บทที่ 26 ขอสหายเต๋าโปรดถ่ายทอดเคล็ดวิชา
บทที่ 26 ขอสหายเต๋าโปรดถ่ายทอดเคล็ดวิชา
บทที่ 26 ขอสหายเต๋าโปรดถ่ายทอดเคล็ดวิชา
แสงจันทร์สาดส่องผ่านกรอบหน้าต่าง ทอดเงาเป็นริ้วลายกระดำกระด่างอยู่บนพื้นอิฐสีเขียว
น้ำมันตะเกียงกระฉอกออกมาระหว่างการสั่นไหวกลายเป็นจุดสีแดงคล้ำหลายจุด สะท้อนใบหน้าอันชราภาพที่เต็มไปด้วยร่องรอยเหี่ยวย่นของนักพรตเฒ่าหลี่ให้ยิ่งดูดุร้ายและน่ากลัว
หลังจากหานอวี๋ฟังคำกล่าวของเขาจนจบ ทั้งยังเห็นกลิ่นอายคาวโลหิตอันเข้มข้นทั่วทั้งร่างของเขา ในใจก็ไม่กล้าผ่อนคลายความระมัดระวังลง
“ท่านผู้เฒ่า ท่านมีเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ของสำนักโลหิตมารแล้วหรือขอรับ?”
“เดิมทีไม่มี ทว่าวันนี้หลังจากสังหารจางซันศิษย์สำนักร้อยอสูรแล้ว ก็มีแล้วล่ะ” นักพรตเฒ่าหลี่เอ่ย
หานอวี๋ยิ่งรู้สึกตะลึงงัน: “จางซัน? สำนักร้อยอสูร?”
“ไม่ผิด ย่อมต้องเป็นสำนักร้อยอสูรแน่นอน”
“ตลาดชิงเหอสะดวกต่อการติดต่อค้าขายกับภายนอก ในเวลาเดียวกันก็สะดวกต่อการที่สำนักภายนอกจะติดต่อกับศิษย์ของหุบเขาหมื่นวสันต์ ด้วยเหตุนี้ข้าถึงมีโอกาสได้สัมผัสกับคนของสำนักโลหิตมาร และจางซันถึงมีโอกาสได้กลายเป็นศิษย์ของสำนักร้อยอสูร เรียนรู้กลวิธีในการฝึกฝนหนูขโมยปราณ!”
นักพรตเฒ่าหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พลางอธิบายให้หานอวี๋ฟัง: “เจ้าคิดว่าจางซันเป็นคนดีอันใดงั้นหรือ? ทั้งมอบหินปราณให้หลิวหลัน ทั้งสนับสนุนหลิวหลันในการบำเพ็ญเพียร สิ่งที่วอนขอก็เป็นเพียงการทำให้หลิวหลันซาบซึ้งใจ เพื่อให้หลิวหลันที่เป็นศิษย์สายฝ่ายนอกในวันหน้าเปิดทางสะดวกให้แก่เขา หรือกระทั่งคิดอยากให้หลิวหลันมาเป็นคู่บำเพ็ญเต๋าของเขา……”
จากนั้นก็แค่นยิ้มอย่างเย็นชาเอ่ยต่อว่า: “เจ้าเด็กนี่ก็นับว่าฉลาดเฉลียวอยู่บ้าง สองสามวันมานี้เริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงได้ลอบวางหลุมพรางใส่ข้า บอกว่าเวยคุนอี๋หญิงนางนั้นเป็นคนเลี้ยงหนูขโมยปราณ ทั้งยังบอกว่าตัวเขาเองเห็นมากับตา อยากให้ข้าไปร่วมแจ้งความเอาผิดเวยคุนอี๋กับผู้ดูแลหวังพร้อมกับเขา”
“คิดจะหลอกว่าข้าเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ ไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วเวยคุนอี๋นางนั้นเป็นของเล่นลับของผู้ดูแลหวัง ไม่ทราบว่าคนที่เลี้ยงหนูขโมยปราณคือตัวเขาเองจางซัน คิดอยากจะให้ข้าไปล่วงเกินลบหลู่ผู้ดูแลหวัง!”
“ในเมื่อเขาก็มีเจตนาชั่วร้ายซ่อนอยู่เช่นกัน ข้าย่อมไม่จำเป็นต้องลังเลใจอีกต่อไป!”
“วันนี้จึงได้นำตัวเขาเดินทางไปตลาดชิงเหอ ร่วมมือกับคนของสำนักโลหิตมารสังหารเขาเสีย! ถือโอกาสนี้แลกเปลี่ยนเอาเคล็ดวิชา 《วิชาหลอมโลหิต》 ฉบับสมบูรณ์มาครอง อาศัยโลหิตปราณทั่วทั้งร่างของเขา ทะลวงผ่านธรณีประตูแห่งการบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จในรวดเดียว บรรลุถึงขั้นหลอมโลหิตขั้นที่หนึ่ง!”
