เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - ฝึกตนในเส้าหลิน

บทที่ 39 - ฝึกตนในเส้าหลิน

บทที่ 39 - ฝึกตนในเส้าหลิน


บทที่ 39 - ฝึกตนในเส้าหลิน

แม้จะไม่รู้ว่าขั้นบรรลุวิชาคืออะไร แต่หลิวเจียงเทาก็รู้ตัวดีว่าตัวเองยังไปไม่ถึงขั้นนั้น

แม้ค่าสถานะของเขาอาจจะไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่ แต่กระบวนท่าการต่อสู้ของเขามันตายตัวเกินไป กระบวนท่าทั้งหมดที่เขามีล้วนได้มาจากการยัดเยียดของระบบ แม้จะใช้เป็น แต่ก็พลิกแพลงไม่เก่งนัก

ถ้าขืนไปประลองกับหลี่ตอนนี้ โอกาสแพ้มีถึงเก้าส่วน ส่วนอีกหนึ่งส่วนคือ แพ้หมดรูป!

หลิวเจียงเทามองตามหลังหลี่ไปจนลับตา จากนั้นหันไปพูดกับพระสงฆ์ที่เดินนำทางว่า

"เขาเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจมาก ผมเทียบเขาไม่ติดเลย!"

"อมิตาพุทธ อาตมาพาประสกไปพบท่านเจ้าอาวาสก่อนจะดีกว่า!"

"รบกวนด้วยครับ!"

ตลอดทางเขาเดินสวนกับพระสงฆ์อีกหลายรูป แม้ว่าในหนัง พระสงฆ์พวกนี้แทบจะไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย แต่หลิวเจียงเทาก็สัมผัสได้ว่าพระสงฆ์ที่ดูสงบนิ่งไร้พิษสงเหล่านี้ แทบทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่หาตัวจับยาก บางรูปฝีมืออาจจะไม่ด้อยไปกว่าหลี่เลยด้วยซ้ำ

ณ ลานฝึกยุทธ์ หลิวเจียงเทาและท่านเจ้าอาวาสนั่งประจันหน้ากันอยู่ที่โต๊ะหิน!

การสนทนาในช่วงแรกเป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากหลิวเจียงเทาได้รับความรู้ด้านหลักธรรมนิกายเถรวาทที่สั่งสมมากว่าสี่สิบปีจากท่านเจ้าอาวาสในมิติองค์บาก การถกเถียงเรื่องหลักธรรมกับท่านเจ้าอาวาสที่นี่จึงไม่มีอุปสรรคใดๆ!

ยิ่งคุยกัน ท่านเจ้าอาวาสก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวหลิวเจียงเทา!

คนหนุ่มอายุแค่ยี่สิบกว่าๆ แต่กลับศึกษาแตกฉานในหลักธรรมได้ถึงขนาดนี้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!

ยิ่งประทับใจ ท่านเจ้าอาวาสก็ยิ่งอยากรู้ว่าปัญหาในการปฏิบัติธรรมของหลิวเจียงเทาคืออะไร ช่วยไม่ได้ ในสายตาของท่านเจ้าอาวาสตอนนี้ หลิวเจียงเทาก็เปรียบเสมือนหยกงามล้ำค่า!

ท่านจะยอมปล่อยให้หยกงามชิ้นนี้ต้องมัวหมองได้ยังไง?!

คุยกันมาเป็นชั่วโมงแล้ว ทำไมยังไม่ยอมถามปัญหาเสียทีล่ะ?!

ในที่สุดท่านเจ้าอาวาสก็ทนไม่ไหว

"ประสกหลิว ไม่ทราบว่าท่านประสบปัญหาใดในการปฏิบัติธรรม หรือจะลองเล่าให้อาตมาฟังสักหน่อยได้หรือไม่!"

ปัญหาอะไรล่ะ?!

อาตมา เอ๊ย ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติธรรมอะไรทั้งนั้นแหละ!

ผมแค่หาข้ออ้างเพื่อจะมาอยู่ที่วัดเส้าหลิน แล้วหาโอกาสประลองฝีมือกับหลี่เท่านั้นเอง!

แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าไม่ยกปัญหาอะไรขึ้นมาสักข้อสองข้อคงไม่ได้การ!

แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าพูดออกไปแล้ว จะโดนไล่ตะเพิดออกจากวัดหรือเปล่าเนี่ยสิ!

"ท่านเจ้าอาวาส ปัญหาของกระผมเป็นเรื่องง่ายๆ แต่กระผมก็ยังคิดไม่ตก ตัวอย่างเช่น พระพุทธศาสนาสอนให้ละเว้นจากการเสพเมถุน แต่ถ้าสมมติว่าคนทั้งโลกหันมานับถือศาสนาพุทธ และละเว้นจากการเสพเมถุนกันหมด แล้วมนุษยชาติจะสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อย่างไร?!"

"หากมนุษยชาติไม่สามารถสืบเผ่าพันธุ์ได้ นั่นมิเท่ากับว่ามนุษยชาติต้องสูญพันธุ์หรอกหรือ?! แบบนี้จะถือว่าเป็นการทำปาณาติบาตหรือไม่ การฆ่ามนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์จนสูญสิ้นแบบนี้ ถือเป็นการฆ่าล้างโคตรหรือไม่!"

เอ๊ะ?!

เจอคำถามแรกเข้าไป ท่านเจ้าอาวาสที่ยังคงปั้นหน้ายิ้มอยู่ แต่แววตาที่มองมาทางหลิวเจียงเทานั้นกลับไม่มีรอยยิ้มเหลืออยู่เลย หมอนี่ตั้งใจมากวนประสาทกันชัดๆ!

เอาคำถามที่ไม่มีวันเป็นไปได้แบบนี้มาถามเนี่ยนะ?!

ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ท่านเจ้าอาวาสมั่นใจแล้วว่าหลิวเจียงเทาเป็นผู้ศึกษาหลักธรรมนิกายเถรวาทจริงๆ ล่ะก็ ดีไม่ดีท่านเจ้าอาวาสอาจจะไล่ตะเพิดหมอนี่ลงจากเขาไปแล้วก็ได้!

"ประสก ยังมีปัญหาอื่นอีกหรือไม่?!"

"มีครับ! อย่างเช่น พระพุทธศาสนาสอนให้ละทิ้งกิเลสและตัณหา แต่ทำไมในโลกนี้ถึงมีวัดวาอารามมากมาย?! ทำไมถึงมีการสร้างพระพุทธรูปทองคำขึ้นมามากมาย?! ทำไมถึงต้องมีการสะสมบุญบารมี เพื่อหวังจะได้ไปเกิดในดินแดนสุขาวดีหลังจากตายไปแล้วล่ะ?!"

เจอคำถามที่สาดมาเป็นชุดแบบนี้ ท่านเจ้าอาวาสก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ขึ้นมาแล้ว หมอนี่คงไม่ได้ตั้งใจมากวนประสาทจริงๆ หรอกนะ?!

ยังไม่ทันที่ท่านเจ้าอาวาสจะเอ่ยปากถาม หลิวเจียงเทาก็พูดต่อ

"ยังมีอีกครับ พระพุทธองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยฤทธานุภาพอันไร้ขอบเขต แต่ทำไมในพระสูตร 'มหาปรินิวานสูตร' ถึงมีบันทึกไว้ว่า 'พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยพระกระยาหารของนายจุนทะกัมมารบุตร จากนั้นก็ทรงพระประชวรหนัก ทรงอาเจียนเป็นพระโลหิต และเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส' หากพระพุทธองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยฤทธานุภาพจริง ทำไมถึงต้องถูกยาพิษจนเสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยล่ะครับ?"

เอ๊ะ?!

นี่ลามไปถึงขั้นกังขาในตัวพระพุทธองค์แล้วนะ!

"ยังมีอีกครับ พระสูตรสอนว่าทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งสมมติ ถ้าอย่างนั้นพระธรรมคำสอนและพระสูตรล่ะ?! เป็นสิ่งสมมติด้วยหรือเปล่า?! ถ้าพระธรรมคำสอนและพระสูตรล้วนเป็นสิ่งสมมติ การปฏิบัติธรรมของเราก็คือการปฏิบัติสิ่งสมมติ จุดจบสุดท้ายก็คือสิ่งสมมติ แล้วเราจะปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร?! ปฏิบัติกับไม่ปฏิบัติมันต่างกันตรงไหน?!"

"ยังมีอีกครับ พระพุทธศาสนาสอนว่าสรรพสัตว์ล้วนเท่าเทียมกัน แต่ทำไมในหมู่พระพุทธองค์ถึงมีการแบ่งแยกชั้นยศระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระโพธิสัตว์ด้วยล่ะ?! พระพุทธองค์ตรัสว่าสรรพสัตว์ล้วนเท่าเทียมกัน แล้วพระพุทธองค์ทรงจัดอยู่ในหมู่สรรพสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ หากทรงจัดอยู่ในหมู่สรรพสัตว์ แล้วเหตุใดพระพุทธองค์ถึงต้องรับเครื่องสักการะบูชาจากชาวโลกด้วยล่ะ?! หากไม่ได้จัดอยู่ในหมู่สรรพสัตว์ ทรงอยู่เหนือสรรพสัตว์ทั้งปวง นั่นก็เท่ากับว่ามีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ!"

"ยังมีอีก..."

ยังไม่ทันที่หลิวเจียงเทาจะพูดจบ ท่านเจ้าอาวาสก็ลุกขึ้นยืนแล้วพนมมือ

"อมิตาพุทธ ประสกหลิว ท่านคงถูกมารผจญเข้าให้แล้ว ขอเชิญประสกหลิวพำนักอยู่ที่วัดของเราสักระยะ เพื่อสวดมนต์เจริญภาวนาพระสูตร 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร' ให้มากขึ้นเถิด อมิตาพุทธ!"

พูดจบท่านเจ้าอาวาสก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หลิวเจียงเทามองแผ่นหลังอันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งธรรมของท่าน

หลิวเจียงเทามองตามหลังท่านเจ้าอาวาสไป อ้าปากค้าง ก่อนจะเค้นคำห้าคำออกมา

"ก็ท่านให้ผมพูดเองนะ!"

ถ้าท่านเจ้าอาวาสยังไม่ออกไปล่ะก็ คงได้จับหมอนี่กระทืบจมดินไปแล้ว

อาตมาให้ประสกพูดงั้นรึ?!

อาตมาให้ประสกพูดเรื่องพวกนี้งั้นรึ?!

คำถามพวกนี้มันคืออะไรกัน?!

มันใช่ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมเสียที่ไหน?!

มันคือคำกล่าวหาที่ชาวโลกมีต่อพระพุทธศาสนาต่างหาก!

แต่ไม่ว่าตอนนี้ท่านเจ้าอาวาสจะไม่สบอารมณ์หลิวเจียงเทาขนาดไหน อย่างน้อยตอนนี้หมอนี่ก็ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในวัดเส้าหลินสมใจอยากแล้ว!

ช่วงสามวันแรก หมอนี่ยังทำตัวว่านอนสอนง่าย ยอมเข้าไปหมกตัวอยู่ในหอไตรตามคำสั่งของท่านเจ้าอาวาส!

ท่านเจ้าอาวาสสั่งให้หมอนี่สวดมนต์บท 'ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร' แต่หมอนี่ใช้เวลาสามวันท่องได้แค่ประโยคแรกๆ เท่านั้น เวลาที่เหลือเอาไปรื้อค้นตำราพระสูตรจนหมด!

คงมีบางคนเดาออกแล้วว่า หมอนี่กำลังงมหาคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นกับคัมภีร์ล้างไขกระดูกในตำนานอยู่ต่างหาก!

แต่หาให้ตายก็หาไม่เจอ!

ผ่านไปสามวัน หมอนี่ก็ทนไม่ไหว แอบหนีลงจากเขาไปหาโรงแรมกินข้าวกินปลาจนพุงกาง แถมยังหอบเอาเนื้อสัตว์ยัดใส่ในมิติพิศวงจนเต็มเอี้ยด!

หลังจากนั้นวัดเส้าหลินก็ไม่เคยสงบสุขอีกเลย โดยเฉพาะพระที่ทำหน้าที่กวาดลานวัด มักจะบังเอิญไปเจอเศษกระดูกไก่ กระดูกเป็ด ตามซอกมุมต่างๆ อยู่เสมอ และมีอยู่ครั้งหนึ่งถึงกับเจอท่อนกระดูกหมูชิ้นเบ้อเริ่มเลยด้วยซ้ำ!

เรื่องนี้แทบจะไม่ต้องสืบให้เสียเวลา ตั้งแต่วัดเส้าหลินก่อตั้งมาก็ไม่เคยมีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นเลย จนกระทั่งหลิวเจียงเทาเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เรื่องพวกนี้ก็เกิดขึ้นรัวๆ แล้วใครล่ะที่จะเป็นตัวการใหญ่ของเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่หลิวเจียงเทา?!

และในวันที่สิบ ท่านเจ้าอาวาสก็ทนพฤติกรรมของหมอนี่ไม่ไหวอีกต่อไป จึงเดินมาไต่ถามหลิวเจียงเทาว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่หมอนี่กลับสวนกลับมาประโยคเดียวว่า

"อาตมาปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมนิกายเถรวาทของประเทศไทย ในศีลข้อห้ามไม่ได้ห้ามไม่ให้กินเนื้อสัตว์เสียหน่อย!"

แถมหมอนี่ยังพูดจาหน้าด้านๆ อ้างสำนวนขึ้นมาอีกว่า

"เหล้าเนื้อผ่านลำไส้ พระพุทธองค์สถิตในใจ อาตมาปฏิบัติธรรมที่ใจ ไม่ใช่ที่กาย!"

ประโยคสองประโยคนี้ทำเอาท่านเจ้าอาวาสถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย!

จนถึงตอนนี้ ท่านเจ้าอาวาสก็เพิ่งจะตาสว่างว่า หมอนี่มันพระปลอมชัดๆ แอบอ้างว่ามาขอคำชี้แนะเพื่อจะเข้ามาป่วนในวัดเส้าหลินต่างหาก!

แต่ท่านก็ไม่สามารถอัปเปหิหมอนี่ออกไปได้ง่ายๆ อย่างแรกคือ หมอนี่อ้างว่าปฏิบัติตามหลักธรรมนิกายเถรวาทของไทย แม้ท่านเจ้าอาวาสจะไม่เคยไปต่างประเทศ แต่ก็พอจะรู้ว่าพระสงฆ์ที่นั่นไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการกินเนื้อสัตว์จริงๆ!

อย่างที่สองคือ หมอนี่ไม่ได้ปลงผมบวชเป็นพระ ต่อให้มีความรู้เรื่องหลักธรรมลึกซึ้งแค่ไหน ก็ยังเป็นแค่ศิษย์ฆราวาสเหมือนกับหลี่และศิษย์ฆราวาสคนอื่นๆ อยู่ดี!

แม้ว่าจะไม่อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ในบริเวณวัด แต่การที่เขาแอบกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ถือว่าผิดกฎร้ายแรงอะไร ในเมื่อไม่ได้ปลงผมบวช ก็เท่ากับว่าไม่จำเป็นต้องถือศีลอย่างเคร่งครัด!

จะไล่เขาออกไปก็ไม่ได้ เพราะหลิวเจียงเทาทำตัวดีในสามวันแรก แถมยังบริจาคเงินตั้งหนึ่งแสนดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมกับประกาศกร้าวว่าจะขออาศัยอยู่ที่นี่สามเดือน!

และท่านเจ้าอาวาสก็ดันรับปากไปแล้วด้วย!

ผู้ทรงศีลต้องไม่พูดปด และต้องไม่ผิดคำพูด ดังนั้น ท่านเจ้าอาวาสจึงทำได้เพียงกัดฟันทน!

ต้องยอมรับเลยว่าท่านเจ้าอาวาสรูปนี้ทรงคุณธรรมสูงส่งจริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นคงถีบหมอนี่กระเด็นตกเขาไปนานแล้ว!

ไม่นานนัก หลิวเจียงเทาก็กลายเป็นคนดังประจำวัด อืม ดังในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ!

แต่สำหรับพวกลูกศิษย์ฆราวาสที่เน้นฝึกวิทยายุทธเป็นหลัก กลับมองหลิวเจียงเทาในแง่ดี โดยเฉพาะหลี่ที่เป็นศิษย์ฆราวาสอันดับหนึ่ง แม้จะดูเคร่งขรึม แต่ก็แอบลงเขาไปหาของอร่อยกินอยู่บ่อยๆ

พอหลิวเจียงเทาเข้ามา โดยเฉพาะตอนที่เขาถูกจัดให้มาพักรวมอยู่ในเรือนของศิษย์ฆราวาส คนพวกนี้ก็ไม่ต้องแอบลงเขาแบบหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป โดยมีหลิวเจียงเทาเป็นหัวโจกและมีหลี่คอยคุ้มกัน ทุกคนจึงพากันลงเขาไปหาของอร่อยกินกันอย่างเปิดเผย!

