- หน้าแรก
- เมื่อผมปลุกพลังล้มเหลว เลยต้องมาคุมขังเหล่านักโทษสาวระดับท็อป
- บทที่ 15 - ฉันจะจับตาดูเธอเอาไว้
บทที่ 15 - ฉันจะจับตาดูเธอเอาไว้
บทที่ 15 - ฉันจะจับตาดูเธอเอาไว้
บทที่ 15 - ฉันจะจับตาดูเธอเอาไว้
ในที่สุดลู่หยวนก็เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า เซียวหนีไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา แต่พุ่งเป้าไปที่ฉินเวินโหรวต่างหาก
ถ้าเดาไม่ผิด เซียวหนีกับฉินเวินโหรวคงมีความบาดหมางอะไรบางอย่างต่อกันแน่ๆ
"หัวหน้าเซียว ฉันคือพัศดีของที่นี่ ฉันรับประกันได้เลยว่าจะไม่มีใครสามารถแหกคุกออกไปจากเรือนจำของฉันได้"
ลู่หยวนทำท่าทีไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงต่อแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเซียวหนีเลยแม้แต่น้อย
"ข้อสันนิษฐานทั้งหมดของคุณ ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าพลังระบำเพลิงฟีนิกซ์เป็นพลังเฉพาะตัวของฉินเวินโหรว"
"แต่ ถ้าเกิดว่าฉันเองก็มีพลังระบำเพลิงฟีนิกซ์เหมือนกันล่ะ"
ลู่หยวนเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
"หัวหน้าเซียว ความจริงแล้วฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องนี้ให้คุณดูเลยสักนิด แต่ว่า เรามาพนันกันหน่อยไหมล่ะ"
"ถ้าฉันมีพลังระบำเพลิงฟีนิกซ์จริงๆ คุณต้องยอมรับเงื่อนไขของฉันหนึ่งข้อ ตกลงไหม"
กลิ่นอายของเซียวหนีรุนแรงขึ้นทันตา เธอแผ่แรงกดดันถาโถมเข้าใส่ลู่หยวนอย่างหนักหน่วง
แต่ลู่หยวนกลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกขาทั้งสองข้างขึ้นพาดบนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายๆ
ประกายประหลาดใจวาบผ่านดวงตาอันเย็นชาของเซียวหนี ก่อนที่แรงกดดันรอบตัวเธอจะสลายไปในพริบตา
"ฉันไม่เคยเล่นพนันกับใคร"
น้ำเสียงของเซียวหนียังคงเย็นยะเยือก
"ฉันมั่นใจว่าระบำเพลิงฟีนิกซ์เป็นพลังเฉพาะตัวของฉินเวินโหรว แต่การที่แกกล้าท้าพนันกับฉันแบบนี้ ก็แสดงว่าฉินเวินโหรวต้องมีวิธีพิเศษที่จะแสดงพลังของเธอผ่านตัวแกได้แน่"
"ฝากไปบอกฉินเวินโหรวด้วยนะ ว่าฉันจะจับตาดูเธอเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะต้องถูกประหารชีวิตในอีกสามเดือนข้างหน้า"
พูดจบ เซียวหนีก็หันหลังเตรียมตัวจะเดินจากไป
สายตาของลู่หยวนจับจ้องไปที่ส่วนโค้งเว้าบริเวณเอวและสะโพกของเธอโดยอัตโนมัติ เขาแอบเปรียบเทียบสัดส่วนของเธอกับฉินเวินโหรวในใจ และพบว่าทั้งสองคนนั้นกินกันไม่ลงเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเซียวหนีสวมเสื้อผ้าค่อนข้างมิดชิด จึงยากที่จะตัดสินได้อย่างแม่นยำ
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวลู่หยวนอย่างห้ามไม่อยู่ หากมีโอกาส เขาต้องจับเซียวหนีกับฉินเวินโหรวมายืนเทียบกันให้ชัดๆ ไปเลย จะได้รู้กันไปว่าสัดส่วนของใครจะเพอร์เฟกต์กว่ากัน
แค่คิด ลู่หยวนก็รู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาแล้ว
แต่ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ เซียวหนีก็หันขวับกลับมา
ดวงตาสวยเฉียบคมคู่นั้นตวัดมองมา ทำให้ความรุ่มร้อนในใจของลู่หยวนดับวูบลงไปกว่าครึ่ง
"ลืมบอกแกไปเรื่องหนึ่ง"
น้ำเสียงเย็นชาของเซียวหนีดูเหมือนจะแฝงความเย้ยหยันอยู่เล็กน้อย
