- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 30 น้ำส้มเย็นฉ่ำ, เด็กเปรต
บทที่ 30 น้ำส้มเย็นฉ่ำ, เด็กเปรต
บทที่ 30 น้ำส้มเย็นฉ่ำ, เด็กเปรต
บทที่ 30 น้ำส้มเย็นฉ่ำ, เด็กเปรต
ช่วงหลายวันต่อจากนั้น ทั้งสามคนก็พากันตระเวนเดินสายใช้หนี้ตามร้านค้าแบบเรียงตัว
เรื่องที่ฝางอี๋อ้ายไปก่อหนี้สินก้อนโต ล่วงรู้ไปถึงหูของฝางเสวียนหลิง
คืนนั้นเอง ฝางเสวียนหลิงก็ไปหาฝางอี๋อ้าย เพื่อทำการ ‘สอบถามไถ่ด้วยความห่วงใย’
แม้กระทั่งไม้เรียวก็ยังเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ใช้
ภายใต้การสั่งสอนของเว่ยซูอวี้ ฝางอี๋อ้ายได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์หลี่ไท่อย่างเผ็ดร้อนไปหนึ่งยก...
เขาเล่าว่าหลี่ไท่นั้นร้ายกาจเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างไร และตนเองนั้นชาญฉลาดมีไหวพริบอย่างไรบ้าง
จากนั้นก็เล่าเรื่องที่ตนเองไปติดหนี้เงินกู้นอกระบบจำนวนหนึ่งพันสามร้อยก้วนให้ฟัง
ฝางเสวียนหลิงจึงรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง
ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดมาถึงลูกชายของเขาเชียวหรือ คิดว่าตำแหน่งอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายแห่งต้าถังของเขาเป็นแค่เรื่องล้อเล่นหรือไง?
ในวันนั้น ฝางเสวียนหลิงไม่ได้ซ้อมฝางอี๋อ้าย หนำซ้ำยังกล่าวชื่นชมเขาอย่างออกรส ถึงกับเอ่ยปากชมว่าอี๋อ้ายโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เป็นเพราะฝางอี๋อ้ายไม่ได้เข้าไปพัวพันกับศึกชิงบัลลังก์นั่นเอง
หลี่ซื่อหมินยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ การเลือกข้างในตอนนี้ ก็เท่ากับการรนหาที่ตายชัด ๆ
“ลูกพี่ แท่งน้ำแข็งที่ท่านว่านั่น เสร็จหรือยังขอรับ”
ชุยเสินจีและฝางอี๋อ้ายนอนแผ่หราอยู่บนม้านั่งตรงระเบียง แลบลิ้นห้อยต่องแต่งราวกับสุนัขใกล้ตาย
สภาพอากาศร้อนอบอ้าวเกินไป ทั้งสามคนจึงไม่มีอารมณ์จะอ่านหนังสือ และเลือกที่จะโดดเรียนไปเสียดื้อ ๆ
นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่เว่ยซูอวี้สวนกลับเฉินฝู่และขงอิ่งต๋าอย่างดุเดือด อาจารย์ก็ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการกระทำของเว่ยซูอวี้มาโดยตลอด
“จะรีบร้อนไปทำไมกัน”
เว่ยซูอวี้ยกอ่างมาสองใบ ใบหนึ่งใหญ่ใบหนึ่งเล็ก
อ่างใบใหญ่บรรจุดินประสิวไว้จำนวนไม่น้อย ส่วนอ่างใบเล็กบรรจุน้ำเปล่าเอาไว้
ทำไมถึงต้องมีใบใหญ่กับใบเล็กน่ะหรือ?
ก็เพราะน้ำแข็งที่ทำจากดินประสิวนั้นมีพิษ ไม่สามารถนำมารับประทานได้น่ะสิ
การใช้อ่างใบใหญ่และอ่างใบเล็ก เป็นการแยกน้ำและดินประสิวออกจากกัน เพื่อให้สามารถนำน้ำแข็งในอ่างใบเล็กมารับประทานได้นั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ดินประสิวยังสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีก การทำเช่นนี้จึงช่วยให้จัดเก็บและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เว่ยซูอวี้ก็นำอ่างใบเล็กไปวางซ้อนไว้ในอ่างใบใหญ่ จากนั้นก็เริ่มรินน้ำลงไปในอ่างใบใหญ่
สุดท้ายก็ใช้ไม้ท่อนเล็ก ๆ คนเบา ๆ...
ไม่นานนัก น้ำแข็งก็ก่อตัวขึ้น
เว่ยซูอวี้ทุบก้อนน้ำแข็งออกมาส่วนหนึ่ง นำเข้าปากอมไว้ ความเย็นซาบซ่านแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างในทันที
“แม่ร่วง กลายเป็นน้ำแข็งจริง ๆ ด้วย?”
ชุยเสินจีเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่พอเห็นเข้าก็ถึงกับกระโดดโหยงด้วยความตื่นเต้น
“ไหน ๆ?”
ฝางอี๋อ้ายรีบวิ่งเข้ามาดูข้าง ๆ เว่ยซูอวี้
ทั้งสองจ้องมองก้อนน้ำแข็งในอ่างด้วยตาเบิกกว้าง
ตอนแรกนึกว่าเว่ยซูอวี้แค่คุยโวโอ้อวด คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถทำน้ำแข็งขึ้นมาได้จริง ๆ
“ลูกพี่สุดยอด ลูกพี่เก่งกาจ”
“โฮ ๆ... ข้าได้เห็นน้ำแข็งในฤดูร้อนด้วย!”
ทั้งสองตื่นเต้นดีใจเสียจนเก็บอาการไม่อยู่
ชุยเสินจีทรุดลงไปคลานบนพื้น ทำท่าจะเลียน้ำแข็งราวกับสุนัข แต่กลับถูกเว่ยซูอวี้ดึงหูเอาไว้เสียก่อน
“น้ำแข็งในอ่างใบใหญ่มีพิษ ห้ามกินเด็ดขาด” เว่ยซูอวี้กล่าวเตือน
หา?
ชุยเสินจีสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ รีบหดลิ้นกลับทันที
ทั้งสองคนรีบยื่นมือไปหยิบก้อนน้ำแข็งในอ่างใบเล็กเข้าปาก
“เย็นชื่นใจจริง ๆ”
ทั้งคู่เคี้ยวน้ำแข็งดังกร้วม ๆ
เว่ยซูอวี้หยิบส้มออกมาอีกลูกหนึ่ง แล้วบีบจนน้ำส้มทะลักออกมา
ไม่มีเครื่องคั้นน้ำผลไม้ ก็ต้องคั้นด้วยมือแบบนี้แหละ
ไม่นานนัก น้ำผลไม้คั้นสดหนึ่งแก้วก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของทั้งสอง
“ลูกพี่... แฮะ ๆ”
ทั้งสองส่งสายตาละห้อยมองเว่ยซูอวี้ ทว่าเว่ยซูอวี้กลับไม่สนใจใยดี ยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นดื่มหน้าตาเฉย
“ลูกพี่ เหลือไว้ให้พวกข้าบ้างสิขอรับ” ทั้งสองเริ่มร้อนรน
“อยากดื่มก็ทำเองสิ ไม่เห็นจะยากตรงไหน” เว่ยซูอวี้ด่า
จริงด้วย
ทั้งสองมีกำลังใจขึ้นมาทันที จึงเริ่มลงมือศึกษาวิธีทำอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตรงไหนไม่เข้าใจ พวกเขาก็ถามเว่ยซูอวี้ ซึ่งเว่ยซูอวี้ก็อธิบายให้ฟังจนหมดเปลือก
สิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกอึดอัดใจก็คือ เว่ยซูอวี้เลิกทำของตัวเอง แล้วคอยแย่งของพวกเขาไปหน้าตาเฉย
ชุยเสินจีมีแรงน้อย กว่าจะบีบส้มจนแตกและคั้นน้ำส้มเย็นฉ่ำออกมาได้หนึ่งแก้ว ก็ต้องเผชิญกับ ‘ความยากลำบากแสนสาหัส’
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะลิ้มรสชาติของมัน จู่ ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งคว้าแก้วน้ำส้มของเขาไปเสียแล้ว...
“ลูกพี่ เหลือไว้ให้ข้าบ้างเถอะขอรับ ข้าแรงน้อย กว่าจะบีบส้มได้มันไม่ง่ายเลยนะ...” ชุยเสินจีร้องไห้คร่ำครวญ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขากลับพบว่าคนที่แย่งแก้วน้ำส้มของเขาไป ไม่ใช่เว่ยซูอวี้ แต่เป็นเด็กเปรตคนหนึ่ง
เด็กคนนี้ดูอายุน้อยกว่าเขาสักสองสามปี หน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากพูดในภาษาปัจจุบันก็คงต้องเรียกว่า เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนคนน่ารักอะไรทำนองนั้น
ในขณะนี้ เขากำลังดื่มน้ำส้มพลางจ้องมองชุยเสินจีตาแป๋ว
ชุยเสินจีกะพริบตาปริบ ๆ หนุ่มน้อยหน้ามนก็กะพริบตาปริบ ๆ เช่นกัน
“ไอ้ลูกเต่า เจ้าเป็นใครกัน!”
ชุยเสินจีด่าลั่น
พลั่ก
หนุ่มน้อยหน้ามนชกสวนกลับไปหนึ่งหมัด หมัดนั้นพุ่งตรงเข้าที่ดั้งจมูกของชุยเสินจีอย่างพอดิบพอดี
ชุยเสินจีลูบจมูกตัวเองดู เลือดกำเดาไหลเสียแล้ว
“ไม่ว่าพ่อของเจ้าจะเป็นใคร วันนี้ข้าจะต้องซ้อมเจ้าให้ก้นลายให้จงได้!” ชุยเสินจีคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงร้องของเขาดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ
พลั่ก
หนุ่มน้อยหน้ามนชกสวนกลับไปอีกหนึ่งหมัด และหมัดนั้นก็พุ่งเข้าที่ดั้งจมูกของชุยเสินจีอย่างแม่นยำเช่นเคย
“ดื่มหมดแล้ว ชิ่งดีกว่า”
เขาโยนแก้วทิ้ง แล้วออกวิ่งหนีไปทันที
แต่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว เขากลับรู้สึกโหวง ๆ ที่ปลายเท้า ร่างของเขากำลังลอยขึ้นไปบนอากาศ
เว่ยซูอวี้หิ้วคอเสื้อของหนุ่มน้อยหน้ามนเอาไว้ พลางร้องอุทานออกมาเบา ๆ
เพราะทักษะการต่อสู้ของหนุ่มน้อยหน้ามนคนนี้ไม่ธรรมดาเลย แถมยังมีพละกำลังมากมายอีกด้วย
“ปล่อยข้านะ” หนุ่มน้อยหน้ามนถลึงตาใส่
เพียะ
เว่ยซูอวี้ตบกบาลเขาไปหนึ่งฉาด
“แย่งของของคนอื่น หนำซ้ำยังทำร้ายร่างกายเขา พ่อของเจ้าสั่งสอนมาแบบนี้หรือ?”
สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายก็คือ หนุ่มน้อยหน้ามนคนนี้ไม่ยอมจำนน เขากลับตีลังกากลับหลัง ใช้ท่าเตะตวัดส้นเท้าเล็งไปที่กลางหน้าผากของเว่ยซูอวี้
โฮ่? ช่วงเอวก็ยืดหยุ่นดีทีเดียว
เว่ยซูอวี้คว้าข้อเท้าของเขาทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะจับเขาห้อยหัวต่องแต่ง
“ปล่อยข้านะ”
หนุ่มน้อยหน้ามนดิ้นรนขัดขืนไม่หยุดหย่อน สองมือกระหน่ำทุบตีไปที่น่องของเว่ยซูอวี้
“ยังกล้าขัดขืนอีกหรือ?”
เว่ยซูอวี้แค่นเสียงหัวเราะ ก่อนจะถลกกางเกงของหนุ่มน้อยหน้ามนลงมา เผยให้เห็นก้นขาวผ่องทั้งสองข้าง
“เสี่ยวจีจี ซ้อมมัน”
ชุยเสินจีถลกแขนเสื้อ พุ่งเข้ามาด้วยดวงตาแดงก่ำ
ถุย
เขาถ่มน้ำลายใส่มือตัวเอง “แม้แต่ข้ายังกล้าลงมือทำร้าย วันนี้ข้าจะต้องตีเจ้าให้ก้นลายให้จงได้”
เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ...
ในตอนแรก หนุ่มน้อยหน้ามนยังคงแหกปากร้องโวยวายไม่หยุด แต่สุดท้ายเสียงร้องของเขาก็ค่อย ๆ แผ่วลง
“พอได้แล้ว”
เมื่อเห็นว่าก้นของเขาถูกตีจนแดงเถือกราวกับก้นลิง เว่ยซูอวี้จึงปล่อยเขาลงกับพื้น “บอกมา เจ้าเป็นใคร?”
หนุ่มน้อยหน้ามนจ้องมองพวกเขาทั้งสามคนด้วยสายตาอาฆาตแค้น ยังคงไม่ยอมจำนน
เพียะ
ชุยเสินจีตบกบาลเขาไปหนึ่งฉาด
“ลูกพี่ถามเจ้าอยู่นะ ปากมีไว้ทำไม ห๊ะ?”
หนุ่มน้อยหน้ามนสะบัดหน้าหนีอย่างดื้อรั้น ไม่สนใจชุยเสินจีแม้แต่น้อย
อ้าวเฮ้ย?
บิดาจะจัดการเจ้าไม่ได้เชียวหรือ?
ชุยเสินจีถลกแขนเสื้อ กำลังจะพุ่งเข้าไปซ้อมอีกฝ่ายต่อ
ทว่าเว่ยซูอวี้กลับห้ามเขาเอาไว้ก่อน
“เด็กในกั๋วจื่อเจี้ยนล้วนเป็นบุตรหลานของขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งสิ้น แต่ทักษะการต่อสู้ของเจ้าไม่เลวเลย เจ้าเป็นบุตรชายของขุนนางฝ่ายบู๊ใช่หรือไม่?” เว่ยซูอวี้เอ่ยถาม
หนุ่มน้อยหน้ามนยังคงปิดปากเงียบ
เว่ยซูอวี้ไม่สนใจ ยังคงวิเคราะห์ต่อไป “บุตรชายของขุนนางฝ่ายบู๊ แต่กลับถูกส่งมาเรียนที่กั๋วจื่อเจี้ยน ดูเหมือนว่าพ่อของเจ้าคงไม่อยากให้เจ้าเข้าร่วมกองทัพสินะ”
หนุ่มน้อยหน้ามนยังคงมีท่าทีเย่อหยิ่งจองหอง
เว่ยซูอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแย่งแก้วน้ำส้มเย็นฉ่ำมาจากมือของฝางอี๋อ้าย
“ลูกพี่ ท่านจะทำอะไร ข้าอุตส่าห์เสียเวลาทำตั้งนานกว่าจะได้มานะขอรับ” ฝางอี๋อ้ายกล่าวอย่างน้อยอกน้อยใจ
“ขอยืมใช้หน่อย เดี๋ยวข้าคืนให้”
เว่ยซูอวี้ยื่นแก้วน้ำส้มไปตรงหน้าหนุ่มน้อยหน้ามน “ตอบคำถามข้ามาหนึ่งข้อ แล้วของสิ่งนี้ ข้าจะยกให้เจ้าดื่ม”
สิ้นคำพูด แววตาของหนุ่มน้อยหน้ามนก็ฉายแววหวั่นไหว
“ต่อให้เจ้าไม่พูด พวกเราก็สืบรู้ได้อยู่ดี”
เว่ยซูอวี้ชี้ไปทางชุยเสินจี “เห็นเจ้านี่ไหม ขาใหญ่ประจำกั๋วจื่อเจี้ยน ในกั๋วจื่อเจี้ยนไม่มีใครที่เขาไม่กล้าซ้อม”
ชุยเสินจียืดอกอย่างภาคภูมิใจ
เว่ยซูอวี้ชี้ไปทางฝางอี๋อ้ายอีกคน “ส่วนเจ้านี่ ก็ขาใหญ่ประจำย่านร้านค้าในฉางอัน บรรดาหลงจู๊ร้านค้าทั่วทั้งฉางอัน ไม่มีใครที่ไม่กลัวเขา”
ฝางอี๋อ้ายยืดอกอย่างภาคภูมิใจเช่นเดียวกัน
“แล้วท่านล่ะ?”
หนุ่มน้อยหน้ามนกะพริบตาปริบ ๆ