เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - มาแล้ว ตัวตึงมาแล้ว

บทที่ 3 - มาแล้ว ตัวตึงมาแล้ว

บทที่ 3 - มาแล้ว ตัวตึงมาแล้ว


บทที่ 3 - มาแล้ว ตัวตึงมาแล้ว

★★★★★

"อะไรนะ!"

เมื่อไป๋ฉางเฟิงและเผยอวี้เอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ

เรื่องนี้พวกเขาสองคนทำกันอย่างลับๆ การเสพสังวาสก็ไม่ได้ทำกันที่ยอดเขาเมฆาล่องเสียหน่อย แล้วจ้าวถัวมันไปรู้ได้ยังไง

แถมยังมาแอบดูอีก

ไร้ยางอายที่สุด!

ส่วนเฟิ่งอวี้เหิงนั้นถึงกับชะงักอึ้งไปเลย

"ศิษย์ยังเคยเห็นศิษย์น้องเผยลักลอบเสพสังวาสกับศิษย์พี่ฉีแห่งยอดเขาแสงเหนือ ศิษย์พี่ซุนแห่งยอดเขาเร้นกาย ศิษย์พี่ถังแห่งยอดเขาหลอมศัสตรา..."

พระเจ้าช่วย!

รูม่านตาของหลี่ชิงขยายกว้างในทันที

แตงลูกนี้แม่งโคตร... เปรี้ยวจี๊ดโดนใจเลยว่ะ

"อวี้เอ๋อร์ นี่เจ้า..."

ไป๋ฉางเฟิงมองเผยอวี้เอ๋อร์ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

หญิงสาวท่าทางอ่อนโยนตรงหน้านี้คือศิษย์น้องที่เป็นดั่งแสงจันทร์ในใจของเขามาตลอด ไม่นึกเลยว่านางจะกล้าเหยียบเรือหลายแคมคบชู้สู่ชายไปทั่วสำนักขนาดนี้

"ศิษย์พี่ไป๋ ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ ท่านต้องเชื่อข้านะ อวี้เอ๋อร์ชาตินี้รักท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น"

ใบหน้าของเผยอวี้เอ๋อร์เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นางรีบคว้าแขนเสื้อของไป๋ฉางเฟิงมาจับไว้พร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสารราวกับถูกรังแก

"แหลกสลายไปซะ!"

ทันใดนั้นเฟิ่งอวี้เหิงก็ตวาดเสียงกร้าว ลำแสงสีดำขาวพุ่งทะลวงทะยานขึ้นจากศีรษะของจ้าวถัว หัวที่เคยตั้งอยู่บนบ่าถูกทำลายจนแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงในพริบตา

"ท่านอาจารย์หญิง!"

ไป๋ฉางเฟิงและเผยอวี้เอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีดเผือด

"พวกเจ้าสองคนไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าซะ และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามเหยียบย่างเข้ามาที่ยอดเขาเมฆาล่องอีกเป็นอันขาด!"

เฟิ่งอวี้เหิงสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ร่างของทั้งสองปลิวละลิ่วกลายเป็นแสงหายวับไปจากผาจิตวิญญาณทันที

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่กินแตงเสร็จสิ้น】

【ติ๊ง! ระบบขอมอบรางวัลแต้มปรับแต่ง: 1 แต้ม】

【ติ๊ง! โฮสต์ได้รับถุงรางวัลต้อนรับมือใหม่หนึ่งที่】

"ถุงรางวัลต้อนรับมือใหม่งั้นเหรอ?"

หลี่ชิงชะงักไปนิดนึง

นึกว่าของพวกนี้จะไม่มีซะแล้ว

"เปิดถุงรางวัลต้อนรับมือใหม่เดี๋ยวนี้เลย" หลี่ชิงสั่งการในใจทันที

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีด้วย โฮสต์ได้รับเคล็ดวิชากระบี่ระดับนภาขั้นสุดยอด: เคล็ดวิชากระบี่มวลสวรรค์สรรพสัตว์】

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีด้วย โฮสต์ได้รับของวิเศษระดับนภาขั้นสุดยอด: กระบี่สรรพสัตว์】

หมายเหตุ: เคล็ดวิชาในโลกนี้แบ่งออกเป็น ระดับจักรพรรดิ ระดับนภา ระดับปฐพี ระดับลี้ลับ และระดับพื้นฐาน

ของวิเศษก็แบ่งเช่นเดียวกัน

โดยในแต่ละระดับจะแบ่งย่อยออกเป็น: ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสุดยอด

"เชี่ยเอ๊ยยย!"