"แฟนสาวที่โตมาด้วยกันของแก ยังไม่ถูกแกย่างสดจนตายหรอกนะ"
พูดจบ เซียวหนีก็หันหลังกลับ เปิดประตูและก้าวเดินออกไปด้วยเรียวขายาวสวยของเธอ
ครั้งนี้ลู่หยวนถึงกับตกตะลึงไปเลย
หลี่อวิ๋นเฟยยังไม่ตายงั้นเหรอ
"ดูเหมือนว่าพลังจิตที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลต่ออานุภาพของระบำเพลิงฟีนิกซ์สินะ"
ลู่หยวนเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์
"อีกอย่าง พลังของหลี่อวิ๋นเฟยคือสายรักษาเยียวยาระดับ A การที่เธอรอดชีวิตมาได้ ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับพลังของเธอด้วย"
"แต่ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็ต้องหาทางเพิ่มพลังจิตให้ได้ก่อน"
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หยวนก็เริ่มสอบถามระบบในใจอีกครั้ง
"ระบบ พอจะมีวิธีไหนที่ช่วยให้ฉันเพิ่มพลังจิตได้เร็วๆ ไหม"
"อย่างเช่น มอบภารกิจให้ฉัน แล้วพอทำเสร็จก็ให้รางวัลเป็นพลังจิตสักพันแปดร้อยแต้มอะไรแบบเนี้ย"
เมื่อคนเราเริ่มเห็นทางลัด ก็มักจะขี้เกียจพยายามด้วยตัวเองเสมอ
ลู่หยวนเองก็ฝึกฝนอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ทำได้แค่มีพลังจิต 99 แต้ม ในขณะที่ก่อนหน้านี้แค่ทำภารกิจของระบบสำเร็จ เขาก็ได้พลังจิตเพิ่มมาถึง 100 แต้มอย่างง่ายดาย
"ต้องขออภัยด้วยครับ ไม่มีภารกิจแบบนั้นหรอกครับ"
ระบบตอบกลับทันควัน
"โฮสต์ต้องพยายามด้วยตัวเองนะครับ"
ลู่หยวนเข้าใจทันทีว่าเขาคงหวังพึ่งระบบในเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว
"ดูเหมือนว่าฉันคงต้องกลับไปฝึกด้วยตัวเองสินะ"
ลู่หยวนแอบถอนหายใจ พ่อของเขาสอนวิธีฝึกพลังจิตแบบพิเศษให้ตั้งแต่เขายังเด็ก แต่สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ก่อนหน้านี้เขาฝึกจนพลังจิตตันอยู่ที่ 99 แต้ม และไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีกเลย
ถึงตอนนี้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจากระบบจนมีพลังจิตเพิ่มเป็น 199 แต้ม และก้าวข้ามขีดจำกัดของคนธรรมดาไปแล้วก็ตาม แต่ปัญหาคือ โดยเนื้อแท้แล้วเขายังไม่ใช่ผู้ใช้พลังพิเศษ แล้วแบบนี้เขาจะยังสามารถเพิ่มพลังจิตด้วยการฝึกฝนได้อีกหรือไม่
ลู่หยวนกำลังจะลองฝึกดู แต่ก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างเสียก่อน
เขาเอาขาลงและกลับมานั่งตัวตรงตามปกติ ไม่นานสาวงามที่คุ้นเคยก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู ฉินอวี่มู่นั่นเอง
"ลู่หยวน เรือนจำลั่วเฟิ่งมีหนี้สินค้างชำระอยู่เยอะมาก และเจ้าหนี้ก็คือจวนเจ้าเมืองนี่แหละ"
ฉินอวี่มู่เดินเข้ามาในห้องทำงาน
"ตอนนี้เรามีวิธีแก้ปัญหาอยู่สองวิธี วิธีแรกคือให้พี่เวินโหรวช่วยจ่ายหนี้ให้ แต่ตอนนี้เงินทุนที่เธอสามารถนำมาหมุนเวียนได้มีไม่มากนัก ถ้าต้องจ่ายหนี้ทั้งหมด ก็อาจจะทำให้เธอหมดตัวได้"
"ส่วนวิธีที่สอง เป็นวิธีที่จวนเจ้าเมืองเสนอมา นั่นก็คือการปฏิบัติตามข้อตกลงที่เรือนจำลั่วเฟิ่งเคยทำไว้กับจวนเจ้าเมืองต่อไป"
"เมื่อหลายปีก่อน เรือนจำลั่วเฟิ่งเคยทำข้อตกลงกับจวนเจ้าเมือง ซึ่งเงื่อนไขในข้อตกลงก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หลักๆ มีอยู่สองข้อ ข้อแรกคือให้เรือนจำลั่วเฟิ่งรับนักโทษที่จวนเจ้าเมืองส่งมาให้ ซึ่งจวนเจ้าเมืองจะจ่ายเงินอุดหนุนรายปีให้สำหรับนักโทษแต่ละคนในอัตราที่สูงมาก"
