- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 104 บังเอิญพบเจอ?
บทที่ 104 บังเอิญพบเจอ?
บทที่ 104 บังเอิญพบเจอ?
ในที่สุดเซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็ค้นหาพวกสวีเป้าจนพบ
อันที่จริง เมื่อเขาไปถึง สวีเป้าก็ได้รวบรวมศิษย์ยอดเขากระบี่ที่สี่คนอื่นๆ จนครบหมดแล้ว และกำลังตามหาเขาไปทั่วทั้งหุบเขา
"ศิษย์น้องฮ่าวเทียน เจ้าหายไปไหนมา? เจ้าคงไม่ได้หลงทางหรอกนะ?" เฟ่ยสยงเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา จึงเอ่ยถามขึ้น
เดิมทีเพื่อปิดบังเรื่องของฉุนอวี๋ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่คิดที่จะบอกเรื่องที่ตนเองถูกส่งไปยังถ้ำศพคลุ้มคลั่ง ทว่าในเมื่อบัดนี้เรื่องของฉุนอวี๋ถูกเปิดเผยแล้ว ภายในใจของเขาย่อมมีแผนการใหม่
"ถูกส่งไปยังบริเวณใกล้กับถ้ำศพคลุ้มคลั่ง ตอนที่หนีออกมาได้ก็ถูกพวกจูซงดักซุ่มโจมตีอีก เพิ่งจะสลัดหลุดออกมาได้นี่แหละ!" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนกล่าวอย่างราบเรียบ
เดิมทีเฟ่ยสยงเพียงแค่เอ่ยถามไปอย่างนั้น ทว่าเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ ดวงตาทั้งสองของเขาก็แทบจะถลนออกมา "เจ้าว่าอะไรนะ?"
คนอื่นๆ เองก็พากันตกตะลึงจนตาค้าง และเดินเข้ามาล้อมรอบตัวเขา
สวีเป้าขมวดคิ้วแน่น "ศิษย์น้องฮ่าวเทียน เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดเจ้าถึงถูกส่งไปยังถ้ำศพคลุ้มคลั่งได้เล่า?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ แน่นอนว่าไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องของฉุนอวี๋ เพียงแค่บอกว่าหลังจากถูกส่งไปยังถ้ำศพคลุ้มคลั่ง ตนเองโชคดีที่หนีรอดออกมาได้ แต่กลับถูกพวกจูซงดักซุ่มโจมตี หลังจากขับไล่พวกจูซงไปได้แล้วจึงรีบเดินทางมาที่นี่
"เจ้าถูกส่งตัวมาพร้อมกับพวกเรา จะเป็นไปได้เรื่อยที่ถูกสุ่มให้ไปไกลถึงเพียงนั้น?" เฟ่ยสยงยังคงงุนงงไม่หาย "แต่เจ้าก็โชคดีจริงๆ ที่ศพคลุ้มคลั่งไม่ออกมา ปล่อยให้เจ้ารอดมาได้!"
อวี๋ชิงย่อมไม่คิดเช่นเดียวกับเฟ่ยสยง เขาหรี่ตาทั้งสองลง "ค่ายกลส่งตัวไม่มีทางส่งคนเข้าไปยังใจกลางถ้ำศพคลุ้มคลั่งได้เด็ดขาด ต้องมีคนตุกติกแน่!"
คนอื่นๆ ที่เดิมทีคาดเดาเอาไว้อยู่บ้าง หรือแม้แต่คนที่ไม่เข้าใจ ในยามนี้ต่างก็ตระหนักได้ในทันที
"มีคนคิดจะทำร้ายศิษย์น้องฮ่าวเทียนงั้นหรือ?" เฟ่ยสยงโกรธจัด "เป็นไอ้บัดซบหน้าไหนกัน?"
"เรื่องนี้เอาไว้ค่อยคิดบัญชีหลังการประลองใหญ่จบลงก็แล้วกัน ทว่าที่มั่นใจได้เลยก็คือ ครั้งนี้ต้องมีคนพุ่งเป้ามาที่ศิษย์น้องฮ่าวเทียนอย่างแน่นอน!" สวีเป้ากล่าวเสียงเย็น "ศิษย์น้องฮ่าวเทียน ก่อนการประลองใหญ่จะจบลง อย่าได้แยกไปจากพวกเราเด็ดขาด ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าใครกันแน่ที่กล้าวางแผนเล่นงานเจ้า!"
เฟ่ยสยงพ่นลมหายใจฟึดฟัด "ใช่แล้ว หากหาตัวมันพบ ข้าจะบีบไข่มันให้แตกเลยคอยดู!"
อวี๋ชิงซักถามเรื่องที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนถูกดักซุ่มโจมตีอย่างละเอียดอีกครั้ง ในท้ายที่สุดก็แค่นเสียงเย็นชา "จูซงเจ้านี่นับวันยิ่งทำตัวเหลวไหลขึ้นทุกที ดูท่าหลังจากออกไปแล้ว ยอดเขากระบี่ที่สี่ของพวกเราคงต้องขอคำชี้แนะจากยอดเขาที่ห้าเสียหน่อยแล้ว!"
ยอดเขากระบี่ที่สี่นั้นสามัคคีกันมากที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ผู้คนต่างพยักหน้ารับ บ่งบอกว่าหลังจากออกไปแล้วจะไปแก้แค้นแทนเซวียนหยวนฮ่าวเทียนให้จงได้
"ต่อไปพวกเราจะไปที่ใดกัน?" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่คิดจะพูดจายืดเยื้อในเรื่องนี้อีก ตอนนี้ควรจะมุ่งความสนใจไปที่การประลองใหญ่จึงจะถูก
ทุกคนต่างหันไปมองอวี๋ชิง เวลาที่ศิษย์ยอดเขากระบี่ที่สี่ลงมือทำสิ่งใดร่วมกัน มักจะเป็นเขาที่คอยตัดสินใจเสมอ
อวี๋ชิงกล่าว "ตอนการประลองใหญ่ครั้งก่อน พวกเราก็พบว่ากองกำลังผู้ฝึกบำเพ็ญมารในหุบเขามีท่าทีว่าจะผงาดขึ้น ครั้งนี้พวกเราจะใช้พวกผู้ฝึกบำเพ็ญมารเป็นเหยื่อก็แล้วกัน! อีกทั้งผู้ฝึกบำเพ็ญมารยังมีคะแนนสูงสุด หากพวกเรารวบรวมกำลังเข้าจัดการ ก็จะสามารถชดเชยข้อเสียเปรียบเรื่องคนน้อยของพวกเราได้ด้วย!"
ทุกคนพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตของผู้ฝึกบำเพ็ญมาร
ระหว่างทาง อวี๋ชิงอธิบายที่มาที่ไปของผู้ฝึกบำเพ็ญมารภายในหุบเขาอสูรวุ่นวายให้เซวียนหยวนฮ่าวเทียนฟัง แน่นอนว่าย่อมเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญมารที่ถูกจับตัวมาได้จากดินแดนรกร้าง หลายคนก็คือผู้ฝึกบำเพ็ญที่ตกสู่มรรคมาร และยังมีบางส่วนที่จับมาจากสำนักเมี่ยซิง
"จะว่าไปแล้วที่จำนวนผู้ฝึกบำเพ็ญมารในหุบเขาอสูรวุ่นวายเพิ่มมากขึ้นในครั้งนี้ ก็มีความเกี่ยวข้องกับศิษย์น้องฮ่าวเทียนด้วย ในการต่อสู้กับสำนักเมี่ยซิงก่อนหน้านี้ พวกเราจับผู้ฝึกบำเพ็ญมารกลับมาได้ไม่น้อย และถูกโยนเข้ามาในหุบเขาอสูรวุ่นวายทั้งหมด"
ภายในหุบเขาอสูรวุ่นวายนั้นไม่มีทรัพยากรมากนัก อีกทั้งทุกครั้งที่ผ่านเดือนเจ็ดไปก็จะมีการจัดการประลองใหญ่ขึ้นหนึ่งครั้ง ทุกครั้งก็จะมีการกวาดล้างผู้ฝึกบำเพ็ญมารไปบ้างบางส่วน ดังนั้นสำนักกระบี่เจ็ดดาราจึงไม่กลัวว่าผู้ฝึกบำเพ็ญมารในหุบเขาจะก่อความวุ่นวายใดๆ ได้
แต่จะบอกว่าไม่มีอันตรายเลยแม้แต่น้อยก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในการประลองใหญ่ทั้งเจ็ดยอดเขาทุกครั้ง ความสูญเสียล้มตายครั้งใหญ่ที่สุดล้วนเป็นฝีมือของผู้ฝึกบำเพ็ญมาร ทว่าการบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกบำเพ็ญย่อมเป็นเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องตัดพ้อ
ผู้ฝึกบำเพ็ญมารในหุบเขาอสูรวุ่นวายมีอาณาเขตที่ค่อนข้างตายตัว ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องยึดครองสถานที่ที่ง่ายต่อการดำรงชีวิตเอาไว้ ผู้คนมุ่งหน้าไปยังอาณาเขตของผู้ฝึกบำเพ็ญมารไปตลอดทาง ระหว่างนั้นหากพบเจอสัตว์อสูรที่ไร้สติปัญญาหรือผีดิบก็แวะกำจัดไปด้วย ถือเสียว่าเป็นการเก็บคะแนนไปในตัว
"ผ่านรังสัตว์อสูรด้านหน้าไปก็คือค่ายของผู้ฝึกบำเพ็ญมารแล้ว สัตว์อสูรที่นี่อันที่จริงเป็นเพราะผู้ฝึกบำเพ็ญมารจงใจขับไล่พวกมันมา เพื่อใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยยามที่พวกเรามาเยือน!" อวี๋ชิงชี้ไปยังสถานที่ที่มีสัตว์อสูรฝูงหนึ่งรวมตัวกันอยู่เบื้องหน้า
ที่นั่นมีสัตว์อสูรที่ไร้สติปัญญาหลายสิบตัวรวมตัวกันอยู่ และมักจะเกิดการต่อสู้กันเองขึ้นเป็นระยะๆ
"ไม่มีวิธีอ้อมผ่านที่นี่ไปเลยหรือ?" เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเอ่ยถาม
อวี๋ชิงส่ายหน้า "ผู้ฝึกบำเพ็ญมารอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะทิศทางใดพวกเขาก็วางรังสัตว์อสูรเช่นนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะเข้าทางไหนก็เหมือนกันหมด ดังนั้นเคล็ดลับเดียวในการผ่านรังสัตว์อสูรเหล่านี้ไปก็คือความเร็ว หากรวดเร็วจนผู้ฝึกบำเพ็ญมารไม่ทันได้เคลื่อนย้ายหรือวางกับดักก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนพยักหน้ารับ นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยือนหุบเขาอสูรวุ่นวาย และเป็นครั้งแรกที่ได้ต่อสู้กับผู้ฝึกบำเพ็ญมารเหล่านี้ เขาจึงเชื่อฟังคำสั่งของอวี๋ชิงด้วยความถ่อมตัวอย่างยิ่ง
ท่าทีเช่นนี้ของเขาทำให้คนอื่นๆ ยิ่งยอมรับในตัวเขามากขึ้น แม้จะเพิ่งเข้าร่วมยอดเขากระบี่ที่สี่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือน ทว่าภายในใจของศิษย์ยอดเขากระบี่ที่สี่ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันมานานหลายปี
"ใครอยู่ตรงนั้น!" จู่ๆ สีหน้าของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็พลันเคร่งเครียด มองไปยังด้านข้าง
ทุกคนหันขวับไปมองตรงนั้นอย่างพร้อมเพรียง ก็เห็นผู้ฝึกบำเพ็ญชุดสีน้ำเงินผู้หนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากหลังต้นไม้ "ศิษย์น้องฮ่าวเทียนร้ายกาจจริงๆ ข้ามั่นใจในวิชาเร้นปราณของข้ามาโดยตลอด ใครจะไปรู้ว่าข้าเพิ่งจะเข้าใกล้ เจ้าก็พบตัวข้าเสียแล้ว!"
"ศิษย์น้องกู่ เหตุใดเจ้าถึงอยู่เพียงลำพังเล่า?" สวีเป้ามองผู้ฝึกบำเพ็ญชุดคลุมสีน้ำเงินผู้นั้นด้วยสายตาจับผิด
คนผู้นี้คือศิษย์สืบทอดลำดับที่สิบของยอดเขาที่สองนามกู่สือ ขอบเขตสร้างรากฐานระดับห้า ชีพจรวิญญาณไม้ เชี่ยวชาญวิชาเร้นปราณและวิชาตัวเบาเป็นอย่างยิ่ง การประลองใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา เขามักจะรับหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวนของยอดเขาที่สอง ทว่าในครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเคลื่อนไหวเพียงลำพัง
"ข้าถูกส่งตัวมาอยู่แถวนี้ ผลก็คือตอนที่สู้กับสัตว์อสูรตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จึงจำต้องหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ชั่วคราว!" กู่สือเลิกชายเสื้อคลุมของตนเองขึ้น เผยให้เห็นรอยเลือดสีแดงฉานบริเวณหน้าท้อง
อวี๋ชิงที่อยู่ด้านข้างส่งสายตาให้กับศิษย์สายในของยอดเขากระบี่ที่สี่ผู้หนึ่ง ศิษย์ผู้นั้นเดินเข้าไปประคองกู่สือ ให้เขานั่งลงใต้ต้นไม้ ก่อนจะหยิบขวดโอสถรักษาบาดแผลขวดหนึ่งส่งให้
กู่สือยิ้มขื่น "ขอบใจมาก ครั้งนี้ข้าโชคร้ายเกินไป ถุงเก็บสมบัติถูกทำลายจนหมดสิ้น แม้แต่โอสถรักษาบาดแผลก็ยังหยิบออกมาไม่ได้!" เขากล่าวไปพลาง ทาโอสถไปพลาง
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนมองกู่สือด้วยสายตาจับผิดมาตลอด ทันใดนั้นเขาก็ชักกระบี่ยาวออกมาแล้วชี้หน้ากู่สือ "เจ้ารนหาที่ตาย!"
พวกสวีเป้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซวียนหยวนฮ่าวเทียนจึงมีท่าทีเช่นนี้กะทันหัน ขณะที่เพิ่งจะเอ่ยปากถาม ก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนแรงของแขนขา ปราณวิญญาณไม่อาจโคจรได้ต่อเนื่อง ตระหนักได้ในทันทีว่าตนเองถูกพิษเข้าให้แล้ว
นอกเหนือจากเฟ่ยสยงแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในชั่วพริบตา พากันถลึงตามองกู่สือด้วยความโกรธแค้น "เจ้าวางยาพิษ?"