากเท่านั้น"
เขายิ้มบางๆ แล้วตบหลังเฟิงเสี่ยวหวั่นเบาๆ:
"ฉันจะจับผิด 'พวกมัน' ให้ได้เลยคอยดู"
ดวงตาของเฟิงเสี่ยวหวั่นเป็นประกายระยิบระยับ หลงใหลในท่าทางของเขาในตอนนี้ เธอครางรับในลำคอเบาๆ แล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา
บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยความหวานชื่น
...
...
ในขณะเดียวกัน หลี่เจี้ยนคุนกลับกำลังหมกมุ่นอยู่กับกามารมณ์ในตอนกลางวันแสกๆ...
ช่วยไม่ได้ ก็อีกฝ่ายดันมีรสนิยมแบบนี้นี่นา เขาก็ต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนเที่ยวที่ดีสิ
จะปล่อยให้ฝั่งนู้นมีสาวๆ นั่งล้อมหน้าล้อมหลัง ส่วนเขานั่งโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยังไง แบบนั้นจะไปคุยกันรู้เรื่องได้ไง มันดูแปลกแยกจะตาย
ด้านนอกอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่ภายในห้องวีไอพีกลับมีแสงสลัว
บนเพดานมีลูกดิสโก้หมุนวน สาดแสงสีระยิบระยับลงมาเป็นประกาย
"ถ้าคุณโคบายาชิยังไม่หนำใจ จะเรียกมาเพิ่มอีกกี่คนก็ได้นะครับ สนุกให้เต็มที่เลย ที่นี่ปลอดภัยแน่นอนครับ"
หลี่เจี้ยนคุนพูดเป็นภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษของอีกฝ่ายดีกว่าเขาเยอะ ถือว่าเป็นทักษะที่ใช้ทำมาหากินเลยล่ะ
ฝั่งตรงข้ามของเขา บนโซฟายาวตรงกลาง มีชายรูปร่างแปลกๆ นั่งพิงอยู่: หัวเล็ก หน้าไม่บาน แต่รูปร่างกลับบึกบึนกำยำ
เห็นหน้าตาธรรมดาๆ แบบนี้ แต่อย่าดูถูกเชียวนะ หมอนี่ทำงานอยู่ในกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น ตำแหน่งก็ไม่ธรรมดาด้วย เป็นถึงผู้รับผิดชอบดูแลด้านการส่งเสริมการลงทุนเชียวนะ
นี่คือคอนเนคชั่นที่คุณเปาอวี้กังแนะนำมาให้
"คลับนี้เป็นของแก๊งยามากูจิ-กุมิสินะครับ?" โคบายาชิ ไดโช ถามยิ้มๆ "ท่านพอจะมีเส้นสายอยู่บ้างสินะครับ?"
หลี่เจี้ยนคุนส่งสายตาแบบที่ผู้ชายรู้กันให้เขา "ไม่งั้นผมคงไม่นัดคุณมาเจอที่นี่หรอกครับ วางใจได้เลย ผมรับรองว่า วันนี้คุณไม่ได้มาที่นี่แน่นอน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของโคบายาชิ ไดโช กว้างขึ้นไปอีก เขาเริ่มจะถูกใจผู้ชายคนนี้ซะแล้วสิ
มิน่าล่ะ อายุยังน้อย แต่ก็เป็นเพื่อนกับคุณเปาอวี้กังได้
"ถ้างั้น... ขอเพิ่มอีกสักสองสามคนดีไหมครับ?"
แปะ! แปะ!
หลี่เจี้ยนคุนยกมือขึ้นตบสองครั้ง หันไปทางประตูบุหนัง
ผู้จัดการคลับที่ยืนรออยู่หน้าประตู รีบก้มหัววิ่งงุดๆ เข้ามาหา ยื่นหูเข้าไปใกล้ๆ เพื่อรอรับคำสั่ง
ไม่นานนัก มาม่าซังก็พาสาวสวยหุ่นเซี๊ยะเข้ามาอีกหลายคน
ข้างกายหลี่เจี้ยนคุนมีสาวๆ นั่งขนาบอยู่สามคน พอให้ดูเนียนๆ ว่าเป็นพวกเดียวกัน ที่เหลือเขาก็ส่งไปให้โคบายาชิ ไดโช หมดเลย
โซฟายาวสิบเมตรฝั่งตรงข้าม ถูกจับจองจนเต็มพื้นที่...
