- หน้าแรก
- ยอดบุรุษทะลุมิติ สยบบัลลังก์ต้าถัง
- บทที่ 12 - หลี่จวินเซี่ยนแพะรับบาป
บทที่ 12 - หลี่จวินเซี่ยนแพะรับบาป
บทที่ 12 - หลี่จวินเซี่ยนแพะรับบาป
บทที่ 12 - หลี่จวินเซี่ยนแพะรับบาป
อุดมคตินั้นช่างสวยหรู แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้าย...
ฝางจวิ้นที่ตั้งใจจะ "ทำลายชื่อเสียงตัวเอง" อยากจะสร้างชื่อเสีย เพื่อทำให้ฮ่องเต้หลี่เอ้อทรงเกลียดชัง กลับได้รับคำชมว่า "ซื่อสัตย์ ว่านอนสอนง่าย และมีนิสัยอ่อนโยน" มาแบบงงๆ
ส่วนหลี่โย่วที่โดนฝางจวิ้นทุบตีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พอมาฟ้องกลับโดนกระทืบซ้ำ แผลเก่ายังไม่ทันหายก็เจอแผลใหม่ ตอนนี้ท่านอ๋องฉีคงรู้สึกเศร้าสลดใจสุดๆ เผลอๆ อาจจะแอบไปร้องไห้จนสลบอยู่ในห้องน้ำแล้วก็ได้...
หลังจากวุ่นวายอยู่ในตำหนักเสินหลงกว่าครึ่งชั่วยาม หลี่โย่วก็ถูกกระทืบไปหนึ่งยก แถมด้วยการโบยหลังอีกสามสิบไม้ ส่วนเอี้ยนหงเลี่ยงก็ถูกตักเตือนอย่างหนัก ถ้าไม่ใช่เพราะฮ่องเต้หลี่เอ้อทรงเกรงใจและห่วงใยความรู้สึกของพระสนมเอี้ยนเต๋อเฟยล่ะก็ หมอนี่ก็คงไม่แคล้วโดนกระทืบไปด้วยอีกคน
ส่วนฝางจวิ้นที่เป็นคนก่อเรื่องกลับไม่เป็นอะไรเลย แถมยังได้รับคำชมอีกต่างหาก เขาเดินโยกย้ายส่ายสะโพกออกมาพร้อมกับเฉิงชู่ปี้อย่างสบายใจเฉิบ
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าชื่อเสียงของคนเรามันสำคัญ สำคัญ สำคัญมากจริงๆ ขอย้ำสามรอบ...
และเป็นเพราะพฤติกรรมอันแสนจะเรียบร้อย (ขี้ขลาด) และน่ารัก (อ่อนแอ) ของฝางจวิ้นในอดีต ทำให้ฮ่องเต้หลี่เอ้อผู้ปราดเปรื่องทรงปักใจเชื่อตั้งแต่ต้นว่า คนที่เริ่มหาเรื่องก่อนต้องไม่ใช่ฝางจวิ้นแน่นอน
ในขณะที่หลี่โย่วเป็นตัวอย่างในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
สังคมที่ปกครองโดยใช้อำนาจเบ็ดเสร็จก็เป็นแบบนี้แหละ หลายครั้งมักจะไม่สนใจหลักกฎหมายหรือพยานหลักฐาน แต่ตัดสินเรื่องราวต่างๆ จากความรู้สึกและความชอบส่วนตัว ผลลัพธ์ที่ตามมาก็เลย... หึหึหึ
ถ้าจะบอกว่าหลี่โย่วไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ นั่นแหละ
แต่ต่อให้เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมแค่ไหน ก็ยังเทียบไม่ได้กับคนข้างๆ ฝางจวิ้นคนนี้...
หลังจากออกจากตำหนักเสินหลงและเดินกลับตามทางเดิม นักรบชุดเกราะดำคนนั้นก็เดินมาส่งพวกเขาตลอดทาง
ฝางจวิ้นเห็นว่าชายผู้นี้มีรูปร่างกำยำและท่วงท่าสง่างาม จึงเอ่ยปากถาม "ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีนามกรว่าอย่างไร?"
นักรบชุดเกราะดำมีท่าทีเย็นชา แต่นิสัยใจคอก็ไม่ได้เลวร้าย เขาตอบว่า "ข้ามีนามว่า หลี่จวินเซี่ยน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ 'กองร้อยทหารม้า' (ไป่ฉี)"
ฝางจวิ้นถึงกับอึ้งไป
หลี่จวินเซี่ยน?
เป็นชื่อที่คุ้นหูมากเลยแฮะ...
เขาคิดอยู่ตั้งนานกว่าจะนึกออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน ซีรีส์เรื่องศึกบุปผาฉางอัน (The Empress of China) ไง! ตัวละครที่จ้าวเหวินจั๋วแสดงน่ะ...
แล้วฝางจวิ้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า เขาลืมบุคคลสำคัญระดับบิ๊กเบิ้มไปคนหนึ่ง เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้า สะเทือนประวัติศาสตร์!
บูเช็กเทียน!
เมื่อนึกถึงหลี่จวินเซี่ยน เขาก็โยงไปถึงบูเช็กเทียน สาวงามแซ่อู่ผู้เก่งกาจและทรงอิทธิพลทะลุฟ้า ตอนนี้นางน่าจะเข้าวังมาแล้วใช่ไหม?
สิ่งแรกที่ฝางจวิ้นคิดจะทำคือ ฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง พุ่งตรงไปเกาะขาแม่นางอู่ให้แน่นๆ ขาสองข้างนี้มันช่างใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน ใหญ่เสียจนหาใครเทียบไม่ได้ในประวัติศาสตร์...
แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้หลี่จวินเซี่ยนจะรู้จักกับแม่นางอู่แล้วหรือยัง?
ถ้าหากรู้จักกันแล้ว หลี่จวินเซี่ยนจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าในอนาคต ตัวเองจะต้องตายด้วยน้ำมือของหญิงสาวที่ทั้งสวยหยาดเยิ้มและมีจิตใจโหดเหี้ยมดั่งอสรพิษคนนี้? แถมยังตายด้วยความเต็มใจ ตายอย่างมีความสุขอีกต่างหาก...
คำถามคือ ความสัมพันธ์ระหว่างหลี่จวินเซี่ยนกับแม่นางอู่นั้น เป็นแบบรักบริสุทธิ์แบบเพลโต หรือเป็นแบบไฟรักสุมทรวงเหมือนพันจินเหลียนกับซีเหมินชิ่งกันแน่?
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจินตนาการเพ้อเจ้อของฝางจวิ้น เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นแค่การแต่งเติมของพวกนักเขียนบทละครโทรทัศน์ ที่ชอบจับแพะชนแกะและสร้างเรื่องไร้สาระขึ้นมาเองโดยไม่มีมูลความจริง
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ หลี่จวินเซี่ยนกับบูเช็กเทียนมีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ และความสัมพันธ์นี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา ถึงขั้นเป็นความผูกพันที่ยอมรับดาบแทนกันได้เลย...
ตลอดชีวิตของบูเช็กเทียน นางผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วน แต่คนที่จะยอมสละชีวิตเพื่อภารกิจยิ่งใหญ่ในการเป็นฮ่องเต้ของนางอย่างแท้จริงกลับมีไม่กี่คน หนึ่งในชายคนแรกที่ "สละชีพ" อย่างกล้าหาญก็คือขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์ถัง นามว่า หลี่จวินเซี่ยน เรื่องตลกก็คือ เขาไม่เคยเห็นหน้าบูเช็กเทียนเลยสักครั้ง แต่กลับต้องกลายมาเป็นแพะรับบาปและถูกฮ่องเต้ถังไท่จงประหารชีวิตเพียงเพราะชื่อเล่นของตัวเอง ถือเป็นการรับดาบแทนบูเช็กเทียนไปแบบงงๆ สมกับเป็นแพะรับบาปอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ถังจริงๆ
ในช่วงต้นรัชศกเจินกวน ดาวศุกร์ปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้าหลายครั้ง โหรหลวงในตอนนั้นได้ทำนายและสรุปว่า ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์เช่นนี้ หมายความว่า "สตรีเป็นใหญ่" ในสมัยโบราณมักจะถือสาเรื่องที่แม่ไก่ขันบอกเวลาแทนไก่ตัวผู้ (ผู้หญิงเป็นใหญ่) ไม่ว่าจะเป็นลวี่โฮ่ว (หลี่ฮองเฮา) หรือฝิงไท่โฮ่ว (พระพันปีฝิง) แห่งเป่ยเว่ย ต่างก็ทำให้ฮ่องเต้ต้องทำงานอย่างยากลำบาก ดังนั้นหลี่ซื่อหมินจึงรู้สึกหวาดระแวงเรื่องนี้มาก
แต่ข่าวลือมักจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มีข่าวลือในหมู่ชาวบ้านว่า "จะมีสตรีแซ่อู่เป็นกษัตริย์"
ถ้ามองในมุมของวิทยาศาสตร์ คำกล่าวพวกนี้มันก็แค่เรื่องไร้สาระ เชื่อถือไม่ได้ แม้แต่โอวหยางซิวในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือยังบอกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข่าวลือที่ "ทำให้บูเช็กเทียนนำมาอ้างอิงเพื่อยกย่องตนเองว่าเป็นเทพ" ในภายหลังเท่านั้น หรือดีไม่ดีข่าวลือพวกนี้อาจจะเพิ่งถูกปล่อยออกมาหลังจากที่บูเช็กเทียนขึ้นครองราชย์แล้วด้วยซ้ำ แต่มันก็หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ จึงไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด
แต่ในตอนนั้น เมื่อหลี่ซื่อหมินได้ยินเข้า ก็เกิดความตะขิดตะขวงใจและรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ตัวเองเพิ่งจะได้เป็นฮ่องเต้ไม่กี่วัน จู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าจะมีผู้สืบทอดบัลลังก์โผล่มา จะไม่ให้หงุดหงิดก็แปลกแล้ว
ในปีเจินกวนที่ยี่สิบสอง หรืออีกสิบปีต่อมา เรื่องนี้ก็กลับมาเป็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง
เนื่องจากฮ่องเต้ถังไท่จงต้องพึ่งพาขุนนางฝ่ายทหารเป็นอย่างมากในช่วงที่ก่อกบฏและแย่งชิงบัลลังก์ หลังจากขึ้นครองราชย์จึงมักจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กับขุนนางเก่าแก่เหล่านี้อยู่เสมอ และในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง หลี่ซื่อหมินได้เล่นเกมทายใจกับบรรดาขุนนาง โดยให้ทุกคนบอกชื่อเล่นของตัวเองออกมา พอมาถึงตาของหลี่จวินเซี่ยน เขาไม่ได้คิดอะไรมาก จึงบอกชื่อเล่นที่ฟังดูเหมือนผู้หญิงของตัวเองออกมาว่า "อู่เหนียงจื่อ" (แม่นางห้า)
เขาพูดออกมาอย่างสบายใจ แต่หลี่ซื่อหมินกลับรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก
พอหลี่ซื่อหมินได้ยินเข้า ใจก็หล่นวูบทันที ชื่อเล่นอู่เหนียงจื่อ, บรรดาศักดิ์อู่เหลียนจวิ้นกง, ทำหน้าที่เฝ้าประตูเสวียนอู่, และดำรงตำแหน่งขุนพลซ้ายอู่เว่ย...
คำว่า "หญิง" และ "อู่" (บู) เขามีครบหมดเลย
เรื่องแบบนี้คิดมากไม่ได้ ยิ่งคิดหลี่ซื่อหมินก็ยิ่งรู้สึกขยะแขยง
แต่เขาก็ต้องข่มความหวาดระแวงในใจไว้ แสร้งทำเป็นใจกว้างแล้วพูดว่า "สตรีใดกัน ไฉนจึงได้แข็งแรงกำยำถึงเพียงนี้"
ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่ในใจกลับคิดจะฆ่าให้ตายเสียแล้ว
อยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ
หลี่จวินเซี่ยนเคยเป็นลูกน้องที่หลี่ซื่อหมินไว้วางใจมากที่สุด แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่า เพราะคำทำนายที่ไม่มีมูลความจริง หลี่ซื่อหมินเกิดความหวาดระแวง มิตรภาพที่เคยมีก็ขาดสะบั้น สั่งปลดหลี่จวินเซี่ยนและประหารชีวิต พร้อมทั้งริบทรัพย์สินทั้งหมด...
จนกระทั่งตาย หลี่จวินเซี่ยนก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด
สี่สิบสองปีต่อมา บูเช็กเทียน "กษัตริย์หญิงแซ่อู่" ตัวจริงก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ด้วยความระลึกถึงบุญคุณที่หลี่จวินเซี่ยนมารับดาบแทนตนโดยไม่รู้ตัว บูเช็กเทียนจึงคืนความเป็นธรรมให้เขา ถือเป็นการชดเชยให้เล็กน้อย
หลี่จวินเซี่ยน แพะรับบาปผู้โชคร้าย คงเป็นชายคนแรกที่ "พลีชีพ" เพื่อบูเช็กเทียนกระมัง...
ฝางจวิ้นรีบประสานมือคารวะ "ที่แท้ก็ท่านแม่ทัพหลี่ ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว"
เขาได้ยินชื่อเสียงมานานจริงๆ นานเป็นพันปีเลยล่ะ...
แต่ว่า พอเห็นผู้ชายคนนี้มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และดูองอาจกล้าหาญ การที่เขาต้องมาตายอย่างไม่ยุติธรรมแบบนั้น มันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน ควรจะเตือนเขาสักหน่อยดีไหมนะ?
อย่างเช่น อย่าคุยกับคนแปลกหน้าง่ายๆ อย่าบอกชื่อเล่นของตัวเองให้คนแปลกหน้ารู้ และยิ่งไปกว่านั้น อย่ารับลูกอมจากคนแปลกหน้า...
คิดไปคิดมาก็ช่างมันเถอะ ต่อให้เขาเตือนไป จะมีใครเชื่อล่ะ?
ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวาย จิตใจก็เลยล่องลอย ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหลี่จวินเซี่ยนพูดขึ้นดังๆ ว่า "ข้าน้อยถวายบังคมองค์หญิงเกาหยางพ่ะย่ะค่ะ!"
ฝางจวิ้นสะดุ้งโหยง พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นองค์หญิงเกาหยางร่างเล็กบอบบาง ยืนอยู่ท่ามกลางนางกำนัลหลายคน กำลังเดินออกมาจากมุมหนึ่งของระเบียงทางเดิน
ถ้าจะถามว่าใครคือคนที่ฝางจวิ้นไม่อยากเจอที่สุดในต้าถัง องค์หญิงเกาหยางต้องติดหนึ่งในสามแน่นอน ส่วนอีกสองคนก็คือ องค์หญิงเกาหยาง และองค์หญิงเกาหยาง...
(จบแล้ว)