- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเศรษฐีด้วยตาเทพ
- บทที่ 5 - ฝีมือปรมาจารย์
บทที่ 5 - ฝีมือปรมาจารย์
บทที่ 5 - ฝีมือปรมาจารย์
บทที่ 5 - ฝีมือปรมาจารย์
คนรวยเขาคุยกันตรงไปตรงมาแบบนี้เลยเหรอเนี่ย?
สือเหล่ยไม่คิดว่าโจวเจิ้นซานจะถามราคาตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม แต่เขาก็รีบตอบกลับไปทันที "อย่างที่บอกคุณโจวไปครับ แปดแสน"
"อืม ราคานี้..." โจวเจิ้นซานนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "สูงกว่าราคาตลาดไปนิดหน่อย แต่ก็สมน้ำสมเนื้อรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงพูดแบบนี้?"
"เพราะคุณค่าทางศิลปะของขวดสยานัตถุ์ใบนี้ค่อนข้างสูง ภาพวาดด้านในเป็นฝีมือของปรมาจารย์ครับ"
"มองออกด้วยเหรอว่าใครเป็นคนวาด?"
"ผมไม่ทราบหรอกครับว่าใครเป็นคนวาด แต่สไตล์และเทคนิคการลงพู่กันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักต่งฉีชาง มีคุณค่าควรแก่การสะสมมากครับ"
"ตาแหลมคมมาก!" โจวเจิ้นซานปรบมือเสียงดัง "ฉันแค่รู้สึกคุ้นๆ ตา แต่เธอกลับมองออกทะลุปรุโปร่งว่าเป็นสไตล์ของต่งฉีชาง พ่อหนุ่มสือ เธอไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย"
สือเหล่ยหัวเราะแห้งๆ "ผมคลุกคลีกับของพวกนี้มาตั้งแต่เด็กน่ะครับ"
"ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากครอบครัวสินะ" โจวเจิ้นซานไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ เขาเอาแต่จดจ่อกับการใช้แว่นขยายส่องดูขวดสยานัตถุ์อย่างละเอียด ก่อนจะเดินกลับไปที่โซฟาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มผู้สูงอายุด้วยท่าทางตื่นเต้น
ทางด้านโจวอวี่ฉิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสือเหล่ยก็เอ่ยถามขึ้น "คุณเก่งขนาดนี้ แล้วทำไมหลิวเจี้ยนกังถึงด่าว่าคุณเป็นลูกเศรษฐีเสเพลที่ไม่เอาถ่านล่ะคะ?"
สือเหล่ยใจหล่นวูบ
เพราะสิ่งที่หลิวเจี้ยนกังพูดคือความจริงน่ะสิ แถมการจะสืบประวัติเขามันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย ยิ่งด้วยอำนาจบารมีของโจวเจิ้นซานด้วยแล้ว แค่ดีดนิ้วก็รู้เรื่องหมด
การถูกสืบประวัติไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ปัญหาคือเขาเพิ่งจะได้รับมรดกความรู้จากฟู่ซานมาหมาดๆ แถมยังโชว์ออฟไปซะเยอะแยะ ใครเห็นก็ต้องสงสัยเป็นธรรมดา
เขาต้องหาข้ออ้างที่ฟังดูเนียนที่สุดมาอธิบายเรื่องนี้ให้ได้
ทำยังไงดีล่ะ?
สือเหล่ยสมองแล่นปรี๊ด เขาแสร้งทำสีหน้าสลดลงเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจยาว "พูดตามตรงนะ ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากเป็นแค่ลูกเศรษฐีเสเพลที่วันๆ เอาแต่กินเที่ยวเล่น มากกว่าจะเป็นนักสะสม พ่อค้าของเก่า หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินราคาอะไรพวกนี้ น่าเสียดายที่โชคชะตาเล่นตลก บีบให้ผมต้องลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองเกลียดที่สุด"
"เกลียดที่สุด? นี่คุณกำลังซ่อนคมแกล้งโง่อยู่เหรอคะ?"
