เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1805 (927) การจัดการ (ตอนฟรี)

บทที่ 1805 (927) การจัดการ (ตอนฟรี)

บทที่ 1805 (927) การจัดการ (ตอนฟรี)


บทที่ 1805 (927) การจัดการ

นัยน์ตาสวยซึ้งของเธอทอประกายเย็นเฉียบจับใจขณะจดจ้องไปยังลำคอของอาเต๋อ ขอเพียงแค่จี้เฟิงพยักหน้าให้สัญญาณแม้เพียงนิดเดียว เธอพร้อมที่จะสะบัดมือเชือดคอหอยของอาเต๋อได้ทุกเมื่อ เพื่อส่งให้ไอ้หมอนี่ที่บังอาจเอ่ยปากสามหาว ไม่ต้องส่งเสียงใดๆออกมาจากปากได้อีกตลอดกาล!

เมื่อโดนสายตาของไป๋จูจับจ้องเอาไว้เช่นนั้น สีหน้าของอาเต๋อพลันถอดสีลงในทันที เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงกบตัวน้อย ที่กำลังโดนอสรพิษร้ายจ้องเล่นงานอยู่ก็ไม่ปาน ความรู้สึกนี้ส่งผลให้ภายในใจของเขา เกิดความหนาวเหน็บแล่นพล่านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จนขนทั่วทั้งร่างพากันลุกชันขึ้นมาพร้อมๆกัน หากไม่ใช่เพราะมีจี้ยูเหวินยืนอยู่ตรงหน้าล่ะก็ เขาแทบอยากจะหันหลัง แล้วโกยอ้าวหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด

จี้เฟิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

สำหรับการยั่วยุจากตัวประกอบตัวเล็กๆอย่างอาเต๋อนั้น จี้เฟิงไม่ได้มีความคิดที่จะเอ่ยปากตอบโต้กลับไปเลยแม้แต่น้อย หากเป็นในเวลาปกติคนประเภทนี้ คงโดนส่งตัวไปให้ไป๋จูจัดการลากไปเก็บให้พ้นหูพ้นตาเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามในเมื่อเวลานี้มีจี้ยูเหวินอยู่ด้วย จี้เฟิงจึงอยากจะเฝ้ารอดูว่าจี้ยูเหวินจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

อย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าการที่อาเต๋อเอ่ยปากสามหาวเช่นนี้ เป็นเพียงแค่เรื่องของคนที่ไม่รู้จักธรรมเนียมมารยาทและไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หากคิดเช่นนั้นย่อมถือว่าผิดมหันต์เพราะสำหรับพวกพ้องในวงการแล้ว สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือเรื่องของกฎระเบียบ ต่อให้ภายในใจจะมีความคิดที่โสมมสกปรกมากเพียงใด แต่เปลือกนอกที่แสดงออกมาย่อมต้องรักษาธรรมเนียมมารยาทเอาไว้เป็นอันดับแรกเสมอ

การที่คุณหนูอย่างจี้ยูเหวินโดนอาเต๋อเอ่ยปากพาดพิงถึงจี้เฟิงเช่นนี้ แม้ภายนอกจะดูเหมือนว่าอาเต๋อมีความจงรักภักดีต่อจี้ยูเหวินอย่างเปี่ยมล้น และทำทุกอย่างไปก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ แต่ในสายตาของจี้ยูเหวินแล้วการกระทำเช่นนี้ กลับไม่ต่างอะไรไปกับการตบหน้าเธอฉาดใหญ่เลยสักนิด!

จี้เฟิงคือเพื่อนของเธอพวกเขาสามารถพูดคุยกันได้อย่างเท่าเทียม ทว่านั่นไม่ได้หมายความว่าคนอย่างอาเต๋อ จะมีสิทธิ์มาร่วมวงเอ่ยปากพูดจาเช่นนี้กับจี้เฟิงได้ เขาไม่ได้มีคุณสมบัติหรือฐานะที่จะเอ่ยปากพูดเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่อาเต๋อเอ่ยออกมา ยังเป็นถ้อยคำในเชิงดูถูกหยามเกียรติอีกด้วย

