เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 อี๋หยวน

บทที่ 23 อี๋หยวน

บทที่ 23 อี๋หยวน


สามวันหลังจากนั้น

ภายในลานบ้าน สวี่โหยวเริ่มให้ความสนใจเฉินชิงหยางมากขึ้น ไม่เพียงแต่หยั่งเชิงหลายต่อหลายครั้ง แต่ถึงขั้นแอบลอบสังเกตการณ์อย่างลับๆ เรื่องนี้ทำให้เฉินชิงหยางรู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูก หลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถลงมือทำได้อย่างเต็มที่ ดูท่าคงต้องหาวิธีจัดการเสียแล้ว

ค่ำคืนของอีกวันหนึ่ง

จันทร์เสี้ยวโค้งดั่งตะขอ ภูเขาทะมึนดั่งปีศาจมาร

หลังจากออกจากห้องหลอมโอสถของหลิวเถาแล้ว เฉินชิงหยางก็มานั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นสนบริเวณกลางไหล่เขาอีกครั้ง

ชั่วขณะที่จิตนึกคิด อักษรตัวเล็กสีทองก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า

[เฉินชิงหยาง]

[ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสาม]

[เคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวี: (1/1000)]

[โอสถชักนำปราณระดับสอง: (19/300)]

[คัมภีร์ไท่หุน (ฉบับไม่สมบูรณ์): (35/300)]

[ต้นกล้าเซียนที่ใช้ได้: 1]

ตั้งแต่ไม่มีแหล่งพลังงานอย่างสวีเป่าหลิง การฝึกปรือก็ก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้ายิ่งนัก ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองโอสถไปไม่น้อย แม้แต่ละวันจะพากเพียรฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ความคืบหน้าของเคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีก็เพิ่งจะเพิ่มขึ้นมาแค่ 1 เท่านั้น

เคยสนทนากับอู๋ป๋อโหย่ว ศิษย์ของยอดเขาสี่ทองเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับเลี่ยนชี่แล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ฝึกเคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีอีก หรืออย่างมากก็ฝึกถึงแค่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสาม วิชาเคล็ดนี้เน้นการขัดเกลาจุดตันเถียนและเส้นลมปราณ ถือเป็นพื้นฐานจนเกินไป ไม่ค่อยเหมาะกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเลี่ยนชี่ ด้วยเหตุนี้ผู้เป็นอาจารย์จึงมักจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาใหม่ให้ ทว่าตัวเขากลับขาดแคลนในจุดนี้

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉินชิงหยางก็นำหยกเจี่ยนอุ่นมากำไว้ในมืออีกครั้ง บนนั้นมีประกายไฟสายหนึ่งปรากฏขึ้น พร้อมกับสลักเสลาเงาร่างจางๆ ออกมา นั่นก็คือสวีเป่าหลิง

การจับนางขังลืมเป็นวิธีที่ทำให้นางสงบสติอารมณ์ลงได้เร็วที่สุดจริงๆ ตอนนี้นางไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว ทำเพียงจ้องมองเฉินชิงหยางอย่างเหม่อลอย ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังเอื้อนเอ่ยคำใดไม่ออก

"ไม่ว่าเมื่อก่อนเจ้าจะกำเริบเสิบสานเพียงใด แต่ตอนนี้เจ้าตกอยู่ในกำมือของข้าแล้ว การที่เจ้าสามารถปั่นหัวข้าได้ตามใจชอบมันเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว หวังว่าเจ้าจะเข้าใจในจุดนี้ให้ชัดเจน!"

สวีเป่าหลิงพยายามข่มกลั้นเอาไว้ นางพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ตัวเองที่เหลือเพียงดวงวิญญาณดูอ่อนโยนและเย้ายวนขึ้นมาบ้าง น่าเสียดายที่เงาร่างนั้นเลือนรางจนเกินไป จึงมองอะไรไม่เห็นเลย

"ศิษย์น้องเฉิน หรือว่าศิษย์พี่อย่างข้าดีต่อเจ้าไม่พอหรือ ใช้ชีวิตมาถึงสองร้อยปี บนเรือนร่างนี้สิ่งใดที่ควรมองหรือไม่ควรมอง ข้าก็เคยให้เจ้าดูเพียงคนเดียวเท่านั้นนะ..."