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ อารมณ์ของเขาก็เริ่มพุ่งทะยานสูงขึ้น มือทั้งสองข้างกำแน่น เส้นผมสีขาวสลับแดงปลิวไสว กลิ่นอายคาวโลหิตพัดกระโชกไปทั่วร่าง
“เจ้าหนู ข้าบรรลุขั้นหลอมโลหิตขั้นที่หนึ่งแล้ว!”
หานอวี๋ฟังตามที่เขาบรรยาย ก็รับรู้ได้ถึงความคดเคี้ยวและยากลำบากตรากตรำ
“ท่านผู้เฒ่า หนทางที่ท่านก้าวเดินมานี้ ช่างไม่ไยดีต่อความยากลำบากจริงๆ ยามนี้ในที่สุดก็สมปรารถนาแล้ว”
“ใช่แล้ว ในที่สุดก็สมปรารถนาแล้ว!” ดวงตาทั้งสองข้างของนักพรตเฒ่าหลี่แดงฉานราวกำโลหิต จับจ้องมองหานอวี๋เขม็ง ราวกับเสือและสุนัขป่าที่กำลังหิวโหย
ทว่าพลันตระหนักได้ถึงความไม่เหมาะสม รีบพลิกฝ่ามือร่ายคาถาทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด: “เคล็ดวิชาของสำนักโลหิตมารนี่นับว่ารวดเร็วทันใจดีแท้ เสียแต่ความกระหายเลือดและอยากอาหารคาว กลิ่นอายปั่นป่วนวุ่นวาย จำเป็นต้องใช้วิชาสะกดปราณคอยปกปิดไว้ตลอดเวลาถึงจะดี”
หานอวี๋เอ่ยถาม: “เหตุใดคืนนี้ท่านผู้เฒ่าถึงได้มาหาข้าหรือขอรับ?”
น้ำเสียงของนักพรตเฒ่าหลี่แหบพร่า: “เจ้าหนู ที่ข้ามาหาเจ้าในวันนี้ เดิมทีตั้งใจจะมาบอกกล่าวกับเจ้าสักคำ เพื่อไม่ให้เจ้าไปเอ่ยปากบอกคนภายนอกเรื่องที่เห็นข้าเดินทางออกไปพร้อมกับจางซันเมื่อเช้านี้”
“ทว่านึกไม่ถึงว่าพลังโลหิตของเจ้าจะสูบฉีดมหาศาลเช่นนี้ หากเจ้าตามข้าเข้าสู่สำนักโลหิตมาร ย่อมต้องสามารถสร้างผลงานใหญ่หลวงได้อย่างแน่นอน หุบเขาหมื่นวสันต์แม้ภายนอกจะดูสงบราบเรียบ ทว่าแท้จริงแล้วคลื่นใต้น้ำกลับกำลังเชี่ยวกราก ไม่เพียงแต่สำนักโลหิตมารที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างลับๆ แม้แต่สำนักร้อยอสูรที่เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่แห่งดินแดนทักษิณก็ยังส่งคนมาแฝงตัวอยู่ เจ้าบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ทรัพยากรย่อมมีจำกัดและเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน”
หานอวี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย: “ท่านผู้เฒ่า เส้นทางสายหลอมโลหิตนี้ไม่เหมาะกับข้าหรอกขอรับ ข้ายังคงบำเพ็ญเคล็ดวิชาฝึกปราณชิงเหอต่อไปจะดีกว่า”
นักพรตเฒ่าหลี่แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห: “การหลอมโลหิตไม่เหมาะกับเจ้า? เจ้าลองดูพลังโลหิตทั่วทั้งร่างของเจ้าสิ ว่ามันสูบฉีดเอิบอิ่มไปถึงระดับใดแล้ว!”
“ผู้ที่ไม่ฝึกฝนวิชาหลอมโลหิทย่อมมองไม่ออก ทว่าขอเพียงฝึกฝนวิชาหลอมโลหิตจนบรรลุถึงขั้นหลอมโลหิตขั้นที่หนึ่ง ได้มาเห็นพลังโลหิตทั่วทั้งร่างของเจ้าด้วยตาตนเอง นั่นก็นับเป็นของเลิศรสอันสูงสุด! เจ้าคิดว่าเหตุใดเมื่อครู่ข้าถึงเกือบจะสะกดกลั้นใจไว้ไม่อยู่ นั่นก็เป็นเพราะพลังโลหิตทั่วทั้งร่างของเจ้ามันช่างราวกับอาหารรสเลิศที่โอชะยิ่งนัก!”
“เจ้าหนู การที่ข้านำพาเจ้าเข้าสู่หุบเขาหมื่นวสันต์ ความจริงแล้วนับว่าเป็นการเข้าผิดสำนักแล้ว แท้จริงแล้วเจ้าคืออัจฉริยะในการหลอมโลหิตที่หาได้ยากยิ่งในรอบหมื่นคน!”
“เจ้าบำเพ็ญเพียรอยู่ที่หุบเขาหมื่นวสันต์มานานวันถึงเพียงนี้ เคยบรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่งแล้วหรือยัง? ขอเพียงเจ้าเรียนรู้วิธีการบำเพ็ญเพียรของสำนักโลหิตมารจากข้า รับรองว่าไม่เกินหนึ่งเดือน เจ้าก็จะสามารถบรรลุขั้นหลอมโลหิตขั้นที่หนึ่งได้แน่นอน! อยู่ที่หุบเขาหมื่นวสันต์เจ้าจะสามารถทำได้งั้นหรือ? เจ้ายังจะมีความหมายอันใดให้ดึงดันอยู่ที่นี่อีก?”
สีหน้าของหานอวี๋ดูแปรเปลี่ยนเป็นแปลกพิกลขึ้นมาเล็กน้อย: “ทว่า ท่านผู้เฒ่าขอรับ ข้าบรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้วนะขอรับ”
สีหน้าของนักพรตเฒ่าหลี่พลันแข็งค้างไปในทันที
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ท่านผู้เฒ่า ข้าบอกว่าข้าบรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่งแล้วขอรับ”
“เจ้ามรึง—— เจ้าว่าอย่างไรนะ!” นักพรตเฒ่าหลี่กำหมัดแน่น ท่าทางดูเหมือนอยากจะทุบตีสิ่งใดสักอย่าง ก่อนจะกัดฟันกรอดเอ่ยสบถด่า “ข้าพบว่าพวกเจ้าที่เป็นคนแซ่หานนี่ ช่างรู้จักปกปิดอำพรางกันดีแท้! เจ้ามันก็เหมือนกับปู่ของเจ้าที่เป็นไอ้คนไร้ยางอายผู้นั้น ไม่ใช่สิ่งของดีอันใดเลย!”
จากนั้นก็เอ่ยคาดคั้นหานอวี๋: “เจ้าทะลวงผ่านระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่งตั้งแต่เมื่อใด?”
“เพิ่งจะเป็นเมื่อวานนี้เองขอรับ”
หลังจากหานอวี๋เอ่ยคำตอบออกไป สภาวะจิตใจของนักพรตเฒ่าหลี่ก็พอนับว่ากลับมาสมดุลขึ้นมาบ้าง เขาพึมพำก่นด่าอยู่อีกสองสามคำ ถึงได้สงบโทสะลงได้
“เจ้าหนู ในเมื่อเจ้าบรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่งแล้ว เช่นนั้นวันหน้าพวกเราก็ไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกันอีกต่อไป”
“วันหน้าพวกเราไม่จำเป็นต้องไปมาหาสู่กันอีก ทั้งไม่จำเป็นต้องมีเรื่องพัวพันใดๆ ต่อกันอีก…… จงตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเคล็ดวิชาฝึกปราณชิงเหอของเจ้าให้ดี วันหน้าหากมีวันใดที่สามารถกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานได้ นั่นถึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้องของเจ้า”
“เส้นทางสายนี้ ข้าไม่มีปัญญาจะก้าวเดินได้อีกแล้ว!”
เมื่อหานอวี๋เห็นนักพรตเฒ่าหลี่ทำท่าจะจากไปเช่นนี้ ในใจก็พลันขยับเคลื่อนไหวทันที: “ท่านผู้เฒ่า ท่านลองดูพลังโลหิตทั่วทั้งร่างของข้าสิ…… ยังจะพอฝึกฝนเคล็ดวิชา 《วิชาหลอมโลหิต》 ฉบับสมบูรณ์ได้อีกหรือไม่ขอรับ?”
นักพรตเฒ่าหลี่หยุดฝีเท้าลง: “เรื่องนี้ข้าจะไปทราบได้อย่างไร? เจ้าคิดว่าข้ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการบำเพ็ญเพียรมากมายนักงั้นหรือ?”
