- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเศรษฐีด้วยตาเทพ
- บทที่ 2 - แจกันลายครามทรงดอกเหมยลายมังกรห้าเล็บ
บทที่ 2 - แจกันลายครามทรงดอกเหมยลายมังกรห้าเล็บ
บทที่ 2 - แจกันลายครามทรงดอกเหมยลายมังกรห้าเล็บ
บทที่ 2 - แจกันลายครามทรงดอกเหมยลายมังกรห้าเล็บ
สามล้าน
อย่างน้อยก็ต้องสามล้าน
สือเหล่ยรู้ดีว่าถ้าอยากจะคลี่คลายวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ เขาต้องมีเงินอย่างน้อยสามล้านหยวน
สองล้านสองแสนแปดหมื่นเอาไปใช้หนี้พนันให้พ่อ
ส่วนที่เหลือเอาไว้เป็นค่าผ่าตัดและค่ารักษาตัวของแม่
หมอบอกไว้แล้วว่าอาการของแม่วิกฤตมาก สภาพร่างกายทั้งภายนอกและภายในแทบไม่มีส่วนไหนที่สมบูรณ์ การที่ยังมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ถือว่าสวรรค์ปรานีสุดๆ แล้ว หมอทำได้แค่ผ่าตัดซ่อมแซมไปทีละจุด ซึ่งต้องผ่านการผ่าตัดใหญ่อย่างน้อยห้าถึงแปดครั้ง ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอยู่ที่ราวๆ ห้าแสนหยวน และการผ่าตัดครั้งแรกจะเริ่มขึ้นในบ่ายวันพรุ่งนี้
นั่นหมายความว่า เขาต้องหาเงินสามล้านให้ได้ภายในเจ็ดวัน
และที่สำคัญกว่านั้น เขาต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อยหนึ่งแสนหยวนก่อนบ่ายพรุ่งนี้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดครั้งแรก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สือเหล่ยก็ปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านอื่นๆ ออกไปจากหัว เขาจัดการทำความสะอาดร่างกายลวกๆ ล็อกประตูร้าน แล้วพุ่งตัวเข้าไปในตลาดของเก่าแผงลอยทันที
ถ้าอยากจะได้ของดีราคาถูก ก็ต้องมาหาเอาตามแผงลอยนี่แหละ
สือเหล่ยเมินเฉยต่อสายตาแปลกๆ ของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และเริ่มจดจ่อกับการค้นหาของอย่างตั้งใจ
ของปลอม!
ของปลอม!
ก็ยังปลอมอีก!
หลังจากหยิบจับของปลอมผ่านมือไปเป็นร้อยชิ้น สือเหล่ยก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด
แต่พอเขาเปลี่ยนไปดูอีกแผงหนึ่ง ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที!
แผงนี้มีของดีซ่อนอยู่
ไม่ต้องเอามือไปจับหรอก แค่มองรูปทรงกับคราบความเก่าที่เคลือบผิวอยู่ ก็รู้แล้วว่าเป็นของแท้
แน่นอนว่า นี่เป็นเพราะเขามีสายตาของตอนนี้เท่านั้นนะ
ถ้าเป็นเขาสมัยก่อนล่ะก็ ให้ตีให้ตายก็ดูไม่ออกหรอกว่าของชิ้นนี้กับบรรดาของปลอมที่เพิ่งดูไปมันต่างกันตรงไหน
แต่ตอนนี้แค่ปรายตามองก็พอจะเดาออก ยิ่งถ้าได้สัมผัสก็ยิ่งรู้ลึกรู้จริงทะลุปรุโปร่ง
สำหรับเรื่องนี้ เขาอยากจะตะโกนดังๆ เลยว่า ฟู่ชิงจู่สุดยอด!
สือเหล่ยสูดหายใจลึกๆ แล้วหยิบแจกันลายครามทรงดอกเหมยขึ้นมา
วินาทีที่นิ้วสัมผัสโดนแจกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบสายหนึ่งที่ไหลผ่านฝ่ามือพุ่งตรงเข้าสู่หว่างคิ้ว ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
สือเหล่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสมาธิกลับมาประเมินของในมือต่อ
ดูลวดลายภาพวาด
ดูฐานของแจกัน
ดูตัวอักษรประทับตรา
ดูปากแจกัน
ดูผิวด้านใน
เป็นเครื่องกังไสจากเตาเผาหลวงสมัยจักรพรรดิตงจื้อไม่ผิดแน่
แจกันลายครามทรงดอกเหมย ลวดลายมังกรห้าเล็บแหวกว่ายเกลียวคลื่น สมัยตงจื้อ
ราคาตลาดน่าจะอยู่ที่ประมาณสองแสนหยวน
พอได้ข้อสรุปในใจ สือเหล่ยกลับยิ่งตื่นเต้นจนประหม่า เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ก่อนจะเอ่ยถาม "เถ้าแก่ แจกันใบนี้ขายยังไงครับ?"