การมาเอ่ยปากดูถูกจี้เฟิงต่อหน้าต่อตาจี้ยูเหวินเช่นนี้ แท้จริงแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรไปกับการ ดูถูกตัวของจี้ยูเหวินเองเลยสักนิด หากจี้ยูเหวินยังคงนิ่งเฉยไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ หรือทำเพียงแค่เอ่ยปากตักเตือนสั่งสอน เล็กๆน้อยๆพอเป็นพิธีล่ะก็ จี้เฟิงคงต้องกลับไปทบทวนและจัดวางตำแหน่งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจี้ยูเหวินใหม่อีกครั้ง

คนเรามีหน้าที่ของตัวเองที่ควรทำ เป็นคนในวงการศิลปะการต่อสู้ก็ต้องเคารพกฎของวงการ คนที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์ย่อมไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วยเป็นธรรมดา

ดังนั้น จี้เฟิงจึงทำเพียงแค่ล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกง โดยไม่ได้ชายตามองอาเต๋อเลยแม้แต่แวบเดียว ทว่ากลับสาวเท้าเดินตรงไปด้านหน้าทันที พร้อมกับทิ้งท้ายประโยคหนึ่งเอาไว้ให้แก่จี้ยูเหวิน “ผมไปรอคุณอยู่ข้างหน้านะ!”

จี้ยูเหวินพยักหน้ารับคำเบาๆ เธอเข้าใจความหมายในคำพูดของจี้เฟิงได้ในทันที

การจะจัดการกับอาเต๋ออย่างไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเอง โดยที่จี้เฟิงจะไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง

แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ภายในใจของจี้ยูเหวินก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ชัดเจนว่าจี้เฟิงไม่ได้มีความคิดที่จะเอ่ยปากช่วยขอความเห็นใจให้แก่อาเต๋อ และยิ่งไม่มีความคิดที่จะช่วยพูดเกลี้ยกล่อม ให้เธอปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ง่ายๆ นี่เป็นการบีบบังคับให้จี้ยูเหวิน ต้องให้คำอธิบายที่เหมาะสมแก่เขาให้ได้!

“ไป๋จูไปกันเถอะ!” เสียงของจี้เฟิงดังแว่วตามลมมา

“...เหอะ!” ไป๋จูตวัดสายตามองอาเต๋อด้วยความเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าก้าวตามจี้เฟิงไปทันที

เมื่อจี้เฟิงและไป๋จูเดินจากไปแล้ว ตรงนี้จึงเหลือเพียงแค่จี้ยูเหวินและอาเต๋ออยู่กันตามลำพังสองคน ส่งผลให้ภายในใจของอาเต๋อเริ่มเกิดอาการสั่นรัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งเมื่อเขาเหลือบไปเห็นสีหน้าอันเย็นชาและแววตา ที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของจี้ยูเหวินที่อยู่ตรงหน้า อาเต๋อก็ยิ่งเกิดอาการลนลานจนทำตัวไม่ถูก

อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์อันดี ระหว่างตนเองกับคุณหนูใหญ่ขึ้นมาได้ ความกล้าของอาเต๋อก็พองโตขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณ... คุณหนูครับ ไอ้จี้เฟิงคนนี้มันช่างโอหังบังอาจเกินไปแล้วนะครับ! มันทำแบบนี้หมายความว่ายังไงกัน?” อาเต๋อเอ่ยปากพูด พลางแสดงสีหน้าท่าทางฮึดฮัดขัดใจอย่างเห็นได้ชัด การที่จี้เฟิงไม่ได้เอ่ยปากพูดกับเขาเลยแม้แต่คำเดียว ทำให้อาเต๋อรู้สึกราวกับว่าตัวเอง กำลังโดนหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง

นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?

มันช่างเป็นการแสดงท่าทีเมินเฉยใส่เขาอย่างชัดเจนที่สุด!

นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่จี้เฟิงเดินสะบัดก้นจากไปทื่อๆนะ การทำแบบนี้มันไม่เท่ากับเป็นการบีบบังคับ ให้จี้ยูเหวินต้องลงมือจัดการกับเขาหรอกหรือ?

