- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 38 หัวข้อการประลองฝ่ายบุ๋นและบู๊
บทที่ 38 หัวข้อการประลองฝ่ายบุ๋นและบู๊
บทที่ 38 หัวข้อการประลองฝ่ายบุ๋นและบู๊
บทที่ 38 หัวข้อการประลองฝ่ายบุ๋นและบู๊
“พวกท่านพร้อมใจกันมาที่นี่ มีเรื่องอันใดงั้นหรือ?” หลี่ซื่อหมินรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิด ๆ
กั๋วกงทั้งสี่ท่านมาขอเข้าเฝ้าพร้อมกันเช่นนี้ เขาไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า การประลองบุ๋นและบู๊ระหว่างซูอวี้ เฉิงหวยเลี่ยง และจ่างซุนชง สามารถเริ่มต้นขึ้นได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยเจิงประสานมือคารวะ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ในเมื่อลูกชายของตนสามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งฉินฉยง แล้วยังจะต้องไปกลัวอะไรอีกล่ะ
“จือเจี๋ย เจ้าคิดเห็นอย่างไร?” หลี่ซื่อหมินเอ่ยถาม
“ประลองเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉิงเย่าจินกัดฟันกรอด
สาเหตุที่พวกเขาต้องรีบมาที่วังหลวงในยามวิกาลเช่นนี้ ก็เป็นเพราะเว่ยเจิงกับเฉิงเย่าจินทะเลาะกันนั่นเอง
สองคนนี้เป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ต่างก็มองหน้ากันไม่ติดอยู่แล้ว
แล้วใครจะยอมรับว่าลูกชายของตนด้อยกว่าอีกล่ะ?
“เจ้าแน่ใจนะ?”
หลี่ซื่อหมินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามย้ำ
“เอ่อ...”
เฉิงเย่าจินทำหน้ามุ่ย ราวกับว่าตนเองกำลังถูกสบประมาท
“อะแฮ่ม...” หลี่ซื่อหมินกระแอมเบา ๆ ราวกับเพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดจาไม่เหมาะสม จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ในเมื่อพวกท่านทั้งสองต่างก็เห็นพ้องต้องกัน เช่นนั้นก็กำหนดให้จัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าก็แล้วกัน”
“ส่วนเรื่องหัวข้อในการประลอง...”
หลี่ซื่อหมินยังพูดไม่ทันจบ ฉินฉยงก็ก้าวออกมาข้างหน้าทันที “ฝ่าบาท กระหม่อมหวังว่า หัวข้อการประลองฝ่ายบู๊ กระหม่อมจะเป็นผู้รับผิดชอบพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้?” หลี่ซื่อหมินยิ้มบาง ๆ “ซูเป่ามีข้อเสนออะไรอย่างนั้นหรือ?”
“หนึ่ง ประลองวิทยายุทธ”
“สอง ประลองการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา”
“สาม ประลองค่ายกลศึก”
เห็นได้ชัดว่า ในระหว่างทางที่เดินทางมาที่นี่ ฉินฉยงได้คิดเตรียมการทุกอย่างไว้หมดแล้ว
สำหรับเว่ยซูอวี้แล้ว เขามีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นเขาจึงอยากจะทดสอบความสามารถของอีกฝ่ายดูอีกสักตั้ง
“การประลองวิทยายุทธนั้น ข้าพอเข้าใจได้ แต่เรื่องการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา และค่ายกลศึกนี้ หมายความว่าอย่างไร?”
หลี่ซื่อหมินมองด้วยสายตาสงสัย
“ทูลฝ่าบาท ความหมายของกระหม่อมก็คือ ให้ส่งพวกเขาเข้าไปในค่ายทหาร ให้แต่ละคนเป็นผู้นำกองกำลังทหารใหม่จำนวนหนึ่งร้อยนาย ภายในเวลาสามวัน เพื่อทดสอบความสามารถในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
“หลังจากผ่านไปสามวัน ก็ให้กองกำลังทหารใหม่ของทั้งสองฝ่ายมาประลองฝีมือกัน ฝ่ายใดชนะ ก็ถือเป็นผู้ชนะพ่ะย่ะค่ะ!” ฉินฉยงกล่าวอย่างจริงจัง
หลี่ซื่อหมินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
การประลองนี้ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นการแข่งขันแบบสามยกชนะสองยก แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการตัดสินแพ้ชนะในยกเดียวต่างหาก
พลังการต่อสู้ของเว่ยซูอวี้นั้น เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนแล้ว
ดังนั้นในการประลองวิทยายุทธรอบแรก เว่ยซูอวี้จะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน
ส่วนการประลองการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาในรอบต่อมา แท้จริงแล้วก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประลองค่ายกลศึกในรอบที่สามนั่นเอง
แล้วเกณฑ์การตัดสินความสามารถในการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีที่สุดคืออะไรล่ะ?