หลี่ชิงเบิกตาตากว้างจนแทบจะถลนออกมา น้ำลายไหลย้อยมุมปากด้วยความตะลึง

"ระบบ ฉันต้องการปรับแต่งระดับพลังฝึกตน ขอปรับให้ถึงระดับจักรพรรดิเลยนะ ฉันจะเป็นผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า!" หลี่ชิงรีบเช็ดน้ำลายแล้วตะโกนบอกในใจ

【ติ๊ง! โฮสต์ครับ ผมแนะนำให้คุณไปอาบน้ำนอนดีกว่านะครับ ในความฝันมีทุกอย่างที่คุณต้องการเลยครับ】

หลี่ชิง "..."

"รู้อยู่แล้วว่ามันต้องไม่ได้!"

【ติ๊ง! เห็นแก่ที่โฮสต์เพิ่งใช้งานระบบนี้เป็นครั้งแรก ระบบขอเป็นป๋าดัน มอบรางวัลพิเศษให้โฮสต์ใช้แต้มปรับแต่งเพียง 1 แต้ม ในการยกระดับพลังในขั้นปัจจุบันให้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้เลยครับ】

"มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยแฮะ!"

"แต่เรื่องเลื่อนระดับพลังเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ต้องจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จก่อน"

"ส่วนเจ้า..."

เวลานี้ดวงตาสวยคมของเฟิ่งอวี้เหิงตวัดมาจ้องมองที่หลี่ชิง นางสะบัดแขนเสื้อ ปล่อยลำแสงพุ่งตรงเข้าฟาดฟันใส่เขาอย่างจัง

【ชิบหายแล้ว!】

【ท่านอาจารย์หญิงคนสวยสติแตกไปแล้ว นี่กะจะฆ่ากันให้ตายเลยใช่ไหมเนี่ย!】

หลี่ชิงหน้าถอดสีด้วยความตกใจสุดขีด

ปัง!

ในวินาทีที่ลำแสงนั้นพุ่งเข้ามากระทบตัว เชือกยาวที่มัดร่างของหลี่ชิงก็ขาดสะบั้นลงทันที ตามมาด้วยกลิ่นหอมกรุ่นที่พัดโชยมาปะทะจมูก เขารู้สึกเหมือนตัวเองตกลงไปอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของใครบางคน

ใบหน้างดงามสะกดสายตาปรากฏขึ้นในกรอบสายตาของหลี่ชิง

หลี่ชิงถึงกับสมองช็อตไปชั่วขณะ

【ไม่ได้จะฆ่าฉันหรอกเหรอเนี่ย แล้วนี่มันสถานการณ์อะไรกันวะ】

【หรือว่าท่านอาจารย์หญิงคนสวยจะทนความหล่อของฉันไม่ไหว เลยตกหลุมรักเข้าให้แล้ว】

หลี่ชิงแอบหัวเราะก๊ากอยู่ในใจ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าแววตาของเฟิ่งอวี้เหิงกำลังลุกโชนไปด้วยไฟโกรธ

เสียงในใจของเขาถูกผู้หญิงตรงหน้าได้ยินทุกตัวอักษรโดยไม่ตกหล่นเลยสักนิด

"ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงในใจของเจ้ามันแปลกประหลาด แถมดูเหมือนจะมีความสามารถพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่ล่ะก็ ข้าจะจับเจ้าหักกระดูกซะให้เข็ด!"

