เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 ความรู้สึกที่แท้จริงในยามยากลำบาก

บทที่ 9 ความรู้สึกที่แท้จริงในยามยากลำบาก

บทที่ 9 ความรู้สึกที่แท้จริงในยามยากลำบาก


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของเฉินซวนได้แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนมัธยมปลายเทียนจินที่ 3 ราวกับพายุทอร์นาโด

ในท้ายที่สุด เรื่องนี้ก็ลุกลามใหญ่โตขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

หัวหน้าระดับชั้น ผู้อำนวยการโรงเรียน และบุคคลอื่นๆ ต่างแห่กันมาที่เกิดเหตุโดยพร้อมเพรียงกัน

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดการเรียนการสอนในอีก 2 คาบที่เหลือของวันนี้

จากนั้น ผู้อำนวยการและคนอื่นๆ ก็รับทราบสถานการณ์ทั้งหมด และสั่งให้คนไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในทันที

ทว่า ช่างบังเอิญเหลือเกินที่กล้องวงจรปิดดันมาเสียในตอนนั้นพอดี ซึ่งความจริงแล้วมันถูกเฉินซวนทำลายนั่นเอง

ดังนั้น ทั้งผู้อำนวยการและหัวหน้าระดับชั้นจึงไม่สามารถจัดการอะไรกับเรื่องนี้ได้

ทุกคนต่างพากันตกตะลึง และส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยไปยังเฉินซวนผู้ซึ่งมีท่าทีสงบนิ่งและเยือกเย็น

ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของเฉินซวน ทว่าหากปราศจากหลักฐานที่แน่ชัด พวกเขาก็ไม่อาจพูดอะไรได้มากนัก

ท้ายที่สุด พวกเขาก็ทำได้เพียงยุติเรื่องนี้ลงไป

ยิ่งไปกว่านั้น หากเรื่องนี้แดงขึ้นมาและแพร่กระจายออกไป มันรังแต่จะทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนต้องมัวหมอง

ถึงตอนนั้น ทุกคนคงจะตั้งคำถามเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนของพวกเขาแน่!

เรื่องราวทั้งหมดกว่าจะจบลงก็ปาเข้าไปตอนเลิกเรียนช่วงเที่ยง

หงเสี่ยวหมิงดูจะมีความสุขยิ่งกว่าเฉินซวนเสียอีก

สายตาของเพื่อนร่วมชั้นรอบๆ ที่มองมายังเฉินซวนได้เปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความยำเกรง

แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับว่าเฉินซวนได้สร้างตำนานการพลิกฟื้นของคนที่เคยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก!

"ฮ่าฮ่า เพื่อนเอ๋ย เรื่องวันนี้มันสะใจจริงๆ!"

"ไอ้พวกที่เคยรังแกนายล้วนหน้าบวมเป็นหัวหมูไปหมดแล้ว! อวี๋ตงเฟยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเลยนะ!"

"มันสะใจชะมัดเลย! นายสังเกตเห็นไหม ตอนที่เราเดินออกมา สายตาของพวกคนที่เคยเยาะเย้ยนายเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย! พวกมันไม่กล้าดูถูกนายอีกแล้ว!"

เมื่อมองไปที่หงเสี่ยวหมิงซึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีที่ดีใจยิ่งกว่าเขา เฉินซวนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน

นี่แหละคือพี่น้องที่ดีของเขา!

เป็นเพราะความโชคดีของเขา เพื่อนคนนี้ถึงได้ดีใจแทน ดีใจยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก!

"ก็แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่เห็นน่าพูดถึงเลย อีกอย่าง พอนายสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ นายก็จะรู้เอง! ฉันไม่ได้มีดีแค่นี้แน่นอน!"

เฉินซวนยิ้มบางๆ แล้วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องของอวี๋ตงเฟยไม่ได้จบลงแค่การเข้าโรงพยาบาลแน่!

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อวี๋ตงเฟยจะต้องตายอย่างกะทันหัน

นั่นเป็นเพราะเฉินซวนได้ฝังไอวิญญาณมารสายหนึ่งไว้ในร่างกายของอวี๋ตงเฟย ซึ่งเพียงพอที่จะคร่าชีวิตเขาได้!

หลังจากเฉินซวนพูดจบ หงเสี่ยวหมิงที่อยู่ข้างๆ ก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาหม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะแอบชำเลืองมองเฉินซวน

"อะไรเหรอ มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่า"

เฉินซวนถามกลับ

หงเสี่ยวหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ไม่ใช่หรอก... เพื่อนเอ๋ย ความจริงแล้วฉันได้ยินเรื่องที่พวกนั้นพูดกันหมดแล้ว..."

"โอ้? พวกนั้นพูดว่ายังไงล่ะ"

เฉินซวนเดาได้แล้วว่าหงเสี่ยวหมิงกำลังจะพูดอะไร

"พวกนั้นบอกว่า... บอกว่าตระกูลเฉินของนายในเมืองจินเหมินนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก"

"และนายก็รวยมากด้วย! แต่ว่า นายเพิ่งถูกตระกูลไล่ออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน!"

