- หน้าแรก
- ระบบแปลงทักษะครอบจักรวาล
- บทที่ 26 - มหาค่ายกลสังเวยโลหิต?
บทที่ 26 - มหาค่ายกลสังเวยโลหิต?
บทที่ 26 - มหาค่ายกลสังเวยโลหิต?
บทที่ 26 - มหาค่ายกลสังเวยโลหิต?
ความสามารถในการฟื้นฟูของตัวผู้ฝึกยุทธ์นั้นแข็งแกร่งมากก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งถึงขั้นที่สามารถฟื้นฟูบาดแผลสาหัสขนาดนี้ได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง
บาดแผลทะลุหน้าหลังยังถือเป็นเรื่องเล็ก ที่รับมือยากกว่าคือพลังงานของสิ่งลี้ลับที่หลงเหลืออยู่บริเวณปากแผล...
"แผลของฉัน..."
ฉู่หยวนตีความผิดไปอย่างเห็นได้ชัด "ยังต้องพักฟื้นอีกหน่อยครับ"
ตอนที่เจียงเฟยหมดสติ เขาป้อนโอสถที่ตัวเองใช้สำหรับฝึกฝนให้เจียงเฟยไปหนึ่งเม็ด
เจียงเฟยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ ย่อมไม่เหมือนกับหยางอี้ที่ไม่สามารถดูดซับพลังงานมหาศาลได้... ซ้ำยังดูเหมือนฤทธิ์ยาจะไม่ค่อยพอด้วยซ้ำ ดังนั้นถึงฟื้นฟูได้แค่นี้
"...ขอบใจนะ" เจียงเฟยขี้เกียจพูดอะไรต่อ การจัดการสิ่งลี้ลับได้หนึ่งตัว สำหรับพวกเขาแล้วถือเป็นเคราะห์เป็นเคราะห์ตาย แต่สำหรับสถานการณ์โดยรวมของเมืองเฉินหยางแล้ว มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
คนอย่างพวกเขายังไงก็ต้องตายอยู่ดี...
"เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ คนของสำนักงานปราบยุทธ์พวกคุณไปไหนหมด?" ฉู่หยวนถาม เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงมีคนกล้าสร้างเรื่องเอิกเกริกขนาดนี้อยู่ใต้จมูกสำนักงานปราบยุทธ์ได้?
เจียงเฟยก็ไม่รู้จะอธิบายให้ฉู่หยวนฟังอย่างไร จะบอกว่าเป็นเพราะมีหนอนบ่อนไส้หรือ?
แต่ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอะไรก็ปกปิดความจริงที่ว่าสำนักงานปราบยุทธ์ละทิ้งหน้าที่ไม่ได้อยู่ดี...
อีกอย่าง สัญญาณการสื่อสารก็ถูกตัดขาดไปตั้งนานแล้ว หลังจากที่เขากับเฉินอวิ๋นรับภารกิจที่สำนักงานปราบยุทธ์ก็รีบไปที่โรงเรียนมัธยมปลายอันดับสองทันที จากนั้นก็ถูกสิ่งลี้ลับโจมตี... ตอนนี้เขาเลยไม่ค่อยรู้สถานการณ์ภายนอกสักเท่าไหร่
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเหินเวหา มีหน้าที่แค่รับคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน..."
ฉู่หยวนพยักหน้า ดูจากท่าทีของเขา ก็รู้แล้วว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์จากเขาแน่
"คุณรู้จักค่ายกลนี้ไหม?"
"รู้จัก นี่คือค่ายกลสูบโลหิต สรรพคุณหลักคือการสังเวย... แต่ตอนนี้ในเมืองเฉินหยางมีค่ายกลสูบโลหิตอยู่หกจุดเชื่อมโยงถึงกัน
ความจริงไม่ควรเรียกว่าค่ายกลสูบโลหิตแล้ว ควรเรียกว่ามหาค่ายกลสังเวยโลหิตต่างหาก!" พอพูดถึงค่ายกลสูบโลหิต อารมณ์ของเจียงเฟยก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
"สังเวย? สังเวยให้ใคร?"