“คุณหนูครับ คุณหนูไม่ใช่ลูกน้องของมันซะหน่อย มันมีสิทธิ์อะไรมาสร้างความกดดันให้คุณหนูขนาดนี้? จากเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วครับว่าภายในใจของมัน ไม่ได้เห็นคุณหนูอยู่ในสายตาเลยสักนิด!” อาเต๋อเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด “ถ้าเป็นแบบนี้ผมยิ่งปล่อยให้คุณหนู ไปอยู่กับมันตามลำพังสองคนไม่ได้เด็ดขาดครับ!”

ทว่าจี้ยูเหวินกลับทำเพียงแค่จ้องมองอาเต๋อนิ่งๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

เมื่อโดนสายตาของเธอจับจ้องเอาไว้เช่นนั้น ภายในใจของอาเต๋อก็ยิ่งเกิดอาการลนลานจนขนลุกซู่ เขาทำได้เพียงอึกอักอยู่ในลำคอสองสามคำ ก่อนจะไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก

“เฮ้อ...” จี้ยูเหวินจ้องมองอาเต๋ออยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆคำหนึ่ง

“คุณ... คุณหนูครับ” อาเต๋อเอ่ยอ้อมแอ้ม “ผะ... ผมพูดออกมาจากใจจริงนะครับ ความปลอดภัยของคุณหนูย่อมต้องมีความสำคัญมากที่สุดอยู่แล้ว ภายในใจของผมไม่มีใครจะมีความสำคัญไปกว่าคุณหนูอีกแล้วล่ะครับ...”

“อาเต๋อความคิดในใจของนายฉันเข้าใจดี” จี้ยูเหวินพยักหน้ารับคำ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและราบเรียบ “พวกเรามีอายุไล่เลี่ยกัน จะพูดว่าเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กก็คงไม่ผิดนัก นายมีความคิดอะไรซ่อนอยู่ภายในใจ มีหรือที่ฉันจะไม่รู้?”

“ผมรู้ตัวอยู่แล้วครับว่าคุณหนู จะต้องเข้าใจความหมายในใจของผมแน่นอน!” อาเต๋อลอบระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในทันที การที่น้ำเสียงของจี้ยูเหวินยังคงนุ่มนวลเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้มีความคิดที่จะเอ่ยปากดุด่าว่ากล่าวอะไรเขา

“ก็เพราะฉันรับรู้ถึงความคิดในใจของนายนั่นแหละ ดังนั้นฉันถึงได้รู้สึกผิดหวังในตัวนายขนาดนี้ยังไงล่ะ!” จี้ยูเหวินส่ายหน้าเบาๆ

“อะ... อะไรนะครับ?” อาเต๋อพลันชะงักอึ้งไปในทันที

“คุณปู่ของนายอุทิศตนทำงานให้แก่แก๊งเหลียนจูมาตลอดทั้งชีวิต และสร้างผลงานความดีความชอบเอาไว้มากมาย ในฐานะที่เป็นหลานชายของท่าน เดิมทีนายย่อมเป็นผู้ที่ได้รับความคาดหวังเอาไว้สูงมาก คุณปู่ของนายเองก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน ท่านถึงได้พานายเดินทางมาอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน ก็เพราะหวังว่าหลังจากที่นายเติบโต จนปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาแล้ว จะสามารถก้าวขึ้นมานำทัพจับงานด้วยตัวเอง เพื่อช่วยเป็นเสาหลักให้แก่กิจการงานของแก๊งเหลียนจูในอเมริกาได้ในอนาคต”

อาเต๋ออึกอักจนไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยคำใดตอบกลับไปดี อันที่จริงภายในใจของเขานั้น เขาก็มองว่าตัวเองจะต้องได้ก้าวขึ้นมส เป็นผู้รับผิดชอบดูแลแก๊งเหลียนจู ในอเมริกาไม่ช้าก็เร็วอยู่แล้ว ทว่าในเมื่อเวลานี้เป็นฝ่ายจี้ยูเหวิน ที่เอ่ยปากพูดเรื่องนี้ออกมาเอง เขากลับไม่กล้าที่จะเอ่ยปากรับคำโต้ตอบกลับไป

จี้ยูเหวินเองก็ไม่ได้มีความคิด ที่จะเปิดโอกาสให้อาเต๋อได้เอ่ยปากพูดแทรก เธอกล่าวต่อ “แต่ฉันกลับคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าในเวลานี้ นายจะกลายมาเป็นคนที่มีสภาพแบบนี้ไปได้! ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ นายคอยพูดจาจิกกัดเหน็บแนมอยู่ข้างหูฉันตลอดเวลา คอยหาเรื่องยุยงปลุกปั่นให้ความสัมพันธ์ ระหว่างฉันกับจี้เฟิงต้องสั่นคลอนอยู่เรื่อยๆ ซึ่งฉันก็ไม่ได้อยากจะเก็บมาเป็นอารมณ์ให้ผิดใจกัน แต่นี่นายถึงกับ... อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้นายเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้กันแน่?!”

“คุณ... คุณหนูครับ ผม...”

“นิสัยของนายมันช่างขลาดเขลา หยิ่งยโส เห็นแก่ตัว แถมยังชอบอวดดี ทำเป็นอวดฉลาดอวดรู้ไปวันๆ ภายในใจไม่มีความหนักแน่นพอ ที่จะยอมเปิดใจรับใครได้เลยแม้แต่น้อย ช่างไม่ได้เศษเสี้ยวความดีของคุณปู่นายเลยสักนิด!” จี้ยูเหวินเอ่ยปากพูดขัดจังหวะคำพูดของเขา “กฎระเบียบภายในแก๊งของเรา นายน่าจะรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว ฉันไม่อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรให้มากความอีก นายกลับไปซะแล้วเดินเข้าห้องลงทัณฑ์ เพื่อรับบทลงโทษด้วยตัวเองเถอะ”

อาเต๋อพลันสะท้านไปทั้งร่างในทันที “คุณหนูครับ คุณหนูจะส่งผมเข้าห้องลงทัณฑ์อย่างนั้นเหรอครับ?!”

จี้ยูเหวินโบกมือไล่ “ไปซะเถอะ!”

“ผมทำอะไรผิดกันแน่ครับ?” อาเต๋อพลันแผดเสียงตะโกนลั่นขึ้นมาด้วยความเดือดดาล “คุณหนูครับ ความรู้สึกในใจของผมที่มีต่อคุณหนู คุณหนูก็รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว ไอ้หมอนั่นมันก็เป็นแค่คนนอก ใครจะไปรู้ว่าภายในใจของมัน กำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรซ่อนอยู่กันแน่! ผมทำทุกอย่างก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณหนูแท้ๆ แต่คุณหนูกลับจะมาลงโทษผมเนี่ยนะ?”

สีหน้าของจี้ยูเหวินพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยือกขึ้นมาทันที “นายยังกล้ามาเอ่ยปากแก้ตัวน้ำขุ่นๆอีกอย่างนั้นเหรอ? นายกล้าสาบานไหมว่าสิ่งที่นายทำไป ก็เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของฉันจริงๆ? หรือว่าจะต้องให้ฉันฉีกหน้าเอ่ยปากพูดเรื่องราวทุกอย่างออกมาให้เคลียร์ชัดๆก่อน นายถึงจะยอมเปิดปากรับสารภาพออกมา?!”

“ผมทำทุกอย่างก็เพื่อ ความปลอดภัยของคุณหนูจริงๆครับ!” อาเต๋อเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง “คุณหนูครับ ถ้าหากเป็นเพราะตัวคุณหนูเอง ที่ต้องการจะลงโทษผมล่ะก็ ต่อให้ต้องรับโทษหนักหนาแค่ไหน ผมก็จะไม่เอ่ยปากบ่นเลยสักคำ แต่นี่คุณหนูกลับยอมทำถึงขนาดนี้กับผม เพียงเพราะไอ้คนนอกคนเดียว ผมไม่ยอมรับหรอกครับ!”

“นายไม่ยอมรับอย่างนั้นเหรอ? หึ!” จี้ยูเหวินเค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมาคำหนึ่ง “ดีเลย! ในเมื่อเป็นแบบนี้ฉันก็จะทำให้นาย ต้องยอมสยบแทบเท้าอย่างหมดคำคัดค้านเอง!”

“นายทั้งๆที่รู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่า การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจี้เฟิงเอาไว้ จะส่งผลดีต่อพวกเราโดยที่ไม่มีข้อเสียเลยแม้แต่น้อย แต่นายก็ยังคงหาเรื่องยุยงปลุกปั่น เพื่อทำลายความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับจี้เฟิง ต่อหน้าต่อตาฉันอยู่ตั้งหลายครั้งหลายครา นายมีจุดประสงค์อะไรซ่อนอยู่กันแน่?” จี้ยูเหวินเอ่ยปากถาม

“และในทำนองเดียวกัน นายเองก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างฉันกับจี้เฟิงนั้นถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว เขาเป็นเพื่อนของฉันแต่นายในฐานะที่เป็นลูกน้อง กลับบังอาจมาเอ่ยปากดูถูกเหยียดหยามเขาต่อหน้าต่อตาฉันแบบนี้ นายเห็นแก่หน้าของฉันบ้างไหม? การกระทำแบบนี้มันเข้าข่ายทำผิดกฎเหล็กของแก๊งหรือเปล่า?” จี้ยูเหวินเอ่ยถามซ้ำอีกกระทง

อาเต๋อพูดทั้งที่กัดฟันกรอด “คุณหนูครับ คุณหนูจะจัดการลงทัณฑ์ผมยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่ภายในใจของผมไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด เพราะเรื่องราวทุกอย่างที่ผมลงมือทำลงไป ผมทำไปก็เพราะเป็นห่วงและหวังดีต่อคุณหนูจากใจจริง”

“อืม ดีมาก!” จี้ยูเหวินพยักหน้ารับคำ พร้อมกับเอ่ย “งั้นนายก็ช่วยนำคำพูดประโยคนี้ ไปเอ่ยบอกกับพวกคนในห้องลงทัณฑ์เอาเองก็แล้วกันนะ ไปเอ่ยบอกพวกเขาดูสิว่านายทำทุกอย่างไป เพราะหวังดีและเป็นห่วงฉันจากใจจริงยังไงบ้าง แล้วก็คอยดูว่าพวกเขาจะมีวิธีจัดการกับนายยังไง... ไปซะเถอะ ส่วนทางคุณปู่ของนาย เดี๋ยวฉันจะเป็นคนบอกเขาด้วยตัวเอง”

สีหน้าของอาเต๋อพลันถอดสีลงอย่างรุนแรงทันที “คุณหนูครับ คุณหนูยอมทำถึงขนาดนี้กับผม เพียงเพราะไอ้คนนอกคนเดียวจริงๆเหรอครับ?”

ทว่าจี้ยูเหวินกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉยพลางเอ่ย “นายจะยอมเดินจากไปเองดีๆ หรือว่าจะต้องให้ฉันต่อสายโทรศัพท์ไปหาคุณปู่ของนายตอนนี้ เพื่อให้เขาเดินทางมารับตัวนายกลับไป?”

“ได้! ได้เลยครับ!”

อาเต๋อมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด “ผมไปก็ได้ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ คุณหนูครับ สักวันหนึ่งในอนาคตคุณหนูจะต้องได้รับรู้แน่นอนว่า มีเพียงแค่ผมคนเดียวเท่านั้น ที่หวังดีและเป็นห่วงคุณหนูจากใจจริง ส่วนพวกคนหน้าไหนก็ไม่รู้ ที่จู่ๆก็ทำเป็นเสนอหน้าเข้ามาตีสนิทกับคุณหนู พวกมันต่างก็หวังผลประโยชน์แอบแฝงกันทั้งนั้น!”

หลังจากเอ่ยจบอาเต๋อก็สะบัดหน้าหันหลัง แล้วสาวเท้าก้าวเดินจากไปทันทีด้วยความโกรธแค้น

จี้ยูเหวินทอดสายตามองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

อาเต๋อคนนี้ช่างทำให้เธอรู้สึกผิดหวังเหลือเกินจริงๆ

แม้ว่าเขาจะพยายามเอ่ยปาก แก้ตัวน้ำขุ่นๆอยู่หลายครั้ง โดยอ้างว่าทำทุกอย่างไป ก็เพราะเป็นห่วงและหวังดีต่อตัวเธอเอง แต่มีหรือที่คนอย่างจี้ยูเหวินจะเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา? มีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าภายในใจของอาเต๋อ กำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่กันแน่?

อย่าได้มองว่าท่าทีที่อาเต๋อแสดงออกมานั้น ดูมีความจงรักภักดีอย่างเปี่ยมล้น และในตอนที่เธอเอ่ยปากว่าจะลงโทษเขา เขายังแสดงสีหน้าท่าทางฮึดฮัดขัดใจ ราวกับโดนรังแกอย่างไรอย่างนั้น ตัวเธอเองก็เติบโตอยู่ข้างกายพ่อของเธอมาตั้งแต่เด็ก เรื่องราวสารพัดรูปแบบในแวดวง มีหรือที่เธอจะไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน? มีหรือที่เธอจะโดนกลอุบายตื้นๆเพียงเท่านี้ของเขาปั่นหัวเอาได้ง่ายๆ?

“เฮ้อ...”

จี้ยูเหวินอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า พลางลอบถอนหายใจออกมาเบาๆอีกครั้ง

เรื่องนี้จะโทษใครไม่ได้เลย นอกเสียจากว่าตัวอาเต๋อเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายหาเรื่องใส่ตัว!

ในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าจี้ยูเหวิน จะรับรู้มาตั้งแต่ช่วงสองสามวันก่อนแล้ว ว่าอาเต๋อคอยพูดจายุยงปลุกปั่นให้ร้ายจี้เฟิงอยู่ข้างหูเธอตลอดเวลา แต่เธอก็ไม่ได้ลงมือจัดการลงโทษอะไรเขา ทั้งหมดนั้นก็เพราะเห็นแก่หน้าของคุณปู่ของเขาหรอกนะ

แต่ในวันนี้หากเธอไม่ลงมือจัดการขั้นเด็ดขาดกับอาเต๋อล่ะก็ การพูดคุยธุระสำคัญระหว่างเธอกับจี้เฟิงในวันนี้ ก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินต่อไปอีกแล้ว และไม่ใช่แค่เพียงเรื่องในวันนี้เท่านั้น แม้แต่ในอนาคตข้างหน้า พวกเขาก็อย่าหวังเลยว่าจะสามารถคบค้าสมาคมกันต่อไปได้อีก

ต่อให้อาเต๋อจะมีความคิดที่ไม่ลงรอยกับจี้เฟิงอยู่ลับหลังยังไงก็ตาม ขอเพียงแค่เขาอย่ามาแสดงกิริยาสามหาวไร้มารยาทเช่นนี้ต่อหน้าต่อตาเธอ จี้ยูเหวินก็พร้อมที่จะแกล้งทำเป็นปิดตาข้างเดียว เพื่อเห็นแก่หน้าของผู้อาวุโสในแก๊งอยู่แล้ว เพราะยังไงเสียโอกาสที่อาเต๋อและจี้เฟิง จะได้พบปะพูดคุยกันในอนาคตก็ถือว่ามีอยู่น้อยมา

เรื่องราวต้องบานปลายมาจนถึงสภาพเช่นนี้ ก็คงต้องโทษความโอหังบังอาจของตัวอาเต๋อเองนั่นแหละ ที่ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหัวของตัวเอง!

จี้ยูเหวินเลิกเก็บเรื่องของอาเต๋อ มาคิดให้รกสมองอีกต่อไป เธอรีบสาวเท้าก้าวตามไปหาจี้เฟิงทันที เมื่อเห็นดังนั้นไป๋จูจึงเอ่ยปากพูดขึ้นมาอย่างรู้ความทันที “คุณชายจี้คะ ฉันไปรอคุณอยู่ตรงโน้นนะคะ...”

หลังจากเอ่ยจบไป๋จูก็เดินเลี่ยงออกไปหลบอยู่ห่างๆทันที

จี้ยูเหวินลอบถอนหายใจออกมาเบาๆพลางเอ่ย “จี้เฟิงคะ เรื่องราวเมื่อครู่นี้ ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ เป็นเพราะฉันอบรมสั่งสอนลูกน้องไม่ดีเอง...”

จี้เฟิงยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธเบาๆก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคุณเองก็จัดการกับเรื่องนี้ ได้เป็นอย่างดีแล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันขนาดนั้นหรอกครับ”

คำพูดนี้ส่งผลให้ภายในใจของจี้ยูเหวิน พลันสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อยในทันที เขารับรู้ได้ยังไงกันว่าเธอจัดการกับอาเต๋ออย่างไร?

…จบบทที่ 1805~❤️

จบบทที่ บทที่ 1805 (927) การจัดการ (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว