- หน้าแรก
- จุดเริ่มต้นของเซียนเริ่มจากหม้อน้อยใบหนึ่ง
- ตอนที่ 12: หม้อใบน้อยลึกลับ
ตอนที่ 12: หม้อใบน้อยลึกลับ
ตอนที่ 12: หม้อใบน้อยลึกลับ
ตอนที่ 12: หม้อใบน้อยลึกลับ
ห้องครับเรียบง่ายอยู่นอกบ้านพร้อมกับถุงข้าวสาร หวังฝูรีบทำอาหารเพื่อไว้กินเอง เขาไม่ได้กินอาหารจนอิ่มท้องนับตั้งแต่เข้าสำนักขนนกร่วงโรย หากไม่มีถั่วลิสงที่อยู่ในกระเป๋า เกรงว่าคงล่วงลับบนขั้นบันไดหินยาวและอาจจะกลิ้งตกหน้าผาไปนานแล้ว
“ตอนนี้ข้าเข้าสู่สำนักการฝึกตนเป็นเซียนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ไม่ช้าก็เร็วเฝิงต้าฟู่ต้องพบว่าข้าโกหกเป็นแน่ ถึงตอนนั้นไม่รู้เลยว่าจะโดนลงโทษแบบไหน ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือเริ่มฝึกตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
หวังฝูเข้าใจดีระหว่างเดินทางว่าศิษย์รับใช้คนอื่นต่างหวาดกลัวเฝิงต้าฟู่ นั่นแสดงให้เห็นว่าชายร่างอ้วนผู้นี้ไม่ได้เป็นมิตรอย่างที่เห็นภายนอก ทันทีที่ถูกเปิดโปงขึ้นมา เขาจะต้องถูกทักทายด้วยการแก้แค้นอย่างแสนสาหัสแน่นอน
หวังฝูสัมผัส “วิชาปฐพีปึกแผ่น” ในอ้อมแขนขณะรู้สึกได้ถึงความเร่งด่วน
ทว่าเขาไม่ได้จะทำการฝึกฝน แต่เลือกที่จะหยิบหนังสือเล่มหนาอีกเล่มอย่าง “สามัญสำนึกพื้นฐานของการฝึกตนเป็นเซียน” ออกมา
หลังจากพลิกดูไปเรื่อย ในที่สุดเขาจึงเข้าใจว่าการฝึกฝนหมายถึงอะไรและความสำคัญของรากฐานวิญญาณเป็นอย่างไร
จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนคือขอบเขตกลั่นลมปราณ
ด้วยการใช้การหายใจเพื่อดูดซับพลังวิญญาณจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย แล้วในที่สุดจึงรวมตัวในตันเถียนหลังจากก่อตัวผ่านเส้นลมปราณทั่วร่างกาย ก่อเกิดเป็นพลังวิญญาณสายแรก เมื่อนั้นจึงจะนับว่าเป็นผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง มีเพียงรากฐานวิญญาณที่ทำให้สามารถสัมผัสถึงตัวตนของปราณวิญญาณฟ้าดินก่อนจะดึงปราณวิญญาณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายได้ หากไม่มีรากฐานวิญญาณก็จะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณฟ้าดิน แบบนั้นแล้วจะทำการฝึกฝนได้อย่างไร?