"ตามข้อมูลที่เราสืบมาได้ พวกเหยียนเซวียนมาจาก 'วันแห่งการล้างแค้น' ซึ่งเป็นองค์กรคล้ายๆ ลัทธิ
เป้าหมายของการสังเวย... น่าจะเป็นเบื้องบนของลัทธิ"
"วันแห่งการล้างแค้น? ฟังดูระดับยังไม่ถึงเลยนะ..." ฉู่หยวนวิจารณ์อย่างเฉียบขาด "อีกอย่าง ทำไมถึงมีไอ้โง่ที่ยอมเหนื่อยยากลำบากวางแผนงานใหญ่ขนาดนี้ แต่ผลสุดท้ายก็แค่เพื่อประจบเบื้องบน?
พวกมันไม่กลัวตายหรือไง?"
การกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาย่อมมีเหตุและผลเสมอ และในสถานการณ์ปกติก็มักจะมาจากผลประโยชน์
เป็นไปไม่ได้หรอกที่ลัทธิกบฏที่ชื่อวันแห่งการล้างแค้นอะไรนี่ จะชอบเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อหาผลประโยชน์ให้เบื้องบนอย่างไม่เห็นแก่ตัว?
หากพวกมันมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ คงไม่ไปเป็นกบฏตั้งแต่แรกหรอก...
เจียงเฟยส่ายหน้าแล้วยิ้ม "นายมองทะลุปรุโปร่งดีนี่... แต่เรื่องพวกนี้มันค่อนข้างซับซ้อน ขอฉันคิดก่อนว่าจะเริ่มเล่าให้นายฟังจากตรงไหนดี"
"ในเมื่อมันซับซ้อนนัก งั้นเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะครับ" ฉู่หยวนพูดขัด
"คุณช่วยดูแลแม่กับน้องสาวให้ผมด้วย"
เจียงเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง "นายจะไปไหน?"
"ก็ต้องไปหาวิธีน่ะสิ หรือจะให้อยู่รอความตายที่นี่ล่ะ?" ฉู่หยวนตอบกลับอย่างเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าศูนย์หลบภัยแห่งนี้จะยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้น
แต่บนท้องฟ้า เสาลำแสงสีเลือดทั้งหกต้นนั้นเริ่มขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ!
อีกทั้ง... ความเร็วยังดูเหมือนจะเร็วกว่าก่อนหน้านี้มากด้วย!
"นายเนี่ยนะ? หาวิธี?" เจียงเฟยมองฉู่หยวนอย่างเคลือบแคลงใจ แม้เขาจะยอมรับว่าวิธีที่ฉู่หยวนใช้จัดการกับสิ่งลี้ลับนั้นน่าทึ่งมาก
แต่สิ่งลี้ลับก็คือสิ่งลี้ลับ ค่ายกลสูบโลหิตก็คือค่ายกลสูบโลหิต!
เมื่อเทียบกับค่ายกลสูบโลหิตแล้ว อย่างแรกมันก็เป็นแค่ของแถมที่เอาไว้ถ่วงกำลังของสำนักงานปราบยุทธ์เท่านั้น
"เลิกพูดมากได้แล้ว" ฉู่หยวนไม่คิดจะอธิบาย เขาขยับเข้าไปใกล้เจียงเฟยอีกนิด แล้วกระซิบเสียงต่ำ "ผมช่วยชีวิตคุณไว้ เพราะงั้น... ก่อนที่ผมจะกลับมา ปกป้องพวกเธอให้ดี!"
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเหินเวหา การปกป้องหานชุ่ยกับฉู่อิ๋งย่อมไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย
สิ่งเดียวที่ฉู่หยวนเป็นห่วงก็คือ หากมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นอีก เจียงเฟยอาจจะอยากปกป้องทุกคนในศูนย์หลบภัย แล้วออกไปรนหาที่ตายอีก...
ศูนย์หลบภัยแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ฉู่หยวนที่รู้ คนแถวนี้ก็รู้กันเยอะแยะ
คนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ล้วนแต่เป็นคนที่วิ่งหนีตายมาในช่วงครึ่งชั่วโมงนี้ทั้งนั้น
ในจำนวนนี้ มีคนที่เดิมทีซ่อนตัวอยู่ไกลๆ คอยสังเกตการณ์ พอเห็นว่าวิกฤตของศูนย์หลบภัยหายไปแล้ว ก็รีบวิ่งเข้ามา
นอกจากนี้ยังมีคนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยวิ่งเข้ามา แต่พอเห็นซากศพและเศษซากปรักหักพังเต็มพื้น ก็พอจะเดาได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น
"วางใจเถอะ ฉันจะตายก่อนพวกเธอแน่นอน"
"คุณจะตายหรือไม่ตายแล้วมันมีประโยชน์อะไร? ผมต้องการให้คุณปกป้องพวกเธอให้ดี!
ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา... ไม่ต้องไปสนใจอย่างอื่น พาพวกเธอหนีไปก่อนเลย" ฉู่หยวนพูดคลุมเครือเล็กน้อย
เจียงเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาก็พอจะฟังความหมายในคำพูดของฉู่หยวนออก จึงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ที่แท้นายก็กังวลเรื่องนี้นี่เอง... ฉันรับปาก"
พอเห็นเขารับปากง่ายดายขนาดนี้ กลับเป็นฉู่หยวนที่ทำตัวไม่ถูกเสียเอง เขารู้สึกว่าตัวเองอาจจะเข้าใจตำแหน่งหน้าที่ของสำนักงานปราบยุทธ์ผิดไปหรือเปล่า?
เจียงเฟยก็ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยไขข้อข้องใจให้เขา "นายอยากทำอะไรก็รีบไปเถอะ เวลาอาจจะเหลือไม่มากแล้ว"
......
การจากไปอย่างรวดเร็วของฉู่หยวนยังคงทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นในศูนย์หลบภัย
โดยเฉพาะคนที่มองเห็นการต่อสู้จากระยะไกลก่อนหน้านี้ พวกเขารู้ว่าฉู่หยวนแข็งแกร่งมาก
ตอนนี้เขาจากไปแล้ว นั่นไม่ได้หมายความว่าพลังรบของศูนย์หลบภัยแห่งนี้หายไปครึ่งหนึ่งเลยหรือ?
ไม่สิ ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว... บางคนมองดูเจียงเฟยที่มีใบหน้าซีดเผือดและดูเหมือนบาดเจ็บสาหัส ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น
ฉู่หยวนจากไปอย่างกะทันหันและรวดเร็ว พวกเขาจึงห้ามไว้ไม่ทัน
แต่เจียงเฟยยังอยู่ที่นี่ จึงมีคนใจกล้าเอ่ยถามขึ้นมาว่า "คุณเจ้าหน้าที่... น้องชายคนเมื่อกี้ เขาไปทำอะไรหรือครับ?"
เจียงเฟยหันไปมองเขา แล้วพูดเสียงเรียบ "ธุระอะไรของคุณ?"
ชายคนนั้นก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว แล้วบ่นอุบอิบ "ผมก็แค่เป็นห่วงความปลอดภัยของทุกคน..."
"ในเมื่อคุณมีจิตสำนึกดีขนาดนี้ เดี๋ยวถ้ามีตัวอะไรมา จะโยนคุณออกไปเป็นเหยื่อล่อก็แล้วกัน"
"..." ชายคนนั้นไม่พูดอะไรอีก และแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนอย่างเงียบๆ
เจียงเฟยยังพูดไล่หลัง "หลบไปก็เปล่าประโยชน์ ฉันจำหน้าคุณได้แล้ว"
"เกินไปแล้ว! คุณเป็นผู้ฝึกยุทธ์ของสำนักงานปราบยุทธ์ไม่ใช่หรือไง?
คุณมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนอยู่แล้ว ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ แถมยังข่มขู่ประชาชนอีก!"
เจียงเฟยหันไปมอง 'ทูตแห่งความยุติธรรม' คนใหม่ เป็นหญิงสาวหน้าตาดี สวมชุดทำงาน ดูมีความรู้
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เหมือนจะเป็นนักข่าวที่เคยมาสัมภาษณ์เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่สำนักงาน...
เจียงเฟยฉีกยิ้ม "ผมลาออกแล้ว"
"..."
เจียงเฟยไม่มีอารมณ์จะสนใจคนพวกนี้อีก เขามองดูเฉินอวิ๋นที่กำลังถูกฉู่อิ๋งเช็ดหน้าให้ แววตาแฝงความโศกเศร้าเล็กน้อย
"เสี่ยวอวิ๋น... ขอโทษนะ ฉันอาจจะพากระดูกของเธอหลับไปไม่ได้แล้ว..."
ฉู่อิ๋งชะงักมือไปเล็กน้อย แล้วพูดอย่างระมัดระวัง "เอ่อ... พี่เจียงคะ พี่ชายหนูบอกว่าพี่สาวคนนี้ยังไม่ตายนี่คะ..."
"หืม!?"
(จบแล้ว)