เฟิ่งอวี้เหิงขบกรามแน่น

"ก่อนหน้านี้อาจารย์หญิงเข้าใจเจ้าผิดไป เรากลับกันเถอะ" เฟิ่งอวี้เหิงพยายามระงับโทสะในแววตา แล้วคลี่ยิ้มหวานหยดย้อยออกมา

"อ่า ขอรับ"

หลี่ชิงพยักหน้ารับเบาๆ ตอนนี้เขาไม่กล้าหือกับผู้หญิงตรงหน้าเลยจริงๆ เพราะอิทธิพลจากเศษเสี้ยววิญญาณมหาจักรพรรดิทำให้นางมีอารมณ์แปรปรวนคุ้มดีคุ้มร้าย เขาโครตกลัวว่าเฟิ่งอวี้เหิงจะเกิดบ้าขึ้นมาแล้วบีบคอเขาตายคาที่

หลี่ชิงเอียงคอซบลงบนความนุ่มนิ่มอย่างไม่ตั้งใจ

【ชักจะหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิ】

"ไอ้ศิษย์สารเลวเอ๊ย!" แววตาของเฟิ่งอวี้เหิงเดือดปุดๆ ขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่นางกำลังเตรียมจะโยนร่างของหลี่ชิงทิ้งไปนั้นเอง

【น่าเสียดายจริงๆ อาจารย์หญิงออกจะสวยเซ็กซี่ขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องหลอมรวมกับเศษเสี้ยววิญญาณมหาจักรพรรดิ แล้วดันไปตกหลุมรักบุตรแห่งโชคชะตา จนต้องกลายไปเป็นเตาหลอมมนุษย์ ถูกดูดพลังฝึกตนจนตัวแห้งตาย น่าเสียดายโครตๆ เลยว่ะ】

"ตกหลุมรักบุตรแห่งโชคชะตางั้นรึ เตาหลอมมนุษย์งั้นรึ" เฟิ่งอวี้เหิงแววตาสั่นไหวด้วยความสับสน นางลืมเรื่องที่หลี่ชิงทำตัวไร้มารยาทไปเสียสนิท

"ข้าไม่ยอมเด็ดขาด ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกมันสมหวัง!" เฟิ่งอวี้เหิงเผยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง

【แต่จะว่าไปแล้ว ตอนนี้เศษเสี้ยววิญญาณมหาจักรพรรดิยังอ่อนแอมาก ถ้าสามารถหาผลวิญญาณม่วงปราบมารมากินได้ ก็ยังพอจะต้านทานและดูดซับมันเอาไว้ เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นสุดยอดวาสนาได้อยู่นะ】

【แต่ผลวิญญาณม่วงปราบมารมันหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ต้องรออีกตั้งสามปีตอนที่ดินแดนลับปรากฏขึ้น มันถึงจะมีให้เห็น ยากเอาเรื่องเลยแฮะ】

"ผลวิญญาณม่วงปราบมารงั้นรึ" ดวงตาของเฟิ่งอวี้เหิงสว่างวาบขึ้นมา

"อีกสามปีข้างหน้าอย่างนั้นรึ"

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็ต้องประคองสติตัวเองให้รอดไปจนถึงตอนนั้นให้จงได้!"

สีหน้าของเฟิ่งอวี้เหิงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

พริบตาต่อมา ร่างของเฟิ่งอวี้เหิงก็กลายเป็นลำแสง พุ่งทะยานพาหลี่ชิงหายลับไปจากผาจิตวิญญาณ

เวลาผ่านไปไม่นานนัก

ณ เรือนเมฆาคราม บนยอดเขาเมฆาล่อง

เฟิ่งอวี้เหิงโยนร่างของหลี่ชิงลงบนเตียงในห้องพัก แล้วก็สะบัดหน้าเดินจากไปทันที

"เอ้า ทิ้งกันดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ ไม่คิดจะช่วยรักษาแผลให้ศิษย์หน่อยหรือไง ตีจนหนังถลอกปอกเปิกไปหมดแล้วเนี่ย"

"เป็นลูกศิษย์นี่มันไม่มีสิทธิมนุษยชนเอาซะเลย"

หลี่ชิงบ่นกระปอดกระแปดเสียงเบา

"ระบบ ฉันต้องการใช้แต้มปรับแต่งระดับพลัง ขอเลื่อนให้ถึงจุดสูงสุดของระดับปัจจุบันเลย"

