- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 29 เก้ามรณะ
บทที่ 29 เก้ามรณะ
บทที่ 29 เก้ามรณะ
ท้ายที่สุด เมื่อเห็นโอสถชักนำปราณขั้นสองจำนวนสองเม็ดวางอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังได้ยินเสียงกระซิบของเฉินชิงหยางที่บอกว่านางใกล้จะทะลวงสู่ระดับหนิงหยวนในอีกไม่กี่วัน หลิวเถาก็รวบรวมความกล้าขึ้นมา
ตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับท่านอาจารย์ที่เคยทำให้ผู้คนหวาดกลัว และคำพูดที่สมควรกล่าวออกไป ก็ได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วนอยู่พักหนึ่ง
...
ภายในเรือนหลังเล็กนั้นคับแคบนัก กระทั่งหน้าต่างก็ยังมีเพียงบานเล็กๆ
ต่อให้ดวงตะวันจะลอยโด่งขึ้นสูงแล้ว ทัศนวิสัยก็ยังคงสลัวราง
เฉินชิงหยางร้องทักไปยังฝั่งตรงข้าม หลวี่อวิ๋นเชินก็เดินเข้ามานั่งลงหลังโต๊ะยาว คอยเขี่ยถ่านในเตาผิงให้เขา
ไม่นาน ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านออกมา
"เมื่อวานไปหาหูไค เขาว่าอย่างไรบ้าง?"
หลวี่อวิ๋นเชินกำลังรอให้เขาเอ่ยถามอยู่พอดี จึงรีบวางคีมคีบถ่านลงแล้วตอบว่า "เขา... ดูเหมือนจะเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดเพียงว่า 'รู้แล้ว' แล้วก็ไม่ได้เอ่ยอันใดอีก... ศิษย์พี่เฉิน เรื่องนี้ทำให้ข้ารู้สึกว่า การที่คนผู้นี้หายตัวไปกลับเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ ภายในสมาคมเสวียนกวงของพวกเขาก็มีความขัดแย้งอยู่เช่นกันกระมัง?"
คนผู้นี้แม้พรสวรรค์จะไม่เอาไหน แต่ถึงอย่างไรก็ร่ำเรียนตำราปราชญ์เมธีมาหลายปี นอกจากสติปัญญาจะปราดเปรื่องแล้ว ยังเชี่ยวชาญเรื่องโลกธรรมอีกด้วย ความรู้สึกของเขาย่อมไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน
"ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่?"
หลวี่อวิ๋นเชินครุ่นคิดอย่างจริงจัง "มีเพียงเท่านี้ การที่สวี่โหยวหายตัวไป จะมาเกี่ยวพันอันใดกับพวกเราได้ อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อการไปสมาคมเสวียนกวง ศิษย์พี่ก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองสมองไปใส่ใจเรื่องพวกนี้หรอก"
เฉินชิงหยางยิ้มๆ "เจ้ามองออกหรือว่าข้าใส่ใจเรื่องนี้?"
หลวี่อวิ๋นเชินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าทันที "ศิษย์พี่ เปล่าเลย"
"อืม ในเมื่อไม่เกี่ยวกับพวกเรา ก็ไม่ต้องไปสนใจเขาแล้ว ว่าแต่ช่วงนี้ตบะของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
พอพูดถึงเรื่องนี้ หลวี่อวิ๋นเชินย่อมต้องเผยสีหน้าดีใจออกมา "ไอ้หยา ข้าผู้เป็นศิษย์น้องมักจะหลงตัวเองว่าฉลาดหลักแหลมมาตลอดชีวิต อายุสิบหกปีก็สอบได้เป็นซิ่วไฉ แต่เมื่อเทียบกับศิษย์พี่เฉินแล้ว ก็เป็นเพียงมดปลวกที่แหงนมองท้องฟ้าเท่านั้น ตนเองก้มหน้าก้มตาฝึกฝนอย่างยากลำบากมาตลอดยี่สิบกว่าปี ยังสู้มีความสุขกับศิษย์พี่เฉินเพียงหนึ่งเค่อไม่ได้เลย... ตบะย่อมต้องพึ่งพาโอสถรวบรวมปราณ ก้าวหน้าไปไกลถึงพันลี้ในชั่วข้ามคืน!"