"ท้ายที่สุด นายก็เลยสติแตกกลับไปสารภาพรักกับหลี่ซือหานคนนั้น"

"เมื่อวานนายก็ไม่ได้มาเรียน และบางคนก็บอกว่าเป็นนายนั่นแหละที่ลักพาตัวหลี่ซือหานไป..."

หงเสี่ยวหมิงเปิดเผยเรื่องราวที่ได้ยินมาด้วยความยากลำบากเล็กน้อย

"โอ้? แล้วนายเชื่อสิ่งที่พวกนั้นพูดหรือเปล่าล่ะ"

เฉินซวนยิ้มบางๆ แล้วถามหงเสี่ยวหมิงกลับ

"ฉัน... พวกนั้นบอกว่าตระกูลของนายมีทั้งเงินและเส้นสาย ฉันเชื่อเรื่องนั้นนะ ถึงแม้นายจะทำตัวไม่โดดเด่น แต่นายก็ช่วยเหลือฉันที่เป็นพี่น้องของนายมาไม่น้อยเลย ครอบครัวฉันยากจน แต่ฉันพอดูออกนะว่าใครเป็นคนรวย..."

หงเสี่ยวหมิงยิ้มเจื่อนๆ จากนั้นก็หุบยิ้มลงและกล่าวอย่างจริงจังว่า "แต่เรื่องที่นายไปสารภาพรักกับหลี่ซือหานน่ะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด นายไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปชอบเธอเลย"

"นายควรจะชอบผู้หญิงตัวสูงโปร่งหุ่นนางแบบแบบนั้นมากกว่า นายมองที่หน้าตา ไม่ได้มองที่รูปร่าง เรื่องนี้ฉันรู้ดีกว่าใครเลย แล้วเรื่องที่นายไปลักพาตัวคนอื่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ นอกเสียจากว่านายจะเสียสติไปแล้ว นายไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด!"

เมื่อได้ฟังคำพูดของหงเสี่ยวหมิง เฉินซวนก็ส่ายหน้า ท่าทีอันสงบนิ่งของเขาทำเอาหงเสี่ยวหมิงถึงกับตะลึงงันไป

"แล้วถ้าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงล่ะ" เฉินซวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"อะไรนะ เป็นเรื่องจริงทั้งหมดเลยเหรอ"

"งั้น... ต่อให้มันเป็นความจริงทั้งหมด ฉันก็ไม่สนหรอก ยังไงนายก็คือพี่น้องของฉัน"

"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราพี่น้องจะเผชิญหน้ามันไปด้วยกัน!"

หงเสี่ยวหมิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยให้เห็นสีหน้าของการกัดฟันและตัดสินใจอย่างแน่วแน่

เมื่อเห็นสีหน้าของหงเสี่ยวหมิง เฉินซวนก็ยิ้มออกมา เขาโบกมือและอธิบายว่า "ฮ่าฮ่า ไอบ้าเอ๊ย เอาล่ะ มันไม่ใช่เรื่องจริงหรอก จดหมายสารภาพรักที่แพร่กระจายไปทั่วรนั่นน่ะ ความจริงมีคนใส่ร้ายฉัน ส่วนเรื่องลักพาตัวหลี่ซือหาน... ไม่ใช่ฝีมือฉันหรอก แต่เป็นคนอื่นทำต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานนี้ฉันยังถูกลักพาตัวไปพร้อมกับหลี่ซือหานด้วย!"

"อะไรนะ นายถูกลักพาตัวไปจริงๆ เหรอ"

หงเสี่ยวหมิงรู้สึกเหมือนหัวใจดวงน้อยๆ ของเขารับไม่ไหวอีกต่อไป

แล้วทำไมถึงมีเรื่องลักพาตัวเข้ามาเกี่ยวข้องได้อีกล่ะเนี่ย

"ช่างมันเถอะ ยังไงซะอีกฝ่ายก็ทำไม่สำเร็จหรอก ไว้ค่อยสะสางบัญชีแค้นกันทีหลัง พี่น้องที่ดี วันนี้เราอย่ามัวมาคุยเรื่องนี้กันเลย ฉันหิวแล้ว เราจะไปกินข้าวที่ไหนกันดี"

เฉินซวนเปลี่ยนเรื่องคุยและบ่นว่าหิว

เมื่อได้ยินดังนั้น หงเสี่ยวหมิงก็นึกขึ้นได้ว่าเฉินซวนเพิ่งถูกตระกูลไล่ออกมา เขาจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า "ไปกันเถอะ มีร้านบะหมี่ปั่นเมี่ยนอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง เพิ่มไข่พะโล้สองฟองก็ไม่มีปัญหา!"