【ติ๊ง! ยืนยันการใช้แต้มปรับแต่ง 1 แต้ม เพื่อยกระดับพลังจากขั้นก่อรากฐานระดับกลาง ไปสู่ระดับครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำใช่หรือไม่】

"ใช่" หลี่ชิงพยักหน้าตอบ

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีด้วย พลังฝึกตนของโฮสต์บรรลุถึงระดับครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำแล้ว】

ชั่วพริบตานั้น พลังลมปราณอันมหาศาลก็ทะลักออกมาจากร่างของหลี่ชิง ทำให้ทั่วทั้งห้องสั่นสะเทือนเบาๆ

"นี่น่ะเหรอพลังของครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำ แข็งแกร่งชะมัด"

หลี่ชิงสัมผัสได้ถึงพลังอันเปี่ยมล้นที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ

หมายเหตุ: ลำดับขั้นการฝึกตนในโลกใบนี้แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ได้แก่: รวบรวมลมปราณ ก่อรากฐาน แก่นทองคำ วิญญาณก่อกำเนิด ราชัน จักรพรรดิ มหาอำนาจ แท่นเซียน และมหาจักรพรรดิ

แม้หลี่ชิงจะเป็นเพียงตัวประกอบไก่กาของสำนักเซียนไท่อี แต่ผู้ที่สามารถเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนไท่อีได้ย่อมมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา เขามีรากปราณธาตุทองระดับสูง ก่อนหน้านี้พลังของเขาจึงอยู่ที่ขั้นก่อรากฐานระดับกลาง

"ระบบ แล้วถ้าจะเลื่อนขั้นไปเป็นระดับแก่นทองคำต้องใช้แต้มปรับแต่งเท่าไหร่" หลี่ชิงเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ

พลังแค่ครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำมองยังไงมันก็ยังไม่สะใจพอ

【ติ๊ง! การเลื่อนขั้นเป็นระดับแก่นทองคำขั้นต้น จำเป็นต้องใช้แต้มปรับแต่งจำนวนหนึ่งพันแต้มครับ】

"เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ!"

หลี่ชิงถึงกับอ้าปากค้าง

เมื่อกี้กินแตงเผือกเรื่องชาวบ้านไปตั้งหนึ่งเรื่อง ได้แต้มมาแค่แต้มเดียว กว่าจะเก็บครบพันแต้มไม่ต้องรอจนแก่ตายเลยหรือไงวะ

【ติ๊ง! แตงมันลูกเล็กเกินไปครับ】

ระบบดูเหมือนจะอ่านความคิดของหลี่ชิงออก

"ระบบ แกแอบหลอกฟันกำไรฉันอยู่ใช่ไหม" หลี่ชิงกลอกตาไปมา เตรียมจะหลอกด่าระบบสักหน่อย

【ติ๊ง! เป็นไปไม่ได้หรอกครับ การเลื่อนขั้นจากระดับก่อรากฐานขั้นสูงสุดไปสู่ระดับแก่นทองคำขั้นต้นใช้หนึ่งร้อยแต้ม แต่สำหรับระดับครึ่งก้าวสู่แก่นทองคำต้องใช้หนึ่งพันแต้ม ระบบค้าขายอย่างเป็นธรรม ไม่เคยเอาเปรียบใคร...】

"ว่ามาสิ แถต่อไปเลยนะ"

"แกมันหน้าเลือดชัดๆ"

"ระบบ แกไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบ้างเลยหรือไง"

หลี่ชิงฉุนกึกขึ้นมาทันที

【ติ๊ง! ระบบไม่มีสามัญสำนึกครับ】

【ติ๊ง! ระบบกำลังอยู่ในระหว่างการอัปเดต... ...】

หลี่ชิง "..."

"หัดมีความละอายใจบ้างได้ไหมวะ!"