บัณฑิตแม้แต่ตอนประจบสอพลอยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวถึงเพียงนี้ ทว่าประโยคที่ว่า "สู้มีความสุขกับศิษย์พี่เฉินเพียงหนึ่งเค่อไม่ได้เลย" ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง
"ช่างเถิด วันหน้าอย่าได้พูดคำเหล่านี้อีก รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่เจ้าได้ตอบแทนข้าอย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้น่ะหรือ ยังเร็วเกินไป" กล่าวจบเขาก็ยื่นโอสถพิษเม็ดหนึ่งให้หลวี่อวิ๋นเชิน
หลายวันมานี้ เขาได้รับการป้อนโอสถรวบรวมปราณจากเฉินชิงหยางอยู่ไม่น้อย สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็คือแก่นปราณที่เอ่อล้นออกมาของเขา รากฐานก็มั่นคงขึ้นมาก
ประกอบกับของอย่างโอสถรวบรวมปราณนั้น สำหรับศิษย์รับใช้แล้ว ถือเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่ง ในตอนนี้ที่มีการจัดหาให้อย่างไม่จำกัด ไม่แน่ว่าภายในหนึ่งถึงสองปีนี้ ก็อาจจะอาศัยวิธีการของสมาคมเสวียนกวงทำให้หลวี่อวิ๋นเชินทะลวงระดับได้
คนผู้นี้แม้พรสวรรค์จะธรรมดาสามัญ ทว่าหากก้าวเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งเมื่อใด อย่างไรเสียก็คงอุทิศต้นกล้าเซียนได้สักสี่ห้าสิบต้นกระมัง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉินชิงหยางก็รู้สึกอิจฉาอาวุธวิเศษชิ้นนั้นของสมาคมเสวียนกวงอยู่บ้าง หากตนเองได้มันมาครอบครอง โอสถผนวกกับอาวุธวิเศษ เช่นนั้นก็สามารถผลิตยอดฝีมือระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งออกมาเป็นจำนวนมากได้มิใช่หรือ
ตอนนี้เขาอยู่ในฐานะศิษย์รับใช้ การคลุกคลีอยู่บนยอดเขาทองคำนั้นค่อนข้างอันตราย มีเพียงต้นกล้าเซียนที่มากขึ้นเท่านั้น อนาคตถึงจะสามารถไขว่คว้าอนาคตที่ดีกว่านี้มาได้
หลวี่อวิ๋นเชินดีใจจนเนื้อเต้น "ไอ้หยา แม้แต่ตอนที่ศิษย์พี่หูไคเห็นข้าเมื่อวานก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ บอกว่าช่วงนี้ตบะของข้าก้าวหน้าเร็วมาก ภายในเวลาหนึ่งถึงสองปีนี้ก็คงจะทะลวงระดับได้แล้ว ขอบคุณในความกรุณาของศิษย์พี่เฉินยิ่งนัก"
"อืม กินเข้าไปเถิด"
หลังจากโขกศีรษะขอบคุณแล้ว โอสถก็ถูกกลืนลงท้องไป ในตอนที่เขาเริ่มนั่งสมาธิ ภายในหัวของเฉินชิงหยางก็ปรากฏร่างของเขาขึ้นมา
ครั้งนี้ต้นกล้าเซียนก็เพิ่มขึ้นมาอีกเพียงหนึ่งต้นเช่นเดิม
ทว่าการเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งต้นนี้กลับทำให้เฉินชิงหยางรู้สึกพอใจ ซึ่งอธิบายได้ว่ามันส่งผลกระทบต่อรากฐานของหลวี่อวิ๋นเชินไม่มากนัก อีกทั้งระยะห่างในการกินโอสถพิษก็ยาวนานพอ พอที่จะให้เขาอาศัยวิธีการของสมาคมเสวียนกวงทะลวงเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่ได้
"ทำต่อไป!"