"ใช่ครับ การซื้อมาขายไปเพื่อหวังกำไรมันน่าเบื่อจะตายไป สู้เอาเวลาไปศึกษาเจาะลึกถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ในของเก่าพวกนั้นยังจะดีกว่า อย่างขวดสยานัตถุ์ใบนั้น ถ้าผมไม่ได้กำลังร้อนเงินสุดๆ ให้ตีให้ตายผมก็ไม่ขายหรอก ภาพวาดข้างในมันสวยงามจับใจจริงๆ"
"นั่นก็จริงค่ะ ของเก่ามันก็คือของสะสม หัวใจหลักคือความสุนทรีย์ในการชื่นชม พอเอาเรื่องเงินเข้ามาเอี่ยว มันก็ดูเป็นเรื่องทางโลกไปเลย" โจวเจิ้นซานที่นั่งอยู่อีกฝั่งพูดแทรกขึ้นมา "แต่เกิดมาเป็นคน มันก็เลี่ยงเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอกนะ เพราะพวกเราทุกคนล้วนเป็นคนธรรมดาที่มีกิเลสกันทั้งนั้น"
"ผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้องที่สุดครับ"
"มาๆๆ มานั่งตรงนี้สิ มาคุยกันหน่อย ผู้หลักผู้ใหญ่พวกนี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสในวงการนักสะสมของเมืองเกาะทั้งนั้น ทำความรู้จักกันไว้สิ วันข้างหน้าจะได้ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนความรู้กันได้"
ปากบอกว่าให้มาพูดคุยแลกเปลี่ยน
แต่ความจริงก็คือการเปิดเวทีให้บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านี้ตั้งคำถามทดสอบภูมิความรู้ของเขานั่นแหละ
แต่ด้วยระดับความรู้ของคนกลุ่มนี้ มีหรือจะต้อนเขาให้จนมุมได้?
เขาได้รับการสืบทอดสรรพวิชามาจากฟู่ซาน ความรู้ความสามารถในทุกๆ ด้านของเขาทิ้งห่างคนพวกนี้ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นดนตรี หมากรุก การเขียนพู่กัน ภาพวาด การแพทย์ โหราศาสตร์ พุทธศาสนา เต๋า ขงจื๊อ ปรัชญา วิทยายุทธ์ วิชาแปรธาตุ การพิสูจน์หลักฐาน ทุกแขนงเขาล้วนแตกฉาน แค่เขางัดความรู้ออกมาโชว์สักเสี้ยวเดียว ก็ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสอ้าปากค้างกันเป็นแถว
แต่เป้าหมายหลักของเขาคือการหาเงิน ไม่ใช่การมานั่งโอ้อวดความเก่งกาจ เขาจึงพยายามสงวนท่าทีและถ่อมตัวให้มากที่สุด
จนกระทั่งโจวเจิ้นซานหยิบเอาเครื่องกระเบื้องชุดหนึ่งออกมาจากตู้โชว์ "พ่อหนุ่มสือ ลองประเมินของพวกนี้ให้หน่อยสิว่าเป็นยังไง?"
นี่มันอะไรกันเนี่ย?
บททดสอบงั้นเหรอ?
สือเหล่ยไล่สายตาประเมินของแต่ละชิ้นอย่างละเอียด และสามารถบอกผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ต้องยอมรับเลยว่าโจวเจิ้นซานรวยจริงอะไรจริง เครื่องกระเบื้องพวกนี้ล้วนเป็นของระดับพรีเมียม แถมเกือบทั้งหมดเป็นของจากเตาเผาหลวง รวมๆ แล้วหกชิ้น มูลค่าน่าจะทะลุสิบล้านหยวนไปแล้ว
แต่เขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะมาชื่นชมความงามของพวกมัน เขาต้องคอยระมัดระวังคำพูดทุกประโยค กลัวว่าจะเผลอปล่อยไก่ หรือหลุดพิรุธให้ถูกจับได้
ต่อหน้าพยัคฆ์เฒ่าอย่างโจวเจิ้นซาน ระวังตัวไว้เป็นดีที่สุด
จนกระทั่งโจวเจิ้นซานเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ "ได้ยินมาว่าช่วงนี้เธอมีปัญหาปวดหัวอยู่นิดหน่อย ต้องการความช่วยเหลือไหม?"