นอกจากนี้ยิ่งรากฐานวิญญาณน้อยเท่าไหร่ ความบริสุทธิ์ยิ่งมากตามเท่านั้น เมื่อไร้สิ่งเจือปน ความเร็วในการดูดกลืนปราณวิญญาณฟ้าดินก็จะยิ่งรวดเร็ว
“สามัญสำนึกพื้นฐานของการฝึกตนเป็นเซียน” เป็นการอุปมาอุปไมยที่ค่อนข้างชัดเจน โดยร่างกายมนุษย์เปรียบเสมือนถังน้ำขนาดใหญ่ ส่วนการฝึกตนเปรียบได้กับการเทน้ำลงไปในถังน้ำ หากน้ำเต็มแล้วก็จะเข้าสู่การทะลวง ซึ่งรากฐานวิญญาณผสมห้าธาตุเทียบเท่ากับถังไม้หนึ่งใบ ความเร็วในการฝึกฝนจึงเหมือนกับการใช้ถังไม้เทน้ำลงไปในถังน้ำขนาดใหญ่ ส่วนรากฐานวิญญาณสี่ธาตุเทียบได้กับถังไม้ห้าใบ รากฐานวิญญาณสามธาตุเทียบได้กับถังไม้ยี่สิบใบ รากฐานวิญญาณสองธาตุเทียบได้กับถังไม้ห้าสิบใบและรากฐานวิญญาณพิเศษที่มีวิชาเข้ากันได้เทียบได้กับถังไม้แปดสิบใบ ส่วนรากฐานวิญญาณสวรรค์… เทียบได้กับถังไม้หนึ่งร้อยใบที่เทน้ำเข้าไปในถังน้ำขนาดใหญ่พร้อมกัน
มันทรงพลังยิ่งกว่ารากฐานวิญญาณผสมห้าธาตุเป็นร้อยเท้า
“ด้วยช่องว่างแบบนั้น ไม่แปลกใจเลยที่รากฐานวิญญาณผสมห้าธาตุ” หวังฝูเผยรอยยิ้มขมขื่น เขาเข้าใจแล้วว่าคุณสมบัติตัวเองต่ำเตี้ยมากแค่ไหน แต่ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะหมดกำลังใจได้ง่าย ในเมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้วก็จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“หากช่องว่างระหว่างข้ากับรากฐานวิญญาณสวรรค์คือหนึ่งร้อยเท่า เช่นนั้นข้าก็จะพยายามฝึกฝนอีกหนึ่งร้อยเท่า”
หวังฝูยังคงอ่านต่อ
ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสิบสามจะกลายเป็นขอบเขตสร้างรากฐาน ซึ่งขอบเขตสร้างรากฐานจะไม่มีการแบ่งสิบสามระดับ แต่เหลือเพียงสี่ขั้นเท่านั้น ประกอบด้วยขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นท้าย ขั้นสูงสุด ทว่าก็ยังมีความแตกต่างในพละกำลังของขอบเขตสร้างรากฐาน… มีทั้งการสร้างรากฐานวิถีมนุษย์ การสร้างรากฐานวิถีปฐพี การสร้างรากฐานวิถีสวรรค์…
เหนือขอบเขตสร้างรากฐานคือขอบเขตปราณทอง เมื่ออยู่ขอบเขตปราณทองแล้วจะสามารถเหาะเหินในสวรรค์กับซ่อนตัวอยู่บนปฐพีได้
ของวิเศษ ของวิญญาณ สมุนไพรวิญญาณ โอสถ ค่ายกล รวมถึงการหลอมอุปกรณ์ล้วนถูกกล่าวถึงใน “สามัญสำนึกพื้นฐานของการฝึกตนเป็นเซียน” แม้จะเป็นการแนะนำโดยสังเขป แต่ก็นับว่าเปิดหูเปิดตาหวังฝูไม่น้อย หลังจากอ่านหนังสือทั้งเล่มแล้ว ในที่สุดเขาก็ไม่ใช่มือใหม่ด้านการฝึกตนเป็นเซียนอีกต่อไป
เขาอดใจหยิบ “วิชาปฐพีปึกแผ่น” ออกมาจากอ้อมแขนไม่ได้แล้วพลิกดูไปมา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือวิธีการฝึกฝน “วิชาปฐพีปึกแผ่น” หลังจากพลิกดูอีกสองสามหน้าก็พบเพียงว่าวิชานี้มีเพียงสี่ระดับแรก ซึ่งหมายความว่ามันสามารถฝึกฝนได้ถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่เท่านั้น
