- หน้าแรก
- ยอดบุรุษทะลุมิติ สยบบัลลังก์ต้าถัง
- บทที่ 1 - สวรรค์ โปรดให้ข้าตายอีกรอบเถอะ
บทที่ 1 - สวรรค์ โปรดให้ข้าตายอีกรอบเถอะ
บทที่ 1 - สวรรค์ โปรดให้ข้าตายอีกรอบเถอะ
บทที่ 1 - สวรรค์ โปรดให้ข้าตายอีกรอบเถอะ
ราชวงศ์ถัง รัชศกเจินกวนปีที่สิบสอง ฤดูหนาว
บ้านเรือนร้อยพันคาดุจกระดานหมากล้อม ถนนทั้งสิบสองสายดั่งแปลงผักที่ปลูกไว้ มองเห็นแสงไฟริบหรี่ของผู้เข้าเฝ้าแต่ไกล เรียงรายดั่งหมู่ดาวประดับอยู่ทิศตะวันตกของประตูทั้งห้า
ต้นยามเหม่า นครฉางอันอันกว้างใหญ่ไพศาลดูราวกับสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ที่หมอบซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิด
ไร้แสงดาวและจันทรา สายลมเหนือพัดหวีดหวิว หิมะตกหนักปานห่าขนห่านร่วงหล่นปกคลุมหลังคาบ้านเรือนและตรอกซอกซอยจนขาวโพลน ขบวนรถที่จุดคบเพลิงสว่างไสวเหยียบย่ำลงบนหิมะที่ทับถมกันหนาเตอะ พวกเขาทยอยเดินทางออกจากประตูฟางแต่ละแห่งที่ทหารยามเพิ่งเปิดให้ มารวมตัวกันที่ถนนจูเชวี่ย มุ่งหน้าสู่ประตูเฉิงเทียนอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาเพื่อเตรียมตัวเข้าเฝ้าตอนเช้า
ใกล้จะถึงเวลาประชุมเช้าแล้ว ทว่าจวนของกั๋วกงแห่งเหลียง ผู้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีฝั่งซ้ายอย่างฝางเสวียนหลิงกลับมีแต่เสียงเอะอะโวยวายวุ่นวายไปหมด
ฝางเสวียนหลิงในวัยใกล้แซยิดสวมชุดขุนนางเต็มยศ เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางลานจวน แหงนหน้ามองหลังคาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะด้วยใบหน้าอมทุกข์
เด็กหนุ่มในชุดบางเบาคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังคา มือหิ้วไหสุรา กระดกเหล้าเข้าปากเป็นระยะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนนั้นเอง สาวใช้ตัวน้อยวัยสิบสองสิบสามปีคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ทิ้งตัวคุกเข่าดัง "ตุ้บ" ตรงหน้าฝางเสวียนหลิง หัวเข่าจมลึกลงไปในกองหิมะหนาหนึ่งนิ้วทันที
"ฮือๆ... นายท่าน เป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะที่ดูแลคุณชายรองไม่ดี... ฮือๆ..."
สาวใช้ตัวน้อยนามว่า เฉียวเอ๋อร์ เป็นสาวใช้คนสนิทของคุณชายรอง เธอเพิ่งตื่นนอนถึงได้รู้ว่าคุณชายรองปีนขึ้นไปกินเหล้าบนหลังคาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางโดยที่เธอไม่รู้เรื่องเลยสักนิด คุณชายรองเพิ่งจะล้มป่วยไปตั้งหลายวัน อาการเพิ่งจะดีขึ้นแท้ๆ หากโดนลมหนาวจนไข้กลับขึ้นมาอีกจะทำอย่างไรเล่า?
เมื่อนึกตำหนิตัวเองที่ไม่พบความผิดปกติของคุณชายรองให้เร็วกว่านี้ สาวใช้ตัวน้อยก็ร้องไห้น้ำตาหยดแหมะๆ ราวกับดอกหลีต้องฝน
ภายในจวนมีเสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวาย นายหญิงหลูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาพร้อมกับร้องถามเสียงหลง "อยู่ไหน? อยู่ไหนล่ะ?"
ฝางเสวียนหลิงถอนหายใจ ชี้มือไปบนหลังคา
เห็นได้ชัดว่านายหญิงหลูเพิ่งลุกจากเตียง เส้นผมยังเผ้าไม่เรียบร้อยด้วยซ้ำ พอแหงนหน้ามองขึ้นไปเห็นลูกชายคนรองกำลัง "จิบสุราชมหิมะ" อยู่บนหลังคา เธอก็ร้องเสียงหลงทันที "ลูกแม่ ลงมาเถอะลูก อากาศหนาวเหน็บปานนี้ เดี๋ยวก็ล้มป่วยเอาหรอก..."
ฝางอี๋อ้าย บุตรชายคนรองเพิ่งจะตกม้าขณะออกไปล่าสัตว์นอกเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน ศีรษะกระแทกพื้นจนหมดสติไม่ฟื้นไปหลายวัน ทำเอาคนทั้งจวนตระกูลฝางร้อนใจกันแทบแย่
นี่อาการเพิ่งจะดีขึ้นแท้ๆ เหตุใดถึงได้ฝ่าพายุหิมะปีนขึ้นไปบนหลังคาอีกแล้วเล่า?
หรือว่าสมองจะกระทบกระเทือนจนพังไปแล้ว?
ยิ่งคิดเช่นนี้ นายหญิงหลูก็ยิ่งร้อนรุ่มดั่งไฟสุมทรวง น้ำตาร่วงเผาะลงมาทันที
ทว่าเด็กหนุ่มบนหลังคากลับนิ่งเฉย ทำท่าแหงนหน้ามองฟ้าครุ่นคิดถึงสัจธรรมชีวิตต่อไป
ฝางเสวียนหลิงหน้าดำคร่ำเครียด แม้จะเป็นห่วงบุตรชายคนรองมากเพียงใด แต่การมาทำตัววุ่นวายจนบ้านช่องปั่นป่วนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ช่างไร้กฎระเบียบสิ้นดี
เขาตวาดลั่น "รีบลงมาเดี๋ยวนี้!"
เด็กหนุ่มยังคงไม่ขยับเขยื้อน แต่ก้มหน้ามองลงมาแทน
ในลานจวนจุดคบเพลิงและตะเกียงสว่างไสว แสงสะท้อนจากหิมะทำให้มองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มได้อย่างชัดเจน
ใบหน้าซื่อตรง คิ้วเข้มตาโต แฝงแววความไร้เดียงสาของวัยรุ่น ดูอายุราวสิบห้าสิบหกปี เขาสวมเพียงเสื้อคลุมบางๆ รูปร่างไม่ได้สูงใหญ่บึกบึน แต่ก็ดูแข็งแรงบึกบึน
เด็กหนุ่มมองฝางเสวียนหลิง สลับกับมองนายหญิงหลู ในที่สุดก็เอ่ยปากพูดออกมา "ข้าจะไม่แต่งกับองค์หญิงเกาหยาง!"
สิ้นประโยคนั้น ทั้งลานจวนก็เงียบกริบเป็นเป่าสาก
ฝางเสวียนหลิงตกใจก่อนในตอนแรก จากนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันที "ไอ้ลูกทรพี ร่อนหาที่ตายนักใช่ไหม?"
เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทีดื้อรั้น "ถ้าบังคับให้ข้าแต่งกับเกาหยาง ข้าจะยอมตายให้ดู!"
ฝางเสวียนหลิงโกรธจนหนวดกระดิก จ้องเขม็งไปยังบุตรชายคนรองตรงหน้า "นี่คือราชโองการพระราชทานสมรสจากฝ่าบาท เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธงั้นรึ? เจ้าเห็นพระราชอำนาจของราชวงศ์เป็นตัวอะไร? ยิ่งไปกว่านั้น การได้เป็น 'ราชบุตรเขย' ถือเป็นเกียรติยศใหญ่หลวงเพียงใด เจ้ากลับกล้าปฏิเสธไม่ยอมรับ ช่างเหลวไหลสิ้นดี!"
ฝางเสวียนหลิงโกรธจนตาขวาง แทบอยากจะสับไอ้ลูกตัวแสบคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด!
ฮ่องเต้ตรัสออกมาเป็นทองคำ มีใครบ้างกล้าขัดขืน?
ต่อให้ไม่อยากรับเกียรติยศนี้จริงๆ ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ได้แต่เก็บไว้ในใจเท่านั้นแหละ...
เด็กหนุ่มดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าการขู่จะฆ่าตัวตายคงไม่ได้ผล จึงทำหน้ามุ่ย เอ่ยอ้อนวอนเสียงอ่อย "ถ้างั้น... ท่านพ่อช่วยไปทูลฝ่าบาททีได้ไหมว่า ไม่เอาเกาหยางได้หรือเปล่า เราขอเปลี่ยนคนอื่นแทน?"
ฝางเสวียนหลิงชะงักกึก "...เปลี่ยนคนอื่น?"
แกคิดว่าองค์หญิงแห่งต้าถังเป็นอะไรวะ?
ผักกาดขาวหรือไง?
ก้านนี้ไม่สวย ก็เด็ดทิ้งแล้วเปลี่ยนก้านใหม่รึไง?
รนหาที่ตายชัดๆ!
เลือดขึ้นหน้าฝางเสวียนหลิงจนตาแดงก่ำ เขาแหงนหน้าคำรามลั่น "ไอ้ลูกเวร! ไสหัวลงมาเดี๋ยวนี้!"
...
ฝางเสวียนหลิงรีบร้อนออกไปเข้าเฝ้าทั้งที่เลยเวลาไปแล้ว แม้ว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะทรงมีเมตตาต่อขุนนางเก่าแก่ผู้ค้ำจุนราชบัลลังก์อย่างเขา และไม่ค่อยจะตำหนิติเตียนอะไรนัก แต่ฝางเสวียนหลิงผู้ทำงานหนักด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาหลายปีมีความรับผิดชอบสูงยิ่ง เขาไม่มีทางนิ่งนอนใจและปล่อยปละละเลยหน้าที่เพียงเพราะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เด็ดขาด
มุมทั้งสี่ของห้องโถงในจวนตระกูลฝางมีเตาถ่านวางอยู่ ถ่านกำลังคุโชนส่งความอบอุ่นไปทั่วห้องจนอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
แต่หัวใจของฝางจวิ้นกลับหนาวเหน็บราวกับทุ่งน้ำแข็งนอกหน้าต่าง...
ไม่กี่อึดใจก่อน เขายังนั่งเป็นประธานการประชุมเรื่องการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรในชนบทระดับอำเภออยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงหน้ามืดตาลาย แล้วก็ทะลุมิติมาอยู่ในยุคราชวงศ์ถังได้ล่ะวะ?
ทะลุมิติก็ทะลุมิติไปสิ ต่อให้อนาคตอันสดใสในฐานะข้าราชการระดับผู้อำนวยการที่อายุน้อยที่สุดในมณฑลจะต้องพังทลายลง ก็ใช่ว่าจะรับไม่ได้ เรื่องทะลุมิติพรรค์นี้มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?
มาอยู่ราชวงศ์ถังก็ไม่เลวหรอก ได้ลิ้มรสความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต้องยอมศิโรราบ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประชาชนภาคภูมิใจก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี
แต่ทำไมต้องซวยมาเข้าร่างของฝางอี๋อ้ายด้วยวะ?
ชายผู้เป็นตำนานแห่งความอัปยศ ตัวแทนของเต่าหดหัว สุดยอดชายสวมหมวกเขียว เดอะฮัลค์ผู้ส่องประกายแสงสีเขียว!
หรือเป็นเพราะเขาดันชื่อเหมือนกับหมอนี่?
ชื่อฝางจวิ้นนี้ พ่อของเขาเป็นคนตั้งให้ พ่อแกก็เป็นแค่ชาวนาบ้านนอกขนานแท้ ไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว แกคงไม่รู้หรอกว่าชื่อที่ตั้งให้ลูกชายดันไปพ้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์สมัยโบราณเข้าอย่างจัง
จนกระทั่งฝางจวิ้นขึ้นมัธยมต้น ถึงเพิ่งรู้ว่าในหน้าประวัติศาสตร์มีบุรุษผู้หนึ่งที่แซ่ฝาง ชื่อจวิ้น นามรองอี๋อ้าย ซึ่งมีชื่อเหมือนกับเขาเป๊ะ
พูดถึงพี่ชายคนนี้ เหอะๆ... ชื่อเสียงโด่งดังกระฉ่อนโลกเลยล่ะ...
แต่ตอนนี้ เขากลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างของบุรุษผู้นี้เมื่อพันกว่าปีก่อนซะงั้น?
พระเจ้าช่วย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
ต้องโทษพ่อคนเดียวเลย ถ้าตั้งชื่อให้เขาว่า ฝางซื่อหลง อะไรทำนองนั้นก็คงจะดี...
ฝางจวิ้นมักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ง่าย เขาทนความยากจนได้ ทนความพ่ายแพ้ได้ แต่ให้ตายยังไงเขาก็ทนถูกสวมหมวกเขียวไม่ได้เด็ดขาด!
กับข้าวหน้าตาประณีตบนโต๊ะไม่ดึงดูดความอยากอาหารของเขาเลยสักนิด หน้าอกราวกับถูกหินก้อนยักษ์หนักพันชั่งทับเอาไว้ อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก...
"ลูกเอ๊ย กินสักหน่อยเถอะ เกี๊ยวน้ำไส้ผักกาดนี่ของโปรดลูกเลยนะ ยังมีขึ้นฉ่ายดองอีก ช่วยให้เจริญอาหารได้ดีเชียวล่ะ..."
มารดาอย่างนายหญิงหลูพร่ำบ่นไม่หยุด มือก็ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวใส่ชามให้ฝางจวิ้นไม่ขาดสาย ขาดก็แต่ป้อนเข้าปากให้เท่านั้น
แม้จะหดหู่แทบตาย แต่ฝางจวิ้นก็ยังรู้สึกอบอุ่นในใจ
ความห่วงใยอันแสนละเอียดอ่อนและความรักของแม่ที่เปี่ยมล้น ทำให้เขานึกถึงแม่ของตัวเองในอีกโลกหนึ่ง
ลูกชายผู้เป็นความภาคภูมิใจและมีอนาคตไกลจู่ๆ ก็มาด่วนจากไป คนผมขาวต้องมาส่งคนผมดำ แม่ของเขาจะโศกเศร้าเจียนตายเพียงใดกัน?
ฝางจวิ้นพยายามข่มความกังวลและความเศร้าโศกเอาไว้ คีบเกี๊ยวเข้าปากหนึ่งชิ้น แต่กลับกลืนไม่ลงเพราะไม่รู้รสชาติเลย
"ลูกก็เหมือนกันนะ คนตั้งเยอะแยะ อยู่ๆ ไปพูดจาแบบนั้นออกมาได้ยังไง? ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป ฝ่าบาทจะไม่กริ้วเอาหรือไง? อีกอย่าง ยัยหนูเกาหยางนั่น แม่ดูก็ว่าดีออกนะ รูปร่างก็ดี หน้าตาก็สะสวย แถมยังเป็นถึงกิ่งทองใบหยก เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทอีกต่างหาก ทำไมลูกถึงไม่ถูกใจอีกล่ะ?"
นายหญิงหลูบ่นกระปอดกระแปดด้วยความไม่พอใจ
พอพูดถึงเรื่องนี้ ฝางจวิ้นก็รู้สึกจุกอกขึ้นมาทันที "ท่านแม่ ท่านพ่อฟังท่านที่สุดแล้ว ท่านบอกให้ท่านพ่อไปทูลฝ่าบาททีเถอะ งานแต่งนี้เราขอยกเลิกได้ไหม?"
องค์หญิงเกาหยางเชียวนะ!
นั่นมันสตรีผู้เป็นตำนานหน้าประวัติศาสตร์ เป็นผู้บุกเบิกอันยิ่งใหญ่แห่งการแสวงหาความรักอิสระ เป็นตัวแทนตัวท็อปของการคบชู้เลยนะโว้ย...
ทำไมแจ็กพ็อตต้องมาตกที่ตูด้วยวะ?
นายหญิงหลูตีลูกชายเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ "เด็กคนนี้นี่ พูดจาอะไรกัน? อะไรคือท่านพ่อฟังแม่ที่สุด..."
แต่พอลองคิดดูแล้ว สิ่งที่ลูกชายพูดก็มีเหตุผล เธอจึงพูดต่อ "เรื่องนี้เห็นทีจะทำตามใจลูกไม่ได้หรอก ช่วงนี้ฝ่าบาทกำลังกริ้วเรื่องการจัดทำ 【บันทึกชาติกำเนิด】 อยู่พอดี ได้ยินว่าเซินกั๋วกงเป็นผู้ควบคุมการชำระประวัติศาสตร์ โดยจัดให้สกุลชุยอยู่ในลำดับที่หนึ่งของรายนามตระกูลชั้นสูง แถมยังมีข่าวลืออีกว่า ห้าแซ่เจ็ดตระกูล เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือด จึงปฏิเสธที่จะเกี่ยวดองกับราชวงศ์... ฝ่าบาททรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง ถ้าลูกยังขืนทำตัวมีปัญหาในเวลาแบบนี้ ลูกคิดว่าฝ่าบาทจะทรงคิดยังไง? อ้อ ดีล่ะ ห้าแซ่เจ็ดตระกูลดูถูกราชวงศ์หลี่ ตระกูลฝางของเจ้าก็ยังมาดูถูกด้วยงั้นสิ? ลูกลองคิดดูสิว่ามันจะได้ไหมล่ะ?"
นายหญิงหลูพร่ำสอนลูกชายด้วยความหวังดี แต่สีหน้าท่าทางของเธอกลับดูราวกับแม่ไก่ตัวผู้ผู้หยิ่งผยอง ภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน
เอ่อ...
ลืมไปเลยว่าคุณนายหลูคนนี้เป็นถึงธิดาสายตรงของตระกูลหลูแห่งฟ่านหยางของแท้ เธอแอบดูถูกราชวงศ์หลี่ที่มีสายเลือดชนเผ่าหูผสมอยู่ลึกๆ จริงๆ ด้วย...
แต่มันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะโว้ย?
เขารู้ดีว่าการจะขอให้โอรสสวรรค์ถอนรับสั่งนั้นเป็นเรื่องยากแสนสาหัส แต่ประเด็นคือถ้าเขาแต่งงานกับองค์หญิงเกาหยางตามรอยกรรมเก่าของร่างเดิมจริงๆ ล่ะก็ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องสวมหมวกเขียว เขาจะต้องหาโอกาสเหมาะๆ ในคืนเดือนมืดฆ่านังผู้หญิงคนนั้นทิ้งอย่างแน่นอน...
แต่คิดไปคิดมา การฆ่าลูกสาวสุดที่รักของฮ่องเต้ จุดจบก็คงไม่สวยเท่าไหร่นักหรอก...
คิดสะระตะดูแล้ว ฝางจวิ้นก็พบว่าทางไหนก็มีแต่ทางตัน ไม่ว่าจะเดินหมากตานี้ไปทางไหนก็ตายสถานเดียว
ไร้ทางออก...
เขารู้สึกหดหู่จนหน้ามืดตาลาย ได้แต่ตะโกนกู่ร้องอยู่ในใจ: สวรรค์เอ๋ย ขอให้ข้าตายอีกรอบได้ไหมเนี่ย?
(จบแล้ว)