- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 26 ความน่าเกรงขาม
บทที่ 26 ความน่าเกรงขาม
บทที่ 26 ความน่าเกรงขาม
เรื่องที่สวี่โหยวหายตัวไป ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในลานบ้าน
ช่วงสาย สวีหยงและหลวี่อวิ๋นเชินได้พูดคุยหารือเรื่องนี้กันโดยเฉพาะ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าสวี่โหยวมีธุระ
ไม่รู้ว่าหากผ่านไปอีกหลายวันแล้วยังไม่เห็นวี่แววของเขา คนทั้งสองจะได้ข้อสรุปเช่นไรอีก
ออกจากป้ายหงหลิง ก็มุ่งหน้าตรงไปยังบนเขา
ทุกวันสามารถได้รับโอสถชักนำปราณระดับสองสองเม็ด สีหน้าของหลิวเถากำลังดีขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นางเคยกล่าวไว้ว่าสามทวารคุมไฟนั้นเผาผลาญอายุขัย จำเป็นต้องรักษาระดับการฝึกตนให้รุดหน้าอยู่เสมอ
ตลอดสองร้อยปีเต็มๆ ที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ บัดนี้กำลังจะฟื้นฟู ไม่แน่ว่าอาจใช้เวลาอีกไม่นาน ก็จะเหมือนกับตนเอง ที่ค่อยๆ กลับมาดูอ่อนเยาว์ลง
วันนี้เมื่อไปถึงลานโอสถ นางกำลังก้มหน้าเดินวนไปมาอยู่ที่เดิม สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
ตั้งแต่สวีเป่าหลิงตายไป นี่เป็นครั้งแรกที่มีสภาพเช่นนี้ "ศิษย์พี่หญิง หรือว่าเรื่องการตายของนางถูกพบเข้าแล้ว?"
หลิวเถากล่าวอย่างร้อนรน พลางเดินวนไปมา "ใช่แล้ว"
เฉินชิงหยางรีบปิดประตูด้านหลังลง "ผู้ใดเป็นคนพบหรือ?"
"ไม่ใช่ฉีซิวหย่วน แต่เป็นศิษย์รับใช้ที่ท่านอาจารย์ส่งไปตามหานาง บัดนี้ท่านอาจารย์กำลังเดือดดาล ข้าไม่กล้าไปพบ ทำได้เพียงไปสืบข่าวผ่านทางศิษย์น้องคนอื่นๆ ในสายของพวกเรา"
ไม่ใช่ฉีซิวหย่วนเป็นผู้พบ นั่นหมายความว่าสวีเป่าหลิงตายไปแล้วอย่างน้อยสิบวัน ถึงมีคนสังเกตเห็นศพ
"แล้วข้อสรุปสุดท้ายคือสิ่งใด?"
"ท่านอาจารย์เอ่ยปากด้วยตนเองว่า สวีเป่าหลิงทะลวงระดับไม่สำเร็จ ธาตุไฟเข้าแทรกจนตกตาย" ยามที่กล่าวเช่นนี้ ภายในใจของหลิวเถาก็รู้สึกหวาดหวั่น
"เช่นนั้นศิษย์พี่หญิงยังจะกังวลสิ่งใดอีก?"
"ไอหยา!" หลิวเถาร้องขึ้นมา "ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าไม่รู้อะไร ท่านอาจารย์เป็นคนหวาดระแวง ที่กล่าวเช่นนี้ ผู้ใดจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือแกล้งเชื่อ หากเจ้าได้พบกับนางสักครั้ง ก็จะรู้ว่านางน่ากลัวเพียงใด!"
ดูท่าเจินเหรินอวิ๋นฉือผู้นี้จะมีอำนาจบารมีไม่น้อย หลิวเถาถึงได้หวาดกลัวนางเช่นนี้
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดแล้ว ทำทุกอย่างตามปกติก็พอ หากท่านลุกลี้ลุกลนเช่นนี้ กลับจะเผยพิรุธออกมาได้ง่าย"
"ข้าลุกลี้ลุกลนอย่างนั้นหรือ?" หลิวเถายื่นหน้าเข้ามาถามอีกครั้ง ท่าทางเหม่อลอยไร้สติ ขาดก็แต่ไม่ได้แปะคำว่า 'ลุกลี้ลุกลน' ไว้บนหน้าผากเท่านั้น
"อืม ลุกลี้ลุกลนมากเลยทีเดียว"
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรักษาร่างกายให้นิ่งสงบ จากนั้นก็รออยู่นานแสนนาน "ศิษย์น้อง แล้วตอนนี้เล่า เจ้าเห็นเป็นเช่นไร?"
"ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ทว่า..."
"ทว่าอะไรอีกเล่า?"
"ก็สภาพของท่านในตอนนี้ หากฉีซิวหย่วนเกิดสงสัยแล้วมาหาข้าถึงที่ ท่านจะรับมืออย่างไร?"
"จริงด้วย" หลิวเถาหยุดฝีเท้าลง พลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง "แล้วเจ้าว่า ฉีซิวหย่วนเขาจะมาหาถึงที่หรือไม่?"
"มาแน่ ต่อให้ไม่ใช่เพราะสงสัย แต่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น เขาก็ต้องมาถามข้าอยู่ดี"
หลิวเถาถามกลับมาอีกครั้ง "เจ้าจะทำอย่างไร?"
เฉินชิงหยางไม่เอ่ยปาก ราวกับได้บอกคำตอบแก่นางไปนานแล้ว
ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ในที่สุดแววตาของหลิวเถาก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมา "ตกลง ข้าจะทำตัวให้สงบลงก่อน อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้า ผู้ใดก็รู้ว่าข้ากับนังสารเลวนั่นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน หากข้าเป็นคนสังหารนาง นางก็น่าจะถูกไฟเผาจนเกรียมถึงจะถูก มิใช่ตายด้วยสภาพธาตุไฟเข้าแทรกเช่นนี้"
"คิดเช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว"
หลังจากนั้น เฉินชิงหยางก็ใช้เวลาไปกับการหลอมโอสถ ตั้งแต่ตอนเที่ยงไปจนถึงมืดค่ำ การหลอมโอสถเตานี้ถึงได้หยุดลง
ผลลัพธ์ของโอสถชักนำปราณระดับสองสองเม็ดนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ หลิวเถากำมันไว้ในมือด้วยท่าทางเคลิบเคลิ้มหลงใหล ความลุกลี้ลุกลนเมื่อครู่นี้ถูกโยนทิ้งไปทางด้านหลังเสียสิ้น
"โอสถน่วนหยาง แล้วก็โอสถรวบรวมปราณสี่เม็ดนี้ เจ้าเอาไปกินเถิด ส่วนโอสถชักนำปราณข้าขอรับไว้แล้วกัน ฮี่ๆ!"
หลังจากซ่อนโอสถไว้ในแขนเสื้อ เฉินชิงหยางก็ออกมาจากลานโอสถ
ทว่ายังเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็รับรู้ได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังมองตรงมายังตนเอง
ฉีซิวหย่วนยืนพิงอยู่ในเงามืดของต้นไทรด้านข้าง เมื่อเห็นเฉินชิงหยางปรากฏตัวขึ้นที่ลานโอสถของหลิวเถา สีหน้าของเขาก็มีความสงสัยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนการที่เขาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ กลับทำให้เฉินชิงหยางรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาสังหาร
เมื่อนึกถึงคำพูดในครั้งก่อน เขาจึงประสานมือคารวะ "คารวะศิษย์พี่ฉี!"
ทว่าฉีซิวหย่วนราวกับกลัวว่าจะมีคนมาเห็น เขาตวัดฝ่ามือกลางอากาศ พลังสายหนึ่งก็ดึงรั้งเฉินชิงหยางเข้าไปใต้กำแพง หยาบคายและไร้มารยาทเหมือนครั้งก่อนไม่มีผิด
"เจ้าอยากตายหรืออย่างไร คิดจะให้คนอื่นรู้หรือว่าข้าคุยกับเจ้า คราวก่อนที่ข้าพบเจ้าที่ลานบ้านของสวีเป่าหลิงนั่นเป็นความลับ เข้าใจหรือไม่?"
น้ำเสียงที่กดต่ำนั้น ดูดุดันเป็นอย่างมาก
เฉินชิงหยางเหม่อลอยไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร จึงทำได้เพียงเอ่ยปากตอบไปว่า "เข้าใจแล้ว"
"หึ วันนั้นที่ข้าพบเจ้า เจ้ายังเป็นศิษย์รับใช้ของสวีเป่าหลิงอยู่เลย เหตุใดวันนี้ถึงออกมาจากลานโอสถของหลิวเถาได้เล่า แถมยังเป็นเช่นนี้ทุกวันอีก?"
