เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 เข้าค่ายทหาร ทหาร 100 นาย

บทที่ 50 เข้าค่ายทหาร ทหาร 100 นาย

บทที่ 50 เข้าค่ายทหาร ทหาร 100 นาย


บทที่ 50 เข้าค่ายทหาร ทหาร 100 นาย

วันรุ่งขึ้น

เว่ยซูอวี้ตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วรีบเดินทางไปยังค่ายทหารทันที

“ลูกพี่ ฟันข้ายังไม่หายดีเลยนะขอรับ”

“ใช่ขอรับลูกพี่ ร้านน้ำแข็งยังรอให้ข้าไปช่วยอยู่นะขอรับ”

เจ้าสองคนนี้ทำหน้ามุ่ย เดิมทีพวกเขาคิดว่าเว่ยซูอวี้จะไปค่ายทหาร พวกเขาจึงตั้งใจจะมาส่งแต่เช้าตรู่

แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่า เว่ยซูอวี้เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา จึงลากพวกเขาสองคนมาด้วย

เพียะ เพียะ

ฝีมือการเขกหัวของเว่ยซูอวี้ช่างเชี่ยวชาญขึ้นเรื่อย ๆ

“ฟันยังไม่หาย แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับการไปค่ายทหารล่ะ?”

“แล้วก็เจ้าด้วย หนึ่งคำนวณไม่เป็น สองบริหารจัดการไม่ได้ จะไปที่ร้านน้ำแข็งทำไม? ไปเกะกะเขางั้นหรือ?”

เว่ยซูอวี้ด่าทออย่างไม่ไว้หน้า

“พวกข้ายังต้องไปเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยนอีกนะขอรับ ถ้าท่านพ่อรู้ว่าพวกข้าโดดเรียน ก็ต้องโดนซ้อมอีกแน่ ๆ”

“ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ”

เจ้าสองคนนี้เริ่มหาข้ออ้างอีกแล้ว

“เหอะ ๆ... พูดอย่างกับว่าตอนอยู่กั๋วจื่อเจี้ยนพวกเจ้าตั้งใจเรียนอย่างนั้นแหละ”

เว่ยซูอวี้เยาะเย้ยถากถางอย่างเห็นได้ชัด

“...”

เจ้าสองคนนี้รู้สึกเหมือนโดนชม แต่ก็รู้สึกเหมือนโดนด่าในเวลาเดียวกัน

“หยุดนะ เขตหวงห้ามทางทหาร ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้”

ทันทีที่เดินทางมาถึง ทหารยามก็เข้ามาขวางทางพวกเขาเอาไว้

เว่ยซูอวี้หยิบป้ายหยกที่ฉินฉยงมอบให้ออกมา

เมื่อทหารรับไปดู สีหน้าของเขาก็ประหลาดใจขึ้นมาทันที...

“เจ้าก็คือเว่ยซูอวี้งั้นหรือ?”

“มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?”

“เปล่า ตามข้ามาสิ”

พูดจบ ทหารก็หันหลังเดินนำทางไป

“ลูกพี่ ไม่ชอบมาพากลเลยขอรับ” ชุยเสินจีกระซิบกระซาบอย่างมีลับลมคมนัย

“ใช่ขอรับ ผิดปกติอย่างร้ายแรงเลย!”

ฝางอี๋อ้ายที่อยู่ด้านข้างรีบผสมโรง “สายตาที่เขามองท่านมันแปลก ๆ นะขอรับ ลูกพี่ ค่ายทหารแห่งนี้เป็นถิ่นของเฉิงหวยเลี่ยงนะขอรับ ระวังจะมีกลอุบายซ่อนอยู่นะขอรับ”

เพียะ เพียะ

เว่ยซูอวี้เขกหัวเจ้าสองคนนี้ไปอีกคนละที

“ปกติเห็นทำตัวเซ่อซ่า ตอนนี้ทำไมถึงได้คิดอะไรมากมายนักล่ะ?”