"ขอรับ ศิษย์พี่เฉิน"
หลังจากนั้น ก็เป็นโอสถรวบรวมปราณที่หลิวเถามอบให้อีกหนึ่งเม็ด ในตอนที่เขากินเข้าไปแล้วนั่งสมาธิ เฉินชิงหยางก็ได้จากไปแล้ว
วันนี้เขาไม่ได้ไปที่ป้ายหงหลิงอีก แต่กลับมุ่งตรงไปยังยอดเขาทองคำ
เมื่อวานได้ออกความคิดให้หลิวเถา ให้นางรีบไปพบท่านอาจารย์ ตอนนี้ขึ้นไปก็น่าจะรู้ผลแล้ว
เดินขึ้นไปอย่างเชื่องช้า ด้วยตบะระดับเลี่ยนชี่ขั้นสามในตอนนี้ กลับทำให้มีอาการหอบเหนื่อยอยู่เล็กน้อย
เขามักจะเลียนแบบจังหวะการหายใจของผู้ที่ยังไม่ถึงระดับเลี่ยนชี่อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ถือว่าเหมือนจริงจนแยกไม่ออก ยากที่จะหาข้อบกพร่องเจอ เพียงแต่กลิ่นอายพลังของตนเองนั้นยังคงต้องขบคิดอยู่เสมอว่าจะควบคุมมันอย่างไรดี ก็อย่างที่บอกไป ปิดบังผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่แท้จริงไม่ได้หรอก
ในตอนนั้นเอง ภายในหัวก็ปรากฏภาพขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นั่นคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เจ็บปวด และบิดเบี้ยวของฉีซิวหย่วน เชี่ยเซียนเอ๋อร์ก็อยู่บนศีรษะของเขา คอยดูดซับเปลวเพลิงสีขาวสายหนึ่งลงมา
เรื่องราวดำเนินไปเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เขารีบตรวจสอบดูปรากฏว่า ครั้งนี้ขโมยต้นกล้าเซียนมาได้ทั้งหมด 107 ต้น
มากมายถึงเพียงนี้ ช่างเหนือความคาดหมายของเฉินชิงหยางไปไกลโข เป็นไปได้หรือไม่ว่าในตอนที่เจินเหรินอวิ๋นฉือโกรธเคืองเขา ก็ได้ใช้วิธีการอันโหดเหี้ยมลงโทษเขาไปด้วย?
ดูท่าความแค้นที่มีต่อฉีซิวหย่วน คงต้องไม่ตายไม่เลิกราเป็นแน่
เขาไม่ได้เดินขึ้นไปต่อ เฉินชิงหยางหาที่นั่งใต้ต้นสนจนเรียบร้อย แล้วจึงนำต้นกล้าเซียนที่ได้รับมาทั้งหมดไปเติมใส่กระบี่อี้หยวน ซึ่งเกินหนึ่งในสี่ของขีดจำกัดความคืบหน้าในครั้งนี้ไปแล้ว
พลังปราณแท้จริงภายในจุดตันเถียนเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วขณะนี้ เส้นลมปราณทั่วร่างพลุ่งพล่าน ถึงกับชักนำพลังวิญญาณรอบด้านให้ก่อตัวเป็นสายลมโชยพัด
ชักนำกลิ่นอายพลังไหลเวียนไปรอบแล้วรอบเล่า เมื่อหยุดลงอีกครั้ง ความคิดก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว ขอเพียงแค่กระบี่อี้หยวนทะลวงระดับในครั้งนี้ได้ เขาก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสี่ได้แล้ว
ภายในห้องหลอมโอสถ
หลิวเถากำลังมีสีหน้าเคร่งขรึมดุจผิวน้ำนิ่ง ไม่รู้ว่ากำลังขบคิดเรื่องอันใดอยู่ เมื่อเห็นเฉินชิงหยางเดินเข้ามาก็ไม่ได้ทักทาย ซึ่งการแสดงออกนี้กลับตรงกันข้ามกับต้นกล้าเซียนที่เขาได้รับมาอย่างสิ้นเชิง
"เป็นอะไรไป หรือว่าเรื่องราวไม่ราบรื่น?"
"เฮ้อ!" หลิวเถาเหม่อลอย "ราบรื่นมาก ราบรื่นจนทำให้ข้าใจคอไม่ดี จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่เลย"
ไม่รอให้เฉินชิงหยางเอ่ยถาม หลิวเถาก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "ท่านอาจารย์ใช้กระจกวิเศษเก้ามรณะออกมา ข้าไม่คิดเลยว่านางจะทำกับฉีซิวหย่วนเช่นนี้!"
สำหรับชื่อที่แปลกหูเช่นนี้ เฉินชิงหยางก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่
"คนทั่วไปรู้เพียงว่า อาจารย์แห่งสำนักไท่ซวีของพวกเรา จะใช้วิธีการต่างๆ อย่างโอสถมาทดแทนให้กับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่สำหรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ค่อนข้างดี ทว่าจิตใจไม่หนักแน่นพอ ก็ยังมีกระจกวิเศษเก้ามรณะชิ้นนี้คอยส่งเสริม ของสิ่งนี้วันนี้ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ เป็นสีเหลืองทองอร่าม เมื่อถูกท่านอาจารย์หลอมสร้างออกมา ก็มุดเข้าไปในเลือดเนื้อของฉีซิวหย่วน ตอนนั้นเขาร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง ท่านอาจารย์ไว้ชีวิตด้วย..."
มองดูแล้วก็รู้ว่าภายในใจของหลิวเถานั้นหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ตอนที่พูดก็ยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง "...ทว่าท่านอาจารย์กลับไม่สนใจความเจ็บปวดของเขา หลังจากที่ฉีซิวหย่วนสลบไสลไปแล้ว ก็กล่าวตักเตือนข้าว่า ของสิ่งนี้สามารถฝังเพลิงกัดกร่อนใจแทรกกระดูกลงในจิตวิญญาณของเจ้าได้ แผดเผาทั้งวันทั้งคืน ทำให้เจ้าเจ็บปวดเจียนตายอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องตั้งสมาธิทุ่มเทกายใจทั้งหมดเพื่อรับมือ ทุกๆ สิบสองชั่วยามนับเป็นหนึ่งเคราะห์กรรม หลังจากผ่านไปเก้าเคราะห์กรรมติดต่อกัน ถึงจะถือว่าสำเร็จ ใช้กระบวนการนี้ในการขัดเกลาเจตจำนง ทำให้จิตใจที่มุ่งสู่วิถีเต๋านั้นมั่นคงยิ่งขึ้น"
หลังจากเฉินชิงหยางฟังคำอธิบายจบ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมา "หากทนผ่านไปได้ ตบะย่อมก้าวหน้าไปไกลถึงพันลี้ในชั่วข้ามคืน จิตใจเต๋ามั่นคง แต่หากทนไม่ไหว ก็จะกลายเป็นมารในใจ ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวไปทุกวี่ทุกวัน หรือถึงขั้นวิกลจริต กลายเป็นคนไร้ค่าไปโดยสมบูรณ์"
ในฐานะที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เหมือนกัน หลิวเถาย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกสลดใจเมื่อเห็นสหายร่วมสำนักพบจุดจบเช่นนี้ "เป็นเช่นนั้น ดังนั้นข้าถึงได้รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง"
เฉินชิงหยางปลอบโยน "เช่นนี้ไม่ได้อธิบายว่า เจินเหรินอวิ๋นฉือยิ่งเชื่อมั่นในคำพูดของท่านมากขึ้นหรอกหรือ?"
หลิวเถาถึงได้เก็บความเหม่อลอยกลับมา ราวกับเพิ่งจะได้สติ "ท่านอาจารย์ยังกล่าวอะไรอีกมากมาย แต่ข้าก็จำได้ไม่ชัดเจนนัก จำได้เพียงว่านางบอกว่าฉีซิวหย่วนนั้นไม่เอาถ่าน ปล่อยให้พรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวต้องสูญเปล่า ไม่สามารถทะลวงสู่ระดับหนิงหยวนได้โดยเร็ว ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อโชคชะตาของสายนี้ การตายของสวีเป่าหลิงก็เกี่ยวพันกับเขาอย่างแยกไม่ออก... ถึงได้ลงโทษหนักถึงเพียงนี้"
เฉินชิงหยางกล่าวอีกว่า "แล้วได้พูดถึงท่านบ้างหรือไม่?"