“มีเพียงสี่ระดับเท่านั้น ดูเหมือนว่าวิชาหลังจากนี้จะได้รับหลังจากกลายเป็นศิษย์ทางการเท่านั้น” หวังฝูถอนหายใจ “ใช่แล้ว หากศิษย์รับใช้ไม่สามารถทะลวงถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสี่ได้ก็ต้องออกจากสำนักหลังจากครบสิบปีแล้ว แบบนั้นวิชาของสำนักก็จะไม่รั่วไหลออกไป”
หลังจากส่ายหน้า หวังฝูจึงเริ่มท่อง “วิชาปฐพีปึกแผ่น” หลังจากจดจำได้แล้วก็เริ่มฝึกฝนการหายใจตามวิธีการของวิชาดังกล่าวผ่านการท่องและฝึกฝนซ้ำไปมา
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงช่วงเย็น เมื่อท้องของหวังฝูเริ่มส่งเสียงร้องประท้วง เขาจึงหยุดการฝึกการหายใจ ทว่านอกจากสภาพจิตใจที่ดีแล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก
“ดูเหมือนว่าจะมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างข้ากับอัจฉริยะที่มีรากฐานวิญญาณสวรรค์ ตามที่กล่าวไว้ใน”สามัญสำนึกพื้นฐานของการฝึกตนเป็นเซียน“คนส่วนใหญ่ที่มีรากฐานวิญญาณสวรรค์สามารถดึงปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายได้ภายในเจ็ดวัน จากนั้นจึงชำระล้างเอ็นและไขกระดูกก่อนจะถือกำเนิดขึ้นใหม่” หวังฝูส่ายหน้าแล้วถอนหายใจให้กับความสิ้นหวังอย่างช่วยไม่ได้
เขาล้างหม้อและหุงข้าว แล้วควันจึงลอยออกมาจากห้องครัว
หวังฝูเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จและยังไม่ทันจะได้ล้างหม้อกับจาน เมื่อนั้นเด็กชายรูปร่างผอมบางผิวคล้ำก็เดินเข้ามาหาเขา
“สวัสดี เจ้าเป็นเด็กใหม่ที่นี่หรือ? ข้าอยู่ข้างบ้านเจ้า ตอนที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานก็เห็นพอว่ามีคนอยู่ในบ้านหลังนี้ที่เคยว่างเปล่า เพราะงั้นก็เลยไม่ตรวจสอบดู”
“อื้ม” หวังฝูพยักหน้า “ข้าเพิ่งมาถึงวันนี้เอง”
“ข้าชื่อหวงเจิง เจ้าชื่ออะไร?” เด็กชายผิวคล้ำมองหวังฝูด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“หวังฝู”
“หวังฝู… จากนี้ไปพวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน”
ชายหนุ่มร่างผอมบางผิวคล้ำนามหวงเฟิงค่อนข้างเป็นกันเอง เขาอยู่กับหวังฝูสักพักก่อนจะจากไป ซึ่งก่อนไปนั้นเขาถึงขั้นเตือนหวังฝูให้อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าของศิษย์รับใช้
หวังฝูดมกลิ่นตัวเองก่อนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นผสมกับเลือด เขาจึงรีบตักน้ำจากลำธารหลังบ้านเพื่อทำการอาบน้ำ
หลังจากถอดเสื้อผ้าและอาบน้ำแล้ว หวังฝูจึงรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
“หืม นี่อะไรน่ะ?”