สือเหล่ยไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะระดับโจวเจิ้นซาน การจะสืบประวัติเขามันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก
วินาทีแรกที่ได้ยิน เขาแทบจะหลุดปากตอบตกลงไปแล้ว
แต่สติก็ดึงเขากลับมาได้ทันท่วงที
ถ้าให้โจวเจิ้นซานยื่นมือเข้ามาช่วย เขาคงรอดพ้นจากการถูกพวกเจ้าหนี้ตามทวงหนี้หรือข่มขู่ทำร้ายได้อย่างแน่นอน ถ้าเป็นเขาสักเมื่อครึ่งวันก่อน คงตอบตกลงไปแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เขามีความรู้ความสามารถของฟู่ซานอยู่เต็มเปี่ยม ปัญหาที่เคยดูใหญ่โต ตอนนี้มันก็ไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป
อีกอย่าง ผู้ยิ่งใหญ่ระดับเจ้าสมุทรอย่างโจวเจิ้นซาน มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาลดตัวช่วยเหลือลูกเศรษฐีตกอับอย่างเขาด้วยล่ะ?
พฤติกรรมแบบนี้ทำเอาเขานึกถึงหัวหน้าแก๊งขวานซิ่งในภาพยนตร์เรื่องคนเล็กหมัดเทวดา ตอนที่พูดกับตัวเอกว่า
"ไอ้สวะพรรค์นี้ สักวันต้องได้ใช้ประโยชน์แน่"
เขาไม่อยากลดตัวไปเป็นสมุนหรือลูกเบ๊ของโจวเจิ้นซานหรอกนะ
ไม่เอาด้วยเด็ดขาด
ถ้าเขารับความช่วยเหลือจากโจวเจิ้นซานในครั้งนี้ บุญคุณมันจะค้ำคอไปตลอดชีวิต วันหน้าถ้าโจวเจิ้นซานมีเรื่องให้ช่วย เขาจะกล้าปฏิเสธได้ยังไงล่ะ?
ดังนั้น เขาจึงยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ "ขอบพระคุณผู้อาวุโสมากครับ แต่ผมจัดการเรื่องนี้เองได้"
"อืม" โจวเจิ้นซานเลิกคิ้วขึ้น "เธอรู้ใช่ไหมว่าปัญหาของเธอมันใหญ่แค่ไหน?"
"ทราบดีครับ"
"รู้แล้วก็ยังจะปฏิเสธความหวังดีของฉันอีกเหรอ ถ้าฉันออกหน้าให้ ไม่ว่ายังไงพวกนั้นก็ต้องไว้หน้าฉันบ้างแหละ"
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสในความเมตตาครับ แต่ผมมั่นใจว่าสามารถเผชิญหน้าและเคลียร์ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวเองแน่นอนครับ"
โจวเจิ้นซานหัวเราะร่วน "น่าสนใจดีนี่ ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเธอจะจัดการกับปัญหานี้ยังไง"
สือเหล่ยยิ้มรับและรีบเปลี่ยนเรื่อง "ถ้าอย่างนั้นผู้อาวุโสครับ สำหรับขวดสยานัตถุ์กับโหลใบนี้..."
สมองของเขายังคงทำงานอย่างแจ่มชัด เป้าหมายอันดับหนึ่งคือการหาเงิน
โจวเจิ้นซานไม่ได้โกรธเคืองอะไร "ก็เอาตามราคาที่เธอตกลงกับอวี่ฉิงไว้ก็แล้วกัน รวมทั้งหมดหนึ่งล้านสี่แสนหยวน ถูกต้องไหม?"
"ถูกต้องครับ"
"จะรับเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีดีล่ะ?"
สือเหลี่ยนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ขอเป็นเงินสดสี่แสน แล้วก็เช็คอีกหนึ่งล้านครับ"
"เช็คเหรอ?"
"ใช่ครับ เช็คเงินสด"
เช็คที่สั่งจ่ายโดยโจวเจิ้นซาน ย่อมรับประกันความน่าเชื่อถือได้ล้านเปอร์เซ็นต์ ทั่วทั้งเมืองเกาะแห่งนี้ไม่มีธนาคารไหนกล้าปฏิเสธเช็คของเขาแน่นอน
ข้อดีที่สุดของการรับเช็คก็คือ เขาสามารถยืดเวลาการขึ้นเงินออกไปได้ ตราบใดที่เขายังไม่เอาเช็คไปขึ้นเงิน เงินจำนวนนี้ก็ยังไม่เข้าบัญชี และพวกเจ้าหนี้หน้าเลือดก็ไม่สามารถอายัดเงินของเขาได้
โจวเจิ้นซานตอบตกลงอย่างง่ายดายโดยไม่ถามไถ่เหตุผลให้มากความ และสั่งการให้คนจัดการเตรียมเช็คให้อย่างรวดเร็ว
แถมยังใจดีแถมกระเป๋าเจมส์บอนด์ที่ใช้สำหรับใส่เงินสดหนึ่งล้านหยวนมาให้อีกด้วย
เมื่อได้เงินก้อนโตมาครอบครอง สือเหล่ยก็ไม่ขออยู่รบกวนต่อ เขาลุกขึ้นขอตัวลากลับทันที
โจวเจิ้นซานไม่ได้รั้งตัวไว้ เพียงแต่หันไปบอกหลานสาว "อวี่ฉิง ไปส่งพ่อหนุ่มสือหน่อยสิ"
โจวอวี่ฉิงเดินไปส่งสือเหล่ยจนถึงหน้าหมู่บ้าน ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในบ้าน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา โจวเจิ้นซานก็ปรับสีหน้าเคร่งขรึมและเอ่ยถามขึ้น "เห็นอะไรผิดปกติในตัวเขาบ้างไหม?"
โจวอวี่ฉิงส่ายหน้า "ท่าทางและคำพูดคำจาก็ดูเหมือนพวกเสเพลไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับชีวิตตามที่เขาเล่าลือกันนั่นแหละค่ะ แต่ความรู้ที่เขามีมันกว้างขวางและลึกซึ้งกว่าที่หนูคิดไว้มาก แถมทัศนคติและความเด็ดเดี่ยวก็ดูเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจุดนี้มันขัดกับข่าวลืออย่างสิ้นเชิง หนูเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเสแสร้งทำเป็นแกล้งโง่มาตลอด หรือว่าเพิ่งจะเปลี่ยนไปเพราะครอบครัวล้มละลายกันแน่"
"แล้วหลานเชื่อเรื่องที่เขาบอกว่าแกล้งโง่เพื่อซ่อนความสามารถไหมล่ะ?"
"ไม่เชื่อค่ะ แล้วคุณปู่ล่ะคะเชื่อไหม?"
"ปู่ก็ไม่เชื่อเหมือนกัน" โจวเจิ้นซานหมุนขวดสยานัตถุ์ในมือเล่นพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เพราะฉะนั้น อวี่ฉิง ปู่มีงานให้หลานทำชิ้นนึง ต้องหาวิธีจัดการให้สำเร็จให้จงได้"
"คุณปู่คะ หรือว่า..."
"จุ๊ๆ อย่าเพิ่งคิดไปไกล และที่สำคัญห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้สือเหล่ยรู้เด็ดขาด"
[จบแล้ว]