- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1804 (926) ความวิตกกังวล (ตอนฟรี)
บทที่ 1804 (926) ความวิตกกังวล (ตอนฟรี)
บทที่ 1804 (926) ความวิตกกังวล (ตอนฟรี)
บทที่ 1804 (926) ความวิตกกังวล
“ครับ!”
หลี่กั๋วเหลียงพยักหน้ารับคำทันที
ทว่าภายในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง จี้เฟิงสืบพบแล้วอย่างนั้นหรือว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ที่คอยผลักดันแผนการร้ายเล่นงานกลุ่มบริษัทเว่ยต้า?
เขามาประจำการอยู่ที่อเมริกามานานขนาดนี้ ยังสืบหาข้อสรุปอะไรไม่ได้เลย รู้เพียงแค่ว่าเรื่องนี้มีอิทธิพลจากหลายฝ่ายเข้ามาพัวพัน แต่จี้เฟิงเพิ่งจะเดินทางมาถึงได้เพียงไม่กี่วัน กลับสืบจนเจอตัวแล้วอย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่าถึงแม้ในใจจะมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่หลี่กั๋วเหลียงก็ยังคงปฏิบัติตามคำสั่งของจี้เฟิงอย่างเคร่งครัด ในฐานะทหารคนหนึ่งหลี่กั๋วเหลียงย่อมเข้าใจดีว่า สิ่งไหนควรยื่นปากถามและสิ่งไหนที่ไม่ควรล้ำเส้น
แม้ว่าคำสั่งที่เขาได้รับมาคือการคอยช่วยเหลือสนับสนุนจี้เฟิง แต่ระเบียบวินัยอันเข้มงวดนี้ได้หยั่งรากลึกเข้าไปถึงกระดูกดำของเขาแล้ว ดังนั้นต่อให้หลี่กั๋วเหลียงจะอยากรู้แทบตายว่าจี้เฟิงสืบพบได้อย่างไร ในเมื่อจี้เฟิงไม่ได้บอกเขาก็จะไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อนเด็ดขาด
จากนั้นหลี่กั๋วเหลียงก็แยกตัว ไปเตรียมยานพาหนะและอาวุธตามที่จี้เฟิงสั่งการทันที
ส่วนจี้เฟิงก็หันมาปรึกษาหารือ เกี่ยวกับรายละเอียดของแผนการปฏิบัติการกับไป๋จู
สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้ ไป๋จูเป็นผู้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังติดตามอยู่ข้างกายเขามาเป็นเวลานาน จนเขารู้นิสัยใจคอของเธอดีหมดแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปิดบังเธอเลยแม้แต่น้อย
“คุณชายจี้คะ ปฏิบัติการในค่ำคืนนี้ ยังคงมีแค่พวกเราสองคนไปกันเหมือนเดิมหรือเปล่าคะ?” ไป๋จูเอ่ยถาม
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” จี้เฟิงถามกลับ
“ฉันคิดว่าพวกเราควรจะรอบคอบ ให้มากกว่านี้หน่อยดีไหมคะ?” ไป๋จูเสนอแนะ “เพราะยังไงเสียกลุ่มคนที่เราต้องเผชิญหน้าด้วยในคืนนี้ ก็ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแต่เป็นพวกมนุษย์ดัดแปลง แถมพวกเรายังไม่รู้เลยว่าฝั่งนั้นจะมีกันอยู่กี่คน ถ้าหากเกิดไปแจ็กพอตเจอพวกยอดฝีมือระดับเดียวกับที่เราเคยปะทะกันที่หนานเยว่คราวก่อนอีกล่ะก็ ลำพังแค่พวกเราสองคน... เกรงว่าจะรับมือไม่ไหวน่ะค่ะ”
จี้เฟิงพยักหน้ารับคำพลางครุ่นคิด
ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มคนที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้าด้วยในค่ำคืนนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะต้องเจอกับพวกกลุ่มมนุษย์ดัดแปลง
ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ สิ่งหลักๆที่พวกจี้เฟิงลงมือทำไปมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือการเก็บพวกหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่บังอาจยื่นมือมาเล่นงานกลุ่มบริษัทเว่ยต้าให้สิ้นซาก และเรื่องที่สองก็คือการเค้นคอถามถึงสาเหตุที่แท้จริง ว่าทำไมพวกมันถึงต้องเพ่งเล็งกลุ่มบริษัทเว่ยต้า ก่อนที่จะลงมือปลิดชีพพวกมันทิ้ง
เมื่อต้องต่อกรกับพิษต่อประสาทที่จำลองขึ้นมาจากกระแสไฟฟ้าชีวภาพ ต่อให้จะเป็นพวกที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกพี่ใหญ่ของโลกใต้ดิน ก็ไม่มีปัญญาจะขัดขืนหรือต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจี้เฟิงจะอยากรู้อะไร พวกมันก็ยอมคายข้อมูลออกมาจนหมดเปลือก
จากการสอบปากคำพวกหัวหน้าแก๊งเหล่านั้น พบว่ามีอยู่สามถึงสี่คนที่ยื่นมือมาเล่นงานกลุ่มบริษัทเว่ยต้า เป็นเพราะมีคนยอมจ่ายผลประโยชน์ก้อนโตมาให้ เพื่อแลกกับการสร้างความลำบากให้แก่กลุ่มบริษัทเว่ยต้า
อย่างไรก็ตามพวกหัวหน้าแก๊ง ที่เห็นแก่เงินจนยอมรับงานประเภทนี้ มีอยู่แค่สามสี่คนเท่านั้น และเมื่อเทียบกับหัวหน้าแก๊งคนอื่นๆแล้ว พวกนี้ก็เป็นได้แค่ลูกพี่ใหญ่ระดับปลายแถวเท่านั้น ส่วนพวกหัวหน้าแก๊งที่เหลือที่ค่อนข้างทรงอิทธิพลและแข็งแกร่งกว่า ลำพังแค่เศษเงินย่อมไม่สามารถทำให้คนระดับนั้นเกิดความสนใจได้ และด้วยเหตุนี้เองพวกมันจึงมีโอกาสได้ติดต่อกับตัวการใหญ่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังโดยตรง
จี้เฟิงสืบทราบมาจากปากของพวกมันว่า คนที่ว่าจ้างให้พวกมันลงมือจัดการกับกลุ่มบริษัทเว่ยต้านั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสองกลุ่ม ซึ่งมาจากบริษัทที่แตกต่างกันสองแห่ง
หากมองแค่ผิวเผินในตอนแรก เรื่องนี้ก็อาจจะดูเหมือนเป็นแค่เรื่องของการที่กลุ่มบริษัทเว่ยต้า ไปเจอคู่แข่งทางธุรกิจที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกในการแข่งขันเพื่อเล่นงานคู่อริ ซึ่งมันก็ดูไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดตรงไหน
อย่างไรก็ตามจี้เฟิงกลับมองเห็น ความผิดปกติบางอย่างจากรายชื่อของบริษัททั้งสองแห่งนี้
จี้เฟิงพบว่าชื่อของบริษัททั้งสองแห่งนี้ช่างดูคุ้นหูเหลือเกิน
ในตอนที่พวกเขาเพิ่งจะเดินทางมาถึงอเมริกาใหม่ๆ หลี่กั๋วเหลียงเคยส่งเอกสารข้อมูลผลการสืบสวนชิ้นหนึ่งมาให้เขา ซึ่งในนั้นระบุรายชื่อของบริษัททั้งหมด ที่เป็นอริและคอยขัดขวางกลุ่มบริษัทเว่ยต้าเอาไว้ และในจำนวนนั้นมีบริษัทที่มีความลึกลับอยู่สองสามแห่ง ซึ่งหลี่กั๋วเหลียงเคยแฝงตัวเข้าไปสืบข้อมูลที่บริษัทแห่งหนึ่งในนั้นด้วยตัวเองมาแล้ว และเขาก็ได้ปะทะกับพวกมนุษย์ดัดแปลงที่นั่น จนสุดท้ายหลี่กั๋วเหลียงทำได้เพียงแค่ถอยทัพกลับมา
และบริษัทสองแห่งที่พวกหัวหน้าแก๊งมาเฟียคายออกมานั้น ก็คือ สองในบรรดาบริษัทลึกลับไม่กี่แห่งที่หลี่กั๋วเหลียงเคยระบุเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นหนึ่งในสองบริษัทนั้นก็คือแห่งเดียวกันกับ ที่หลี่กั๋วเหลียงเคยแฝงตัวเข้าไปสืบสวนด้วยตัวเองเสียด้วย!
เมื่อเป็นเช่นนี้จี้เฟิงจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที
ตัวการใหญ่ที่บงการอยู่เบื้องหลังการเล่นงานกลุ่มบริษัทเว่ยต้าที่แท้จริง ก็คือพวกบริษัทลึกลับไม่กี่แห่งเหล่านี้นี่เอง
และเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่หลี่กั๋วเหลียง เคยไปเผชิญหน้ากับพวกมนุษย์ดัดแปลงในบริษัทแห่งนั้นมาแล้ว ตัวตนของตัวการใหญ่ที่บงการอยู่เบื้องหลังนี้ ก็แทบจะไม่ต้องเสียเวลาเดาให้ยากอีกต่อไป
“หวางฉาว!”
บางทีอาจจะเป็นใครบางคนในกลุ่มหวางฉาว หรือไม่ แผนการเล่นงานกลุ่มบริษัทเว่ยต้าในครั้งนี้ ก็อาจจะเป็นแผนการที่ถูกวางขึ้นโดยกลุ่มหวางฉาวเองตั้งแต่แรก แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มหวางฉาวอย่างแน่นอนชนิดที่ไม่มีทางสลัดหลุด!
และเมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็เห็นได้ชัดว่า บริษัทเหล่านั้นจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแน่นแฟ้น กับกลุ่มหวางฉาวอย่างแน่นอน
ดังนั้นจี้เฟิงจึงตัดสินใจว่า ในค่ำคืนนี้เขาจะเดินทางไปสำรวจบริษัทเหล่านั้นดูสักหน่อย เขาอยากจะรู้นักว่าข้างในนั้นมันมีเรื่องสกปรกอะไรซ่อนอยู่กันแน่!
“ลำพังแค่พวกเราสองคนก็เหลือเฟือแล้วล่ะ” จี้เฟิงพูดขึ้นหลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง “คืนนี้ไปถึงแล้วก็ใช่ว่าจะต้องลงมือทันที รอสืบจนรู้เรื่องราวแน่ชัดเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“แบบนั้นจะไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเหรอคะ?” ไป๋จูเอ่ยถาม
“ถ้าหากสามารถทำให้ฝั่งนั้นตื่นตระหนกตกใจได้จริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอก!” จี้เฟิงเค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “พวกมันยิ่งลนลานก็ยิ่งมีโอกาสทำเรื่องผิดพลาด และนั่นแหละจะทำให้พวกเราได้เห็นอะไรๆมากยิ่งขึ้น!”
ไป๋จูเข้าใจความหมายของจี้เฟิงได้ในทันที เธอพยักหน้ารับคำเบาๆและไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก
ในความเป็นจริงแล้วเดิมทีจี้เฟิงตั้งใจเอาไว้ว่า จะลากตัวผู้บงการเบื้องหลังนี้ออกมาให้ได้ และหลังจากที่รับรู้ความจริงของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ค่อยหาวิธีจัดการขั้นเด็ดขาดต่อไปตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่เขารับรู้ว่า เรื่องนี้ดันไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มหวางฉาวเข้า จี้เฟิงก็ปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นมีความรอบคอบ และระมัดระวังตัวเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวในทันที
ความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของกลุ่มหวางฉาวนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องบรรยายอะไรให้มากความอีกแล้ว ในตู้เสื้อผ้าภายในห้องพักที่อยู่ชั้นบน ปืนเลเซอร์กระบอกนั้นยังคงถูกวางเก็บเอาไว้ที่นั่น และจากการคาดเดาของจี้เฟิง ปืนกระบอกนี้มีความเป็นไปได้สูงมากว่า เป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาของกลุ่มหวางฉาว!
เพราะฉะนั้นจี้เฟิงจึงไม่ได้รีบร้อนที่จะลงมือในตอนนี้ เขาต้องการจะไปสืบดูสถานการณ์ให้แน่ชัดเสียก่อน จากนั้นค่อยหาทางกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซากในคราวเดียว
“Rrr...”
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของจี้เฟิงก็พลันดังขัดจังหวะขึ้นมา เขาหยิบมันออกมาดูสายเรียกเข้า ก็พบว่าเป็นสายจากจี้ยูเหวิน
จี้เฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางคาดเดาถึงจุดประสงค์ในการโทรมาของจี้ยูเหวินได้ในทันที
เขากดรับสาย “ฮัลโหล ยูเหวิน?”
น้ำเสียงของจี้ยูเหวินจากปลายสาย รีบเอ่ยสวนกลับมาทันที “จี้เฟิงคุณพอจะมีเวลาว่างไหม? ออกมาทานข้าวด้วยกันหน่อยสิคะ”
จี้เฟิงแย้มยิ้มออกมาบางๆ “รีบร้อนขนาดนั้นเลยเหรอครับ? ไหนพวกเราตกลงกันไว้แล้วไงว่า รอให้ผมเคลียร์เวลาว่างได้ก่อนแล้วค่อยเลี้ยงข้าวคุณ...”
“จี้เฟิงพูดกันตามตรงเลยนะ ฉันมีธุระด่วนอยากจะคุยกับคุณจริงๆ” น้ำเสียงของจี้ยูเหวินเต็มไปด้วย ความกระวนกระวายใจที่ยากจะปกปิด เธอกล่าวต่อ “พอจะออกมาเจอกันหน่อยได้ไหมคะ? ฉันสัญญาว่าจะไม่รบกวนเวลาของคุณนานจนเกินไป!”
“เรื่องนี้...” จี้เฟิงนิ่งเงียบไปพลางครุ่นคิด ภายในใจของเขากำลังคิดว่า ในที่สุดจี้ยูเหวินก็เริ่มที่จะนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว
หลังจากคิดทบทวนดูครู่หนึ่ง จี้เฟิงก็พยักหน้ารับคำ “โอเคครับ แต่ผมต้องบอกไว้ก่อนนะว่า วันนี้ผมไม่ได้มีเวลาว่างมากมายขนาดนั้นจริงๆ...”
จี้ยูเหวินรีบเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที “ไม่รบกวนเวลาของคุณมากมายหรอกค่ะ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันจะเป็นฝ่ายเดินทางไปหาคุณเองค่ะ”
จี้เฟิงหัวเราะเบาๆก่อนจะบอกพิกัดสถานที่แห่งหนึ่งไป ซึ่งมันเป็นลานกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ ที่อยู่ห่างจากคฤหาสน์ของจี้หนานเยว่ไปไม่ไกลนัก ในช่วงกลางวันฉู่เยว่เพิ่งจะพาเขาเดินทางไปที่นั่นมาพอดี ที่นั่นมีผู้คนพลุกพล่านไม่มากนัก จึงค่อนข้างสะดวกสำหรับการพูดคุยธุระสำคัญ
จี้ยูเหวินรีบเอ่ยตอบกลับมาทันที “ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ ไว้ติดต่อกันนะ!”
หลังจากวางสายไปจี้เฟิงก็ส่ายหน้า พลางยิ้มออกมาบางๆ ดูท่าทางฝั่งของจี้ยูเหวินในเวลานี้ น่าจะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาไม่น้อยเลยทีเดียว
นับตั้งแต่วินาทีที่หลี่กั๋วเหลียงนำสถานการณ์ภายนอกมารายงานให้เขาทราบ จี้เฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าแก๊งเหลียนจูจะต้องตกเป็นเป้ารับแรงกดดันอันมหาศาลอย่างแน่นอน ในเมื่อบุคคลสำคัญของแก๊งมาเฟียยักษ์ใหญ่แทบจะทุกแก๊ง ต่างโดนลอบสังหารกันจนราบคาบ มีเพียงแค่แก๊งเหลียนจู แก๊งชิงปัง และแก๊งส่วนน้อยอีกเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่ยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน แบบนี้แล้วมีหรือที่แก๊งเหล่านี้จะไม่ตกเป็นเป้าสายตา และความเคลือบแคลงสงสัยจากคนอื่น?
ยิ่งไปกว่านั้นแก๊งเหลียนจูยังอาศัยโอกาสทองในช่วงที่แก๊งยามากุจิโดนล้างบาง ส่งกำลังออกไปกวาดล้างและเข้ายึดครองอาณาเขตของแก๊งยามากุจิมาเป็นของตัวเองอย่างเอิกเกริก จนได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล ซึ่งสิ่งนี้ยิ่งเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟทำให้แก๊งอื่นๆเกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้น
และด้วยเหตุนี้เองแก๊งเหลียนจู จึงโดนผลักให้ขึ้นมาอยู่บนปากเหว แห่งมรสุมความขัดแย้งในทันที
อันที่จริงในตอนที่จี้เฟิงได้ยินข่าวนี้ครั้งแรก เขายังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าพลางยิ้มขื่นออกมา คราวนี้แก๊งเหลียนจูต้องมาพลอยรับเคราะห์กรรม ทั้งที่ไม่ได้ก่อไปด้วยจริงๆ
แก๊งเหลียนจูไม่ได้มีเจตนาร้าย คิดจะเล่นงานกลุ่มบริษัทเว่ยต้าเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างจี้ยูเหวินกับจี้เฟิงแล้ว เขาย่อมไม่มีทางที่จะยื่นมือไปเล่นงานแก๊งเหลียนจูอย่างแน่นอน มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด!
อย่างไรก็ตามตัวเขาเองก็ลืมคิดไปเหมือนกันว่า เป็นเพราะเหตุผลข้อนี้เองที่ทำให้แก๊งเหลียนจู เกือบจะกลายมาเป็นเป้าโจมตีของทุกฝ่ายไปเสียได้!
เดิมทีจี้เฟิงยังคิดจะหาโอกาสพูดคุยปรับความเข้าใจกับจี้ยูเหวินอยู่เหมือนกัน แต่พอคิดทบทวนดูอีกทีเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป หากเขาดึงดันที่จะไปพูดคุยกับจี้ยูเหวินในตอนนี้ มันจะไม่เท่ากับเป็นการเดินไปบอกเธอตรงๆเลยหรือว่า “เรื่องราววุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นข้างนอกนั่นเป็นฝีมือของผมเองแหละ ที่ทำให้คุณต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะ!”
ไม่ว่าจี้ยูเหวินจะคาดเดาได้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือของเขา แต่จี้เฟิงจะไม่มีวันเป็นฝ่ายเอ่ยปาก ยอมรับออกมาโต้งๆเด็ดขาด ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจี้ยูเหวิน ยังไม่ได้สนิทสนมกันถึงขั้นนั้น!
ยิ่งไปกว่านั้นหากมองในอีกมุมหนึ่ง เรื่องราวในครั้งนี้อย่างมากที่สุด ก็แค่ทำให้แก๊งเหลียนจูต้องแบกรับแรงกดดันอยู่บ้างเท่านั้น แต่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่อะไร และการอาศัยเหตุการณ์ในครั้งนี้ ก็ถือเป็นการเตือนสติแก๊งเหลียนจูไปในตัวด้วยว่า ต่อให้จะสามารถยึดครองอาณาเขตของแก๊งยามากุจิมาได้แล้ว แต่การทำตัวโลว์โปรไฟล์และเก็บเนื้อเก็บตัวไว้หน่อยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
และจากปฏิกิริยาของโลกภายนอกนี้เอง ที่ทำให้จี้เฟิงเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมาในใจ
ในตอนนี้ที่จี้ยูเหวินโทรศัพท์ติดต่อมา จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดิบพอดี
จี้ยูเหวินเดินทางมาถึงไวมาก หลังจากวางสายไปได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง จี้ยูเหวินก็โทรมาแจ้งอีกครั้งว่าเธอเดินทางมาถึงจุดนัดพบเรียบร้อยแล้ว
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางยิ้มออกมา ดูท่าทางจี้ยูเหวินจะร้อนรุ่มกลุ้มใจมากจริงๆ
เขาพาไป๋จูรีบเดินทางตามไป ก็เห็นจี้ยูเหวินยืนอยู่ข้างรถยนต์คันหนึ่ง เธอเดินวนไปวนมาอยู่เป็นระยะด้วยท่าทางที่ดูร้อนอกร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด และที่ข้างกายของเธออาเต๋อก็กำลังสอดส่องสายตามองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง
“ยูเหวิน!”
จี้เฟิงแย้มยิ้มพลางเดินเข้าไปหา ก่อนจะเอ่ยทักทาย “มาไวดีจังเลยนะครับ”
จี้ยูเหวินเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ พลางเอ่ยขึ้น “พวกเราจะคุยกันบนรถ หรือว่าจะหาที่นั่งคุยกันดี?”
จี้เฟิงยิ้มตอบ “บนรถมันอุดอู้เกินไป เดินคุยกันไปเรื่อยๆดีกว่าครับ ยังไงที่นี่ก็ไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว เหมาะกับการคุยธุระดี”
เนื่องจากในเวลานี้เป็นช่วงฤดูหนาว ที่ย่างกรายเข้ามาลึกแล้ว บนลานกิจกรรมแห่งนี้จึงมีสายลมหนาวพัดผ่านอยู่เป็นระลอก ลานกิจกรรมที่เดิมทีเคยคึกคักพลุกพล่านในเวลานี้ จึงแทบจะไม่มีผู้คนยอมเดินมาหยุดพักผ่อนหย่อนใจเลย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเลยว่าจะถูกใครแอบมาดักฟังข้อมูลสำคัญ
จี้ยูเหวินพยักหน้ารับคำเบาๆ “แบบนั้นก็ดีเหมือนกันค่ะ”
จี้เฟิงยิ้มพลางผายมือเชิญ จี้ยูเหวินกำลังจะก้าวเท้าเดินนำออกไป ทว่าอาเต๋อกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที “คุณหนูครับ ผมต้องขอตามไปอารักขาอยู่ข้างๆด้วย ให้คุณหนูเดินไปกับเขาตามลำพัง ผมไม่วางใจครับ!”
คิ้วของจี้เฟิงพลันขมวดม้วนเข้าหากันเล็กน้อยในทันที แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา
จี้ยูเหวินเอ่ยขึ้น “มีอะไรให้ไม่วางใจ นายรออยู่ตรงนี้แหละ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
อย่างไรก็ตามอาเต๋อกลับยังคงยืนกราน “ไม่ได้ครับคุณหนู ผมจำเป็นต้องคำนึงถึง ความปลอดภัยของคุณหนูเป็นอันดับแรก จะปล่อยให้คนที่ยังมีจุดประสงค์ไม่แน่ชัด มาอยู่กับคุณหนูตามลำพังไม่ได้เด็ดขาดครับ!”
ในระหว่างที่พูดอยู่นั้น เขาก็ชี้นิ้วตรงมาทางจี้เฟิง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณหนูครับ ชายคนนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก ว่าจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้แน่นอน พวกเราจำเป็นต้องระวังตัวจากเขาเอาไว้ให้ดีครับ!”
ฟุ่บ!
สีหน้าของไป๋จูพลันแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนลงในทันที แววตาของเธอส่องประกายเย็นเยือกวูบหนึ่ง ท่าทางการชี้นิ้วรวมถึงน้ำเสียงและอากัปกิริยาของอาเต๋อในตอนนี้ มันเป็นการหยามเกียรติและดูถูกจี้เฟิงชัดๆ!
…จบบทที่ 1804~❤️