หวังฝูพบว่ามีลวดลายรูปทรงหม้ออยู่บนหน้าอก พอสัมผัสแล้วจึงรู้สึกถึงพื้นผิวที่หยาบกระด้าง เขาตกตะลึงด้วยกลัวว่าอาจมีบางอย่างผิดปกติกับร่างกาย แต่โชคยังดีที่ไม่ได้รู้สึกไม่สบายตัวแต่อย่างใด
“เหตุใดลวดลายนี้ถึงดูคุ้นตานัก? จริงสิ เจ้านี่มันคือหม้อขนาดเล็กที่หวังถงมอบให้ข้าไม่ใช่หรือไง!” ในที่สุดหวังฝูก็จำหม้อใบนี้ได้ เขาคิดว่าทำมันหายไปนานแล้ว คาดไม่ถึงว่ามันจะกลายเป็นลวดลายที่ถูกสลักไว้บนหน้าอก
หลังจากอ่าน “สามัญสำนึกพื้นฐานของการฝึกตนเป็นเซียน” หวังฝูจึงไม่ใช่เด็กชายโง่เขลาแห่งหมู่บ้านอู๋ถงอีกต่อไป เขาทราบว่ามีของวิเศษมากมายในโลกแห่งการฝึกตนเป็นเซียน ซึ่งสิ่งที่เรียกว่าของวิเศษ ของวิญญาณ สมบัติวิเศษ… ต่างมีความสามารถที่คาดเดาไม่ได้
“หรือว่าหม้อขนาดเล็กของหวังถงจะเป็นอาวุธวิเศษ? ไม่สิ อาวุธวิเศษจะเปลี่ยนไปถึงขนาดหลอมรวมกับเลือดเนื้อได้อย่างไร หรือว่าจะเป็นอาวุธวิญญาณ?” ดวงตาของหวังฝูทอประกาย
ภายในห้อง เขาเคาะอยู่นานพอสมควร แล้วในที่สุดหม้อขนาดเล็กบนหน้าอกจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง
กลายเป็นว่าขอเพียงมุ่งจิตไปที่ลวดลายหม้อขนาดเล็กก็สามารถสัมผัสถึงภาพรวมทั้งหมดของหม้อจนสามารถอัญเชิญออกมาได้
“ช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน”
เมื่อมองไปที่หม้อต้มขนาดเล็กที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของกำปั้นในฝ่ามือของเขา หวังฟู่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ปัจจุบัน รูปลักษณ์ของขาตั้งกล้องขนาดเล็กนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่สกปรกอีกหวังฝูยิ่งตื่นเต้นเมื่อเห็นหม้อขนาดเล็กในมือซึ่งมีขนาดเท่าครึ่งกำปั้น ตอนนี้หม้อดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก มันไม่สกปรกอีกต่อไปและมีเส้นกระจ่างอยู่ทั่วร่างสีน้ำเงินเข้ม ยามถือไว้ในมือต่างสัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่ไม่เบาและโปร่งใสเหมือนก่อนหน้า หลังจากหม้อหลอมรวมขึ้นมาแล้วก็ปรากฏสีเดียวกันทั้งในและนอก เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและความผันผวนของชีวิตกับกาลเวลา มองเพียงปราดเดียวก็รับรู้ได้ว่าเป็นของวิเศษ
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าหนูหวังถงจะถึงกับพบสมบัติเช่นนี้เข้า แต่ในเมื่อเอามาแลกกับหนังสือภาพแล้ว สมบัติชิ้นนี้ก็ต้องเป็นของข้า” หวังฝูไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด “น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าหม้อใบนี้มีไว้ทำอะไร อีกทั้งข้ายังไม่ได้ฝึกฝนพลังวิญญาณ หาไม่แล้วก็อาจจะสามารถเปิดใช้งานมันได้”
ต่อให้เป็นอาวุธวิเศษก็นับว่าหากยาก แถมยังเป็นหม้อขนาดเล็กที่สามารถหลอมรวมเข้ากับเลือดเนื้อได้อีก มันต้องไม่ใช่อาวุธวิเศษธรรมดาอย่างแน่นอน
หลังจากเล่นจนดึกดื่น หม้อขนาดเล็กจึงกลายเป็นลวดลายก่อนจะหลอมรวมเข้ากับหน้าอกอีกครั้งภายใต้ความตั้งใจของหวังฝู
หวังฝูนอนหลับสนิทพร้อมกับฝันว่าตัวเองได้กลายเป็นเซียน…