- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเปิดกล่องเทพ อัญเชิญยอดคนสยบยุทธจักร
- บทที่ 108 การประชุมตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
บทที่ 108 การประชุมตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
บทที่ 108 การประชุมตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
"เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์นี้ก็ไม่ได้ยากนี่นา!" ฉินฉางเซิงยิ้มกล่าว ในเมื่อเยี่ยนจั้งเฟิงยังสามารถฝึกสำเร็จได้ เขามีพรสวรรค์ระดับยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ไฉนเลยจะฝึกไม่สำเร็จ
"คุณชาย วิทยายุทธ์แขนงนี้เรียกว่าเคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์หรือขอรับ?" สี่ผีเซียงซีเอ่ยถาม
"อืม!"
"พวกเจ้าอยากเรียนหรือไม่?"
สี่ผีเซียงซีพยักหน้าพร้อมกัน
ปัจจุบันระดับพลังของพวกเขาทั้งสี่บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ใหญ่ขั้นเก้าแล้ว ห่างจากระดับเทียนเหรินอีกไม่ไกล การฝึกฝนเคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์สามารถช่วยให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ระดับเทียนเหรินได้เร็วขึ้น
"เจ้าไม่อยากเรียนหรือ?" ฉินฉางเซิงมองหมิงจู่เอ๋อร์ที่ไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ แล้วถามขึ้น
"ข้าไม่ต้องการหรอกคุณชาย ชั่วชีวิตนี้ข้าฝึกฝนเพียงวิถีแห่งดาบเท่านั้น" หมิงจู่เอ๋อร์ลูบดาบดื่มโลหิตพลางตอบกลับ
"ข้ามีเพียงสามกระบวนท่าแรกคือ วายุ อัคคี และอัสนี พวกเจ้าฝึกฝนไปก่อน" ฉินฉางเซิงเลิกมองหมิงจู่เอ๋อร์ หันไปบอกเคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์ให้กับสี่ผีเซียงซีทั้งสี่
ในสมองของฉินฉางเซิงเกิดความคิดอันกล้าหาญขึ้นมา นั่นก็คือหากสี่ผีเซียงซีทั้งสี่ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์พร้อมกัน ปล่อยกระบวนท่าทั้งสี่ วายุ อัคคี อัสนี และสายฟ้าออกมาพร้อมเพรียง คาดว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือที่เพิ่งเข้าสู่ระดับเทียนเหรินก็คงถูกพวกเขาทั้งสี่สังหารในพริบตาได้
สี่ผีเซียงซีตรงไปยังอีกด้านหนึ่งและเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์ทันที
ส่วนฉินฉางเซิงก็เริ่มศึกษาเคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เจตจำนงสวรรค์กระบวนท่าที่สอง เทพอัคคีพิโรธ
ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย เขตแกนกลาง ภายในห้องที่สร้างขึ้นจากไม้จื่อถานทั้งหมด
โต๊ะยาวที่ทำจากไม้หวงถานทะเลตะวันออก ความยาวสิบจั้ง ความกว้างหนึ่งจั้ง ด้านบนจุดไม้หอมฉีหนานจากหนานหมาน สองข้างโต๊ะมีเก้าอี้ที่ทำจากไม้หนานมู่ไหมทองข้างละแปดตัว ตำแหน่งประธานจัดวางเก้าอี้ที่ทำจากไม้จื่อซินขนาดใหญ่กว่าหนึ่งตัว
ยามนี้บนเก้าอี้ทั้งสิบเจ็ดตัวมีคนนั่งอยู่สิบสองตัว เหลือเพียงห้าตัวที่ว่างเปล่า
"ซุ่นเทียนฝู่ส่งข่าวกลับมาว่า พลังฝีมือที่สมาคมมังกรเขียวแสดงออกมานั้นไม่ธรรมดาเลย"
"หนึ่งในสิบสองปีกที่เป็นผู้ฝึกพิษก็เป็นถึงปรมาจารย์ใหญ่ผู้หนึ่ง"
"หลี่สวินฮวนและเลี่ยหั่วในกลุ่มสิบยอดฝีมือล้วนมีระดับพลังปรมาจารย์ใหญ่"
"หนึ่งในสิบสองเทวะกระบี่มีเทวะโลหิตเซวียอีเหรินปรากฏตัว พลังฝีมือก็อยู่ในระดับปรมาจารย์ใหญ่เช่นกัน"
"กอปรกับไฉอวี้กวน นายหอเดือนสองแห่งเมืองชางหลาน"
"ซั่งกวนจินหงแห่งพรรคเหรียญทองก็น่าจะเป็นสมาชิกของสมาคมมังกรเขียวด้วยซ้ำ หรือกระทั่งอาจจะเป็นหนึ่งในสิบสองนายหอด้วย"