"ของเตาเผาหลวงยุคตงจื้อ แปดหมื่น"
"แปดร้อยขายไหมพี่?"
"ขาย!"
เวรเอ๊ย!
ให้ราคาเปิดสูงไป!
สือเหล่ยสบถด่าตัวเองในใจ
ยังอ่อนหัดเรื่องประสบการณ์ชะมัด ถ้ารู้แบบนี้ต่อเหลือแค่แปดสิบก็ดีหรอก
การซื้อของตามแผงลอยมันต้องกดราคาให้ติดดินแบบนี้แหละ ยกเว้นแต่ว่าคนขายจะเป็นพวกตาถึงของจริง
สือเหล่ยได้แต่บ่นเสียดายในใจพลางล้วงกระเป๋าหยิบเงินจ่ายอย่างรวดเร็ว
เงินแปดร้อยแลกกับเงินสองแสน ยังไงก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อน
เกิดมีใครมาตัดหน้าไปจะทำยังไง?
ยุคนี้พวกที่เล่นของเก่าเขาไม่ได้รักษาธรรมเนียมมารยาทเหมือนสมัยก่อนแล้ว
ยื่นเงินมา ก็รับของไป
สือเหล่ยคว้าแจกันได้ก็เดินหันหลังกลับทันที
กฎเหล็กของการหาของหลุดตาคือ ห้ามโลภมากเด็ดขาด
ถึงแม้บนแผงนั้นจะยังมีของที่ดูเข้าท่าอีกสักชิ้นสองชิ้น แต่เขาได้ชิ้นที่ดีที่สุดมาไว้ในมือแล้ว การรีบปลีกตัวออกมาทันทีคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
ถ้าขืนซื้อต่อ มันจะไปเตะตาคนขายกับลูกค้าคนอื่นเอาได้
ถึงตอนนั้น เรื่องดีๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องซวยแทนก็ได้
ในทางกลับกัน ถ้าเขาเดินออกมาตอนนี้ แล้วค่อยเนียนๆ กลับมาดูใหม่ทีหลัง ของพวกนั้นก็น่าจะยังอยู่ให้เขาสอยไปในราคาถูกๆ ได้สบายมาก
สือเหล่ยอุ้มแจกันเดินออกมาจากแผง เขาเดินวนไปรอบหนึ่งเพื่อพรางตัว ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปในร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง
เจ้าของร้านเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ชื่อว่าหลิวเจี้ยนกัง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องกระเบื้อง ให้ราคาค่อนข้างยุติธรรม และมีชื่อเสียงในวงการไม่เลวเลยทีเดียว
แต่ตอนที่เขาเดินเข้าไปในร้าน หลิวเจี้ยนกังกำลังพรีเซนต์โหลลายครามใบหนึ่งให้หญิงสาวสองคนฟังอย่างออกรส โม้ว่าเป็นของล้ำค่าจากยุควั่นลี่อะไรทำนองนั้น
สือเหล่ยแค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าโหลใบนั้นเป็นของทำเทียมขึ้นมาใหม่
แต่ผู้หญิงสองคนนั้นสิ สวยสะกดตามากๆ
โดยเฉพาะคนที่กำลังประคองโหลใบนั้นดูอย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสวมชุดเดรสกระโปรงสีขาวของชาแนล เข้าคู่กับรองเท้าส้นสูงประดับคริสตัลระยิบระยับของชาแนลเช่นกัน ปล่อยผมดัดลอนอ่อนๆ สยายไว้ด้านหลัง มองเผินๆ อาจจะดูเรียบง่าย แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้ง จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความสูงส่งที่ดูหลุดพ้นจากโลกมนุษย์
แถมผิวพรรณก็ยังไร้ที่ติสุดๆ
ช่วงเรียวขาที่โผล่พ้นชายกระโปรงออกมานั้นขาวเนียนราวกับหยกสลัก แทบจะมองไม่เห็นรูขุมขนเลยด้วยซ้ำ
คิ้วและดวงตาโค้งสวย ดูน่าทะนุถนอม แต่แววตากลับใสกระจ่างราวกับผิวน้ำในฤดูใบไม้ร่วง เป็นประกายระยิบระยับแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาที่ทำให้คนมองไม่กล้าคิดล่วงเกิน
สือเหล่ยแอบกลืนน้ำลายเงียบๆ ก่อนจะรวบรวมสติแล้วหันไปถามหลิวเจี้ยนกัง "เถ้าแก่หลิว ช่วยดูแจกันใบนี้ให้หน่อยสิว่าได้ราคาสักเท่าไหร่?"