"ส่วนข้อที่สองคือ ให้เรือนจำลั่วเฟิ่งรับภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงจากจวนเจ้าเมือง ทุกครั้งที่ทำภารกิจสำเร็จ จวนเจ้าเมืองจะไม่เพียงแต่ให้เงินรางวัลเท่านั้น แต่ยังสามารถลดโทษให้กับนักโทษที่เข้าร่วมภารกิจได้อีกด้วย"
ในขณะที่ลู่หยวนกำลังครุ่นคิด เสียงของระบบก็ดังขึ้น "ติ๊ง! เปิดภารกิจใหม่: โฮสต์ต้องนำทีมนักโทษหญิงทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากจวนเจ้าเมืองให้สำเร็จ 1 ภารกิจ จำกัดเวลา: 1 เดือน"
"อวี่มู่ งั้นเราเลือกวิธีที่สองก็แล้วกัน"
เดิมทีลู่หยวนก็เอนเอียงไปทางวิธีที่สองอยู่แล้ว การรับนักโทษเข้ามาเพิ่มคือสิ่งที่เขาต้องการ ยิ่งมีนักโทษมาก เขาก็จะได้แต้มการจัดการมากขึ้น
ส่วนเรื่องภารกิจเสี่ยงตายนั้น รอให้เขาอัปเกรดพลังของฉินเวินโหรวเป็นระดับ SSS ได้เมื่อไหร่ จะมีภารกิจเสี่ยงตายอันไหนที่เขาทำไม่สำเร็จบ้างล่ะ
และเขาก็อยากให้ฉินเวินโหรวได้ออกจากเรือนจำอย่างภาคภูมิ และกลับไปที่ตระกูลฉินแห่งซีจิงอย่างสง่างามด้วย
รอจนกว่าฉินเวินโหรวจะสามารถยึดอำนาจควบคุมตระกูลฉินแห่งซีจิงได้อย่างเบ็ดเสร็จ เขาก็จะสามารถใช้เส้นสายของตระกูลฉินแห่งซีจิงเพื่อตามหาเบาะแสพ่อแม่ของเขาได้
"อ้อ จริงสิ ต่อไปเธอจะเป็นผู้ช่วยพัศดีของเรือนจำลั่วเฟิ่งนะ เรื่องติดต่อประสานงานกับจวนเจ้าเมืองก็ให้เธอเป็นคนจัดการ ส่วนเรื่องภารกิจของจวนเจ้าเมือง เดี๋ยวฉันจะเป็นคนนำทีมไปทำเอง"
"คืนนี้ก็ดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนกันเถอะ มีอะไรค่อยคุยกันต่อพรุ่งนี้"
"อืม งั้นฉันไปก่อนนะ"
ฉินอวี่มู่หันหลังเดินออกไป
ลู่หยวนเปิดคอมพิวเตอร์และเข้าระบบจัดการของเรือนจำลั่วเฟิ่ง เพื่อแต่งตั้งให้ฉินอวี่มู่เป็นผู้ช่วยพัศดี ทันทีที่การแต่งตั้งเสร็จสิ้น ระบบก็แจ้งเตือนว่าเขาได้รับแต้มการจัดการเพิ่ม 10 แต้ม
ถึงจะน้อย แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เลย
"ได้เวลาลองฝึกพลังจิตดูแล้วสิ"
ลู่หยวนลุกขึ้นและเดินกลับไปที่ห้องนอน ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียง
วิชาฝึกพลังจิตที่เขาใช้นั้น เอาเข้าจริงก็เรียบง่ายมาก นั่นคือการสร้างภาพสิ่งต่างๆ ขึ้นมาในหัวอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ดอกไม้ ใบหญ้า ต้นไม้ ไปจนถึงนกและสัตว์ป่า จากอิฐและกระเบื้อง ไปจนถึงตึกระฟ้า ตามทฤษฎีแล้ว เขาสามารถสร้างภาพของสิ่งใดก็ได้
ยิ่งสิ่งที่สร้างมีความซับซ้อนและใหญ่โตมากเท่าไหร่ พลังจิตก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ลู่หยวนตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอก และเข้าสู่ห้วงมิติแห่งจิตวิญญาณของเขา
ภายในมิติแห่งจิตวิญญาณนั้น มีคฤหาสน์หลังหนึ่งปรากฏขึ้นลางๆ
สิ่งที่ลู่หยวนมักจะสร้างภาพขึ้นมาในมิติแห่งจิตวิญญาณก็คือบ้านของเขาเอง เพราะยิ่งคุ้นเคยกับสิ่งใด ก็จะยิ่งสามารถสร้างภาพของสิ่งนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
และแน่นอนว่าเขาย่อมคุ้นเคยกับบ้านของตัวเองมากที่สุด
"ไม่สิ สถานที่ที่ฉันคุ้นเคยที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่คฤหาสน์ที่บ้านหรอก"
ประกายความคิดบางอย่างสว่างวาบขึ้นในหัวของลู่หยวน
[จบแล้ว]