“ข้าได้รับพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้มาที่นี่ แถมยังมีท่านลุงฉินคอยคุ้มครองอยู่ในค่ายอีก”

“ต่อให้มีใครกล้าสักร้อยคน จะกล้ามาแตะต้องข้างั้นหรือ?”

เจ้าสองคนนี้กุมหัวด้วยความน้อยใจ

พวกข้าก็แค่เป็นห่วงท่านเท่านั้นเองนะ

เมื่อเห็นเว่ยซูอวี้เดินจากไป เจ้าสองคนนี้ก็รีบวิ่งตามไปทันที

ในระหว่างที่เดินผ่านเข้าไปในค่าย เว่ยซูอวี้ก็ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ภายในค่ายทหารของต้าถัง บางคนกำลังขนย้ายสิ่งของ บางคนก็กำลังเดินลาดตระเวน ยืนเฝ้ายาม และยังมีทหารอีกหลายนายที่กำลังทำการฝึกซ้อม

ตอนที่เดินผ่านลานประลอง เว่ยซูอวี้ก็เห็นแม่ทัพสองนายกำลังประลองฝีมือกันอยู่

ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง

ต้องยอมรับเลยว่า คนที่ผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนนั้น ลงมือได้อย่างดุดันจริง ๆ กระบวนท่าที่ใช้มักจะพุ่งเป้าไปที่จุดตายเสมอ

เมื่อถูกทหารเร่งเร้า ทั้งสามคนก็ต้องออกเดินทางต่อไป...

“ถึงแล้ว ที่นี่แหละ”

ทหารชี้ไปที่ลานฝึกซ้อมแห่งหนึ่ง แล้วเดินจากไปทันที

ทั้งสามคนทอดสายตามองไปรอบ ๆ...

โอ้โห

ทหารร่างกำยำสิบกว่านายกำลังจับคู่ประลองฝีมือกันอยู่ และยังมีทหารบางนายที่กำลังกวัดแกว่งอาวุธทั้งสิบแปดชนิดได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

ดูจากท่าทางแล้ว แต่ละคนล้วนแต่เป็นทหารชั้นยอดทั้งนั้น!

“ลูกพี่ ตระกูลเฉิงไม่ได้หลอกพวกเรานี่ขอรับ”

“นั่นสิขอรับ ดูมัดกล้ามพวกนั้นสิ ข้าว่าคนเดียวก็สามารถล้มเฉิงหวยเลี่ยงสิบคนได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะขอรับ”

ชุยเสินจีและฝางอี๋อ้ายวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตื่นเต้นดีใจ

ถ้าได้คนกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยแล้ว ยังจะต้องกลัวว่าจะเอาชนะไอ้ลูกเต่าเฉิงหวยเลี่ยงไม่ได้อีกหรือ?

ในขณะเดียวกัน ที่วังหลวง[1]

หลังจากหลี่ซื่อหมินทรงตรวจฎีกาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ดื่มน้ำส้มเย็น ๆ อย่างสบายพระทัย

“เว่ยซูอวี้ผู้นี้ ถึงแม้จะเจ้าเล่ห์เพทุบายไปสักหน่อย แต่ของที่ทำออกมาก็ถือว่าไม่เลวเลยจริง ๆ”

หลังจากดื่มไปหนึ่งอึก หลี่ซื่อหมินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “ซูเป่า จัดการเรื่องทหารของเว่ยซูอวี้กับเฉิงหวยเลี่ยงเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”

“ทูลฝ่าบาท จัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินฉยงประสานมือตอบ “ทหารที่หวยเลี่ยงเป็นผู้นำ ล้วนแต่เป็นทหารชั้นยอดในสังกัดของจือเจี๋ยพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วของเว่ยซูอวี้ล่ะ?”

หลี่ซื่อหมินแย้มพระสรวลตรัสถาม

“ทหารหนึ่งร้อยนายที่ซูอวี้เป็นผู้นำ...”