แต่หลิวเจี้ยนกังกลับมองสือเหล่ยหัวจรดเท้าด้วยสายตาเหมือนเห็นตัวประหลาด "นี่มันคุณชายสือนี่นา? ไหงตกอับกลายเป็นหมาวัดสภาพนี้ไปได้ล่ะเนี่ย? จุ๊ๆ น่าสมเพชจริงๆ"
หมายความว่ายังไง?
นี่กะจะเปิดฉากด้วยการเหยียบย่ำกันก่อนเลยใช่ไหม?
สือเหล่ยรู้สึกไฟลุกโชนในอก แต่ก็ฝืนทำใจดีสู้เสือพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมเอาของมาขาย ถ้าคุณจะรับซื้อก็ดูของ ถ้าไม่รับผมก็จะไป ไม่เห็นต้องมาพูดจาถากถางกันขนาดนี้เลย แต่ถ้าคุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วมันช่วยเติมเต็มปมด้อยในใจคุณได้ ก็เชิญเห่าต่อไปเถอะ ผมจะยืนฟังต่ออีกหน่อยก็ได้"
เจอสือเหล่ยสวนกลับแบบไม่ไว้หน้า หลิวเจี้ยนกังก็ถึงกับหน้าเสีย มันแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ไอ้เวรเอ๊ย ตัวเองกำลังจะเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว ยังเสือกมาทำตัวจองหองในร้านฉันอีก คิดว่าตัวเองยังเป็นคุณชายสืออยู่หรือไงวะ? มาขอความช่วยเหลือคนอื่นก็หัดทำตัวให้มันน่าสงสารหน่อย คุกเข่าขอร้องฉันสิ บางทีฉันอาจจะเวทนาโยนเศษเงินให้แกไปซื้อซาลาเปากินสักก้อนสองก้อน ถ้าไม่ทำก็ไสหัวออกไป!"
สือเหล่ยจ้องหน้าเจ้าของร้านอยู่หลายวินาที ก่อนจะใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ที่แจกันทรงดอกเหมยในมือ "คุณจะต้องเสียใจ"
"ถุย เอาขยะที่เก็บตกมาจากแผงลอยแบกะดินมาขู่ใครวะ คิดว่าฉันตาบอดหรือไง? ก็มีแต่ไอ้โง่เง่าไม่ประสีประสาอย่างแกนั่นแหละที่เห็นมันเป็นของวิเศษ คนอื่นเขาคร้านจะปรายตามองด้วยซ้ำ"
"แจกันของผมอาจจะไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนักหรอก แต่มันก็ดีกว่าขยะในร้านคุณก็แล้วกัน" สือเหล่ยเตรียมหันหลังกลับ "จำเอาไว้นะแซ่หลิว เรายังต้องเจอกันในวงการนี้อีกนาน ถึงเวลานั้นก็อย่ามาร้องไห้เสียใจทีหลังล่ะ"
"เก่งนักก็พล่ามต่อไปเลยสิวะ แน่จริงแกก็ทำให้ฉันเสียใจตอนนี้เลยสิ"
"คุณเป็นคนขอเองนะ" สือเหล่ยหันขวับกลับมา เขาพยักพเยิดหน้าไปทางหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟากำลังพิจารณาโหลลายครามใบนั้น "คนสวย เลิกส่องขยะใบนั้นได้แล้วครับ มันก็แค่ของปลอมที่เพิ่งทำขึ้นมาใหม่แล้วเอาไปทำเก่า ดีไม่ดีอาจจะเอาไปหมกอยู่ในบ่อโคลนที่ไหนมาเป็นเดือนๆ สกปรกจะตายชัก"
หญิงสาวสะดุ้งปล่อยมือจากโหลตามสัญชาตญาณ "คุณแน่ใจเหรอคะ?"
สือเหล่ยพยักหน้า "รูปทรงมันก็ผิดแล้วครับ เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเครื่องกระเบื้องยุคหมิงคือความหยาบกระด้างและดูทรงพลัง คำว่า 'ความหยาบแห่งยุคหมิง' ก็มีที่มาจากตรงนี้นี่แหละ แต่เส้นสายส่วนโค้งเว้าตรงกลางโหลใบหน้าที่คุณดูอยู่มันกลับดูนุ่มนวลอ่อนช้อย ซึ่งถ้ามองด้วยสายตาคนยุคนี้ก็คงบอกว่ามันสวยแหละ แต่มันขัดแย้งกับสไตล์เครื่องกระเบื้องในยุคราชวงศ์หมิงอย่างสิ้นเชิง"
"ต่อมาก็คือสีของลวดลาย เครื่องลายครามยุคหมิงจะใช้สีน้ำเงินหุยชิง สีจะออกน้ำเงินอมฟ้า มีประกายของสีน้ำเงินเข้มจัดๆ ดูเข้มข้นและสดใสเหมือนสีย้อมผ้าที่กำลังละลายเข้าหากัน แต่โหลใบหน้าที่คุณดูอยู่ใช้สีน้ำเงินที่ผสมจากกระบวนการเคมีในยุคปัจจุบัน สัดส่วนมันเป๊ะก็จริง แต่มองออกมาแล้วสีมันเรียบเนียนสม่ำเสมอเกินไป ลวดลายที่วาดออกมาก็เป็นโทนสีเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีมิติความเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ไร้ซึ่งความสุนทรีย์โดยสิ้นเชิง"
"สุดท้ายก็คือเนื้อดิน โดยปกติเนื้อดินของเครื่องกระเบื้องยุคหมิงจะค่อนข้างหยาบ แต่โหลใบหน้าที่คุณดูอยู่กลับมีเนื้อดินที่เนียนละเอียดและแน่นปึ้ก ผมไม่ต้องเอามือลูบก็รู้เลยว่าใช้เครื่องจักรขัด ไม่ใช่งานทำมือ เพราะงานทำมือมันยากมากที่จะขัดดินกระเบื้องให้ออกมาละเอียดเนียนกริบขนาดนี้"
"ถ้าคุณอยากให้ผมหาจุดจับผิดเพิ่ม ผมยังร่ายได้อีกยาวเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งฐาน ตัวอักษรประทับตรา ผิวด้านใน หรือแม้แต่ฝีมือช่างวาด แต่มันไม่จำเป็นหรอกครับ"
สือเหล่ยยังพูดไม่ทันจบ หลิวเจี้ยนกังก็เต้นเป็นเจ้าเข้าแล้ว
มันพุ่งเข้ามาผลักสือเหล่ยเต็มแรง "ไสหัวไป ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ อย่ามาเห่าหอนเหลวไหลในร้านฉัน—"
สือเหล่ยยิ้มมุมปาก "เถ้าแก่หลิว เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างหรือยังล่ะ?"
เขาไม่รอให้หลิวเจี้ยนกังตอบกลับ แต่พูดต่อทันที "แต่เสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ ผมไม่เพียงแต่จะแฉพฤติกรรมย้อมแมวขายของคุณเท่านั้นนะ แต่ผมจะฉกตัวลูกค้าของคุณไปต่อหน้าต่อตาเลยด้วย"
พูดจบเขาก็ตบเบาๆ ที่แจกันในอ้อมกอด "คนสวยครับ ถ้าคุณชอบเครื่องลายครามล่ะก็ แจกันของผมชิ้นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนะ ถึงยุคสมัยมันจะด้อยกว่านิดหน่อย เพราะเป็นของยุคตงจื้อ แต่นี่คือของแท้จากเตาเผาหลวงร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งรูปทรง ลวดลาย และสภาพของแจกันถือว่าสมบูรณ์แบบเกือบไร้ที่ติ เป็นของชิ้นเล็กระดับพรีเมียมที่หาได้ยากมาก เอาไปเป็นของขวัญรับรองว่าเหมาะสุดๆ"
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเริ่มมีท่าทีสนใจ เขาก็เสริมไม้ตายลงไปอีกประโยค "ราคาตลาดของแจกันใบนี้อยู่ที่สองแสนถึงสามแสนหยวน ถ้าเอาไปขึ้นประมูลรับรองว่าราคาพุ่งกระฉูดแน่นอน แต่ผมขอแค่สองแสนพอ จ่ายมาสองแสน แจกันลายครามทรงดอกเหมยลายมังกรห้าเล็บแหวกว่ายเกลียวคลื่นยุคตงจื้อใบนี้ก็จะเป็นของคุณทันที"
[จบแล้ว]