ทั้งสองเดินกอดคอกัน หัวเราะและพูดคุยหยอกล้อกันจนมาถึงร้านบะหมี่ฝั่งตรงข้าม

"เถ้าแก่ เอาบะหมี่ปั่นเมี่ยนชามใหญ่สองชาม ใส่ห่อ! ชามนึงใส่ไข่พะโล้ฟองเดียว อีกชามใส่สองฟอง ขอเผ็ดๆ เลยนะ ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งดี!"

หงเสี่ยวหมิงเดินเข้าไปทักทาย แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาสแกนจ่ายเงิน

เมื่อเห็นฉากนี้ สายตาของเฉินซวนก็คมปลาบขึ้น เขาอดไม่ได้ที่จะถามพร้อมกับรอยยิ้ม "ฮี่ฮี่ ทำไมวันนี้ถึงได้ใจป้ำนักล่ะ"

"นายพูดแบบนั้นได้ยังไง พี่น้องของฉันกำลังตกที่นั่งลำบาก... อีกอย่าง ช่วงนี้ฉันทำงานที่ร้านคาราโอเกะ แล้วตอนกลางวันก็ยังรับสอนพิเศษเด็กๆ ด้วย ก็เลยหาเงินได้ตั้งเยอะแหนะ!"

"แค่เลี้ยงบะหมี่นายชามเดียว มันจะเป็นปัญหาอะไรล่ะ"

หงเสี่ยวหมิงพูดอย่างสบายๆ แต่คำพูดที่แสนเรียบง่ายเหล่านี้กลับทำให้เฉินซวนรู้สึกจมูกตื้อขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เขาไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากที่ได้เกิดใหม่ เขาจะยังรู้สึกซาบซึ้งใจได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

เฉินซวนกล่าวขึ้นว่า "นี่ ทำไมถึงต้องสั่งกลับไปกินด้วยล่ะ นายก็รู้นี่ว่าเขาห้ามเอาของกินเข้าไปในห้องเรียนน่ะ"

"ฮี่ฮี่ เลิกพูดมากน่า เดี๋ยวก็รู้เองแหละ!"

เมื่อมองดูท่าทีอันลึกลับของหงเสี่ยวหมิง เฉินซวนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

หลังจากบะหมี่ปั่นเมี่ยนเสร็จแล้ว หงเสี่ยวหมิงก็รับมาทันที เขาเรียกเฉินซวน แล้วดึงแขนเขาเดินตรงไปยังประตูทางเข้าและบันไดที่อยู่ด้านข้างของร้านบะหมี่!

"มัวยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ ขึ้นมาสิ!"

หงเสี่ยวหมิงหันกลับมาและเห็นว่าเฉินซวนยังยืนอยู่ข้างนอก เขาจึงร้องเรียก

เฉินซวนดึงสติกลับมา เขาพยักหน้าเล็กน้อยและเดินตามขึ้นไปติดๆ

พวกเขาเดินขึ้นไปจนถึงชั้นสาม ที่นั่นหงเสี่ยวหมิงหยิบกุญแจออกมาไขเปิดประตูห้องเช่าห้องหนึ่ง

"เข้ามาสิ"

หงเสี่ยวหมิงร้องบอก

เฉินซวนเผยรอยยิ้มและเดินตามหงเสี่ยวหมิงเข้าไปด้านใน

"ฮี่ฮี่ เป็นไงบ้างล่ะ ถึงจะเป็นห้องเช่าแบบหนึ่งห้องนอน แต่ก็มีห้องครัว ห้องน้ำ แล้วก็มีของครบทุกอย่างเลยนะ เสียก็แค่เตียงมันเล็กไปหน่อย เดี๋ยวให้ลนายไปนอนบนเตียง ส่วนฉันจะเอาเบาะมารองนอนที่พื้นเอง นายก็รู้นี่ว่าฉันไม่ชอบนอนเตียงชั้นบนน่ะ!"

ใบหน้าของหงเสี่ยวหมิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นขณะที่พาเฉินซวนเดินดูรอบๆ ห้องเช่า พร้อมกับพูดจ้อไม่หยุด

"เล็กแต่ก็มีของครบ ฉันชอบมากเลย"

เฉินซวนมองหงเสี่ยวหมิงเงียบๆ แล้วถามขึ้นว่า "นี่... นายเช่าห้องนี้เหรอ"

"แหงล่ะสิ! พี่น้องอย่างนายก็ต้องมีที่ซุกหัวนอนสิ ฉันอาจจะไม่เข้าใจเรื่องราวของพวกตระกูลใหญ่ๆ อย่างนายหรอกนะ แต่ลูกผู้ชายอกสามศอกก็ไม่น่าจะอดตายหรอก ฉันปล่อยให้นายไปนอนข้างถนนไม่ได้หรอกน่าพี่น้อง! ถึงรังหนูนี้จะเล็กไปหน่อย แต่พวกเราพี่น้องก็เบียดกันอยู่ได้ มันยังพออยู่ได้น่า! ว่าไงล่ะ พอใจไหม" หงเสี่ยวหมิงพูดรัวเร็ว

จบบทที่ บทที่ 9 ความรู้สึกที่แท้จริงในยามยากลำบาก

คัดลอกลิงก์แล้ว