ก็จริงสินะ ระบบมันคงไม่มีหน้าให้อายหรอก

หนึ่งพันแต้ม เยอะขนาดนี้คงต้องหาแตงลูกใหญ่ๆ มหึมามากินซะแล้ว พอดีเลย พรุ่งนี้สำนักเซียนไท่อีจะเข้าสู่ช่วงจุดพีคระลอกแรกของเนื้อเรื่อง รับรองว่ามีแตงลูกยักษ์ระดับสะท้านฟ้าให้เผือกเพียบ งานนี้น่าจะกอบโกยแต้มปรับแต่งมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

【จริงสิ นึกออกแล้ว หลังจากเกิดเรื่องแตงลูกยักษ์พรุ่งนี้ มันจะมีเหตุการณ์ใหญ่ตามมาอีกเรื่อง ในเหตุการณ์นั้นเหมือนจะมีของวิเศษชิ้นนึงที่สามารถใช้จัดการกับเศษเสี้ยววิญญาณมหาจักรพรรดิในตัวท่านอาจารย์หญิงได้ด้วยนี่หว่า】

"อะไรนะ!"

ท่ามกลางเงามืดบริเวณด้านนอกห้องพัก แววตาของเฟิ่งอวี้เหิงสว่างวาบขึ้นมาทันที

นางยังไม่ได้จากไปไหนไกลเลย

วันรุ่งขึ้น

ณ สำนักเซียนไท่อี

ตำหนักแปลงมังกร

เวลานี้ภายในตำหนักแปลงมังกรเต็มไปด้วยเสียงจอแจ ผู้คนคึกคักพลุกพล่านเป็นอย่างมาก

วันนี้คือวันงานสักการะประจำทศวรรษของสำนักเซียนไท่อี

บรรดากองกำลังย่อยที่อยู่ภายใต้อาณัติของสำนักเซียนไท่อี ต่างต้องเดินทางมาที่สำนักเพื่อทำการสักการะและถวายทรัพยากรต่างๆ

พูดง่ายๆ ก็คือมาจ่ายค่าคุ้มครองนั่นแหละ

ตอนนี้ภายในตำหนักมีตัวแทนจากกองกำลังย่อยนับร้อยกลุ่มมารวมตัวกัน ทุกคนต่างทอดสายตามองไปเบื้องหน้าด้วยความเคารพยำเกรง ตรงจุดนั้นคือที่นั่งของเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเซียนไท่อี

ท่ามกลางฝูงชน หลี่ชิงยืนหน้ามุ่ยอยู่ด้านหลังของเฟิ่งอวี้เหิง

เดิมทีเขาตั้งใจจะแอบเนียนปะปนอยู่ในฝูงชนเพื่อรอกินแตงเงียบๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จู่ๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ท่านอาจารย์หญิงก็ลากคอเขามายืนอยู่ตรงนี้ด้วย

"หลี่ชิง เจ้าอย่าทำให้อาจารย์หญิงผิดหวังล่ะ" เฟิ่งอวี้เหิงปรายตามองหลี่ชิงด้วยหางตา แต่สายตาก็ดันไปประสานกับสายตาของหลี่ชิงเข้าพอดี

【จึ๊ๆ มุมนี้โคตรดีงาม หุ่นท่านอาจารย์หญิงนี่แจ่มแมวสุดๆ ร่องลึกซะด้วย】

หลี่ชิงแอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ

"ไอ้ศิษย์ชั่ว!"

เฟิ่งอวี้เหิงเดือดดาลอยู่ในใจ

ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการหาวิธีกำจัดเศษเสี้ยววิญญาณมหาจักรพรรดิในร่างล่ะก็ นางคงฟาดไอ้เด็กเวรนี่ให้ตายคามือไปแล้ว

"หึหึ วันนี้สำนักเซียนไท่อีช่างคึกคักเสียจริงนะ"

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหัวเราะดังแว่วกังวานไปทั่วทั้งตำหนัก ผู้ที่มีระดับพลังฝึกตนต่ำต้อยหลายคนถึงกับจิตใจสั่นคลอน เลือดลมในกายตีกลับจนปั่นป่วน

【มาแล้ว!】

เมื่อหลี่ชิงได้ยินเสียงนั้น เขาก็รีบทอดสายตามองออกไปนอกตำหนัก ท้องฟ้าเบื้องนอกถูกย้อมไปด้วยแสงอรุโณทัยสาดส่อง เมฆมงคลพวยพุ่ง มหาจันทราดวงหนึ่งลอยเด่นหราอยู่กลางนภา

"นั่นมันนิมิตกายาจันทราของยอดฝีมือระดับราชันนี่นา!"

"คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทรามาเยือนแล้ว!"

เสียงร้องอุทานด้วยความตกตะลึงดังระงมไปทั่วตำหนัก

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!

แสงปราณหลายสายพุ่งทะยานออกจากตำหนัก เหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเซียนไท่อีต่างพากันเหาะเหินพุ่งตัวออกไปด้านนอก

บรรดากองกำลังย่อยทั้งหลายต่างก็รีบพากันตามออกไปติดๆ

ในวินาทีนั้นเอง เฟิ่งอวี้เหิงก็ลุกพรวดขึ้นพร้อมกับคว้าคอเสื้อหลี่ชิง ร่างกายของนางเปล่งแสงวาบเพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็มาโผล่อยู่บนท้องฟ้าเหนือตำหนักเรียบร้อยแล้ว

"ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสระดับราชันท่านใดจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทรา ให้เกียรติมาเยือนสำนักเซียนไท่อีของเราในวันนี้"

ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวปักดิ้นทองก้าวเท้าออกมาเบื้องหน้า น้ำเสียงของเขาดังกังวานกึกก้องไปถึงชั้นฟ้า

ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือ ลวี่ชิงเวย เจ้าสำนักเซียนไท่อี

"สวะระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาต้อนรับข้า!"

มหาจันทราหมุนวน พลังกดดันมหาศาลถาโถมลงมาบดขยี้ห้วงอากาศ ราวกับภูเขานับหมื่นลูกกดทับลงมาบนร่าง

อั้ก!

ร่างของลวี่ชิงเวยสั่นสะท้าน แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงค่อยๆ โค้งงอลงอย่างไม่อาจต้านทาน

"บังอาจ!"

เสียงตวาดกร้าวราวกับดังก้องข้ามผ่านห้วงเวลาจากยุคบรรพกาล ท้องฟ้าสั่นสะเทือน มหาจันทราแตกสลายราวกับกระจกที่ร่วงหล่น

อึก!

บนท้องฟ้ามีเสียงร้องอุทานด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น แสงอรุโณทัยที่ปกคลุมราวกับหมอกควันสลายหายไป เผยให้เห็นร่างของผู้มาเยือนนับสิบคน

"ลวี่ต้งซวี!"

ชายชราในชุดคลุมสีม่วงจ้องเขม็งไปยังส่วนลึกของสำนักเซียนไท่อี

【เชดเข้! สมกับที่เป็นลวี่ต้งซวี ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิ แค่เสียงตวาดคำเดียวก็ทำลายนิมิตกายาจันทราของระดับราชันได้จนแตกละเอียดเลยว่ะ】 แววตาของหลี่ชิงเป็นประกายวิบวับ

ฟิ้ววว!

ในขณะเดียวกัน ลำแสงสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า กลายร่างเป็นชายชราในชุดขาว

"เหลยว่านถิง เจ้ากล้ามาก่อกวนในวันงานสักการะของสำนักข้า หรือว่าต้องการจะเปิดศึกกับสำนักเซียนไท่อีกันแน่"

ชายชราในชุดขาวจ้องมองชายชราในชุดคลุมสีม่วงด้วยสายตาเย็นเยียบ

"ข้าก็แค่ล้อเล่นขำๆ เท่านั้นเอง หรือว่าคนของสำนักเซียนไท่อีจะใจแคบจนรับมุกตลกแค่นี้ไม่ได้ล่ะเนี่ย" ชายชราในชุดคลุมสีม่วงหัวเราะเบาๆ

"มีธุระอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่มีก็ไสหัวไปซะ" ชายชราในชุดขาวไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

"เป่ยเฉิน"

ชายชราในชุดคลุมสีม่วงยิ้มมุมปาก

สิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มรูปงามก็ก้าวเท้าออกมาข้างหน้า พร้อมกับประสานมือคารวะชายชราในชุดขาว "ผู้เยาว์กู้เป่ยเฉิน ขอคารวะผู้อาวุโสระดับราชันแห่งสำนักเซียนไท่อีขอรับ"