หลังจากผ่านไปไม่กี่ครั้ง หลิวเจียงเทาก็สนิทสนมกับคนกลุ่มนี้มากขึ้น ยิ่งเมื่อมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน หลี่ก็เริ่มยอมรับในตัวหลิวเจียงเทาในฐานะพระเถื่อนที่มาจากต่างถิ่น!

แน่นอนว่า ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัมผัสพิเศษบางอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เจอกันครั้งแรก สัมผัสพิเศษระหว่างยอดฝีมือด้วยกัน!

ในคืนวันที่สิบสี่หลังจากที่หลิวเจียงเทาเข้ามาอยู่ในวัดเส้าหลิน หลังจากกินอิ่มหนำสำราญและพากันกลับมาที่วัด หลิวเจียงเทากับหลี่ก็แอบไปที่ลานฝึกยุทธ์!

นี่คือการประลองฝีมือครั้งแรกระหว่างหลิวเจียงเทากับหลี่ ทักษะจีทคุนโดของหลี่นั้นมีความยืดหยุ่น พลิกแพลงได้หลากหลาย และมีพลังโจมตีที่น่ากลัว ส่วนทักษะมวยไทยของหลิวเจียงเทาก็ดุดัน รุนแรง และเน้นการโจมตีจุดตาย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีบัประดับเทพอย่างระบบคอยช่วยเหลือ ทำให้พลังโจมตีของเขาพุ่งสูงถึงสามสิบห้าแต้ม!

ดังนั้นในการปะทะกันครั้งแรก หลี่จึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบเล็กน้อย

แต่ไม่นานหลี่ก็จับทางได้ว่า แม้หลิวเจียงเทาจะมีสมรรถภาพร่างกายที่น่าทึ่งและมีกระบวนท่าที่ยอดเยี่ยม แต่มันก็ดูตายตัวเกินไป หมอนี่ไม่สามารถนำกระบวนท่าเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว!

ผลจากการประลองครั้งแรกคือ หลิวเจียงเทาต้านทานได้เพียงแค่หนึ่งนาที ก่อนจะโดนอัดจนหมอบกระแต!

ตั้งแต่วันที่สิบห้าเป็นต้นมา หลิวเจียงเทาก็เลิกลงเขา แล้วยอมควักเงินห้าหมื่นดอลลาร์ฮ่องกงฝากให้คนอื่นไปซื้อกับข้าวมาให้ ส่วนตัวเองก็คอยตามตื๊อให้หลี่ช่วยชี้แนะข้อบกพร่องในวิทยายุทธของเขา!

หลี่ที่สนิทสนมกับเขาแล้วก็ไม่ได้ถือสาอะไร แถมการประลองกับหลิวเจียงเทาก็สนุกดีด้วย เขาจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย!

คืนนั้น ทั้งคู่ได้ประลองฝีมือกันเป็นครั้งที่สอง คราวนี้หลิวเจียงเทายืนหยัดอยู่ได้ถึงหนึ่งนาทีครึ่งก่อนจะโดนสอยร่วง!

เวลาที่เหลือหลังจากนั้น หลี่ก็คอยจับมือสอนและชี้แนะจุดอ่อนในวิทยายุทธให้หลิวเจียงเทาอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าวิชาที่ทั้งคู่ฝึกจะแตกต่างกัน คนหนึ่งฝึกมวยไทย ส่วนอีกคนฝึกจีทคุนโดและมวยสากล แต่หลักการของศิลปะการต่อสู้ก็เหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือมีแค่สองคำ รุก กับ รับ!

จังหวะรุกและรับ นั่นแหละคือแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้!

คนหนึ่งตั้งใจสอน คนหนึ่งตั้งใจเรียน บวกกับสมรรถภาพทางกายที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมของหลิวเจียงเทา ใช้เวลาเพียงแค่สิบวัน หลิวเจียงเทาก็สามารถรับมือกับหลี่ได้นานถึงสิบนาทีโดยไม่พ่ายแพ้!

และห้าวันหลังจากนั้น หลิวเจียงเทาก็สามารถต่อกรกับหลี่ได้อย่างสูสี

เมื่อเห็นพัฒนาการของหลิวเจียงเทา แม้แต่หลี่ก็ยังต้องยอมรับว่า ผู้ชายที่หน้าหวานราวกับผู้หญิงคนนี้ มีสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวจริงๆ!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 39 - ฝึกตนในเส้าหลิน

คัดลอกลิงก์แล้ว