“ในจำนวนนั้นมีทหารผ่านศึกที่กำลังจะปลดประจำการอยู่แปดสิบนาย ส่วนอีกยี่สิบนายที่เหลือ ล้วนแต่เป็นทหารจอมขบถที่หัวดื้อที่สุดในค่ายพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อฉินฉยงกล่าวจบ รอยยิ้มบนพระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินก็ยิ่งกว้างขึ้น

ทหารจอมขบถในค่าย มักจะเป็นพวกที่รับมือได้ยากที่สุด

ทั้งไม่เชื่อฟังคำสั่ง ชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาท...

แต่พวกเขากลับมีความความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัว และแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้เหล่าแม่ทัพทั้งรักทั้งชัง

ปกติแล้วแค่มีทหารจอมขบถอยู่ในค่ายเพียงแค่นายเดียว ก็ทำให้แม่ทัพปวดหัวมากพออยู่แล้ว แต่นี่ดันมารวมตัวกันถึงยี่สิบนาย จุ๊ ๆ...

อย่าว่าแต่เด็กเมื่อวานซืนอย่างเว่ยซูอวี้เลย ต่อให้หลี่ซื่อหมินลงไปจัดการด้วยพระองค์เอง ก็ยังต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปไม่น้อยเลยทีเดียว

“ไม่เลว ไม่เลว...”

หลี่ซื่อหมินทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

ทหารผ่านศึกแปดสิบนาย กับทหารจอมขบถยี่สิบนาย

ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่าเว่ยซูอวี้ เจ้าจะเอาชนะได้อย่างไร!

อย่าให้ถึงตอนประลองกระบวนทัพแล้วค่ายของตัวเองแตกเสียก่อนล่ะ แค่คิดภาพตามก็รู้สึกสะใจแล้ว

ถูกเว่ยเจิงข่มเหงรังแกมาตั้งนาน จู่ ๆ หลี่ซื่อหมินก็ทรงค้นพบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยกพระธิดาให้แต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเกี่ยวข้องกับหน้าตาของพระองค์ด้วย!

ขอเพียงแค่เว่ยซูอวี้พ่ายแพ้ พระองค์ก็จะได้ ‘ให้กำลังใจ’ เว่ยซูอวี้อย่างเต็มที่

นี่มันก็เท่ากับเป็นการประกาศศักดาต่อหน้าเว่ยเจิงไปในตัวไม่ใช่หรือไง?

จะต้องชนะให้ได้!

“ซูเป่าเอ๊ย เรื่องทางฝั่งค่ายทหาร เจ้าก็ช่วยจับตาดูหน่อยก็แล้วกัน อย่าปล่อยให้ไอ้พวกทหารเหล่านั้นทำร้ายซูอวี้ได้ล่ะ”

ความแค้นก็ส่วนความแค้น เว่ยเจิงทำคุณงามความดีให้กับต้าถังไว้มากมาย หลี่ซื่อหมินย่อมไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญกับอันตรายอย่างเด็ดขาด

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”

ค่ายทหาร!

ชุยเสินจีและฝางอี๋อ้ายตื่นเต้นดีใจกันอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เดินกร่าง สับเท้าเป็นเลขแปดเข้าไปในลานฝึกซ้อม

เชิดหน้าขึ้นสูง ท่าทางหยิ่งผยองจองหองช่างน่าหมั่นไส้เสียเหลือเกิน

“หยุดได้แล้ว เลิกฝึกซ้อมกันได้แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยมาถึงแล้ว รีบมาต้อนรับเร็วเข้า!”

“ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ยังไม่รีบออกมาต้อนรับอีก...”

เจ้าสองคนนี้ตะโกนเสียงดังด้วยท่าทีหยิ่งยโส โดยเฉพาะชุยเสินจีที่ฟันหน้าหายไปสองซี่ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงดูพิลึกพิลั่นเป็นอย่างมาก

ขวับ...

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ทหารจอมขบถสิบกว่านายหยุดมือ แล้วหันมามองพวกเขาทั้งสามคนพร้อมกัน

“ท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยอยู่ที่ใดงั้นหรือ?”

