- หน้าแรก
- ใครปล่อยให้ไอ้โจรโหดคนนี้บำเพ็ญเซียนกันเนี่ย
- บทที่ 11 พบเจอคู่ยวนยางกลางป่า ปล้นพวกมันสักตั้งดีหรือไม่?
บทที่ 11 พบเจอคู่ยวนยางกลางป่า ปล้นพวกมันสักตั้งดีหรือไม่?
บทที่ 11 พบเจอคู่ยวนยางกลางป่า ปล้นพวกมันสักตั้งดีหรือไม่?
เขายังกล่าวไม่ทันขาดคำ ศิษย์รับใช้สองสามคนที่ถูกงานชั้นเลิศอย่าง 'เด็กรับใช้ปรุงโอสถ' ทำให้หน้ามืดตามัวก็พุ่งตาแดงก่ำเข้ามา
ฉุนเสี่ยวไป๋ไม่ถอยทว่ากลับรุกคืบ เขาหมุนตัวเตะตวัดอย่างหมดจดเด็ดขาด กวาดคนสามสี่คนที่ล้อมเข้ามาให้ล้มกลิ้งลงไปกองรวมกันบนพื้น
ตำแหน่งราชาขุนเขาของเขาเป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ จะไม่มีฝีมือติดตัวอยู่บ้างได้อย่างไร?
เขาเริ่มฝึกฝนวิทยายุทธ์ของโลกมนุษย์มาตั้งแต่อายุสามขวบ
ผนวกกับพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิดที่ปล่อยหมัดเดียวได้หนักถึงสามพันชั่ง อย่าว่าแต่ศิษย์สายงานจิปาถะที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะเชือดไก่พวกนี้เลย ต่อให้เป็นกองทัพนับหมื่นนับแสนที่ทางการเคยส่งมาในปีนั้น ก็ยังไม่อาจขับไล่เขาออกจากค่ายเฮยเฟิงได้
"กรอบ กรอบ กรอบ!"
มือซ้ายของฉุนเสี่ยวไป๋หมุนบิดตามแรง แขนของหวังฟานก็ถูกเขาบิดจนกลายเป็นเกลียวทันที
"อ๊าก!!" สีหน้าของหวังฟานแดงก่ำราวกับตับหมู เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
วินาทีต่อมา
สายตาของฉุนเสี่ยวไป๋ตกลงบนหัวเข่าข้างที่เหลือซึ่งยืนทรงตัวอยู่ของหวังฟาน ก่อนจะเตะเข้าใส่อย่างไร้ความปรานี
"กร๊อบ!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหวังฟานหยุดชะงักกะทันหัน เขาเหลือกตาขาวก่อนจะสลบเหมือดไปเพราะความเจ็บปวด ร่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นราวกับโคลนเหลวเละเทะ
เหล่าศิษย์สายงานจิปาถะเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวจนต้องก้าวถอยหลังไปทีละก้าว
เจ้านี่มันเป็นคนบ้าชัดๆ!
เพิ่งมาวันแรก กลับกล้าทำร้ายผู้ดูแลสายงานจิปาถะจนพิการเลยงั้นหรือ?
"มาๆๆ!" ฉุนเสี่ยวไป๋กวักมือเรียกพวกเขา "พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันได้เลย จับข้าผู้เป็นราชาขึ้นไปขอความดีความชอบสิ!"
สิ้นเสียงของเขา
เสียงตึงตังดังขึ้น ศิษย์สายงานจิปาถะเหล่านั้นต่างพากันหดหัวหนีเข้าไปในกระท่อมหญ้าคาจนหมดสิ้น ด้วยเกรงว่าหากคนบ้าผู้นี้พูดจาไม่เข้าหูขึ้นมา ก็อาจจะจับพวกเขาหักกระดูกจนพิการไปด้วยอีกคน
"มีแค่นี้เองรึ?"
ฉุนเสี่ยวไป๋ปัดมืออย่างดูแคลน พร้อมกับถ่มน้ำลายลงบนพื้น
"หากพวกเจ้าไม่เป็นศิษย์สายงานจิปาถะ แล้วผู้ใดจะเป็นกันเล่า?"
