- หน้าแรก
- ข้าบรรลุเป็นเซียนทองคำแล้ว ไฉนเจ้าจึงเป็นเทพยุทธ์ไปได้เล่า
- บทที่ 26 หลอมรวมมณีกำเนิดสุริยันจันทรา ทะลวงขอบเขตหลอมรวมปราณสู่เทพเต๋า!
บทที่ 26 หลอมรวมมณีกำเนิดสุริยันจันทรา ทะลวงขอบเขตหลอมรวมปราณสู่เทพเต๋า!
บทที่ 26 หลอมรวมมณีกำเนิดสุริยันจันทรา ทะลวงขอบเขตหลอมรวมปราณสู่เทพเต๋า!
บทที่ 26 หลอมรวมมณีกำเนิดสุริยันจันทรา ทะลวงขอบเขตหลอมรวมปราณสู่เทพเต๋า!
หนิงเฉินเดินทางกลับมายังเรือนนอนของเหล่าศิษย์ รวบรวมสมาธิให้จิตใจสงบลง จากนั้นจึงเริ่มทดลองหลอมรวมมณีกำเนิดสุริยันจันทราตามเคล็ดวิชาผันผวนสรรพสิ่งสรรค์สร้างที่ได้รับการประสาทมาจากท่านปรมาจารย์ผู่ถี
เขานั่งขัดสมาธิ ประคองมณีเม็ดนั้นเอาไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะค่อยๆ โคจรพลังเวทมนตร์ พ่นปราณบริสุทธิ์สีขาวนวลเข้าใส่พื้นผิวของมณีอย่างต่อเนื่อง
ในคราแรก มณีกำเนิดสุริยันจันทราทำเพียงทอประกายแสงสลัวออกมาเล็กน้อยโดยไม่มีการแปรเปลี่ยนอื่นใด
ทว่ายามที่หนิงเฉินยังคงส่งปราณบริสุทธิ์เข้าไปอย่างไม่ขาดสาย แสงรัศมีสีทองและสีขาวบนพื้นผิวของมณีก็เริ่มทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น รอยร้าวขนาดเล็กสองสามแห่งบนตัวมณีกลับเริ่มมีร่องรอยของการสมานตัวภายใต้การทะนุบำรุงจากปราณบริสุทธิ์สายนั้น
หลังจากพ่นปราณบริสุทธิ์ออกไปครบแปดสิบเอ็ดครั้ง มณีกำเนิดสุริยันจันทราก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กลิ่นอายพลังวิญญาณอันเกรียงไกรปะทุพวยพุ่งสาดประกายแสงเจิดจ้าขึ้นมาในชั่วพริบตา!
แสงสีทองและสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สาดส่องทั่วทั้งเขาฟางชุ่นจนสว่างไสวราวกับช่วงเวลากลางวัน
บรรดาศิษย์หลายคนที่หลับสนิทไปแล้ว ต่างพากันสะดุ้งตื่นด้วยแสงเจิดจ้าที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ พวกเขาพากันเดินออกจากเรือนนอนทีละคน พลางเหม่อมองไปยังต้นตอของแสงด้วยสีหน้าท่าทางตื่นตระหนกและสงสัยเป็นล้นพ้น
ณ ส่วนลึกของถ้ำสามดาราเสี้ยวจันทร์ ท่านปรมาจารย์ผู่ถีซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเมฆาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังสายนี้ นัยน์ตาภายใต้คิ้วสีขาวขยับไหวเล็กน้อย
ท่านปรมาจารย์สะบัดแส้ปัดรังควานในมือเบาๆ ม่านพลังที่มองไม่เห็นพลันเข้าโอบล้อมเรือนนอนที่หนิงเฉินพักอยู่ย่างเงียบเชียบ ส่งผลให้ปรากฏการณ์แสงเจิดจ้าที่เคยสาดส่องฟ้าแผ่นดินเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันตา
โลกภายนอกกลับคืนสู่ความมืดมิดในทันที ราวกับว่าปรากฏการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาที่ทุกคนตาฝาดไปเอง
ท่านปรมาจารย์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกเด็กรับใช้ข้างกายเข้ามาสั่งการ
"จงไปตามตัวซุนหงอคงมา ข้าจะประสาทวิชาติดต่อภูตผีให้แก่สั่งมัน และสั่งให้มันไปนั่งบำเพ็ญตบะทำความเข้าใจอยู่บนหลังเขาในคืนนี้ ห้ามกลับมายังเรือนนอนเด็ดขาดจนกว่าจะฝึกฝนจนชำนาญ จะได้ไม่ไปรบกวนความสงบของหนิงเฉิน"
เด็กรับเจ้าน้อมรับคำสั่งก่อนจะเดินออกไปตามตัวซุนหงอคง...