ทหารนายหนึ่งเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ

วันนี้พวกเขาถูกสั่งย้ายออกจากกองทัพเดิม ให้มารับคำสั่งที่นี่ เดิมทีพวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากอยู่แล้ว

แต่พอได้เห็นเพื่อนร่วมรบคนใหม่ของตนเอง ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่มีฝีมือไม่ธรรมดา พวกเขาก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทันที

ขนาดทหารยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แล้วผู้บังคับบัญชาของพวกเขาจะแข็งแกร่งขนาดไหนกันล่ะ?

ดังนั้นลึก ๆ ในใจของพวกเขา จึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า

พอได้ยินว่าเป็นท่านแม่ทัพใหญ่เว่ย... แถมยังเป็นถึงแม่ทัพใหญ่อีกด้วย... พวกเขาก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจเข้าไปใหญ่

ในยุคโบราณ ตำแหน่งแม่ทัพ และแม่ทัพใหญ่ ไม่ใช่ตำแหน่งที่จะเรียกกันสุ่มสี่สุ่มห้าได้หรอกนะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในค่ายทหาร!

ตำแหน่งแม่ทัพที่สามารถเติมคำว่า ‘ใหญ่’ ไว้ข้างหน้าได้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นขุนนางระดับสามขึ้นไป!

“ไหนล่ะ? ท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยที่พวกเจ้าพูดถึงอยู่ที่ใดกัน?”

ทหารสิบกว่านายมองไปรอบ ๆ อยู่หลายรอบ ก็ยังไม่เห็นวี่แววของท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยที่ว่าเลย จึงเริ่มร้อนรนขึ้นมาทันที

“ไอ้หนู พวกเจ้าล้อพวกเราเล่นงั้นหรือ?”

ทหารร่างกำยำนายหนึ่ง จ้องมองฝางอี๋อ้ายและชุยเสินจีด้วยสายตาดุดันน่ากลัว

เจ้าสองคนนี้ลอบกลืนน้ำลายลงคอ

ถึงแม้เจ้าสองคนนี้จะบ้าระห่ำเพียงใด แต่การถูกผู้ชายรูปร่างกำยำสิบกว่าคนจ้องมองอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกหวั่นใจกันทั้งนั้นแหละ

“ก็นี่ไงล่ะขอรับ...”

เจ้าสองคนนี้ชี้ไปที่เว่ยซูอวี้พร้อมกัน

เว่ยซูอวี้ส่งยิ้มบาง ๆ ให้

“เจ้าคือท่านแม่ทัพใหญ่เว่ยงั้นหรือ?”

ทหารร่างกำยำเดินแหวกกลางระหว่างคนทั้งสอง ตรงดิ่งเข้าไปหาเว่ยซูอวี้ แล้วก้มหน้าถามด้วยสายตาข่มขู่

“แม่ทัพใหญ่น่ะข้าคงรับไว้ไม่ได้หรอก แต่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป สถานะของข้าจะสูงกว่าเจ้าหนึ่งขั้น นั่นก็หมายความว่าข้าเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเจ้านั่นเอง...”

พูดจบ เว่ยซูอวี้ก็ชี้ไปที่ทหารคนอื่น ๆ อีกหลายนาย “แน่นอนว่า รวมถึงพวกเจ้าด้วย!”

ตูม!

ทหารสิบกว่านายระเบิดอารมณ์ออกมาทันที

ให้เด็กเมื่อวานซืนมาเป็นหัวหน้าของพวกเขางั้นหรือ คิดจะทำอะไรกันแน่?

ทอดทิ้งพวกเขางั้นหรือ?

ความโกรธแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ ทหารทุกคนต่างก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

[1] ปล. ก่อนรัชศกเจินกวนปีที่สิบสาม การว่าราชการจะจัดขึ้นสามวันต่อหนึ่งครั้ง

จบบทที่ บทที่ 50 เข้าค่ายทหาร ทหาร 100 นาย

คัดลอกลิงก์แล้ว