เฉินชิงหยางแค่นเสียงเย็น "โอสถพิษ จิตสังหาร การชิงไหวชิงพริบ สารพัดเรื่องราวเหล่านี้ล้วนทำให้ข้าสังหารเจ้าได้ เจ้าเป็นคนฉลาด ควรจะเข้าใจดีว่าต้องแสดงคุณค่าที่คู่ควรออกมา ถึงจะทำให้เจ้ามีชีวิตรอดต่อไปได้"

"เจ้า..." สวีเป่าหลิงชะงักไปอีกครา นางมีท่าทีลังเลและกระวนกระวายใจ ท่าทีโอหังแต่เดิมมลายหายไปสิ้นในชั่วข้ามคืน "เจ้า... เป็นใครกันแน่?"

"นั่นไม่ใช่ประเด็น"

"เจ้า... บอกว่าวันหน้าจะปล่อยข้าไป ให้ข้าหล่อหลอมกายทองคำขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?"

"ต่อให้ไม่อาจหล่อหลอมกายทองคำขึ้นมาใหม่ได้ ก็ยังสามารถให้เจ้าสิงสู่ร่างคนตายเพื่อคืนชีพได้ คนอย่างข้ารักษาคำพูดเสมอ"

"เฮ้อ!" สวีเป่าหลิงทอดถอนใจออกมาอีกครั้ง อาจเป็นเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับ จึงจำต้องยอมรับชะตากรรม "เช่นนั้นศิษย์น้องเฉินโปรดบอกมาเถิด เจ้าเก็บข้าไว้จะมีคุณค่าอันใด?"

น้ำเสียงอ่อนโยน ท่าทีก็ดูจริงใจขึ้นมา

"สถานะของข้าในตอนนี้คือศิษย์รับใช้ ดังนั้นเคล็ดวิชาและอิทธิฤทธิ์มากมายของศิษย์สายนอกจึงไม่อาจฝึกฝนได้ สำนักไท่ซวีก็มีกฎเกณฑ์ การแอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาเป็นความผิดถึงตาย หากเจ้าเป็นผู้ถ่ายทอดให้ข้า ก็จะหมดความกังวลในเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?"

สวีเป่าหลิงกล่าวว่า "ข้าเห็นเจ้าบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นสามแล้ว อายุร้อยยี่สิบปีนับว่ามีพรสวรรค์เพียงระดับทั่วไป แต่ก็ยังดีที่สามารถหลอมโอสถชักนำปราณออกมาได้ การอยากจะหาอาจารย์สักคนในหมู่ศิษย์สายนอกเพื่อฝากตัวรับใช้นั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร ประจวบเหมาะกับอาจารย์ของข้า เจินเหรินอวิ๋นฉือ มีความรู้กว้างขวาง ในบรรดาเจินเหรินระดับจู้จีก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ศิษย์น้องมิสู้ฝากตัวเป็นศิษย์ของนางเสียเล่า แค่ไปหาหลิวเถาเพื่อให้ช่วยเป็นผู้แนะนำก็พอ"

นางมีแผนการอันใดอยู่ในใจ เฉินชิงหยางย่อมพอจะคาดเดาได้บ้าง

"เจ้าอยากให้ข้าพาดวงวิญญาณของเจ้าไปใกล้ชิดกับอาจารย์ของเจ้าสินะ ข้าจะเห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งทำเป็นครั้งแรก จะไม่ถือสาหาความกับเจ้า หากมีครั้งหน้าอีกล่ะก็ ข้าจะสังหารเจ้าทิ้งเสีย"

ความเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมเช่นนี้ ทำเอาสวีเป่าหลิงที่ได้ฟังถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ จากนั้นเงาร่างสายนั้นก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา ราวกับปีศาจสาวผู้ลุ่มหลง! "นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้ เจ้าจะให้ข้าพูดอะไรเล่า ข้ากลัวเหลือเกินว่าหากพูดอะไรผิดหูศิษย์น้องอย่างเจ้าไป แล้วจะต้องตายตกอย่างไร้เหตุผลในทันที"