ส่วนโคบายาชิ ไดโช จะแบ่งปันความรักให้สาวๆ ยังไง นั่นก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว
ตอนที่โทรไปถามคุณเปาอวี้กังว่าหมอนี่มีรสนิยมยังไง คุณเปาอวี้กังตอบมาแค่คำเดียวสั้นๆ: หื่น
ไม่คิดเลยว่าจะหื่นกามหนักขนาดนี้
หวังว่าวันนี้หมอนี่คงไม่ช็อกตายคาอกสาวๆ ไปซะก่อนนะ ขืนเป็นแบบนั้น การจะหาสายสืบชั้นดีแบบนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วล่ะ
หลังจากดื่มกันไปได้สักพัก
หลี่เจี้ยนคุนเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจะคึกจนได้ที่แล้ว ก็รีบส่งสัญญาณมือ สาวๆ ที่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนมาแล้ว ต่างก็เชื่อฟังอย่างว่าง่าย รีบลุกขึ้นยืนเข้าแถวเดินออกจากห้องวีไอพีไป
ทำเอาโคบายาชิ ไดโช ที่กำลังอารมณ์ค้าง รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที
ความรู้สึกมันเหมือนกับ... ถอดกางเกงเตรียมพร้อมแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีคนมาแย่งผู้หญิงไปหน้าตาเฉย
หลี่เจี้ยนคุนลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างๆ เขา แล้วหยิบบัตร VIP ระดับสูงสุดของคลับ พร้อมกับเช็คเงินสดมูลค่าสิบล้านเยน ออกมาปลอบใจให้เขาหายหงุดหงิด
"นี่มัน... จะดีเหรอครับเนี่ย" ปากก็บอกว่าเกรงใจ แต่มือก็ทำท่าจะรับ
หลี่เจี้ยนคุนแกล้งทำหน้าเศร้า "ถ้าคุณโคบายาชิไม่ยอมรับไว้ ผมก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอร้องให้คุณช่วยเรื่องนึงแล้วล่ะครับ"
สีหน้าของโคบายาชิ ไดโช เริ่มมีความระแวดระวังขึ้นมาทันที "คุณ... ลองพูดมาก่อนสิครับ"
"เรื่องเล็กน้อยเองครับ"
"หืม?"
"ผมแค่อยากจะรู้กำหนดการเดินทางของรัฐมนตรีคลังของพวกคุณน่ะครับ..."
"อะไรนะ?!"
โคบายาชิ ไดโช ตกใจสุดขีด ลุกพรวดขึ้นยืน จ้องมองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "คุณ คุณ คุณ... คุณคิดจะทำอะไร?!"
นี่มันเรื่องเล็กน้อยตรงไหนวะเนี่ย???
หลี่เจี้ยนคุนต้องเสียเวลาอธิบายอยู่นาน แถมยังต้องชูสองนิ้วสาบาน ว่าไม่ได้มีความคิดจะทำร้ายรัฐมนตรีคลังของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย...
โคบายาชิ ไดโช ถึงได้มีสีหน้าดีขึ้นมาบ้าง
ถึงแม้อู๋อิงสยงจะเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับงานช้างเอาไว้แล้ว แต่หลี่เจี้ยนคุนก็ไม่เคยคิดจะโยนโจทย์ยากๆ ให้น้องชายคนนี้ต้องมานั่งปวดหัวหรอก
จะรู้ได้ยังไงว่า 'ข้อตกลงพลาซ่า' จะประกาศใช้วันไหน
ก็ไม่ยากนี่นา
แค่สืบให้รู้ว่ารัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น จะเดินทางไปนิวยอร์กเมื่อไหร่ ก็พอแล้ว
(จบแล้ว)