"ไม่ได้วิจารณ์อันใดเลยแม้แต่ครึ่งคำ"
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว ไม่ต้องกังวล ในเวลานี้ความสงบนิ่งนับว่าสำคัญที่สุด"
หลิวเถาครุ่นคิดอีกครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่เฉินชิงหยางพอดี "ก็จริง ข้ามีเพียงต้องรีบทะลวงตบะโดยเร็ว ทำให้ท่านอาจารย์พอใจถึงจะวางใจได้ ศิษย์น้องเฉินเอ๋ย ความหวังเดียวของศิษย์พี่ล้วนฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้ว มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สามารถรับฟังสิ่งที่ศิษย์พี่พูดเหล่านี้ได้!"
นางเก็บตัวเงียบ ไม่เคยคบค้าสมาคมกับผู้ใด ในช่วงหลายวันมานี้ คนที่นางพูดคุยด้วยมากที่สุด ก็มีเพียงเฉินชิงหยางเท่านั้น
"ศิษย์พี่วางใจเถิด แล้วท่านคิดว่าฉีซิวหย่วนจะทนผ่านไปได้ หรือทนไม่ไหวเล่า?"
หลิวเถากล่าว "พูดยาก เมื่อคนเรามาถึงจุดอับจนหนทาง ย่อมต้องมีความแตกต่างไปจากเดิมบ้างกระมัง"
เรื่องราวประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว หากทนผ่านไปได้ ย่อมต้องกลายเป็นความแค้นใหญ่หลวง ภายภาคหน้าคงหลีกเลี่ยงความยุ่งยากไปไม่ได้ หากทนไม่ไหว ไม่เพียงแต่จะเก็บเกี่ยวต้นกล้าเซียนได้เท่านั้น ทว่าความแค้นก็มลายหายไปด้วย
เมื่อเทียบกับหลิวเถาแล้ว เฉินชิงหยางดูจะมีอารมณ์อ่อนไหวน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาเพียงแค่คิดถึงเรื่องราวหลังจากนี้
สำนักเซียนที่เย็นชาถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเห็นแก่ 'ผลประโยชน์' เป็นที่ตั้ง!
"แล้วพวกเรามีวิธีใดที่จะทำให้เขาทนไม่ไหวได้หรือไม่?"
หลิวเถาส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด "เรื่องนี้ไม่ต้องไปคิดมันแล้ว สถานที่ที่เขาปิดด่านอยู่ไม่ไกลจากท่านอาจารย์นัก ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีกระจกวิเศษเก้ามรณะที่ท่านอาจารย์ฝังไว้ในร่างกาย ขอเพียงมีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว ท่านอาจารย์ก็สามารถรับรู้ได้ เจินเหรินระดับจู้จีมีอิทธิฤทธิ์พลิกแพลงได้สารพัด พวกเราอย่าได้ดูแคลนเป็นอันขาด"
เฉินชิงหยางขบคิดอีกครู่หนึ่ง "เข้าใจแล้ว ทว่ามีเรื่องหนึ่งที่ศิษย์พี่จำต้องใส่ใจ นั่นคือต้องคอยติดตามสถานการณ์ของฉีซิวหย่วนให้มาก เกรงว่าเมื่อเขาออกมาแล้วจะมาสร้างความลำบากใจให้กับพวกเราอีก"
กล่าวจบ เขาก็ไปหลอมโอสถ
หลิวเถาพยักหน้าเบาๆ อยู่ด้านหลังเขา
ตั้งแต่วิถีโอสถทะลวงระดับโอสถชักนำปราณขั้นสอง ก็ไม่ได้ใช้ต้นกล้าเซียนไปกับวิถีโอสถอีกเลย ความก้าวหน้าที่ได้รับล้วนมาจากการขบคิดของเฉินชิงหยางทั้งสิ้น รออีกไม่กี่วัน ก็สามารถลองให้เตาหนึ่งผลิตโอสถออกมาสามเม็ดตามปกติได้แล้ว
การกระทำเช่นนี้ย่อมช่วยเร่งการทะลวงระดับของหลิวเถาได้อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อดูจากตอนนี้ การที่นางทะลวงตบะย่อมเป็นผลดีต่อเขาเป็นอย่างมาก