- หน้าแรก
- ยอดบุรุษทะลุมิติ สยบบัลลังก์ต้าถัง
- บทที่ 9 - ยอดกวี?
บทที่ 9 - ยอดกวี?
บทที่ 9 - ยอดกวี?
บทที่ 9 - ยอดกวี?
ณ ห้องพิจารณาคดี ที่ว่าการอำเภอฉางอัน
โจวฟู่ นายอำเภอฉางอันขั้นห้านั่งตัวตรงอยู่บนบัลลังก์ศาล สีหน้าเคร่งขรึม เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ทว่าในใจกลับกำลังสบถด่าบรรพบุรุษอยู่!
ไอ้พวกลูกคุณหนูเสเพลเนี่ย น่ารำคาญที่สุดเลย!
วันๆ เอาแต่ลอยชายผลาญเงินเล่น เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ก็เอามาเป็นข้ออ้างชกต่อยฆ่าฟันกัน ถ้าเก่งนักก็ไปชายแดนตะวันตก ไปรบกับทู่กู่หุนพร้อมกับท่านแม่ทัพเว่ยกั๋วกงนู่นไป! ข้าเป็นถึงนายอำเภอ เรื่องภัยพิบัติหิมะกำลังจะเผาขนคิ้วอยู่รอมร่อ ใครจะมีเวลาว่างมานั่งสนใจเรื่องไร้สาระของพวกเจ้ากัน?
ในความคิดของเขา ไอ้พวกลูกหลานขุนนางที่ไม่ยอมทำการทำงานพวกนี้ชอบหาเรื่องชกต่อยนักไม่ใช่หรือ? ก็ปล่อยให้ตีกันให้หนำใจไปเลย ตายไปสักคนก็ลดภาระไปได้คนหนึ่ง...
แน่นอนว่า แอบด่าในใจก็ส่วนแอบด่า งานก็ต้องทำต่อไป
ประจวบเหมาะกับที่กุนซือกลับมาจากฝั่งหม่าโจวพอดี กระซิบข้างหูเขาสองสามประโยค โจวฟู่ก็เบาใจลงทันที
ในเมื่อเรื่องส่งไปถึงเบื้องบนแล้ว การตัดสินใจก็ไม่อยู่ในอำนาจของเขาแล้ว เขาแค่ทำตามขั้นตอนให้ครบ แล้วรอฟังความเห็นจากเบื้องบนก็พอ ยังไงก็ไม่ต้องไปล่วงเกินใคร
เมื่อคิดได้เช่นนี้ โจวฟู่ก็กระแอมไอ แล้วถามว่า "ท่านอ๋องฉี ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อยเถิด แต่ห้ามมีคำพูดเท็จแม้แต่คำเดียวนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องเข้าใจหรือไม่?"
จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้เสมียนที่อยู่ข้างๆ จดบันทึกคำให้การของอ๋องฉีไว้
หลี่โย่วที่กำลังอัดอั้นตันใจ จึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง แน่นอนว่าต้องมีการใส่สีตีไข่เพิ่มเข้าไปด้วย
เช่น เล่าว่าพอฝางจวิ้นเดินเข้ามา ก็พุ่งเข้ามาทุบตีด้วย "สีหน้าเหี้ยมโหด" เอี้ยนหงเลี่ยงคนสนิทของเขาแค่ปกป้องเจ้านายด้วยความภักดี กลับต้องมารับเคราะห์แทน ตอนที่พูดถึงตอนที่ตัวเองโดนต่อย ก็ใช้คำว่า "หมายจะเอาชีวิตข้า"...
โจวฟู่ฟังแล้วใจสั่น นึกในใจว่า ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่ามา ฝางจวิ้นโดนตัดหัวก็ยังถือว่าน้อยไป เขาปรายตามองฝางจวิ้น ก็พบว่าหมอนี่กำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ยิ้มกริ่มจ้องมองแม่นางลี่เสวี่ยแห่งหอจุ้ยเซียนที่เป็นพยานอยู่ด้านล่างอย่างไม่วางตา
โจวฟู่ถอนหายใจในใจ: ไอ้คนทึ่มนี่มันไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่ากำลังก่อเรื่องใหญ่ขนาดไหน?
เอี้ยนหงเลี่ยงคนนั้นถูกองครักษ์ของจวนอ๋องฉีพากลับไปรักษาบาดแผลที่จวนแล้ว แม้ภายนอกจะดูเลือดอาบหน้าอาบตา แต่ก็เป็นแค่บาดแผลภายนอก อย่างไรเสียนั่นก็เป็นถึงเครือญาติราชวงศ์เชียวนะ!