"ที่ผู้เยาว์เดินทางมาในวันนี้ ก็เพื่อมาสู่ขอแม่นางมู่ชิวเสวี่ย สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักของท่าน พวกเราสองคนมีใจรักใคร่ชอบพอกัน หวังว่าทางสำนักจะเมตตาสนับสนุนความรักของเราด้วยขอรับ" ท่าทีของกู้เป่ยเฉินดูนอบน้อมเป็นอย่างมาก

【มาแล้วโว้ย! พระเอกบุตรแห่งโชคชะตาเปิดตัวอย่างอลังการงานสร้าง】 หลี่ชิงตาลุกวาว

"บุตรแห่งโชคชะตาอย่างนั้นรึ?" เฟิ่งอวี้เหิงหรี่ตาลงเล็กน้อย

【แหม ตอแหลเก่งจังเลยนะมึง แต่ก็นะ พวกบุตรแห่งโชคชะตาตอนที่ยังกากๆ อยู่มันจะอึดถึกทนเป็นพิเศษ สมฉายายอดนักอดทนเลยแหละ】

【อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าจิตใจมึงมันดำมืดแค่ไหน】

【น่าสงสารท่านอาจารย์หญิงจริงๆ สุดท้ายต้องตกเป็นของไอ้หมอนี่ มอบหัวใจรักให้มันจนหมดแต่กลับสูญเปล่า โดนดูดพลังจนกลายเป็นซากศพแห้งกรัง โครตน่าเวทนาเลย】

"อะไรนะ!"

ตอนแรกเฟิ่งอวี้เหิงก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่พอได้ยินเสียงในใจประโยคนี้ก็ตกใจจนขนลุกซู่

"เป็นไปได้อย่างไรกัน!"

"ข้าเนี่ยนะจะไปรักคนอย่างมัน แถมยังถูกมันฆ่าตายอีก?"

"ล้อเล่นกันรึเปล่าเนี่ย!"

เฟิ่งอวี้เหิงทำหน้าไม่เชื่อสุดๆ

"อะไรนะ สู่ของั้นรึ!"

"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทรากับสำนักเซียนไท่อีไม่ถูกกันราวกับน้ำและไฟ แทบจะกินเลือดกินเนื้อกันอยู่แล้ว ยังจะกล้ามาพูดเรื่องแบบนี้อีก!"

"เขาคือ กู้เป่ยเฉิน เซียนบุตรคนใหม่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จันทรา ได้ยินมาว่าอายุยังน้อยแต่กลับบรรลุถึงระดับแก่นทองคำขั้นปลายแล้วนะ"

"มิน่าล่ะถึงได้กล้ามาบุกสู่ขอถึงที่แบบนี้"

"แต่ข้าได้ยินมาว่า ลวี่เสวียนหมิง บุตรชายของท่านเจ้าสำนักลวี่ ก็หลงรักมู่ชิวเสวี่ยมากเหมือนกันนะ เขาเคยประกาศกร้าวไว้เลยว่า ชาตินี้มู่ชิวเสวี่ยจะต้องเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของเขาคนเดียวเท่านั้น ใครกล้าแตะต้องนาง มีจุดจบคือตายสถานเดียว!"

"เชี่ยเอ๊ย จริงดิ งานนี้มีเฮแน่เว้ย!"

ฝูงชนที่อยู่บนท้องฟ้าเริ่มส่งเสียงฮือฮากระซิบกระซาบกันยกใหญ่

"สตรีศักดิ์สิทธิ์มู่ชิวเสวี่ยของสำนักเราไม่..."

ในขณะที่ชายชราชุดขาวกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ

"ไอ้พวกหน้าหมาโผล่มาจากไหนวะ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลย อย่างมึงน่ะคู่ควรแล้วงั้นเหรอ!"

เสียงตวาดดังก้องราวกับสิงโตคำรามสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนฟ้า

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

บริเวณใกล้กับลวี่ชิงเวยปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมา เผยให้เห็นร่างของคนเจ็ดแปดคนที่รายล้อมชายหนุ่มในชุดขาวคนหนึ่งอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นกำลังจ้องมองกู้เป่ยเฉินด้วยสายตาดุดัน

"ลวี่เสวียนหมิงมาแล้ว!"

ฝูงชนแตกตื่นฮือฮาขึ้นมาทันที

【นี่ไง ลวี่เสวียนหมิง ตัวร้ายต้นเรื่องโผล่มาแล้ว】 สายตาของหลี่ชิงจับจ้องไปที่ลวี่เสวียนหมิง

"ตัวร้ายงั้นรึ?"

เฟิ่งอวี้เหิงมองลวี่เสวียนหมิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ไอ้พวกสวะหน้าหมา มาจากไหนก็ไสหัวกลับไปที่นั่นซะ อย่ามาทำให้อากาศในสำนักเซียนไท่อีต้องแปดเปื้อน" ลวี่เสวียนหมิงจ้องกู้เป่ยเฉินอย่างหยิ่งยโส ไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

เขาคือลวี่เสวียนหมิง ลูกชายของเจ้าสำนัก มีท่านทวดเป็นถึงยอดฝีมือระดับจักรพรรดิ เป็นคุณชายสายเซียนขนานแท้ ในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วทั้งใต้หล้า มีไม่กี่คนหรอกที่เขาจะยอมลดตัวลงไปมอง

【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วย แตงสุกงอมพร้อมกินแล้ว เริ่มกระบวนการเสพความเผือกได้เลยครับ】

"ลวี่เสวียนหมิง"

กู้เป่ยเฉินจ้องมองอีกฝ่าย แววตาแฝงไปด้วยจิตสังหาร

"จะเห่าหอนหาพ่อมึงหรือไง ข้าอยู่ที่นี่ ถ้าขืนมึงยังกล้าพ่นคำพล่อยๆ ออกมาอีก ข้าจะสับมึงเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปโยนให้หมากินซะ!" ลวี่เสวียนหมิงประกาศกร้าวอย่างโอหัง

"ใช่ๆ!"

"ศิษย์พี่ลวี่ของเราแค่ใช้นิ้วเดียวก็บี้เจ้าตายได้แล้ว!"

"สวะอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแต่งงานกับศิษย์พี่หญิงมู่ ศิษย์พี่ลวี่ของเราเป็นถึงลูกชายของเจ้าสำนัก แถมยังมีท่านทวดเป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิ เขาคนเดียวเท่านั้นแหละที่คู่ควรกับศิษย์พี่หญิงมู่!"

บรรดาลูกสมุนที่รายล้อมลวี่เสวียนหมิงต่างพากันด่าทอกู้เป่ยเฉินอย่างบ้าคลั่ง

"แล้วถ้าเกิดว่าลวี่เสวียนหมิงไม่ได้เป็นลูกชายของเจ้าสำนักล่ะ"

ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงใสแจ๋วดังขึ้นกลางท้องฟ้า ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับลำแสงสายหนึ่งที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศใกล้ๆ กัน

【มาแล้วๆ นางเอกคนที่สองเปิดตัวอย่างอลังการงานสร้าง】 หลี่ชิงแสดงสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด

"นางเอกงั้นรึ?" นัยน์ตาของเฟิ่งอวี้เหิงเกิดประกายสั่นไหวเล็กน้อย

เมื่อแสงสว่างจางหายไป หญิงสาวหน้าตาสะสวยหยดย้อยก็ปรากฏตัวขึ้น อาภรณ์สีเขียวพริ้วไหวไปตามสายลม ราวกับเทพธิดาที่กำลังจะโบยบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์

"พี่เฉิน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ" มู่ชิวเสวี่ยมองไปที่กู้เป่ยเฉินพลางคลี่ยิ้มบางๆ เผยให้เห็นลักยิ้มสองข้างที่ดูงดงามไร้ที่ติ

"พี่เฉินงั้นรึ?"

"นี่เจ้าถึงกับเรียกมันว่าพี่เฉินเลยหรือ!"

"เจ้าไม่เคยเรียกข้าแบบนี้มาก่อนเลยนะ!"

เพล้ง!

ดูเหมือนจะมีเสียงหัวใจแตกสลายดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องฟ้า

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - มาแล้ว ตัวตึงมาแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว