- หน้าแรก
- วิถีปราชญ์เป็นใหญ่ ข้าขอท่องกวีถังในต่างโลก
- บทที่ 374 บุรุษวัยกลางคนผู้แปลกประหลาด เฉินซินถง
บทที่ 374 บุรุษวัยกลางคนผู้แปลกประหลาด เฉินซินถง
บทที่ 374 บุรุษวัยกลางคนผู้แปลกประหลาด เฉินซินถง
ชายวัยกลางคนหันมามองซือซ่ง ก่อนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“หือ? เขากลายเป็นเจ้าสำนักแล้วหรือ? เรื่องตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
เวลานี้ซือซ่งเองก็ยังไม่แน่ใจว่าคนที่ชายผู้นี้พูดถึง คืออดีตเจ้าสำนักแห่งสำนักศึกษานักปราชญ์เหยียนจริงหรือไม่ เขาเพียงเคยได้ยินอาจารย์กล่าวถึงครั้งหนึ่งว่า อดีตเจ้าสำนักมีสมญานามว่า “ท่านหมิงซิน” แต่ไม่เคยรู้ชื่อจริงของอีกฝ่าย
ชายวัยกลางคนมองแหวนในมือของซือซ่ง ก่อนถามขึ้นว่า
“แหวนวงนั้น...ใช่แหวนหมิงซินหรือไม่?”
เขาก้มลงมองแหวนบนมือของซือซ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ข้ามองไม่ผิดจริง ๆ นั่นคือแหวนหมิงซิน”
“ดูท่าว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับเหยียนหลิวนั้นจะไม่ธรรมดา ถึงกับยกแหวนวงนี้ให้เจ้าได้”
ชายวัยกลางคนทอดถอนใจ ก่อนกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม
“จริงสิ คุยกันตั้งนาน ลืมแนะนำตัวไปเสียได้ ข้าแซ่เฉิน นามว่าซินถง”
“เจ้าจะเรียกข้าว่าอาจารย์เฉินก็ได้ ในเมื่อเจ้ารู้จักเหยียนหลิว เช่นนั้นตอนนี้เขายังอยู่ในสำนักศึกษาหรือไม่?”
ซือซ่งตอบอย่างสุภาพ
“อาจารย์เฉิน ตอนนี้อดีตเจ้าสำนักวางมือแล้ว และออกไปใช้ชีวิตสันโดษกลางขุนเขา ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเขาพำนักอยู่แห่งใด”
เฉินซินถงถอนหายใจเบา ๆ
“ดูเหมือนช่วงเวลาที่ข้าจากไป จะเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อย”
“คนที่รักสำนักศึกษานักปราชญ์เหยียนอย่างเหยียนหลิว ถึงกับยอมออกไปใช้ชีวิตสันโดษเชียวหรือ?”
แววตาของเขาฉายประกายแห่งความทรงจำ ราวกับกำลังหวนคิดถึงอดีตที่เคยมีกับเหยียนหลิว
จากนั้นจึงถามต่อ
“เจ้าหนุ่ม ตอนนี้เจ้าสำนักศึกษานักปราชญ์เหยียนคือผู้ใด?”
“เหยียนเจิ้ง”
ซือซ่งตอบ
“อ้อ...เด็กน้อยคนนั้นเอง”
เฉินซินถงหัวเราะเบา ๆ
“แต่คิดดูแล้ว ตอนนี้เสี่ยวป๋อก็เป็นเจ้าสำนักแห่งสำนักศึกษาจื่อลู่แล้ว ส่วนเหยียนเจิ้งเองก็มีพรสวรรค์ไม่เลว การขึ้นเป็นเจ้าสำนักก็นับว่าไม่แปลก”
ความจริงแล้ว แม้ร่างจริงของเฉินซินถงจะออกเดินทางท่องโลกมานานเกือบร้อยปี แต่เขาได้ทิ้งร่างแยกภาพวาดเซียนไว้หลายร่าง หนึ่งในนั้นเคยเป็นอาจารย์ผู้เปิดทางวิชาให้จ้งป๋อ และร่างแยกนั้นก็เคยพบเหยียนเจิ้ง วาจงไป๋ และต้วนมู่ชิงชาง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ซือซ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับตะลึง
สายตาที่มองเฉินซินถงเปลี่ยนไปทันที
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนอายุเพียงสามสิบปี กลับเรียกเหยียนเจิ้งว่า “เด็กน้อย”
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่า ฐานะและอาวุโสของอีกฝ่ายไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
'ให้ตายเถอะ คนผู้นี้เป็นใครกัน? ถ้าไม่ใช่คนเสียสติ ก็คงเป็นพวกสัตว์ประหลาดเฒ่าแบบอาจารย์แน่ ๆ'
ซือซ่งพึมพำอยู่ในใจ
เฉินซินถงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าหนุ่ม ไม่ทราบว่าเจ้าจะช่วยพาข้าเข้าไปในสำนักศึกษาสักครั้งได้หรือไม่ ข้าอยากพูดคุยเรื่องบางอย่างกับเจ้าสำนักคนปัจจุบัน”
“ได้อยู่แล้ว”
ซือซ่งพยักหน้า
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงหรือไม่ อย่างน้อยจากบุคลิกและท่าทางก็ดูเหมือนบัณฑิตผู้สง่างาม อีกทั้งเขาเพียงพาไปพบเจ้าสำนักเท่านั้น
ต่อให้เป็นคนร้ายจริง ๆ ด้วยพลังระดับครึ่งเซียนของเจ้าสำนักเหยียน จะจัดการคนแปลกหน้าคนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“ขอบใจมาก”
เฉินซินถงประสานมือคำนับ
ซือซ่งก็รีบคำนับตอบ ก่อนหันไปพูดกับจวงเตี๋ยเมิ่ง
“แม่หนูน้อย ไม่อย่างนั้นเจ้าล่วงหน้าไปที่หอร้อยสำรับก่อนเถอะ รอข้าพาท่านผู้นี้ไปส่ง แล้วจะตามไปหา”
“ได้ รีบไปรีบกลับนะ วันนี้ข้าเอาเงินติดตัวมาไม่มาก เดี๋ยวต้องรอให้เจ้ามาจ่าย”
จวงเตี๋ยเมิ่งโบกมือ ก่อนหันหลังเดินไปทางถนน
มองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ จากไปของนาง เฉินซินถงยิ้มบาง ๆ
“สหายของเจ้าช่างน่าสนใจ”
“ใช้ลมปราณหลอมเป็นหมึก ฝึกวิชาของปราชญ์จวง ตั้งแต่อายุยังน้อยก็เข้าสู่ระดับจวี่เหรินแล้ว อีกทั้งยังเป็นกายเต๋าโดยกำเนิด จิตแห่งมหามรรคบริสุทธิ์ไร้มลทิน พรสวรรค์นับว่าไม่เลว”
“แต่เท่าที่ข้าจำได้ สำนักศึกษานักปราชญ์เหยียนไม่น่าจะรับศิษย์สายเต๋าไม่ใช่หรือ?”
ซือซ่งตกตะลึงในใจ
'ดูท่าว่าลุงคนนี้จะมีฝีมือจริง ๆ แค่ปรายตามองก็รู้ว่าจวงเตี๋ยเมิ่งเป็นศิษย์สายเต๋า คงไม่ใช่มิจฉาชีพแล้วล่ะ'
เพื่อให้กลมกลืนกับบรรยากาศในสำนัก จวงเตี๋ยเมิ่งถึงกับยืมชุดนักปราชญ์ของเหยียนรั่วฉือมาใส่
แต่อีกฝ่ายกลับมองทะลุฐานะของนางได้ในพริบตา
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะบ่งบอกว่า ระดับพลังของชายผู้นี้เหนือกว่าที่ซือซ่งจะจินตนาการได้
'หรือว่าเขาก็เป็นระดับครึ่งเซียน?'
'ในเมื่อเขามองทะลุระดับพลังและวิชาที่จวงเตี๋ยเมิ่งฝึกได้ เช่นนั้นเขาจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ในร่างข้าด้วยหรือไม่?'
สีหน้าของซือซ่งพลันเคร่งเครียด
ภายในร่างของเขามีไข่มุกวาสนาแห่งอักษรซ่อนอยู่
หากอีกฝ่ายค้นพบ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ย่อมต้องเกิดความโลภคิดแย่งชิงแน่นอน
เพราะสมบัติล้ำค่าเช่นนั้น ใครพบเห็นก็ย่อมหวั่นไหว
“เจ้าหนุ่ม กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
เมื่อเห็นซือซ่งยืนนิ่งไม่ขยับ เฉินซินถงจึงเอ่ยถาม
“อ๊ะ...ไม่มีอะไรครับ อาจารย์เฉิน เชิญทางนี้”
ซือซ่งได้สติ รีบโบกมือ ก่อนหยิบป้ายศิษย์สายตรงออกมาแสดงให้ศิษย์เฝ้าประตูอีกคนดู แล้วพาเฉินซินถงเข้าไปในสำนักศึกษา
ระหว่างทาง เฉินซินถงก็สนทนากับซือซ่งไปเรื่อย ๆ
“พรสวรรค์ของเจ้าก็สูงมากเช่นกัน แม้จะไม่ได้ก้าวสู่การบำเพ็ญด้วยศาสตร์หกแขนง แต่ก่อนอายุยี่สิบก็สามารถก้าวสู่ระดับจวี่เหรินเก้ากระดูกสันหลังได้แล้ว”
“หากอยู่เมื่อพันปีก่อน เจ้าคงเป็นอัจฉริยะผู้สั่นสะเทือนยุคสมัยอย่างแน่นอน”
ซือซ่งรีบตอบอย่างถ่อมตัว
“อาจารย์เฉินกล่าวเกินไปแล้ว เมื่อเทียบกับท่าน พลังเพียงน้อยนิดของข้าไม่นับเป็นสิ่งใด”
เฉินซินถงยิ้ม
“เจ้าถ่อมตัวเกินไป”
“จริงสิ ยังไม่ทราบชื่อของเจ้าเลย”
“ผู้น้อยชื่อซือซ่ง”
“ซือซ่ง? เจ้าก็คือซือซ่งหรือ?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ เฉินซินถงก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
ซือซ่งเองก็งุนงง
“ท่านเคยได้ยินชื่อข้าหรือ?”
“แน่นอน”
“แต่คนที่ข้าคุ้นเคยยิ่งกว่า คือบิดาของเจ้า ซือควงเซิง”
“เขาเป็นคนที่น่าสนใจมาก สมัยก่อนข้ากับเขาเคยร่วมกันศึกษาหลักคำสอนของมหาปราชญ์ขงหลายครั้ง ทุกวันนี้ยังจำได้ไม่เคยลืม”
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนมุมปากของเฉินซินถง ราวกับกำลังนึกถึงความทรงจำอันงดงามในอดีต
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ซือซ่งพยักหน้า
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงหน้าเรือนหลังหนึ่ง
เมื่อเฉินซินถงเงยหน้ามองป้ายที่เขียนว่า "ตำหนักเจ้าสำนัก" ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“โดยปกติแล้ว เจ้าสำนักไม่ควรอยู่ที่หอคอยปราชญ์หรือ? เหตุใดเจ้าจึงพาข้ามาที่นี่?”
ซือซ่งจึงอธิบาย
“อาจารย์เฉิน ความจริงข้าก็อยากพาท่านไปหอคอยปราชญ์ แต่ท่านอาจารย์ของข้ากำชับไว้ว่า ห้ามเข้าไปโดยพลการ”
“ดังนั้น รบกวนท่านรอสักครู่ ข้าได้แจ้งเจ้าสำนักและอาจารย์ของข้าแล้ว อีกเดี๋ยวพวกท่านก็คงมาถึง”
เฉินซินถงยิ้มบาง ๆ
“ไม่จำเป็น”
“พวกเขามาถึงแล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียง ก็เห็นเหยียนเจิ้งและหนิงผิงอันปรากฏตัวตรงหน้า
เฉินซินถงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน
“ทั้งสองท่าน ไม่ได้พบกันนานเลย”
สีหน้าของเขาสงบนิ่งราวสายลมอ่อน
ตรงกันข้าม สีหน้าของเหยียนเจิ้งและหนิงผิงอันกลับเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
เหยียนเจิ้งเพ่งมองเฉินซินถง ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ท่านคือร่างแยกภาพวาดเซียน...หรือว่า...”
เฉินซินถงยิ้มพลางส่ายหน้า
“ข้าก็คือเฉินซินถง”
“ไม่ใช่ร่างแยกภาพวาดเซียน”
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น สีหน้าของเหยียนเจิ้งและหนิงผิงอันก็ยิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม
หนิงผิงอันก้าวออกมาหนึ่งก้าว ยืนขวางหน้าซือซ่งไว้ทันที
เฉินซินถงมองทั้งสองด้วยความงุนงง ก่อนถามอย่างอ่อนโยน
“เหตุใดพวกเจ้าจึงมีความเป็นศัตรูกับข้ามากถึงเพียงนี้?”
“อาเจิ้ง...ตอนเจ้ายังเด็ก ข้ายังเคยอุ้มเจ้ามาแล้วเลยนะ”