นับตั้งแต่ฮองเฮาจ่างซุนสวรรคต พระสนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุดก็คือ เอี้ยนเต๋อเฟย!
ยิ่งไปกว่านั้น หมอนี่ยังกล้าตีอ๋องฉีด้วย?
ทุกคนรู้ดีว่าอ๋องฉีไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้นัก แต่ยังไงซะ เขาก็เป็นถึงพระราชโอรสแท้ๆ ของฮ่องเต้!
ลูกของข้า ข้าตีได้คนเดียว คนอื่นห้ามแตะ!
ตามการคาดเดาของโจวฟู่ ครั้งนี้ฝางจวิ้นโดนลงโทษแน่ๆ
แค่โดนโบยยังถือเป็นเรื่องเล็ก คงไม่มีใครกล้าตีลูกชายอัครเสนาบดีจนตายหรอก แต่ได้ข่าวว่าฮ่องเต้เพิ่งจะพระราชทานสมรสให้ฝางจวิ้นแต่งงานกับองค์หญิงเกาหยาง พระธิดาองค์ที่สิบเจ็ดของพระองค์ไม่ใช่หรือ เกรงว่าฮ่องเต้คงจะทรงเปลี่ยนพระทัย งานแต่งงานกับราชวงศ์ครั้งนี้คงล่มไม่เป็นท่าแน่ๆ
ในความคิดของโจวฟู่ การได้แต่งงานกับองค์หญิงหมายความว่าสามารถลดเวลาสร้างเนื้อสร้างตัวไปได้ถึงสามสิบปี ชีวิตจะก้าวสู่จุดสูงสุดได้ในก้าวเดียว
น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ
หลังจากที่หลี่โย่วเล่าจบด้วยความโกรธแค้น โจวฟู่ก็ดูบันทึกคำให้การ แล้วหันไปถามพยานอย่างแม่นางลี่เสวี่ยว่า "สิ่งที่ท่านอ๋องฉีกล่าวมา เป็นความจริงหรือไม่?"
ลี่เสวี่ยนั่งตัวตรง แผ่นหลังบอบบางเหยียดตรง ดูมีสง่าราศีราวกับคุณหนูในตระกูลผู้ดี
ใบหน้าหวานละมุนที่ซ่อนอยู่หลังผ้าคลุมบางๆ ไม่อาจมองเห็นสีหน้าได้ นางเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า "เป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ"
หลี่โย่วดีใจมาก เลิกคิ้วส่งสายตาให้ลี่เสวี่ยเป็นทำนองว่า "ทำได้ดีมาก เดี๋ยวข้าจะตบรางวัลให้"
ต้องรู้ไว้ว่าคำให้การของเขาเนี่ย ใส่สีตีไข่ไปเยอะมาก ถ้าถูกตัดสินว่าผิดจริง ฝางจวิ้นไอ้ลูกทรพีนี้ อย่างเบาก็ต้องโดนถลกหนังแน่
โจวฟู่หันไปถามฝางจวิ้น "คุณชายฝางมีข้อโต้แย้งหรือไม่?"
ฝางจวิ้นยิ้มพลางส่ายหน้า "ไม่มีข้อโต้แย้ง"
เป้าหมายของการชกต่อยครั้งนี้ก็เพื่อทำลายชื่อเสียงตัวเองอยู่แล้ว ให้มันดังกระฉ่อนไปทั่วฉางอันเลยยิ่งดี จะมายอมความอะไรกัน ไม่มีทาง!
แต่เขาก็แอบสงสัยนิดๆ ลี่เสวี่ยคนนี้จงใจเข้าข้างหลี่โย่วชัดๆ เป็นเพราะฐานะของหลี่โย่ว หรือว่าสองคนนี้มีซัมติงอะไรกัน? เห็นเขาว่ากันว่าลี่เสวี่ยเป็นชิงกวนคนใหม่ของหอจุ้ยเซียน ยังไม่เคยรับแขกเลยไม่ใช่รึ...
โจวฟู่ถอนหายใจ "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ขอเชิญคุณชายฝางลงนามและประทับลายนิ้วมือด้วย"
เสมียนนำบันทึกคำให้การไปวางบนโต๊ะของฝางจวิ้น ฝางจวิ้นรับพู่กันมาตวัดเขียนลายเซ็นของตัวเองลงไปอย่างคล่องแคล่วดั่งมังกรผงาด
เสมียนนำบันทึกคำให้การกลับไปส่งให้โจวฟู่ โจวฟู่กวาดตามองแวบหนึ่ง ก็ต้องตกตะลึง ลายมือนี้... ทรงพลังงดงาม มีเอกลักษณ์ โครงสร้างตัวอักษรเป๊ะ การตวัดพู่กันลื่นไหลเป็นธรรมชาติ เพียงแค่ตัวอักษร "ฝางจวิ้น" สองคำ ก็สัมผัสได้ถึงความกลมกลืนของเส้นสายและท่วงทำนองที่พริ้วไหวราวกับเมฆาล่องลอยดั่งสายน้ำไหล!
โจวฟู่ถึงกับอึ้ง ไม่ใช่เขาว่ากันว่าฝางจวิ้นเป็นพวกทึ่มทื่อ มีแต่กล้ามเนื้อแต่ไร้สมองหรอกหรือ?
ลายมือระดับนี้ ต้องเป็นระดับปรมาจารย์แน่ๆ!
ไม่ใช่แค่ปรมาจารย์เท่านั้น ด้วยระดับความงดงามนี้ แม้จะยังด้อยกว่าหวังซีจืออยู่บ้าง แต่ก็คู่ควรกับคำยกย่องว่าเป็นยอดนักปราชญ์อย่างแน่นอน!
โจวฟู่เป็นคนที่รักตัวอักษรมาก เขาประคองบันทึกคำให้การฉบับนี้ไว้ จิตใจดำดิ่งไปกับเส้นสายการตวัดพู่กันและโครงสร้างของตัวอักษร "ฝางจวิ้น" สองคำนี้ ในใจก็แอบคัดลอกตามเงียบๆ จนเหม่อลอยไปเลยทีเดียว
อ๋องฉีหลี่โย่วเริ่มไม่พอใจ ตะโกนลั่น "สาเหตุก็กระจ่างแล้ว ฝางจวิ้นก็รับสารภาพแล้ว ท่านนายอำเภอโปรดเรียกมือปราบมาจัดการตามกฎหมายต้าถังเดี๋ยวนี้!"
โจวฟู่ถึงได้สติ เขาถือบันทึกคำให้การไว้ในมืออย่างทะนุถนอม ไม่ยอมวางลง เอ่ยว่า "ขอท่านอ๋องโปรดทราบ เรื่องนี้ได้ถูกรายงานขึ้นไปถึงฝ่าบาทแล้ว ข้าน้อยไม่มีอำนาจตัดสินใจ ขอท่านอ๋องโปรดระงับอารมณ์ รอฟังพระราชวินิจฉัยอยู่ที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ไปก่อนเถิด"
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ในใจกลับว้าวุ่น: ถ้าข้าได้เห็นลายมือของฝางจวิ้นเร็วกว่านี้ ต่อให้ต้องล่วงเกินใคร ข้าก็จะตัดสินคดีให้จบๆ ไปที่อำเภอฉางอันนี่แหละ เพราะถ้าคดีจบที่นี่ เอกสารหลักฐานและบันทึกคำให้การทั้งหมดก็จะถูกเก็บไว้ที่อำเภอฉางอัน บันทึกฉบับนี้ก็จะได้ตกเป็นของข้า
สำหรับคนที่รักตัวอักษร การได้ครอบครองลายมือรูปแบบใหม่ที่แปลกตาแบบนี้ การล่วงเกินคนสักคนสองคนจะไปสำคัญอะไร?
เฮ้อ โทษตัวเองที่เอาแต่คิดจะปัดสวะให้พ้นตัว พอเรื่องถึงหูเบื้องบน บันทึกฉบับนี้ก็ต้องถูกส่งเข้าวังชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้ว...
คิดถึงตรงนี้ โจวฟู่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ตัวหนังสือจะไม่อยู่แล้ว แต่คนเขียนยังอยู่นี่นา! บันทึกคำให้การฉบับนี้มีแค่สองคำ แต่ตัวเป็นๆ ของฝางจวิ้นยืนอยู่ตรงหน้านี้ ข้าก็แค่ขอให้เขาเขียนให้อีกสักแผ่นก็สิ้นเรื่อง!
"เด็กๆ ยกน้ำชามา!"
โจวฟู่ตะโกนสั่ง มือปราบจึงรีบยกน้ำชามาเสิร์ฟ
เมื่อหลี่โย่วได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องแล้ว เขาก็ตัวสั่น เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาทันที
แม้ว่าเรื่องนี้ฝางจวิ้นจะเป็นฝ่ายผิด และเขาเป็นผู้เสียหาย แต่เสด็จพ่อจะทรงคิดเช่นนั้นหรือ?
ไม่มีทาง!
จากความประทับใจที่เสด็จพ่อมีต่อเขามาโดยตลอด เรื่องนี้เสด็จพ่อต้องคิดว่าเป็นความผิดของเขาแน่ๆ หรือไม่ก็อาจจะคิดว่าเขากำลังรังแกเด็กซื่อๆ อย่างฝางจวิ้นด้วยซ้ำ...
ก็ใครใช้ให้ฝางจวิ้นสร้างภาพเป็นคนซื่อๆ ทึ่มๆ มาตลอดล่ะ?
เมื่อเทียบกับฝางจวิ้นแล้ว เขามันก็แค่เด็ก "ซุกซน" ไปหน่อย...
สวรรค์เอ๊ย นี่ข้ากำลังจะซวยแล้วใช่ไหม...
หลี่โย่วเหงื่อแตกพลั่ก ฝางจวิ้นเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องไปรบกวนฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าเชียวหรือ?
ถ้าเรื่องนี้จบที่อำเภอฉางอัน อย่างมากก็คงแค่ไกล่เกลี่ยให้เลิกรากันไป ยังไงก็ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไร ขุนนางก็ไม่อยากจะไปล่วงเกินใครอยู่แล้ว
แต่อำนาจตัดสินใจไปตกอยู่ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินแล้ว เรื่องมันก็ไม่เหมือนกัน แม้แก่นแท้ของเรื่องจะยังเหมือนเดิม จุดประสงค์ในการ "ทำลายชื่อเสียงตัวเอง" ของเขาก็ยังคงบรรลุผล เผลอๆ อาจจะได้ผลดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าฮ่องเต้จะทรงกริ้วจนสั่งโบยเขาสักร้อยแปดสิบทีหรือเปล่า?
ฮ่องเต้พระองค์นั้นไม่ใช่คนอารมณ์ดีซะด้วย!
"คุณชายฝาง เชิญดื่มน้ำชา..."
เมื่อน้ำชาถูกยกมาเสิร์ฟ โจวฟู่ก็ไม่สนใจอ๋องฉีเลย เขายกน้ำชามาประเคนให้ฝางจวิ้นด้วยสองมือ รอยยิ้มบนใบหน้านั้นช่างอ่อนโยน ยิ้มกว้างจนหน้าบานเป็นดอกเบญจมาศ...
ฝางจวิ้นรู้สึกงงงวย "เอ่อ... ท่านนายอำเภอไม่ต้องเกรงใจ ข้าจัดการเอง จัดการเองได้..."
ท่านไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ก็ได้ ชาในยุคราชวงศ์ถังน่ะ ข้าไม่กล้าดื่มหรอก ขืนดื่มเข้าไปมีหวังซี้แหงแก๋...
"เอ่อ..."
โจวฟู่รู้สึกเขินอายเล็กน้อย "คุณชายฝาง ลายมือของท่านช่างงดงามเหลือเกิน ไม่ทราบว่าฝากตัวเป็นศิษย์ปรมาจารย์ท่านใดหรือ?"
ฝางจวิ้นตามความคิดเขาไม่ทัน "ลายมือ? ลายมืออะไร? ข้าไม่มีอาจารย์หรอก!"
โจวฟู่หัวเราะลั่น ตีให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ "จะเป็นไปได้ยังไง? ลายมือของท่านนี่ บอกว่าเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสำนักใหม่ยังได้เลยนะ งดงามจริงๆ! ท่านอย่าบอกนะว่าฝึกเขียนเองทั้งหมด ไม่อย่างนั้นบัณฑิตทั้งเมืองฉางอันคงได้ละอายใจจนอกแตกตายแน่ๆ!"
ฝางจวิ้นกะพริบตาปริบๆ ถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้
ที่แท้ก็ทึ่งกับลายเซ็นของข้านี่เอง? เขาแอบภูมิใจอยู่ลึกๆ ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเข้าชมรมคัดลายมืออยู่ตั้งสามปี ไม่ได้เสียเวลาเปล่า ลายมือ "อักษรจ้าว" ของจ้าวเมิ่งฝู่ เขาคัดลอกมาได้อย่างสวยงามไร้ที่ติ ต้องรู้ไว้ว่า "อักษรจ้าว" มีรูปแบบและโครงสร้างที่หลากหลาย ต้องอาศัยเทคนิคการตวัดพู่กันที่เชี่ยวชาญ และต้องเข้าใจถึงความอัจฉริยะในการจัดวางโครงสร้างและการพลิกแพลงของตัวอักษร ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบที่คัดลอกได้ยากที่สุด
ฝางจวิ้นเคยใช้ "อักษรจ้าว" คว้ารางวัลในการแข่งขันคัดลายมือระดับเมืองมาแล้วด้วย!
แต่ความภาคภูมิใจเพิ่งจะผุดขึ้นมา พอฉุกคิดขึ้นได้ เขาก็ร้องโอยในใจ!
ประมาทไปหน่อยแล้ว...
(จบแล้ว)