เขาเบ้ปาก พลางปลดปล่อยกลิ่นอายอันโอหังกางของราชาขุนเขาออกมา เอามือไพล่หลังเดินอาดๆ ลงเขาไป
"มารดามันเถอะ ข้าไปหายอดเขาสักลูกแล้วปักธง รื้อฟื้นกิจการเก่ากลับไปเป็นราชาขุนเขาของข้าดีกว่า! ไม่ขอทนรับความหงุดหงิดบัดซบนี่แล้ว!"
……
จินตนาการนั้นช่างงดงาม ทว่าความเป็นจริงไม่เพียงแต่จะโหดร้าย แต่ยังตบหน้าเขาฉาดใหญ่ไปถึงสองที
ฉุนเสี่ยวไป๋คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าตอนที่เขาเป็นโจรป่าในโลกมนุษย์เสียอีก
ตนเองผู้เป็นถึงลูกพี่ใหญ่แห่งค่ายเฮยเฟิงครอบคลุมพื้นที่แปดร้อยลี้ บัดนี้กลับต้องตกอับมาขัดโถส้วมให้ผู้อื่นงั้นหรือ?
เรื่องนี้หากพวกพี่น้องร่วมสาบานที่อยู่ตีนเขารู้เข้า เกรงว่าคงได้หัวเราะเยาะจนขาดใจตายเป็นแน่
สายลมเย็นพัดโชยมา ไม่เพียงไม่ทำให้เขารู้สึกสดชื่นเลยแม้แต่น้อย กลับเหมือนเป็นการกระพือลมโหมไฟเสียมากกว่า ทำให้ไฟโทสะในใจของเขาพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นระลอก
ฉุนเสี่ยวไป๋ก้มหน้าก้มตาเดินไปเรื่อยๆ ทว่าฝีเท้ากลับต้องชะงักลงกะทันหัน
เขาพบว่า... ตนเองหลงทางเสียแล้ว
เบื้องหน้าคือภูเขาสูงชัน ด้านซ้ายเป็นป่าพุ่มหนามทึบหนาจนลมพัดไม่ผ่าน หากมุดเข้าไปเกรงว่าคงถูกขูดหนังถลอกออกไปเป็นชั้นแน่
ด้านขวาเป็นแม่น้ำสายเล็กที่เชี่ยวกราก กระแสน้ำไหลกระทบโขดหินดังกึกก้อง
"ซี๊ด!" ฉุนเสี่ยวไป๋เกาหลังศีรษะด้วยใบหน้ามึนงง
"เมื่อวานข้าขึ้นมาจากทางไหนกันแน่เนี่ย?"
เขาหมุนตัวมองซ้ายขวาหน้าหลังอยู่นานสองนาน พบว่าเส้นทางเล็กๆ หลายสายที่ดูเหมือนจะเป็นทางเดิน ล้วนมาสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันตรงนี้ทั้งสิ้น
เขารู้ดีว่าที่นี่คือถิ่นฐานของเซียน ศิษย์ขั้นหลอมปราณระดับกลางก็สามารถพึ่งพากระบี่บินในการเหาะเหินเดินอากาศได้ชั่วคราวแล้ว เวลาปกติพวกเขาย่อมไม่ต้องใช้สองขาเดินเท้าให้เมื่อย
ในเมื่อถนนหนทางล้วนเกิดจากการที่ผู้คนย่ำเดินไปมา
"เช่นนี้ก็เท่ากับว่าหากไม่มีใครคอยชี้ทาง ข้าผู้เป็นราชาอยากลงเขา ก็ต้องบุกเบิกเส้นทางเอาเองงั้นหรือ?"
ฉุนเสี่ยวไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสายหน้าแล้วพึมพำออกมา "ไม่ได้การล่ะ!"