"คนเหล่านี้ล้วนปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไร้ร่องรอย ต่อให้ใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งหมดก็ยังสืบหาที่มาไม่พบ"
"ข้าสงสัยว่าสมาคมมังกรเขียวนี้น่าจะเป็นขุมกำลังที่ก่อตั้งขึ้นจากกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเร้นกาย ก่อนหน้านี้เร้นกายมาตลอด บัดนี้ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่มาเยือนจึงเพิ่งเข้าสู่ยุทธภพ" ผู้อาวุโสรองฉินชางจิ่นผู้รับผิดชอบด้านข่าวกรองของตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งแรกทางฝั่งขวากล่าวขึ้น
"เรื่องราวในใต้หล้า เมื่อแยกกันนานย่อมรวม รวมกันนานย่อมแยก สามแคว้นแห่งจงหยวนสงบสุขมานับร้อยปี ยุทธภพก็ต่างคนต่างอยู่มานับร้อยปี ทว่าการปรากฏตัวอีกครั้งของนิกายบัวขาว ยุทธภพจงหยวนก็ดูเหมือนจะเริ่มปั่นป่วนขึ้นมาอีกแล้ว"
"ว่ากันว่าพอนิกายบัวขาวปรากฏตัวอีกครั้งก็กวาดล้างขุมกำลังสิบกว่าแห่งที่เคยร่วมมือกันล้อมปราบพวกมันในอดีตไปจนสิ้น กำเริบเสิบสานยิ่งนัก ระยะนี้พวกมันยังติดต่อกับหอสี่ทิศ นิกายมารบัวดำ และพรรคพญามังกรดำแห่งตงโจวอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าจงใจจะรุกรานเข้ามาในดินแดนของต้าเฉียน" ผู้อาวุโสห้าฉินไท่เชียนกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อย
ยุทธภพจงหยวนมีคำกล่าวหนึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล
บัวขาวปรากฏ ใต้หล้าโกลาหล!
"ราชวงศ์ของสามแคว้นแห่งจงหยวนล้วนไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ นิกายบัวขาวคิดจะยื่นมือเข้ามาในดินแดนต้าเฉียนย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้ขุมกำลังของพวกมันเข้ามาในต้าเฉียนได้ก็ไม่เกี่ยวอันใดกับตระกูลฉินของเรา ตราบใดที่มันไม่ยื่นมือเข้ามาในชิงโจวก็พอ หากมันกล้ายื่นมือเข้ามาในชิงโจวล่ะก็ ไม่มีอื่นใด มีแต่ต้องฆ่าทิ้งเท่านั้น!" ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลฉินฉินชางเหยาผู้มีผมสีเงินเต็มศีรษะ ถือไม้เท้า และเต็มไปด้วยจิตสังหารกล่าวขึ้น
"เสี่ยวจิ่วกับเสี่ยวสือจากทางเมืองจื่อเยียนส่งข่าวมาว่า กลุ่มเศษเดนของนิกายเทพสามแสงและพรรคพญามังกรดำไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิด น่าจะเป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการแล้ว การที่พรรคพญามังกรดำสนับสนุนนิกายเทพสามแสงก็น่าจะเพื่อต้องการยื่นมือเข้ามาในดินแดนชิงโจว"
"เมื่อรวมกับการจ้องตะครุบเหยื่อของนิกายบัวขาว และการซุ่มดูอยู่ในเงามืดของนิกายมารบัวดำ ตระกูลฉินของเราอาจจะต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ตั้งตระกูลมา" ผู้อาวุโสสิบเอ็ดฉินไท่หมิงวิเคราะห์
ผู้นำตระกูลฉินชางเซิงยกมือขึ้นห้ามปรามการพูดของเหล่าผู้อาวุโส ลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า "วางใจเถอะ พวกเรากล้าเปิดศึกทำลายล้างตระกูล พวกมันทั้งสี่ฝ่ายก็ไม่มีใครกล้าสู้ตายกับเราหรอก อย่างมากก็แตกหักกันไป"
"ข้าได้ขอคำชี้แนะจากบรรพชนแล้ว บรรพชนมีเพียงประโยคเดียว!"
"ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยของเรายอมเสียเปรียบไม่ได้เด็ดขาด ยอมตายอย่างหยัดยืน ดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างคุกเข่า!"
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินชางเซิง ทุกคนก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก
"ให้เสี่ยวจิ่วกับเสี่ยวสือจับตาดูความเคลื่อนไหวของนิกายเทพสามแสงและพรรคพญามังกรดำต่อไป และระวังความปลอดภัยของตัวเองด้วย"
"ขอรับ!"
"ให้เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี และเสี่ยวปา พวกเขาทั้งสามคนรีบเดินทางไปยังซุ่นเทียนฝู่เพื่อติดต่อกับคนของสมาคมมังกรเขียวทันที ให้พวกเขาส่งคนที่มีน้ำหนักมาเยือนชิงโจวสักคนเพื่อเจรจาเรื่องความร่วมมือกับข้า"
"ท่านผู้นำตระกูล เสี่ยวชีกับเสี่ยวปานั้นไม่มีปัญหา แต่เสี่ยวลิ่วหายตัวไปตั้งแต่สังหารไป๋อวิ๋นเซิงกับพวกเมื่อวันนั้น น่าจะไปตกปลาทะเลที่ทะเลตะวันออกแล้ว" ผู้อาวุโสรองฉินชางจิ่นส่ายหน้าอย่างจนใจ
"เสี่ยวลิ่วเด็กคนนี้ไม่ค่อยมีความมุมานะในวิถีแห่งการฝึกฝนเอาเสียเลย หากไม่ใช่เพราะต้องการไปตกปลาในสถานที่อันตรายล่ะก็ คาดว่าเขาคงไม่สามารถฝึกฝนจนมาถึงระดับปัจจุบันนี้ได้หรอก"
"ต่างคนต่างมีวาสนาของตน!"
"เต๋ามีสามพันวิถี การตกปลาก็คือวิถีของเขา!"
"ไผ่เขียวจมพันปีของเขา ก็ค้นพบที่ป่าไผ่ม่วงทะเลตะวันออกมิใช่หรือ?"
"การที่เขาไปครั้งนี้น่าจะเพื่อไปเอาไผ่ม่วงพันปีในตำนานกระมัง!" ผู้นำตระกูลฉินชางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ท่านผู้นำตระกูล พวกเราจะร่วมมือกับคนของสมาคมมังกรเขียวจริงๆ หรือขอรับ?"
"เบื้องหลังของพวกเขาสืบหาไม่พบ ที่มาไม่ชัดเจน ท้ายที่สุดก็เป็นภัยแฝงนะขอรับ หากถึงตอนนั้นพวกเขาแทงข้างหลังพวกเราขึ้นมา เช่นนั้นพวกเราก็จะถูกโจมตีทั้งหน้าหลัง" ผู้อาวุโสห้าฉินไท่เชียนกล่าวอย่างเป็นกังวล
"วางใจเถอะ ตระกูลฉินของข้าผ่านคลื่นลมใหญ่มาหมดแล้ว กลัวหน้าพะวงหลัง ไม่ใช่วิสัยของตระกูลฉินเรา"
"ท่านผู้นำตระกูลยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คนของจวนหวนเยวี่ยโหวกับผู้ตรวจการซื่อสือกำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเราบ้างแล้ว จะให้เราเตือนพวกเขาด้วยวาจาหน่อยหรือไม่" ผู้อาวุโสรองฉินชางจิ่นกล่าว
"ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน พวกมันกำลังหยั่งเชิงขีดจำกัดของตระกูลฉินเรา ว่าพวกเราจะทนพวกมันได้ถึงระดับไหน" ฉินชางเซิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
"ชิงโจวแห่งนี้มีฟ้าได้เพียงผืนเดียว นั่นก็คือตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยของข้า!"
"อย่างมากชิงโจวแห่งนี้ก็แค่เปลี่ยนซื่อสืออีกคน!"
"ส่วนหวนเยวี่ยโหวข้าก็สามารถทำให้มันป่วยตายบนเตียงได้เหมือนกัน!"
"เช่นนี้จะไม่ทำให้ราชวงศ์เกิดความหวาดระแวงหรือ?"
"หลายปีมาราชวงศ์ต้าเฉียนจงใจริดรอนอำนาจเจ้าครองนคร!"
"ขุนนางใหญ่ผู้ปกครองดินแดนอย่างพวกซื่อสือตามหัวเมือง อ๋องต่างแซ่ กง และโหวมีอำนาจมากเกินไป ราชวงศ์ต้องการยึดอำนาจในมือของพวกเขากลับคืนมาบางส่วนหรือทั้งหมด เพื่อเสริมสร้างพระราชอำนาจให้แข็งแกร่งขึ้น"
"ถึงตอนนั้นหากหวนเยวี่ยโหวและซื่อสือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ก็เข้าทางราชวงศ์พอดี ราชวงศ์ต้าเฉียนขอบคุณเรายังแทบไม่ทัน ไฉนเลยจะมาเอาผิดพวกเรา"
ขุนนางบรรดาศักดิ์อย่างอ๋อง กง โหว ปั๋วในดินแดนต้าเฉียนนั้นมีมากเกินไปจริงๆ พวกเขาสะสมกำลังทหาร ครอบครองที่ดินจำนวนมาก ทำให้พระราชอำนาจอ่อนแอลง คำสั่งทางการบริหารไม่อาจบังคับใช้ได้เลย