เฉินชิงหยางกล่าวตอบเหมือนเช่นเคย "ไม่ปิดบังศิษย์พี่ฉี สถานะศิษย์รับใช้อย่างพวกข้าจะมีอิสระอันใด วันนี้อยู่กับศิษย์พี่หญิงท่านนี้ พรุ่งนี้ไปอยู่กับศิษย์พี่หญิงท่านนั้น ล้วนไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยตนเอง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉีซิวหย่วนก็ดูจะเชื่อไปแล้วหลายส่วน ระหว่างที่ครุ่นคิดก็พยักหน้าเล็กน้อย "นั่นก็จริง ทว่านะ..."
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ฉีซิวหย่วนก็หรี่ตาลง จู่ๆ ก็ยิ้มกว้างให้เฉินชิงหยาง "ไป ตามข้าไปจากที่นี่ก่อน ข้ามีของดีจะให้เจ้า!"
ของดี!
แน่นอนว่าเฉินชิงหยางย่อมไม่เชื่อ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเขา แม้จะทำตัวว่านอนสอนง่ายเพียงใด ก็ยังถูกเขาลงไม้ลงมือข่มขู่จนล้มลงไปกองกับพื้นอยู่ดี
สำหรับคนเช่นนี้แล้ว ศิษย์รับใช้กระจอกๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษหญ้าริมทาง จะมีของดีอะไรมาให้กัน
"ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ฉีมีของดีอะไรจะให้ข้าหรือ?"
เฉินชิงหยางเพิ่งจะถามออกไปประโยคเดียว ฉีซิวหย่วนก็เริ่มหมดความอดทน กลายเป็นความหงุดหงิดอย่างหนัก "ไอ้แก่อย่างเจ้าจะถามอะไรหนักหนา ตามไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ!"
"ขอบคุณศิษย์พี่ฉีที่เมตตา" กล่าวจบ เฉินชิงหยางก็ชี้ไปยังลานโอสถของหลิวเถาที่อยู่ไม่ไกล
"งานของศิษย์พี่หลิวเถายังทำไม่เสร็จ ต่อให้ตอนนี้จะจากไป ข้าก็ต้องบอกนางก่อน ศิษย์พี่หลิวเถาอารมณ์ร้าย ระดับการฝึกตนก็สูง หากทำให้ขุ่นเคืองคงยุ่งยากเป็นแน่!"
เป็นดังคาด ฉีซิวหย่วนหวาดเกรงหลิวเถาอยู่บ้าง น้ำเสียงของเขาจึงผ่อนคลายลง "ไม่เป็นไรหรอก เรื่องที่ล่วงเกินศิษย์พี่หลิวเถา พรุ่งนี้ข้าค่อยมาพูดเอง ตอนนี้เจ้าต้องไปกับข้า!"
เขาไม่ปล่อยให้เฉินชิงหยางขยับตัว เพียงแค่ตวัดฝ่ามือ พลังสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากรอบทิศทาง จับตัวเฉินชิงหยางไว้แล้วเตรียมจะลากออกไปนอกลานโอสถ
หากตามไปจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าเฉินชิงหยางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
จังหวะที่กำลังคิดว่าจะเปิดเผยความแข็งแกร่ง และนำหยกเจี่ยนอุ่นออกมาดีหรือไม่ กลับได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากประตูที่อยู่ไม่ไกล
พร้อมกับแสงสลัวๆ ที่สาดส่องออกมา หลิวเถาก็เคลื่อนกายเข้ามาด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่งนัก
นางใช้ไม้เท้าค้ำยัน พลางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา เพียงแค่ปล่อยประกายไฟออกมาเพียงเล็กน้อย พลังที่อยู่รอบตัวเฉินชิงหยางก็สลายหายไปจนสิ้น
คนหนึ่งเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นเก้า
อีกคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวก้าวข้ามไปยังระดับหนิงหยวน
ฉีซิวหย่วนไม่กล้าเหิมเกริมอีก ทำได้เพียงฝืนยิ้มประจบ "เหตุใดข้ามาที่ลานโอสถ ถึงขั้นทำให้ศิษย์พี่หลิวเถาตกใจได้เล่า"
"หึ หรือว่าศิษย์น้องฉีเองก็หลงใหลในการหลอมโอสถด้วยเช่นกัน แล้วดึงตัวศิษย์รับใช้ของข้าไปทำสิ่งใดหรือ?"