"ข้าต้องหาเสบียงกรังกับค่าเดินทางติดตัวไว้สักหน่อย ไม่เช่นนั้นอาจจะอดตายอยู่กลางทางเอาง่ายๆ"
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก ตอนมองจากบนฟ้าเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านเมืองเมืองหนึ่งไปแล้ว ทว่าหากให้เดินเท้าจริงๆ คาดว่าอย่างน้อยคงไกลถึงหลายพันลี้
อีกทั้งตอนที่เขามา เมื่อมองลงมาจากเรือบิน ตลอดเส้นทางหลายพันลี้กลับไม่มีเมืองเลยแม้แต่แห่งเดียว
สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าจะต้องดักปล้นสักตั้งของเขาให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
ฉุนเสี่ยวไป๋ถอดรองเท้าบนเท้าข้างหนึ่งออก ก่อนจะโยนมันขึ้นไปบนฟ้า
"ฟ้าดินไร้ขอบเขต โยนหินถามทาง!"
"ตุบ!"
รองเท้าร่วงหล่นลงสู่พื้น ปลายรองเท้าชี้ตรงไปยังทิศทางของยอดเขา
"ไม่เลวเลย ท่าไม้ตายแบบไม่ต้องคิดให้ปวดหัวของบรรพบุรุษนี้ ใช้ได้ผลดีจริงๆ!" ฉุนเสี่ยวไป๋ตบต้นขาฉาดใหญ่ พลางทอดสายตามองไปยังยอดเขาเบื้องหน้า
"ยิ่งยืนสูง ยิ่งมองเห็นได้ไกล! เช่นนั้นข้าก็ไปหาเส้นทางบนยอดเขาก่อนแล้วกัน!"
หลังจากกำหนดทิศทางได้แล้ว เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ มุดศีรษะทะยานพรวดเข้าไปในป่าพุ่มหนามทึบ มุ่งหน้าตรงไปยังยอดเขาทันที
พงไพรสั่นไหว เถาหนามถูกแหวกออกด้วยพละกำลังอันดิบเถื่อน เขาราวกับสัตว์ป่าที่กำลังลงจากเขา ทะลวงผ่านหมู่แมกไม้อย่างดุดัน
"ศิษย์... ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไรน่ะ?"
ทันใดนั้น น้ำเสียงของสตรีที่เจือไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียงหอบหายใจกระเส่าก็ลอยมากระทบหูของฉุนเสี่ยวไป๋
ฝีเท้าของเขาชะงักกึก รีบเงี่ยหูฟังเพื่อจำแนกทิศทางต้นกำเนิดเสียง ก่อนจะพบว่ามันดังมาจากพุ่มไม้ที่ห่างออกไปทางซ้ายมือราวหลายจั้ง
เขารีบผ่อนฝีเท้าให้เบาลง แล้วย่องเงียบเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
ในเวลาไม่นาน เขาก็ได้เห็นเงาร่างสองร่างกำลังทาบทับกันอยู่เบื้องหลังโขดหินยักษ์ก้อนหนึ่ง
ศิษย์สายนอกชายสวมชุดคลุมสีเขียวผู้หนึ่ง กำลังกดร่างของศิษย์หญิงที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อยไว้บนโขดหินยักษ์อย่างแน่นหนา พลางก้มหน้าจูบไซ้ไปทั่วใบหน้าของนางอย่างบ้าคลั่ง
แม้ปากของสตรีนางนั้นจะพร่ำร้องว่า 'ไม่เอา' อีกทั้งสองมือก็คอยผลักไส ทว่าเรี่ยวแรงนั้น... กลับดูเหมือนเป็นการหยอกเย้าเสียมากกว่า นางปล่อยปละละเลยให้บุรุษผู้นั้นจุดไฟราคะลงบนเรือนร่างของตนตามอำเภอใจ
"เวรล่ะ นี่มัน... กำลังเปิดศึกกลางป่าหรือเนี่ย?"
ศิษย์ชายผู้นั้นหอบหายใจหนักหน่วง การกระทำของสองมือยิ่งทวีความป่าเถื่อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ "ขอเพียงมีโอสถมาถึงมือ เจ้าก็ย่อมมีหวังทะลวงสู่ขั้นจู้จีได้ ตอนนี้... จะยอมให้ศิษย์พี่เก็บดอกเบี้ยล่วงหน้าสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?"
ศิษย์หญิงได้ยินดังนั้น ท่อนแขนที่เดิมทีเอาแต่ผลักไสก็แปรเปลี่ยนเป็นการโอบกอดตอบรับ น้ำเสียงที่เล็ดลอดออกจากปากก็แปรเปลี่ยนไปเช่นกัน
"อย่าสิ...!"
ศิษย์ชายผู้นั้นพลันเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน ดวงตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
"บัดซบเอ๊ย ที่แท้ก็เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันกลางป่านี่เอง!"
ฉุนเสี่ยวไป๋นั่งยองๆ อยู่บนต้นไม้ใหญ่ ทอดสายตามองฉากอันร้อนแรงเย้ายวนที่อยู่เบื้องล่าง ภาพลักษณ์ของเซียนผู้หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกในสายตาของเขาพลันแตกสลายไม่มีชิ้นดี
มารดามันเถอะ... ยังสู้โจรป่าอย่างพวกเขามีจรรยาบรรณไม่ได้เสียด้วยซ้ำ!
ค่ายเฮยเฟิงของเขาแม้จะปล้นชิงทุกสรรพสิ่ง แต่ก็ให้ความสำคัญกับคำว่า 'โจรก็มีวิถีโจร' เสมอมา เรื่องต่ำช้าอย่างการฉุดคร่าหญิงชาวบ้านถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด หากถูกใจแม่นางบ้านใด ก็ต้องหิ้วหัวหมูไปสู่ขอตามธรรมเนียมอย่างถูกต้องเป็นทางการ
ไหนเลยจะเหมือนกับคนตรงหน้านี้ ที่ยอมทิ้งกระทั่งยางอายเพียงเพื่อโอสถแค่เม็ดเดียว
เขาเบ้ปากด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ จากนั้นจึงขยับจิตนึกคิด เปิดใช้งาน 'เนตรเทพทงเป่า' ขึ้นมา
ลำแสงสีเขียวสองสายปะทุออกจาโอหังของคนทั้งสอง แผ่รัศมีพวยพุ่งขึ้นมาสูงกว่าหนึ่งฉื่อ
"เป็นเหยื่อชั้นดีทั้งสองคนเลยนี่หว่า ของมีค่าติดตัวเพียบ!"
สายตาของฉุนเสี่ยวไป๋ตกลงบนกองเสื้อผ้าที่คนทั้งสองโยนทิ้งไว้ด้านข้าง โดยเฉพาะถุงใบเล็กสีแดงสองใบนั้นที่เปล่งประกายเจิดจ้าที่สุด
นี่คือถุงเก็บของงั้นหรือ?
ดวงตาของฉุนเสี่ยวไป๋พลันสว่างวาบ
"รวยเละแน่งานนี้!"
ฉุนเสี่ยวไป๋รีบล้วงเอาถุงคลุมหัวผ้าป่านสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วสวมครอบลงบนใบหน้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาสองข้างที่กลอกกลิ้งไปมาอย่างเจ้าเล่ห์
จากนั้นเรือนร่างของเขาก็อสรพิษ ฉกราวกับแมวป่า รูดตัวไถลลงมาจากยอดไม้อย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
"ปึก! ปึก!"
ฉุนเสี่ยวไป๋พุ่งตัวปรากฏกายอยู่ข้างโขดหินยักษ์ในพริบตา เขาง้างมือสับสันมือออกไปทั้งซ้ายขวา ฟาดลงบนเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอของคนทั้งสองอย่างแม่นยำ
ศิษย์หญิงนางนั้นยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ก็ถูกเขาสับสันมือจนสลบเหมือด สิ้นสติไปอย่างสมบูรณ์
ทว่าศิษย์ชายนั้นมีระดับการฝึกฝนสูงกว่าศิษย์หญิงอย่างเห็นได้ชัด ศีรษะของเขาเพียงแค่สั่นคลอนไปตามแรงสับสันมือเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะหันขวับกลับมาตวาดลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด "รนหา..."