แน่นอนว่าต้องเป็นการนำทัพคว้าชัยชนะมาให้ได้น่ะสิ!
“ไม่เลว ไม่เลว สามยกชนะสองยก ถือว่ายุติธรรมดีทีเดียว” หลี่ซื่อหมินหันไปมองเว่ยเจิงด้วยรอยยิ้ม “เสวียนเฉิง เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”
ยุติธรรมบ้าบออะไรกัน!
อย่าคิดนะว่าข้าดูไม่ออก...
ตัดสินแพ้ชนะในยกเดียวแท้ ๆ กลับมาพูดหน้าด้าน ๆ ว่าเป็นการแข่งขันแบบสามยกชนะสองยก ไม่เคยพบเจอใครหน้าด้านเท่าพวกเจ้ามาก่อนเลย
ค่ายทหารก็เป็นถิ่นของเฉิงเย่าจิน เรื่องการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคำพูดของเขาเพียงคำเดียวหรอกหรือ?
“เสวียนเฉิง หรือว่าเจ้าจะไม่พอใจงั้นหรือ?” หลี่ซื่อหมินแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“กระหม่อมไม่มีความเห็นพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเจิงโค้งคำนับ
คนหนึ่งก็รีบร้อนอยากจะให้ลูกสาวแต่งงาน ส่วนอีกคนก็รีบร้อนอยากจะหาลูกสะใภ้ให้ลูกชาย
เรื่องนี้เว่ยเจิงก็จนปัญญาที่จะเข้าไปขัดขวาง
แพ้ก็แพ้ไปสิ อย่างมากตอนประลองวิทยายุทธ ก็ให้ซูอวี้ลงมือหนัก ๆ หน่อย เอาให้หมอนั่นโดนซัดจนหน้าบวมปูดเป็นหัวหมู ไม่กล้าออกไปพบปะผู้คนสักเจ็ดวันเจ็ดคืนไปเลยยิ่งดี
“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้”
หลี่ซื่อหมินเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ “ในเมื่อตกลงเรื่องการประลองฝ่ายบู๊เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่องการประลองฝ่ายบุ๋นกันบ้าง...”
“เสวียนเฉิง เจ้าเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น มีข้อเสนอแนะดี ๆ อะไรบ้างหรือไม่?”
แม้หลี่ซื่อหมินจะเอ่ยปากถาม แต่ความหมายที่แฝงอยู่ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว
เว่ยเจิงก็ไม่ได้ใส่ใจ
ขนาดการประลองฝ่ายบู๊ยังเป็นไปตามน้ำ การประลองฝ่ายบุ๋นก็คงเป็นแค่การจัดฉากเท่านั้นแหละ
เขาจึงประสานมือคารวะตอบ “ดีดพิณ หมากล้อม เขียนพู่กัน วาดภาพ ล้วนสามารถนำมาประลองได้พ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งเหล่านี้ดูจะเน้นความสุนทรีย์มากเกินไป กระหม่อมเห็นว่า การเขียนบทความวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง และการแต่งบทกวี ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว ในเมื่อฝ่ายบู๊ยังประลองกันถึงสามรอบ ฝ่าบาทก็ลองเพิ่มเข้าไปอีกสักรอบก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ซื่อหมินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขา ช่างดูเจ้าเล่ห์เพทุบายราวกับจิ้งจอกเฒ่าไม่มีผิด
การประลองฝ่ายบู๊นั้นหาช่องทางโกงได้ยาก แต่การประลองฝ่ายบุ๋นนั้น การโกงสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
บทความวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง และบทกวี
เรื่องพวกนี้ก็ต้องมีคนเป็นคนตั้งโจทย์ไม่ใช่หรือ?
แล้วใครล่ะ ที่จะเหมาะสมเป็นผู้ตั้งโจทย์ที่สุด?
แน่นอนว่าต้องเป็นฮ่องเต้อย่างเขาน่ะสิ
ขอเพียงแค่เตรียมคำตอบเอาไว้ล่วงหน้า เว่ยซูอวี้จะเอาอะไรมาสู้ได้?
“ข้อเสนอของเสวียนเฉิงช่างถูกใจข้ายิ่งนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การประลองฝ่ายบุ๋น ก็ให้เพิ่มการคำนวณเข้าไปอีกหนึ่งวิชาก็แล้วกัน” หลี่ซื่อหมินตัดสินใจ
“ฝ่าบาททรงปรีชาญาณยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนต่างก็โค้งคำนับพร้อมกัน
ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางได้สนทนากันต่ออีกสองสามประโยค ก่อนจะทูลลาจากไป
วันรุ่งขึ้น
ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง
เว่ยซูอวี้เปิดประตูห้องออกมา
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือฉินซ่านเต้า
อีกฝ่ายสวมชุดฝึกยุทธ์สีดำทะมัดทะแมง ยืนรออยู่ที่หน้าประตูด้วยท่าทีนอบน้อม
“ท่านอาจารย์”
ทันทีที่เห็นเว่ยซูอวี้ ฉินซ่านเต้าก็รีบเอ่ยทักทาย
“พวกเราอายุไล่เลี่ยกัน เรียกอาจารย์มันดูห่างเหินไปหน่อยนะ” เว่ยซูอวี้หัวเราะ
“แล้วจะให้เรียกอะไรล่ะขอรับ?” ฉินซ่านเต้ากระพริบตาปริบ ๆ
“ก็เหมือนกับเสี่ยวจีจีพวกเขานั่นแหละ เรียกข้าว่าลูกพี่เถอะ”
“ขอรับ”
จากนั้นเว่ยซูอวี้ก็พาฉินซ่านเต้าออกไปออกกำลังกายยามเช้าด้วยกัน
“ลูกพี่ ลูกพี่...”
ในขณะที่กำลังออกกำลังกายอยู่นั้น ชุยเสินจีก็ส่งเสียงแหบพร่า วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอย่างรีบร้อนอีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทางหอบแฮ่ก ๆ ของอีกฝ่าย เว่ยซูอวี้ก็ขมวดคิ้ว
และแล้ว...
คู่หูออกกำลังกาย ก็กลายมาเป็นแก๊งออกกำลังกายสามคน!
ชุยเสินจีตบปากตัวเองไปหนึ่งฉาด
นอนหลับสบาย ๆ อยู่ที่บ้านมันไม่ดีตรงไหนเนี่ย?
ทำไมต้องรนหาที่มาลำบากที่นี่ด้วยนะ
ไม่กี่นาทีต่อมา ฝางอี๋อ้ายก็มาร่วมวงออกกำลังกายด้วยอีกคน
แก๊งออกกำลังกายสี่คนครบทีม!
“เอาล่ะ ตอนนี้วิ่งไปที่กั๋วจื่อเจี้ยน”
เว่ยซูอวี้หยิบถุงทรายถ่วงน้ำหนักหลายใบขึ้นมาผูกติดไว้ที่ข้อเท้า
นอกเหนือจากชุยเสินจีแล้ว อีกสองคนต่างก็ผูกถุงทรายไว้เช่นกัน
“ฮือ ๆ... ลูกพี่ วันหลังออกกำลังกาย ไม่ต้องชวนข้าได้ไหมขอรับ?”
ชุยเสินจีร้องไห้คร่ำครวญวิงวอนขอความเมตตา
“ไม่ได้!”
เว่ยซูอวี้ปฏิเสธเสียงแข็ง ชุยเสินจีนั้นอ่อนแอที่สุด ดังนั้นยิ่งต้องฝึกฝนให้หนัก
“...”
หลังจากผ่านการออกกำลังกายมาตลอดช่วงเช้า พวกเขาก็กลับมานั่งพักรับลมเย็น ๆ และทำน้ำแข็งกันที่ศาลาของกั๋วจื่อเจี้ยนอีกครั้ง
“ลูกพี่ ท่านเคยคิดถึงปัญหาข้อหนึ่งหรือไม่ขอรับ” ชุยเสินจีเอ่ยถาม
“ปัญหาอะไร?”
“ทำไมพวกเราจะต้องมานั่งทำน้ำแข็งเองด้วยเล่า? ไปจ้างคนงานมาช่วยทำไม่ดีกว่าหรือ?”
คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็เปรียบเสมือนการปลุกคนให้ตื่นจากภวังค์
เว่ยซูอวี้ลูบคาง นี่ดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
อีกทั้งในฤดูร้อนของต้าถังก็ขาดแคลนน้ำแข็งเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถนำไปขายได้สบาย ๆ เลย!
คิดได้ก็ลงมือทำทันที เว่ยซูอวี้โบกมือใหญ่ สั่งให้ไปประกาศรับสมัครคนงานทันที!
“มอบหน้าที่นี้ให้ข้าเอง ท่านวางใจได้เลย”
ชุยเสินจีตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ ๆ
และแล้ว... กั๋วจื่อเจี้ยนก็มีนักศึกษาโดดเรียนเพิ่มขึ้นอีกสิบกว่าคน
นักศึกษาสิบกว่าคนเดินเรียงรายเป็นขบวนออกจากกั๋วจื่อเจี้ยน!
ยามเฝ้าประตูปั้นหน้ายิ้มส่ง แต่ในใจกลับด่าทอไปถึงบรรพบุรุษ...
พวกเจ้ากำลังจะทำให้ข้าตกงานนะเว้ย!
จึงรีบนำเรื่องนี้ไปรายงานเบื้องบนทันที
“นี่คือร้านค้าของตระกูลใด?”
เว่ยซูอวี้ชี้ไปยังร้านขายชาดทาปากที่ตั้งอยู่ในทำเลทอง แล้วเอ่ยถาม
“ลูกพี่ นี่คือร้านของครอบครัวข้าเองขอรับ”
เพื่อนร่วมแก๊งรูปร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านหลัง
“ถ้าข้าจะขอเช่าสักสองเดือน คิดราคาเท่าไหร่?”
“ไม่คิดเงินหรอกขอรับ ถ้าลูกพี่ต้องการ ก็เอาไปใช้ได้เลย” เพื่อนร่วมแก๊งตอบตกลงอย่างง่ายดาย
“แบบนั้นไม่ได้หรอก นี่มันปล้นกันชัด ๆ” เว่ยซูอวี้ขมวดคิ้ว
“ถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่ลูกพี่จะกรุณาแล้วกันขอรับ” เพื่อนร่วมแก๊งตอบกลับด้วยรอยยิ้มแป้น
“อืม” เว่ยซูอวี้พยักหน้า “ถึงเวลาขายน้ำแข็งได้กำไรแล้ว ข้าจะแบ่งให้เจ้าเพิ่มอีกส่วนก็แล้วกัน”
“ขอบคุณลูกพี่ขอรับ”
เพื่อนร่วมแก๊งเผยรอยยิ้มดีใจออกมาทันที
ทันใดนั้น คนกลุ่มใหญ่ก็พากันเดินเข้าไปในร้านขายชาดทาปาก...
“คุณชาย ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?” หลงจู๊ประจำร้านเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
เพื่อนร่วมแก๊งผลักหลงจู๊ออกไป แล้วหันมาถามเว่ยซูอวี้ด้วยสีหน้าประจบประแจง “ลูกพี่ แล้วตอนนี้จะให้จัดการอย่างไรต่อดีขอรับ?”
“เอาชาดทาปากพวกนี้ออกไปให้หมด”
เอาออกไปงั้นหรือ
เข้าใจแล้ว!
บรรดาเพื่อนร่วมแก๊งต่างก็ลงมือช่วยกัน โยนชาดทาปากทั้งหมดออกไปนอกประตูร้าน ทำเอาชาวบ้านพากันมาแย่งชิงกันชุลมุน
“คุณชาย ท่านทำอะไรเนี่ย นี่มันร้านของครอบครัวเรานะขอรับ”