ฉีซิวหย่วนยิ้มพลางส่ายหน้า "ล้อเล่นน่า ศิษย์พี่หญิงก็รู้ว่าข้ามันคนโง่เขลา แม้แต่วิชาที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจ จะมีปัญญาไปศึกษาศิลปะทั้งเจ็ดได้อย่างไร"
หลิวเถากล่าวอีกครั้ง "ในเมื่อไม่ใช่เช่นนั้นก็ไสหัวไปเสีย บัดนี้ข้าอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการก้าวข้ามไปยังระดับหนิงหยวน หากขาดความช่วยเหลือจากเขา ก็จะส่งผลกระทบต่อการหลอมโอสถ และส่งผลกระทบต่อวิถีเต๋าของข้า เมื่อถึงเวลานั้น ความแค้นนี้คงไม่อาจคลี่คลายได้แน่"
การขัดขวางวิถีเซียนของผู้อื่น ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล้นชิงทรัพย์สินและพรากชีวิต
เฉินชิงหยางสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน สำหรับคำว่าไสหัวไปของหลิวเถา ฉีซิวหย่วนไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรนัก ทว่ากลับรู้สึกสงสัยในความสำคัญของศิษย์รับใช้ตรงหน้าผู้นี้เสียมากกว่า "ศิษย์พี่หญิงคงไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่ เขาแม้แต่ระดับเลี่ยนชี่ยังไม่มี จะทำอันใดให้ท่านได้?"
หลิวเถากลับกล่าวว่า "ดูท่าระดับการฝึกตนของเจ้าจะธรรมดาจริงๆ ถึงมองไม่ออกว่าเขาบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งแล้ว"
ฉีซิวหย่วนย่อมตกตะลึงอยู่ในใจ เมื่อสังเกตเฉินชิงหยางอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่ากลิ่นอายแตกต่างไปจากเดิมจริงๆ "นี่... บรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งแล้ว เหตุใดยังต้องมาเป็นศิษย์รับใช้อีก ไม่เข้าไปเป็นศิษย์สายนอกเลยเล่า?"
หลิวเถาแค่นเสียงเย็น "หากเขาเข้าไปเป็นศิษย์สายนอก ผู้ใดจะมาช่วยข้าหลอมโอสถเล่า ศิษย์น้องฉีดูแลเรื่องของตนเองให้ดีเถิด"
เมื่อมองไปยังเฉินชิงหยาง ภายในใจของฉีซิวหย่วนก็เดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง ทว่าก็จนปัญญา
"ไอ้แก่อย่างเจ้าโชคดีจริงๆ ที่มีศิษย์พี่หลิวเถาคอยคุ้มครองเจ้าไว้ เจ้าต้องปรนนิบัติศิษย์พี่หลิวเถาให้ดีล่ะ อย่าทำให้นางต้องขุ่นเคืองเชียว"
เมื่อได้ยินคำข่มขู่ที่แฝงมา หลิวเถาก็ใช้ไม้เท้าค้ำยัน แตะลงบนพื้นเบาๆ พลันประกายไฟสีแดงเพลิงก็พัดโหมกระหน่ำมาจากรอบทิศทาง ทำให้ฉีซิวหย่วนที่อยู่ตรงกลางถูกกระแทกจนต้องถอยหลังไปสามก้าว
"จำไว้ หากศิษย์รับใช้ของข้าเกิดเรื่องขึ้นมา ข้าจะไปคิดบัญชีกับเจ้าเป็นคนแรก ข้าอายุตั้งสี่ร้อยปีแล้ว หากทะลวงระดับไม่ได้ก็มีแต่ตายสถานเดียว แต่ศิษย์น้องฉีอย่างเจ้ายังหนุ่มยังแน่นอยู่นะ!"
คำข่มขู่ปรากฏชัดเจนบนใบหน้า ฉีซิวหย่วนมองดูแล้วเหลือเพียงความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
นิสัยอารมณ์ร้ายของหลิวเถานั้นขึ้นชื่อ นางอาจจะยอมแลกด้วยชีวิต เพื่อสังหารเขาจริงๆ
"ศิษย์พี่หลิวเถาวางใจเถิด... ส่วนศิษย์น้องเฉิน ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเจ้า ขอให้เจ้าช่วยอธิบายให้ศิษย์พี่หลิวเถาฟังด้วย สิ่งใดที่ไม่ควรพูดก็จงอย่าพูด" จากการเน้นคำในสองสามคำสุดท้าย เฉินชิงหยางก็เข้าใจความหมายของเขาได้ในทันที
"ขอบคุณศิษย์พี่ฉีที่ใจกว้าง"
หลังจากส่งฉีซิวหย่วนกลับไปแล้ว เฉินชิงหยางก็จำต้องกลับเข้าไปในลานโอสถของหลิวเถาอย่างช่วยไม่ได้
ตอนอยู่ด้านนอก หลิวเถาช่างดูน่าเกรงขาม ทว่าเมื่อเข้ามาในลานโอสถแล้ว ก็พลันกลับมาลุกลี้ลุกลนอีกครั้ง
"ไอหยา เขามาหาจริงๆ ด้วย เขาถามสิ่งใดเจ้าบ้าง... ถามว่าสวีเป่าหลิงตายแล้ว เหตุใดเจ้าจึงไม่ใช่คนแรกที่พบใช่หรือไม่... หรือถามว่าเหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
นางไม่ได้หวาดกลัวฉีซิวหย่วน ทว่ากลับหวาดกลัวท่านอาจารย์เจินเหรินอวิ๋นฉือ
เฉินชิงหยางดูสงบนิ่งกว่านางมาก "ไม่ต้องลุกลี้ลุกลนไป สถานการณ์ดีกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้มาก"
"ดีหรือ" น้ำเสียงของหลิวเถาสูงปรี๊ด "ดีตรงไหนกัน?"
"เมื่อครู่ข้าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ ฉีซิวหย่วนถึงมีเจตนาสังหารต่อข้า ภายหลังถึงได้รู้ว่าการตายของสวีเป่าหลิงไม่ได้แค่ทำให้ท่านตกใจ แต่ยังทำให้เขาตกใจด้วย ในมุมมองของเขา คนที่สวีเป่าหลิงพบเจอเป็นคนสุดท้ายก่อนตายก็คือเขา แถมวันนั้นยังทะเลาะกันรุนแรง หากธาตุไฟแตกซ่านจนธาตุไฟเข้าแทรกจริงๆ เขาจะหนีความผิดพ้นได้อย่างไร ข้าในฐานะพยานเพียงคนเดียวที่บังเอิญไปเจอเข้า มีเพียงฆ่าข้าปิดปากเท่านั้น เรื่องนี้ถึงจะถูกปิดบังเอาไว้ได้ตลอดกาล"
เฉินชิงหยางเริ่มครุ่นคิด เจินเหรินอวิ๋นฉือผู้นี้เป็นบุคคลเช่นไรกันแน่?
ความหวาดกลัวของหลิวเถาและฉีซิวหย่วน ล้วนมาจากนางทั้งสิ้น
เมื่อหลิวเถาได้ฟังดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะลั่น "จริงด้วย ข้ากลัวท่านอาจารย์ถึงเพียงนี้ เขาเองก็คงต้องกลัวมากกว่าข้าแน่ หากท่านอาจารย์รู้ว่าเขาปรากฏตัวขึ้นก่อนที่นังสารเลวจะตายสามวัน ต่อให้ไม่มีความผิดก็ต้องถูกสงสัยไปพักใหญ่ พูดมาเช่นนี้แล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าจบสิ้นแล้วสินะ!"
จะจบหรือไม่นั้นตอนนี้ยังไม่อาจบอกได้ ภายในใจของเฉินชิงหยางยังคงมีความกังวลอยู่ ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทางลุกลี้ลุกลนของหลิวเถาแล้ว ก็ยังไม่คิดจะพูดออกมา "ศิษย์พี่หญิงช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก เพียงแค่สะกิดนิดเดียวก็เข้าใจ วันนี้ที่ข้ารักษาชีวิตไว้ได้ ล้วนเป็นเพราะศิษย์พี่หญิงออกมาได้ทันเวลาจริงๆ!"
เมื่อเห็นเฉินชิงหยางค้อมคารวะตนเองด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ใบหน้าของหลิวเถาก็แดงระเรื่อขึ้นมา พร้อมกับรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ
"ไอ้แก่อย่างเจ้าคงไม่ได้คิดว่าศิษย์พี่อย่างข้าเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วจะกลายเป็นแมวป่วยหรอกนะ ข้าก็แค่มีสภาพเช่นนี้ในตอนนี้ ไม่ค่อยอยากออกไปพบปะผู้คนสักเท่าใดนักหรอก"
น้ำเสียงในช่วงท้าย แฝงไปด้วยความรู้สึกหดหู่และสิ้นหวังอยู่บ้าง