- หน้าแรก
- หวนคืนบัลลังก์จักรพรรดิเซียน
- บทที่ 102 ซุ่มโจมตี
บทที่ 102 ซุ่มโจมตี
บทที่ 102 ซุ่มโจมตี
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนออกจากถ้ำศพคลุ้มคลั่ง เลือกทิศทางหนึ่งแล้วรีบมุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาตั้งใจว่าจะไปหาสัตว์อสูรที่ไร้สติปัญญาสักหนึ่งหรือสองตัวเพื่อกลืนกินเสียก่อน เพื่อฟื้นฟูแก่นโลหิตและปราณแท้จำนวนมากที่เพิ่งสูญเสียไป จากนั้นค่อยไปรวมกลุ่มกับศิษย์ยอดเขาที่สี่
ทว่าก้าวไปได้ไม่ไกลนัก จู่ๆ เขาก็รู้สึกใจกระตุก จึงพลิกฝีเท้าและพุ่งตัวหลบออกจากจุดที่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ในชั่วพริบตา ในเสี้ยววินาทีที่เขาผละจากมา เปลวเพลิงสายหนึ่งก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากพื้นดินบริเวณนั้น ตามติดมาด้วยลูกศรแหลมคมหลายดอกพุ่งทะลวงเข้าใส่ แต่ละดอกล้วนหมายเอาชีวิต
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนหลบหลีกค่ายกลกับดักมาได้ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะยืนได้อย่างมั่นคง ลูกศรอีกหลายดอกก็พุ่งเข้าใส่ ทุกดอกล้วนพุ่งเป้าหมายสังหารไปที่จุดตายของเขา เขาส่งเสียงแค่นหยันอย่างเย็นชา กระบี่ยาวถูกชักออกมา กวาดสร้างประกายกระบี่เป็นวงกว้าง บดขยี้ลูกศรเหล่านั้นจนแหลกสลาย
ทว่าเซวียนหยวนฮ่าวเทียนที่เดิมทีก็สูญเสียพลังไปมากเกินพอดีอยู่แล้ว เมื่อลงมือครานี้ ร่างกายของเขาก็ชะงักไปชั่วครู่ การเคลื่อนไหวในจังหวะต่อมาจึงเชื่องช้าลงหนึ่งส่วน
เงาร่างกำยำล่ำสันสายหนึ่งปรากฏขึ้นจากด้านหลังของเขา ชูพลองยาวที่ถูกพันเกี่ยวด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงขึ้นสูง แล้วฟาดพลองลงมา
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนหมุนตัวกลับมาใช้นิ้วชี้ออกไป ใช้นิ้วแทนกระบี่ สำแดงเจตจำนงกระบี่ชิงกาน ประกายแสงวาบผ่าน พลองยาวที่ม้วนตลบด้วยเปลวเพลิงนั้นก็พลันมีแสงสว่างวาบขึ้นมาหลายสาย พลังปราณแห่งเปลวเพลิงถดถอยลงไปกว่าครึ่ง
ตูม!
พลองยาวด้ามนั้นยังคงฟาดกระหน่ำลงมา เซวียนหยวนฮ่าวเทียนสูญเสียพลังไปมากเกินไป พลังในการรับมือจึงไม่เพียงพอ จำต้องหลบหลีก
พื้นดินถูกฟาดจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ เศษดินและหินสาดกระเซ็นขึ้นมา และถูกเปลวเพลิงหลอมละลายอย่างรวดเร็ว
จูซงลุกขึ้นจากหลุมขนาดใหญ่ จ้องมองเซวียนหยวนฮ่าวเทียน พลางแสยะยิ้มและเอ่ยปาก "ข้าก็นึกว่าเจ้าจะเก่งกาจสักแค่ไหน ที่แท้ก็แค่ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง! วันนั้นหากเจ้าไม่ได้ใช้วิชาลวงตา มีหรือจะทำให้ข้าต้องขายหน้าได้?"
เขาคิดว่าเซวียนหยวนฮ่าวเทียนที่สูญเสียพลังไปจนหมดสิ้นนั้นคือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของอีกฝ่าย "เจตจำนงกระบี่ ฮ่า ก็แค่นั้น วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นดีว่า มีเพียงความแข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้นที่เป็นทุกสิ่ง ของพรรค์นั้นอย่างเจตจำนงกระบี่ หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่งก็สูญเปล่า!"
คนที่ไม่เข้าใจเจตจำนงกระบี่ ย่อมไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเจตจำนงกระบี่เป็นตัวแทนของสิ่งใดกันแน่ จูซงไม่ได้ชื่นชอบกระบี่ และไม่ได้เห็นค่าเจตจำนงกระบี่อันใด เขาคิดว่าเหตุผลที่ตนเองพ่ายแพ้เป็นเพราะหลงกลวิชาลวงตา และเหตุผลที่ห้ากระบี่ยอดเขาที่สี่พ่ายแพ้เป็นเพราะไม่ยอมใช้ความแข็งแกร่งที่แท้จริง
และในตอนนี้ ค่ายกลกับดักที่เดิมทีเขาใช้สำหรับดักจับสัตว์อสูรกลับรอคอยจนได้พบเซวียนหยวนฮ่าวเทียน เช่นนั้นเขาก็จะมอบบทเรียนที่ไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิตให้กับอีกฝ่าย
ศิษย์ยอดเขาที่ห้าที่ร่วมเคลื่อนไหวไปกับจูซงมีทั้งหมดห้าคน หนึ่งในนั้นอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับเก้าเช่นเดียวกับจูซง ในมือถือคันธนูขนาดใหญ่สีทองอร่าม เขาคืออี้หยาง ศิษย์สืบทอดลำดับที่สองแห่งยอดเขาที่ห้า
วิชาธนูของอี้หยางเป็นวิชาที่สืบทอดกันมาในตระกูล บรรพชนตระกูลอี้เคยเป็นศิษย์สืบทอดหัวกะทิแห่งยอดเขาหลัก ภายหลังได้รับคำสั่งจากเจ้าสำนัก ให้ก่อตั้งตระกูลผู้ฝึกบำเพ็ญตระกูลอี้ขึ้น
ปัจจุบันตระกูลอี้คือตระกูลอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหม่าโจวในเขตฟ้า อำนาจของพวกเขายิ่งใหญ่มาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้ควบคุมมณฑลหม่าโจวอย่างแท้จริง ทว่าพวกเขาไม่เคยทำเรื่องใดที่ขัดต่อราชวงศ์เทียนอวี่ ภาษีที่ต้องจ่ายไม่เคยขาดแม้แต่เฟินเดียว ความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับก็ไม่เคยตกหล่น ศิษย์ในตระกูลไม่เคยสร้างความวุ่นวาย กฎระเบียบของตระกูลเข้มงวดมาก และมีชื่อเสียงของตระกูลที่ดีเยี่ยม
ดังนั้นต่อให้ราชวงศ์เทียนอวี่จะรู้ดีว่าตระกูลอี้คือหมากตัวหนึ่งของสำนักกระบี่เจ็ดดารา แต่ก็ไม่อาจทำอะไรตระกูลอี้ได้
ทว่ากฎตระกูลที่ดีเลิศเพียงใดก็ย่อมมีคนนอกคอก อี้หยางคือคนนอกคอกที่ว่านั้น เขามีนิสัยดื้อรั้นมาตั้งแต่เด็ก หลังจากถูกส่งตัวมาที่สำนักกระบี่เจ็ดดารา เขาก็สมคบคิดทำเรื่องชั่วร้ายกับจูซงอย่างรวดเร็ว เขาเป็นคุณชายเจ้าสำราญที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ศิษย์หญิงในสำนักกระบี่แห่งนี้ที่ถูกเขาและจูซงทำลายความบริสุทธิ์ไปนั้นมีจำนวนใกล้จะถึงเลขสามหลักแล้ว
ทว่าเขาและจูซงล้วนเป็นคนมีไหวพริบ ไม่เคยทิ้งคำพูดที่เป็นช่องโหว่ใดๆ เอาไว้ ทั้งคู่มักจะใช้ข้ออ้างว่าเป็นการสมยอมกันทั้งสองฝ่าย ทำให้ไม่มีใครจับผิดได้ ดังนั้นต่อให้ชื่อเสียงของเขาและจูซงจะย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่พวกเขาก็ไม่เคยได้รับโทษจากกฎของสำนักเลย
"ศิษย์พี่จู จะไปพูดจาไร้สาระกับเขาให้มากความทำไม? ทำลายวรยุทธ์เขาทิ้งเสียก่อน ดูสิว่าเขาจะสามารถเดินออกจากหุบเขาอสูรวุ่นวายนี้ไปได้หรือไม่!" อี้หยางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ พลางง้างธนูและพาดลูกศร "เซวียนหยวนฮ่าวเทียน เจ้าคิดว่าเจ้าจะรับลูกศรของข้าได้สักกี่ดอกเชียว?"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนปรับลมปราณของตนเองไปพลาง มองดูเหล่าศิษย์ยอดเขาที่ห้าไปพลาง ท้ายที่สุดเขาก็ส่ายหน้า "พวกสวะชั้นต่ำกลุ่มหนึ่ง กล้าเอ่ยปากว่าจะมอบบทเรียนให้ข้าเชียวหรือ? พวกเจ้าคู่ควรหรือ?"
จูซงโกรธจัด "เซวียนหยวนฮ่าวเทียน เจ้ากำแหงเกินไปแล้ว เดิมทีกะจะแค่มอบบทเรียนให้เจ้าสักหน่อย ในเมื่อเจ้าไม่รับน้ำใจ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมอำมหิตก็แล้วกัน! ตั้งค่ายกล ซ้อมมันให้พิการ แล้วโยนมันเข้าไปในรังของสัตว์อสูรซะ!"
อี้หยางและคนอื่นๆ ส่งเสียงตะโกนพร้อมกันในทันที ลูกศรแหลมคมและคมดาบพุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน บีบคั้นเข้าหาเซวียนหยวนฮ่าวเทียน
ตอนนี้เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไร้ซึ่งพลังหนุนเนื่อง นับว่าเป็นช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุดอย่างแท้จริง ทว่าเพียงแค่สถานการณ์แค่นี้คิดจะทำให้เขาสิ้นหวัง นั่นยังเร็วเกินไปหน่อย
สายลมม้วนตัวพัดพา เสียงหมาป่าหอนดังขึ้น เฮ่อจูถูกเซวียนหยวนฮ่าวเทียนปล่อยออกมาจากโลกตันเถียน
ทันทีที่เฮ่อจูปรากฏตัว มันก็แบ่งแยกร่างพลอสูรเงาหมาป่าทั้งหมดออกไป พุ่งทะยานเข้าใส่ศิษย์ยอดเขาที่ห้าในทันที
"แค่เฮ่อจูตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งก็ยังกล้ากำแหง อสูรสุริยันแผดเผา ออกมาฉีกร่างไอ้เดรัจฉานตัวนั้นให้ข้าที!" อี้หยางหัวเราะร่าอย่างดูแคลน ตันเถียนถ้ำวิญญาณเปิดกว้าง ลิงยักษ์ความสูงสามเมตรที่มีคลื่นความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างมุดตัวออกมา
นี่ก็คืออสูรสุริยันแผดเผา ลิงอสูรระดับปรมาจารย์อสูรธาตุอัคคีชนิดหนึ่ง มีความแข็งแกร่งระดับปรมาจารย์อสูรห้าดาว
"เซวียนหยวนฮ่าวเทียน เจ้าคิดว่าข้าจะไม่ได้คำนวณเรื่องสุนัขของเจ้าตัวนี้เอาไว้หรือ? ฮ่าๆๆ!" จูซงหัวเราะลั่น ในเมื่อเขากล้ามาดักซุ่มโจมตีเซวียนหยวนฮ่าวเทียน มีหรือที่เขาจะไม่มีการเตรียมพร้อมอะไรเลย?
ทันทีที่อสูรสุริยันแผดเผาปรากฏตัว มันก็ทุบหน้าอกอย่างแรง แล้วพุ่งตัวเข้าหาเฮ่อจู แม้เฮ่อจูจะสู้ไม่ได้ แต่อสูรสุริยันแผดเผาก็ไม่ได้ทำให้มันหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มันส่งเสียงคำรามต่ำแล้วพุ่งทะยานเข้าไป ต่อสู้พัวพันกับอสูรสุริยันแผดเผา
จูซงถือพลองเพลิงผลาญของตนเอง พลางหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา "เซวียนหยวนฮ่าวเทียน เจ้ายังมีฝีมืออะไรอีกก็งัดออกมาให้หมดเถอะ ข้าอยากจะดูนักว่าเจ้ายังมีลูกไม้อะไรอีก!"
เซวียนหยวนฮ่าวเทียนแววตาหรี่ลง เตรียมจะใช้ผงซานหลิงเพื่อฟื้นฟูปราณวิญญาณกลับมาเสียก่อน แม้แก่นโลหิตและปราณแท้ที่สูญเสียไปจะยังไม่ได้รับการเติมเต็มกลับมา แต่สำหรับการจัดการกับพวกจูซงก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ทว่าเขายังไม่ทันได้เคลื่อนไหว โลกตันเถียนของเขากลับเปิดออกเองเสียอย่างนั้น
ฉุนอวี๋กลายเป็นแสงสีแดงสายหนึ่ง พุ่งตรงเข้าใส่จูซง
จูซงเห็นเงาร่างแสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งเข้ามาหา จึงซัดเปลวเพลิงสายหนึ่งออกไป ทว่าเมื่อเปลวเพลิงนั้นปะทะเข้ากับร่างของฉุนอวี๋ ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่รอยขีดข่วน กลับยิ่งทำให้พลังอำนาจบนร่างของฉุนอวี๋เพิ่มพูนขึ้นอีกหนึ่งส่วน
สายเลือดหยางชาดเดิมทีก็เป็นสายเลือดระดับสูงส่งในบรรดาธาตุอัคคีอยู่แล้ว เปลวเพลิงที่สามารถทำร้ายสายเลือดหยางชาดได้ นอกจากเพลิงอีกาทองคำและเปลวเพลิงหายากอีกไม่กี่ชนิดแล้ว ก็ไม่มีเปลวเพลิงใดสามารถทำร้ายสายเลือดหยางชาดได้อีก
ยิ่งไปกว่านั้น เซวียนหยวนฮ่าวเทียนยังได้ถ่ายทอดแก่นโลหิตและปราณเซียนหยางบริสุทธิ์ของตนเองเข้าสู่ร่างกายของฉุนอวี๋ ในตอนนี้ต่อให้เป็นเพลิงอีกาทองคำ ฉุนอวี๋ก็ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้ชั่วคราว
เคล็ดวิชาที่จูซงฝึกฝนออกมานั้น กระทั่งเพลิงวิเศษก็ยังนับว่าไม่ได้ จะมีคุณสมบัติอะไรมาทำให้ฉุนอวี๋ต้องล่าถอย?
"นี่มันตัวอะไรกัน?" พอจูซงเห็นว่าเปลวเพลิงของตนเองไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เขาก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก รีบถอยร่นกลับไป ทว่าเขาจะถอยหนีฉุนอวี๋พ้นได้อย่างไร?
หยางชาด ความเร็วสูงสุด และกายาอมตะ เดิมทีก็เป็นสัญลักษณ์ของเผ่าหนี่ว์ป๋าอยู่แล้ว การที่จูซงคิดจะหลบหลีกการโจมตีของฉุนอวี๋นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยโดยสิ้นเชิง
ไร้ซึ่งกระบวนท่าใดๆ ฉุนอวี๋พุ่งชนเข้าใส่ร่างของจูซงโดยตรง ชนจนร่างของเขากระเด็นลอยออกไป
จูซงพ่นเลือดออกมาคำโต ร่างร่วงกระแทกพื้นอย่างแรงในระยะห่างออกไปร้อยเมตร