หนิงเฉินมิได้รับรู้ถึงเรื่องราวภายนอกเลยแม้แต่น้อย ยามนี้จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการหลอมรวมของวิเศษอย่างเต็มที่
มณีกำเนิดสุริยันจันทราหมุนวนอย่างช้าๆ อยู่บนฝ่ามือของเขา และในทุกครั้งที่มันหมุนวน ความผูกพันระหว่างมันกับตัวเขาก็ยิ่งทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
หลังจากผ่านพ้นเวลาไปนานเท่าใดมิอาจทราบได้ มณีเม็ดนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสายแสงพุ่งตรงเข้าสู่หน้าอกของหนิงเฉิน ลอยนิ่งสงบอยู่ตรงตำแหน่งจุดตันเถียนส่วนกลางภายในทรวงอกของเขาอย่างเงียบเชียบ
ในยามที่มณีกำเนิดสุริยันจันทราเข้าสู่ตำแหน่ง หนิงเฉินรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กลิ่นอายตบะเต๋าอันนุ่มนวลและกว้างใหญ่ไพศาลแผ่ซ่านออกมาจากจุดตันเถียนส่วนกลาง ไหลเวียนไปทั่วสรรพางค์กาย
ปราณบริสุทธิ์ที่เขาเคยพ่นออกไปก่อนหน้านี้ ยามนี้ได้รับกลับคืนมาตอบแทนมากกว่าเดิมนับพันเท่า หน้าจอแจ้งเตือนพลันเด้งขึ้นตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง
กระดูกรากฐาน +1 กายา +1!
กระดูกรากฐาน +1 กายา +1!
ในช่วงเวลาสั้นๆ คุณสมบัติกระดูกรากฐานและกายาของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้การทะนุบำรุงอย่างลึกล้ำจากกลิ่นอายตบะเต๋าของมณีกำเนิดสุริยันจันทรา
ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นกลับมิได้แสดงผลอยู่บนหน้าจอคุณสมบัติเลย หนิงเฉินรู้สึกเพียงว่าปราการขวางกั้นระหว่างตัวเขากับพลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินได้มลายหายไปสิ้นในทันตา ยามที่เขาหายใจเข้าออก พลังปราณวิญญาณเหล่านั้นสามารถบงการสั่งการได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ช่างราบรื่นเป็นล้นพ้น
ในยามนี้เอง หนิงเฉินจึงตระหนักรู้แจ้งอย่างแท้จริงว่า ถึงแม้ว่าพรสวรรค์ก่อนหน้านี้ของเขาจะได้รับการพัฒนาฟื้นฟูขึ้นมาบ้างจากเคล็ดวิชาฝึกฝน เช่น คัมภีร์ไท่เสวียนซ่างชิง คัมภีร์เต้าเต๋อจิง และวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น ทว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับพรสวรรค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากฟ้าดินอย่างซุนหงอคง หรือแม้กระทั่งมหาเซียนอสูรโบราณอย่างพระแม่กุยหลิงแล้ว มันยังคงห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
ช่างโชคดีเหลือเกินที่ภายใต้การวางแผนของท่านปรมาจารย์ เขาได้หยิบยืมมณีกำเนิดสุริยันจันทรามาช่วยเติมเต็มรากฐานแต่กำเนิดให้สมบูรณ์ขึ้นเล็กน้อย นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป รากฐานแห่งเต๋าของเขาก็จะไร้ซึ่งรอยร้าว และมีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างแท้จริงในการไขว่คว้าแสวงหาเต๋าและการมีอายุขัยที่ยืนยาว
สามวันต่อมา ณ ยอดเขาฟางชุ่น
หนิงเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนศิลาสีครามที่เขาใช้ฝึกฝนอยู่เป็นประจำ กลิ่นอายพลังกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว จิตใจกระจ่างใสไร้สิ่งรบกวน
จากการที่เขาเคยลงเขาไปกำจัดอสูรพยัคฆ์และผ่านพ้นการต่อสู้ดุเดือดมา ด่านเคราะห์มารในใจจึงได้มลายหายไปอย่างเงียบเชียบเรียบร้อยแล้ว
ประกอบกับการได้รับมณีกำเนิดสุริยันจันทรามาหลอมรวมจนกลายเป็นของวิเศษคู่กาย รากฐานแห่งเต๋าของเขาจึงบรรลุถึงความสมบูรณ์แบบ
ในยามนี้ ปราการขวางกั้นที่เคยฉุดรั้งเขาเอาไว้ที่จุดสูงสุดของขอบเขตหลอมรวมปราณบริสุทธิ์สู่ขอบเขตวิถีแห่งเต๋า กลับมีความบางเบาราวกับปีกจั๊กจั่น
เขารวบรวมจิตใจโคจรเคล็ดวิชาตระหนักรู้สัจธรรมม่วงสวรรค์ จุดแสงภายในจุดตันเถียนตำหนักม่วงหมุนวนราวกับดาราดวงเหนือ สะสมตบะเต๋าแปรเปลี่ยนเป็นพลังเวทมนตร์อันบริสุทธิ์ หลั่งไหลเชี่ยวกรากปานกระแสน้ำในแม่น้ำ ควบทะยานไปตามเส้นชีพจรทั่วร่างกาย
ช่วงเวลาสำคัญมาถึงแล้ว!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หนิงเฉินก็ไม่คิดกดข่มพลังเอาไว้อีกต่อไป เขาจมดิ่งจิตสำนึกทั้งหมดลงสู่ตำหนักม่วง เพ่งพิจารณาถึงความลึกล้ำของเคล็ดวิชาตระหนักรู้สัจธรรมม่วงสวรรค์โคจรครั้งที่สอง ขอบเขตหลอมรวมปราณสู่เทพเต๋า
ขั้นที่สองนี้คือการใช้พลังเวทมนตร์อันบริสุทธิ์เป็นฟืน จุดไฟแห่งหัวใจให้ลุกโชน ขัดเกลาจิตวิญญาณแท้จริงอันสว่างไสวสายหนึ่ง ก่อเกิดดวงจิตรู้แจ้ง นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ย่อมจะสามารถสำรวจภายในร่างกายในระดับละเอียดอ่อน สัมผัสถึงฟ้าดินจากภายนอก บงการวัตถุสิ่งของและสื่อสารกับความลี้ลับได้
ตูม!
ราวกับมีเสียงอสนีบาตระเบิดลั่นขึ้นภายในร่างกายของหนิงเฉิน ทว่ากลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาภายนอกเลย
จุดแสงสีม่วงที่เคยหมุนวนอย่างรวดเร็วพลันยุบตัวเข้าสู่ศูนย์กลางด้านใน และหลังจากบีบอัดควบแน่นจนถึงขีดสุด มันก็ปะทุระเบิดออกทันที!
ในชั่วพริบตา ปราณสีม่วงล้นทะลักออกจากร่างกายของหนิงเฉิน มันมิได้อยู่ในสภาวะหมอกสลัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นเสาแสงสีม่วงอันหนาทึบ พุ่งทะยานออกจากจุดกระหม่อมขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลวงฝ่าชั้นเมฆตรงขึ้นไปด้านบน!
เงามิตรมังกรและเสือลางๆ โคจรพร้อมส่งเสียงคำรามอยู่ภายในเสาแสง หมอกมงคลสีม่วงอ่อนที่กลั่นตัวจากกลิ่นอายตบะเต๋าปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ ขยายวงกว้างออกไปในรัศมีสิบวาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีภาพเงาของตำหนักหยกและสัตว์ป่าสัตว์ปีกเซียนปรากฏวาบและเลือนหายไปท่ามกลางหมอกมงคล
พลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินของเขาฟางชุ่นถูกดึงดูด ก่อเกิดเป็นน้ำวนปราณวิญญาณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งโดยมิตัวหนิงเฉินเป็นศูนย์กลาง
ขนาดของน้ำวนปราณวิญญาณในครั้งนี้ มีความยิ่งใหญ่เหนือล้ำกว่ายามที่เขาเริ่มวางรากฐานในคราแรกอย่างเทียบกันไม่ได้ มันครอบคลุมพื้นที่ไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดเขาเลยทีเดียว
พลังปราณวิญญาณที่หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำ ถูกเสาแสงสีม่วงดูดกลืนเข้าไป ขัดเกลาด้วยเคล็ดวิชาฝึกฝน ก่อนจะส่งกลับเข้าสู่ร่างกายของหนิงเฉินอย่างต่อเนื่อง
หนิงเฉินสำรวจภายในร่าง ภายใต้การปะทะร่วมกันระหว่างปราณวิญญาณอันเกรียงไกรและจิตใจของเขา บนพื้นผิวของเม็ดมณีสีม่วงตรงศูนย์กลางของจุดตันเถียนตำหนักม่วง ปรากฏลวดลายเต๋าอันลึกล้ำหนาแน่นจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นมา
ลวดลายเต๋าสาดประกายวูบวาบ พลังเวทมนตร์หลอมรวมเข้ากับจิตใจและเจตจำนงของหนิงเฉิน ในที่สุดก็ควบแน่นกลายเป็นหมอกควันลอยอ้อยอิ่งอยู่ข้างเม็ดมณีสีม่วง
ตรงใจกลางของหมอกควัน จุดแสงอันเจิดจ้าราวกับดาวประกายพรึกค่อยๆ สว่างไสวขึ้นมาอย่างช้าๆ
นั่นคือรูปลักษณ์แรกเริ่มของดวงจิตรู้แจ้ง ซึ่งเป็นแก่นแท้ของดวงจิตวิญญาณที่เพิ่งกำเนิดขึ้นใหม่!
ในเวลาเดียวกัน หนิงเฉินรู้สึกได้ว่าประสาทสัมผัสรับรู้ของตนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอันพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ยามที่จิตใจของเขาเคลื่อนไหว เส้นชีพจรทุกเส้น จุดชีพจรทุกจุด หรือแม้กระทั่งโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อที่ละเอียดอ่อนที่สุดภายในร่างกาย ล้วนปรากฏขึ้นในใจของเขาอย่างแจ่มชัด แจ่มแจ้งในทุกรายละเอียด
นี่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่เขาได้เห็นความลี้ลับของกายแห่งเต๋าของตนเองอย่างทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้
โดยที่มิได้ลืมตาขึ้นมา หนิงเฉินก็สามารถรับรู้ถึงสรรพสิ่งในรัศมีหนึ่งร้อยวาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ข้อมูลข่าวสารจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่ประสาทสัมผัสรับรู้ของเขา นี่คือการหยั่งรู้แจ้งในมุมกว้างที่ก้าวข้ามประสาทสัมผัสทั้งห้า และส่งผลลัพธ์ตรงเข้าสู่ดวงจิตวิญญาณโดยตรง
หนิงเฉินเข้าใจถึงสภาวะปัจจุบันของตนเองได้ในทันที สภาวะฟ้าดินและมนุษย์หลอมรวมเป็นหนึ่ง!
เขาลองรวบรวมจิตใจเพ่งเล็งไปยังต้นไม้เล็กๆ ที่มีความหนาเท่าชามข้าวซึ่งอยู่ห่างออกไปสองสามวา ยามที่จิตใจขยับไหวเล็กน้อย ลำต้นของต้นไม้ก็ไหวเอนโดยไร้สายลม ใบไม้สองสามใบหลุดร่วงหล่นลงมาอย่างนุ่มนวล!
สิ่งนี้หมายความว่า เขาได้ให้กำเนิดดวงจิตรู้แจ้งอย่างเป็นทางการ และมีดวามสามารถพื้นฐานในการบงการวัตถุสิ่งของด้วยจิตใจเรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้ว่าพลังสายนี้จะยังมิอาจใช้สังหารผู้คนได้ในทันตา ทว่าจอมยุทธ์ทางโลกทั่วไปก็มิอาจเข้าใกล้ตัวเขาได้อีกต่อไป และแม้กระทั่งปืนซุ่มยิงระยะไกลจากดาวมฤตยู ก็ยากที่จะสร้างความเสียหายบอบช้ำให้แก่ตัวเขาได้อย่างแท้จริง
การเปลี่ยนแปลงของหนิงเฉินมิได้หมดเพียงเท่านี้ ปริมาณรวมของพลังเวทมนตร์ภายในจุดตันเถียนลดน้อยลงชั่วคราวเนื่องจากการบีบอัดควบแน่นขั้นสูง ทว่าพลังเวทมนตร์ทุกสายกลับมีความบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณยิ่งขึ้น พละกำลังและความสามารถในการบงการสั่งการเหนือล้ำกว่าในอดีตอย่างเทียบกันไม่ได้
ความเร็วในการโคจรของพลังเวทมนตร์ว่องไวยิ่งขึ้น และประสิทธิภาพของการหมุนเวียนครบรอบก็ทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า
รากฐานแห่งเต๋าภายในร่างกายเป็นดั่งทองคำบริสุทธิ์ที่ผ่านการขัดเกลานับพันครั้ง กลมกลึงไร้ตำหนิ มั่นคงแข็งแกร่งเป็นล้นพ้น และความเข้ากันได้ระหว่างตัวเขากับมหาเต๋าแห่งฟ้าดินก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พลังชีวิตอันเปี่ยมล้นปะทุออกมาจากส่วนลึกของไขกระดูก พลังปราณโลหิตรู้สึกราวกับได้รับการชำระล้างใหม่หมดสิ้น ยามที่มันเดือดพล่านจะแฝงไว้ด้วยเสียงของสายลมและอสนีบาต
ปรากฏการณ์ภายนอกดำเนินอยู่เป็นเวลาประมาณหนึ่งเค่อ จึงค่อยๆ สงบเลือนหายไปอย่างช้าๆ
เสาแสงสีม่วงที่เคยพุ่งทะยานเสียดฟ้าหดกลับคืนสู่ร่างกาย น้ำวนปราณวิญญาณสงบนิ่งลง และภาพเงาของหมอกมงคลก็มลายหายไป
หนิงเฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสาดประกายแสงเจิดจ้า วงดาราสีม่วงหมุนวนอย่างช้าๆ อยู่ในส่วนลึกของดวงตา ก่อนที่ทั้งหมดจะหลอมรวมเก็บงำกลับคืนสู่สภาวะนุ่มนวลและสงบเรียบร้อยตามเดิม
ทว่ากลิ่นอายพลังของเขาที่มีความลี้ลับหลุดพ้นทางโลกและซ่อนเร้นประกายแสงศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ กลับมีความแตกต่างไปจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง
ยามที่จิตใจขยับไหวเล็กน้อย หน้าจอคุณสมบัติก็ปรากฏขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
ผู้ท่องแดนเทพ: หนิงเฉิน
ขอบเขต: ขอบเขตหลอมรวมปราณสู่เทพเต๋า
ตบะเต๋า: 16 ปี
กระดูกรากฐาน: 684
กายา: 798
ความสามารถในการทำความเข้าใจ: 999
อายุขัย: 18 / 365
เคล็ดวิชาฝึกฝน: เคล็ดวิชาตระหนักรู้สัจธรรมม่วงสวรรค์ขั้นที่สอง, วิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น, วิชาระฆังทองคุ้มกาย, วิชาก้าวเหยียบเมฆา, วิชาทะยานกระบี่, วิชาปราบมังกรสยบพยัคฆ์, วิชาผันผวนสรรพสิ่งสรรค์สร้าง