หากบอกว่าสวีเป่าหลิงโง่เขลา เช่นนั้นในโลกนี้ก็คงไม่มีคนฉลาดแล้ว แสร้งทำเป็นโง่ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก สิ่งที่นางทำไปทั้งหมดก็เพื่อทดสอบขีดจำกัดความอดทนของเฉินชิงหยางเท่านั้น

"เข้าเรื่องได้แล้ว"

สวีเป่าหลิงร้องไห้กระซิกพลางกล่าวว่า "เคล็ดวิชาที่ข้าฝึกฝนคือวิถีเทวะเที่ยงแท้ ล้ำเลิศกว่าสามทวารคุมไฟของหลิวเถานั่นตั้งมากมาย แล้วเจ้าอยากจะฝึกหรือไม่เล่า?"

เคล็ดวิชาที่เน้นฝึกฝนจิตวิญญาณ ไม่เป็นที่ถูกใจเฉินชิงหยางเท่าคัมภีร์ไท่หุน ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นสิ่งที่เจินเหรินระดับจู้จีเป็นผู้ถ่ายทอดลงมาด้วยตนเอง หากมีคนมาเห็นตอนที่เขาใช้วิชานี้เข้า จะไม่เป็นการหาเหาใส่หัวหรอกหรือ

ขณะที่เฉินชิงหยางนิ่งเงียบไป สวีเป่าหลิงก็กล่าวขึ้นมาอีกว่า "ทว่าวิชานี้เริ่มฝึกได้ยากยิ่งนัก เป็นเพราะข้าได้รับความโปรดปรานจากท่านอาจารย์ ได้รับการชี้แนะจากนางด้วยตนเองถึงได้สามารถฝึกขั้นพื้นฐานได้ แน่นอนว่าหากฝึกสำเร็จแล้วความแข็งแกร่งก็ถือว่าน่าเกรงขามเช่นกัน มิเช่นนั้นหลิวเถานั่นจะกลัวข้าทะลวงระดับได้ จนต้องยอมทุ่มเทสุดกำลังเพื่อดึงเจ้ามาเล่นละครฉากนี้ให้ข้าดูได้อย่างไร... ข้าเองก็ถูกศิษย์น้องอย่างเจ้าหลอกเอา มิเช่นนั้นล่ะก็..."

ตอนท้ายประโยคน้ำเสียงแฝงความแง่งอน ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงเป็นอย่างยิ่ง

เฉินชิงหยางยังคงสีหน้าเรียบเฉย "สำหรับข้าแล้วการเริ่มฝึกไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าไม่เหมาะสม เจ้าลองกลับไปคิดดูให้ดีๆ อีกทีเถิด!"

เมื่อสวีเป่าหลิงเห็นว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระทำของนาง ก็ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น สองมือลูบไล้เรือนร่าง ท่วงท่าเย้ายวนมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดขยับเข้าไปเอนซบเฉินชิงหยาง น่าเสียดายที่ตอนนี้นางเป็นเพียงแค่ร่างที่ไร้ตัวตน

"หากไม่กลัวว่าเริ่มฝึกยากล่ะก็ เช่นนั้นในบรรดาศิลปะทั้งเจ็ด สิ่งที่ยากที่สุดก็คือวิถีกระบี่ ศิษย์น้องไฉนไม่ลองดูสักหน่อยเล่า?"

วิถีกระบี่

นั่นไม่ใช่วิชาที่หลี่เชียนเสวี่ยฝึกฝนอยู่หรอกหรือ

ใช้เวลาร้อยปีในการบรรลุระดับจู้จี อีกทั้งยังเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกกระบี่ วิชาที่ฝึกคือเคล็ดวิถีกระบี่ที่ยากเป็นอันดับต้นๆ ของสำนักไท่ซวี นี่ต่างหากที่เป็นที่มาของสมญานามธิดาสวรรค์ของนาง

"พูดต่อไปสิ"

"ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าอยากจะฝึกเคล็ดกระบี่จริงๆ หรือ!" ในน้ำเสียงของสวีเป่าหลิงเจือไปด้วยความขบขัน "เอาเถิด เช่นนั้นศิษย์พี่อย่างข้าก็จะเล่าให้เจ้าฟัง เดิมทีการบำเพ็ญเซียนมีเพียงหกศิลปะ การเพิ่มวิถีกระบี่เข้าไปมีเพียงสำนักไท่ซวีของเราที่ทำเช่นนี้ เพราะที่สำนักไท่ซวีของเราสามารถหยัดยืนอย่างมั่นคง สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแดนชิงหมิงได้ ก็ล้วนพึ่งพาผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้..."

"พูดเข้าประเด็น"

"ศิษย์น้อง ดูสิเจ้าจะรีบร้อนไปไย... ปีนั้นข้าก็เหมือนกับเจ้า เพิ่งจะบรรลุระดับเลี่ยนชี่ขั้นสาม ท่านอาจารย์กำชับว่าข้าสามารถเดินในเส้นทางของอักขระยันต์ได้ แต่ข้ากลับมุ่งมั่นอยากจะได้วิชาที่เก่งกาจที่สุด ดังนั้นตอนที่ไปเยือนอวิ๋นจี๋อวี้เชวี่ยเป็นครั้งแรก ข้าจึงเลือกศึกษาวิถีกระบี่พื้นฐานแขนงหนึ่ง ผลลัพธ์น่ะหรือ ย่อมจินตนาการได้ว่าสูญเสียเวลาไปเปล่าๆ ถึงหนึ่งปีเต็ม หากศิษย์น้องต้องการ ข้าก็สามารถมอบให้เจ้าได้"

เฉินชิงหยางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในทันที "วิถีกระบี่มีชื่อว่าอันใด จงบอกเนื้อหาให้ข้าฟังอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สวีเป่าหลิงก็ตอบตกลงอย่างยินดี "วิชานี้มีชื่อว่ากระบี่อี้หยวน ซึ่งก็หมายถึงจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกหรือสายในของสำนักไท่ซวีเรา หรือแม้แต่ศิษย์สืบทอดสายตรงอย่างหลี่เชียนเสวี่ยผู้นั้น ต่างก็เคยฝึกฝนมาก่อน... หึๆ ข้าจะพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าไปทำไมกัน ในเมื่อเจ้าเป็นคนที่รู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ?"

ชื่อนี้คุ้นหูเป็นอย่างมาก เฉินชิงหยางนึกถึงอดีตอันแสนไกลได้อย่างเป็นธรรมชาติ

'กระบี่อี้หยวน วันนี้ข้าจะใช้เจ้าปูทางสู่วิถีกระบี่ของข้า...'

'ภายในหนึ่งเดือน ก็เข้าใจพื้นฐานแล้ว'

'ภายในสามเดือน ก็เรียกได้ว่าบรรลุขั้นสมบูรณ์... พี่ชิงหยาง ประมุขกระบี่ไท่ฮ่าวเห็นว่าข้ามีปัญญาญาณในวิถีนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้าต้องไปแล้ว...'

มีเรื่องราวมากมายที่เลือนรางอยู่ในหัว ทว่ามีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ยังคงจดจำได้อย่างฝังลึก

นับแต่นั้นมาคนทั้งสองก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย จนกระทั่งปัจจุบัน คนหนึ่งหลับใหลไม่ได้สติ ส่วนอีกคนก็เกือบจะตายตกไปก่อนหน้าที่จะได้ฝึกปราณ

"เป็นอย่างไร ศิษย์น้องคิดอะไรขึ้นมาได้อีกหรือ?"

เมื่อเห็นเขานิ่งเงียบ สวีเป่าหลิงก็ย่อมเดาออกได้บ้าง

"เอากระบี่อี้หยวนนี่แหละ นี่ไม่ใช่วิชาที่ท่านอาจารย์ของเจ้าเป็นผู้ถ่ายทอดลงมา เจ้าก็ไม่ถือว่าละเมิดกฎของสำนักหรอก"

คราวนี้สวีเป่าหลิงไม่ได้พูดจาไร้สาระแต่อย่างใด นางท่องจำเนื้อหาทั้งหมดให้เฉินชิงหยางฟังต่อหน้าตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม "ไม่ทราบว่าศิษย์น้องจดจำไปได้มากน้อยเพียงใด ของสิ่งนี้ข้าท่องจำได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว อยากให้ข้าทวนให้อีกรอบหรือไม่?"

เฉินชิงหยางกล่าวว่า "ไม่ต้องแล้ว"

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ ก็คือความจำที่ดีเยี่ยมด้วยเช่นกัน ในจุดนี้ สวีเป่าหลิงที่เคยฝึกฝนวิถีเทวะเที่ยงแท้ถือว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นยิ่งกว่า

เพียงแต่...

บนหน้าต่างระบบ กลับไม่ปรากฏอักษรคำว่ากระบี่อี้หยวนสามคำนี้เลย

เฉินชิงหยางมั่นใจว่าตัวเองจำได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว ถึงขั้นครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่ง นี่อธิบายได้เพียงอย่างเดียวว่าสวีเป่าหลิงกำลังพูดจาเหลวไหล

"หึ ตั้งแต่ข้าเริ่มทำดีกับเจ้า เจ้าก็เริ่มเหิมเกริมแล้ว ตอนนี้ถึงขั้นเอาเคล็ดวิชาปลอมมาหลอกลวงข้า เดิมทีข้าคิดจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง ดูท่าตอนนี้คงจะไม่จำเป็นแล้ว"

สวีเป่าหลิงเริ่มร้อนรนขึ้นมา "ศิษย์น้องเฉินยังไม่ได้ดูเลย ก็ด่วนสรุปว่าเป็นของปลอมแล้ว หากอยากจะฆ่าข้าจริงๆ แล้วเหตุใดต้อง..."

ไม่ปล่อยให้โอกาสนางได้พูด เฉินชิงหยางออกแรงเพียงเล็กน้อย ก็ดูดรั้งสวีเป่าหลิงเข้าไปในหยกเจี่ยนอุ่น พลันเสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาไม่ขาดสาย

"ใช้วิชาปลอมทำให้ข้าธาตุไฟเข้าแทรก แล้วเจ้าก็จะใช้อานุภาพของวิถีเทวะเที่ยงแท้มาสิงสู่แย่งชิงร่างของข้าไป นับแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าจงถูกเปลวไฟแผดเผา จนกว่าจิตวิญญาณจะแตกซ่านสลายสิ้นไปเถิด!"

สวีเป่าหลิงตกใจจนหน้าถอดสี นางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเฉินชิงหยางกลับไม่อยากฟังอีกต่อไป ทำเพียงกำหยกเจี่ยนอุ่นไว้ในมือ ถ่ายทอดปราณแท้เข้าไปอย่างแผ่วเบา หลังจากทนทุกข์ทรมานจากการถูกเปลวไฟแผดเผาสักสี่ห้าวัน นางก็คงจะมอดไหม้ไปเอง

ถนนตอนลงเขา เฉินชิงหยางเดินไม่เร็วนัก รอจนกระทั่งเข้าใกล้ลานบ้าน ฝีเท้าก็ยิ่งเชื่องช้าลง

กายเนื้อของสวีเป่าหลิงตายไปได้ระยะหนึ่งแล้ว หากฉีซิวหย่วนใส่ใจนางจริงๆ เช่นนั้นเขาก็ควรจะรู้ข่าวการตายของนางแล้ว ด้วยเหตุนี้ในสถานที่ที่เขาใช้สัญจรไปมาเป็นประจำเช่นนี้ เขาจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากยิ่งขึ้น

ห่างจากประตูของลานบ้านเพียงแค่สามก้าว จู่ๆ เฉินชิงหยางก็ขนลุกซู่ สัมผัสได้ว่ามีคนซ่อนตัวอยู่หลังกำแพง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ตัวเองมากอีกด้วย

เมื่อลองพิจารณาดูให้ดี กลิ่นอายนี้ดูเหมือนจะคุ้นเคยอยู่บ้าง

ไม่ใช่ฉีซิวหย่วน แต่เป็นสวี่โหยว

เขามาทำอะไรที่นี่?

มารอตัวเอง

เฉินชิงหยางสวมรอยทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ก้าวไปข้างหน้าอีกครึ่งก้าว

พลันเห็นเงาดำสายหนึ่งจากหลังกำแพงพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงยิ่ง เฉินชิงหยางที่ล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่ายมาตั้งแต่แรก ท่าทียังคงเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อยเช่นเดิม ทำเพียงกระชับหยกเจี่ยนอุ่นในอกเสื้อให้แน่นขึ้น

เป็นดังคาด ในยามที่ใกล้จะถึงตัวเขา เงาดำสายนั้นก็รั้งพลังทั้งหมดกลับคืนไป เพียงแค่ทำให้เสื้อผ้าของเขาปลิวไสวเท่านั้น

เมื่อหยุดลง ชายวัยสี่สิบ ทว่ากลับให้ความรู้สึกเหมือนเด็กหนุ่ม จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสวี่โหยว

"ที่แท้ก็ศิษย์พี่เฉินนี่เอง เกือบจะทำร้ายคนดีผิดตัวเสียแล้ว!"

ภายใต้รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเสแสร้ง

ความเร็วในการลงมือของเขาช่างรวดเร็วยิ่งนัก เผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระดับเลี่ยนชี่ขั้นหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ หากเฉินชิงหยางสามารถตอบสนองได้ทัน หรือถึงขั้นรับมือเอาไว้ได้ นั่นก็มากพอที่จะอธิบายได้ว่าอีกฝ่ายบรรลุระดับไปนานแล้ว

"สวี่... ศิษย์น้องสวี่ เจ้าทำเช่นนี้ด้วยเหตุใดกัน?"

บนใบหน้าของเฉินชิงหยาง เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจอยู่บ้าง

"โธ่เอ๊ย โทษทีที่ข้าระแวดระวังมากจนเกินไป คิดว่ามีคนมาทำเรื่องชั่วช้าในยามวิกาล เลยเกือบจะทำร้ายเจ้าผิดตัวเสียแล้ว" พูดจบก็ประสานมือคารวะ กลบเกลื่อนการโจมตีเมื่อครู่ให้ผ่านพ้นไปอย่างแนบเนียน "ยังดีที่ศิษย์พี่เฉินไม่เป็นอะไร เหตุใดถึงเพิ่งกลับมาป่านนี้เล่า?"

เฉินชิงหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาไม่น้อย "ย่อมเป็นเพราะมีเรื่องน่ายินดี ถึงได้ทำให้เสียเวลาไปบ้าง"

ระหว่างที่พูด เขาก็หยิบโอสถพิษเม็ดหนึ่งมาไว้ในมือ "ศิษย์น้องสวี่ ลองดูสิ โอสถรวบรวมปราณที่ข้าเหลือจากวันนี้ คุณภาพเป็นอย่างไรบ้าง?"

สวี่โหยวถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ในแววตาฉายประกายความโลภขึ้นมาวูบหนึ่ง "ก็... ยอดเยี่ยมมาก"

"หาได้ยากนักที่เจ้าจะมาเฝ้าอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเรา ช่างมีน้ำใจจริงๆ"

ยื่นโอสถส่งไปให้ สวี่โหยวรับไว้ด้วยความระมัดระวัง ชั่วขณะหนึ่งเขาเริ่มสับสนขึ้นมาจริงๆ แล้วว่า เฉินชิงหยางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

"ศิษย์น้อง เมื่อครู่ข้า... ต้องขออภัยจริงๆ"

......

เมื่อกลับเข้ามาในห้อง

เฉินชิงหยางรอจนกระทั่งในหัวปรากฏใบหน้าของสวี่โหยวขึ้นมา หลังจากเก็บเกี่ยวต้นกล้าเซียนมาได้ 4 สาย เขาถึงได้เริ่มนั่งสมาธิด้วยความพึงพอใจ

จบบทที่ บทที่ 23 อี๋หยวน

คัดลอกลิงก์แล้ว