“อีกอย่าง เจ้าก็ไม่ได้คิดจะเข้าสู่สำนักโลหิตมาร หากข้าลอบถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้เจ้าเป็นการส่วนตัว ถึงเวลานั้นสำนักโลหิตมารย่อมต้องมาถลกหนังเลาะกระดูกข้าแน่นอน หากเจ้าลุ่มหลงอยากเข้าสำนักโลหิตมาร ข้าถึงจะสามารถบอกเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ให้เจ้าทราบได้”
หานอวี๋รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ยามนี้เขามีความกระหายต่อเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรหรือเทคนิควิชาอาคมเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้เป็นของสำนักโลหิตมาร เขาก็ย่อมไม่ยินยอมที่จะปล่อยให้หลุดมือไปเช่นกัน
และในเวลานั้นเอง นักพรตเฒ่าหลี่กลับหันศีรษะกลับมาอีกครั้ง ลำคอส่งเสียงหัวเราะราวกำเครื่องเป่าลมที่ชำรุดทรุดโทรม เผยให้เห็นฟันสีเหลืองที่ขึ้นเรียงรายไม่เป็นระเบียบ: “เจ้าหนู ผิดหวังแล้วใช่หรือไม่?”
“ที่เอ่ยไปเมื่อครู่น่ะข้าหยอกเจ้าเล่นหรอก ใครสั่งให้เจ้าเด็กนี่เงียบเชียบไม่ส่งเสียงเอ่ยปากบอกเรื่องบรรลุระดับฝึกปราณขั้นที่หนึ่ง ทำเอาข้าต้องอับอายขายหน้ากันเล่า!”
หานอวี๋พลันนิ่งอึ้งไปทันที นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท่านผู้เฒ่าจะล้อเล่นกับตนเองเช่นนี้
นักพรตเฒ่าหลี่พลันอธิบายต่อว่า: “สำนักโลหิตมารในฐานะที่เป็นผู้บำเพ็ญมาร คุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการทำตามใจชอบและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด อยากจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาอย่างไรก็ถ่ายทอดอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นสายลับของสำนักสายมารอย่างข้า ยิ่งไม่มีผู้ใดมาคอยสั่งการควบคุม”
“เพียงแต่คนของสำนักสายมารส่วนใหญ่ล้วนเห็นแก่ตัว น้อยนักที่จะยอมถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้แก่คนภายนอก เพราะเกรงว่าหลังจากสั่งสอนผู้อื่นจนแตกฉานแล้ว จะถูกผู้อื่นนำไปหลอมรวมใช้เป็นเนื้อสดเลือดสด”
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ สีหน้าบนใบหน้าอันอัปลักษณ์ก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจัง: “เจ้าหนู เจ้ามอบวาสนาเซียนของหุบเขาหมื่นวสันต์ให้แก่ข้า ข้าจึงได้รับผลประโยชน์จนสามารถบรรลุถึงขั้นหลอมโลหิตขั้นที่หนึ่งได้ในวันนี้ — ยามนี้ ข้าเห็นพวกเราสองคนต่างก้าวเดินบนเส้นทางที่แตกต่างกัน วาสนาต่อกันมาถึงตรงนี้ก็นับว่าสิ้นสุดลงแล้ว!”
“ข้าจะขอส่งมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้แก่เจ้า จะถ่ายทอดเคล็ดวิชา 《วิชาหลอมโลหิต》 ฉบับสมบูรณ์ที่สามารถบำเพ็ญไปจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน วิชาสะกดปราณที่ใช้ในการปกปิดกลิ่นอายของตนเอง รวมถึงเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการส่งเสียงกระซิบที่เคยรับปากเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ให้ทั้งหมด”
“เจ้าหนู จงรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ นับแต่นี้เป็นต้นไปหนทางยุทธภพช่างห่างไกล เจ้าและข้าจะไม่มีวันไปมาหาสู่กันอีก!”
ในใจของหานอวี๋พลันดิ่งวูบลง สายตาสี่ตาสบประสานกับท่านผู้เฒ่า ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วก้าวเท้าไปเบื้องหน้า
“ขอท่านผู้เฒ่าโปรด……”
“จงเรียกข้าว่าสหายเต๋าเถอะ” นักพรตเฒ่าหลี่หลับตาทั้งสองข้างลง ทว่าภายในสมองกลับผุดภาพลวงตาของเด็กสาวที่งดงามสดใสและมีรอยยิ้มหยาดเยิ้มปานบุปผาเมื่อหลายสิบปีก่อนขึ้นมา
หว่านเอ๋อร์เอยหว่านเอ๋อร์ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าได้ตัดขาดจากโลกีย์แล้วนะ
หลานชายของเจ้าคนนี้ ข้าเองก็จะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไปแล้ว
“ขอรับ ขอสหายเต๋าโปรดถ่ายทอดเคล็ดวิชา”
หานอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