- หน้าแรก
- ลูกเกิดใหม่ทั้งที พ่อคนนี้ขอเป็นเศรษฐีละกัน
- ตอนที่ 182 นี่พี่หลี่ใช่ไหมครับ ! ? วีรกรรมคุยโวได้ยันลูกบวช !
ตอนที่ 182 นี่พี่หลี่ใช่ไหมครับ ! ? วีรกรรมคุยโวได้ยันลูกบวช !
ตอนที่ 182 นี่พี่หลี่ใช่ไหมครับ ! ? วีรกรรมคุยโวได้ยันลูกบวช !
ตอนที่ 182 นี่พี่หลี่ใช่ไหมครับ ! ? วีรกรรมคุยโวได้ยันลูกบวช !
"จื้อกัง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
หลี่เจ๋อเดินไปหยุดอยู่ที่ข้างโต๊ะของหานจื้อกัง ก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
เมื่อจู่ ๆ ก็ได้ยินคนเรียกชื่อตัวเอง หานจื้อกังก็สะดุ้งไปเล็กน้อย และหันขวับกลับมามองตามสัญชาตญาณ
รวมไปถึงแก๊งเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่น ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองเช่นเดียวกัน
ทันทีที่หานจื้อกังเห็นหน้าหลี่เจ๋อ เขาก็มีอาการชะงักงันไปครู่หนึ่ง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันด้วยความสับสน เป็นเพราะหลี่เจ๋อยืนหันหลังให้แสงไฟ ทำให้ใบหน้าของเขามืดสลัว มองเห็นไม่ค่อยชัด
หานจื้อกังจึงมองหน้าเขาไม่ถนัดนัก
แต่ในใจลึก ๆ เขากลับรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ผู้ชายคนนี้อย่างประหลาด "ค คุณ คุณคือ"
หานจื้อกังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ในขณะที่ดวงตายังคงจ้องเขม็งไปที่หลี่เจ๋อ และในวินาทีต่อมา เมื่อสายตาของเขาเริ่มปรับสภาพให้คุ้นชินกับความมืดสลัว จนสามารถมองเห็นโครงหน้าของหลี่เจ๋อได้อย่างชัดเจน !
หานจื้อกังก็ถึงกับตัวแข็งทื่อเป็นหิน ! ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ก่อนที่ความรู้สึกตื่นเต้นสุดขีดจะพุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง "พี่พี่หลี่ ! นี่ นี่พี่หลี่ใช่ไหมครับ ! ! ? "
หานจื้อกังเด้งตัวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ รวดเร็วปานสปริงเด้ง !
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จนถึงขั้นพูดจาติดอ่าง ลิ้นพันกันไปหมด
หานจื้อกังอายุน้อยกว่าหลี่เจ๋ออยู่หลายปี สมัยที่หลี่เจ๋อยังทำงานอยู่โรงงานมอเตอร์ไฟฟ้าเจียงโจว เขามักจะเรียกหลี่เจ๋อด้วยความเคารพว่าพี่หลี่ มาโดยตลอด
เมื่อแก๊งเพื่อนขี้เมาเห็นท่าทีตื่นเต้นเกินเบอร์ของหานจื้อกัง พวกเขาก็พากันงุนงง ต่างหันไปพิจารณาหลี่เจ๋อ สลับกับมองหน้าหานจื้อกังด้วยความสงสัยใคร่รู้
พวกเขาไม่เคยพบหน้าหลี่เจ๋อตัวจริงมาก่อน ย่อมไม่คุ้นเคยเป็นธรรมดา บวกกับแสงไฟที่มืดสลัว จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะจำไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร
แต่สำหรับหานจื้อกัง เขาไม่ได้สนใจสายตางุนงงของพวกเพื่อน ๆ เลย ! เขาเอาแต่จ้องหน้าหลี่เจ๋อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปีติและละล่ำละลักร้องขึ้น "พี่หลี่ ! เป็นพี่จริง ๆ ด้วย ! ! เชี่ยเอ๊ย ! นี่ผมไม่ได้ตาฝาดหรือกำลังฝันไปใช่ไหมเนี่ย ! ? "
เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นจนแทบคลุ้มคลั่งของหานจื้อกัง จนถึงขั้นเผลอสบถคำหยาบออกมา
หลี่เจ๋อก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้ายืนยันด้วยรอยยิ้ม "ฉันเองแหละ ! พอดีวันนี้ฉันกลับมาเจียงโจวน่ะ ก็เลยพาเมียกับลูกแวะไปดูบ้านเก่าที่เคยอยู่ แล้วก็เลยเดินเล่นผ่านมาแถวนี้"
"ตอนแรกก็ตั้งใจจะแวะมากินปิ้งย่างร้านนี้นี่แหละ แต่ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญได้ยินนายกำลังนั่งคุยเรื่องฉันให้เพื่อน ๆ ฟังอยู่พอดี ฉันก็เลยจำนายได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น หานจื้อกังก็พยายามข่มความตื่นเต้น แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงแดงก่ำไปด้วยความปีติอย่างไม่อาจปกปิดได้ "พี่หลี่ ! ผมนึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าจะได้มาเจอพี่ที่นี่แบบนี้ ! "
"เมื่อกี้นี้ ผมเพิ่งจะเล่าให้ไอ้พวกนี้ฟังอยู่หมาด ๆ ว่าผมรู้จักพี่ ! แล้วก็เคยเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่มาก่อน แต่ไอ้พวกเวรนี่แม่งไม่มีใครยอมเชื่อผมเลยสักคน ! "
พูดจบ หานจื้อกังก็หันขวับไปปรายตามองแก๊งเพื่อนของเขา
เมื่อได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ในที่สุด ! แก๊งเพื่อนขี้เมาก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ ว่าคนที่เดินเข้ามาทักทายหานจื้อกังในตอนนี้คือใครกันแน่ !
มหาเศรษฐีหลี่ ?
เขาคือมหาเศรษฐีหลี่ตัวจริงเสียงจริงงั้นเหรอ ! ?
นี่เหล่าหานแม่งรู้จักมหาเศรษฐีระดับโลกจริง ๆ เหรอวะเนี่ย !
วินาทีนั้น ทุกคนในวงสนทนาถึงกับช็อกตาค้าง เป็นไก่ตาแตก !
สายตาทุกคู่ที่จ้องมองหลี่เจ๋อเต็มเปี่ยมไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง !
ดวงตาของแต่ละคนเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา !
"ท ท่าน ท่านคือมหาเศรษฐีหลี่จริง ๆ เหรอครับ ! ? เจ้าของบริษัท เจ๋อรัน เทคโนโลยี มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกที่มาจากเจียงโจว บ้านเราเนี่ยนะ ! ? "
เวลานั้น ชายคนหนึ่งในแก๊งทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่ เขาจ้องมองหลี่เจ๋อแล้วเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
หลี่เจ๋อปรายตามองเขา ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มละมุน "อืม ผมเองครับ ! สวัสดีทุกท่านนะครับ ! "
เมื่อได้รับการทักทายจากหลี่เจ๋อ ชายกลุ่มนั้นก็ออกอาการตื่นเต้นลุกลี้ลุกลนขึ้นมาทันที !
นี่คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกเลยนะเว้ย !
แล้วมหาเศรษฐีระดับโลกกำลังเอ่ยปากทักทายพวกเขาอยู่ !
นี่มันคือเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้ !
สำหรับคนธรรมดาสามัญ การจะได้เจอตัวจริงของหลี่เจ๋อก็ว่ายากเย็นแสนเข็ญแล้ว แต่นี่หลี่เจ๋อกลับเป็นฝ่ายลงมาทักทายพวกเขาด้วยตัวเอง !
แค่เอาเรื่องนี้ไปคุยโว มันก็มากพอที่จะใช้เป็นทุนรอนในการขี้โม้ในวงเหล้าไปได้ตลอดชีวิตแล้ว !
"ส สวัสดีครับ ท่านมหาเศรษฐีหลี่ ! "
"สวัสดีครับ ท่านมหาเศรษฐีหลี่ ! พวกเราเป็นเพื่อนของเหล่าหานน่ะครับ เมื่อกี้นี้ตอนเหล่าหานบอกว่ารู้จักกับท่าน พวกเรายังไม่ค่อยจะเชื่อมันเลย ไม่นึกเลยนะครับว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ! "
ชายแก๊งนั้นรีบลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ และเอ่ยทักทายหลี่เจ๋ออย่างนอบน้อม
หลี่เจ๋อส่งยิ้มให้ "ที่จื้อกังพูดเมื่อกี้เป็นเรื่องจริงครับ ! สมัยที่ผมยังทำงานอยู่ที่โรงงานมอเตอร์ไฟฟ้า โต๊ะทำงานของผมก็อยู่ติดกับจื้อกังนั่นแหละครับ ตอนนั้นพวกเราสนิทกันมากเลยล่ะ"
เมื่อหลี่เจ๋อเอ่ยปากยืนยันความสัมพันธ์ด้วยตัวเองแบบนี้ หานจื้อกังก็ถึงกับยืดอกขึ้นมาทันที !
ใบหน้าของเขาเปล่งประกายรัศมีแห่งชัยชนะแดงระเรื่อ !
แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและภาคภูมิใจ !
เขากวาดสายตามองไปที่แก๊งเพื่อน ราวกับกำลังส่งกระแสจิตบอกว่า:เป็นไงล่ะพวกแก ! ฉันป่าวขี้โม้นะโว้ย ! ขนาดพี่หลี่เขายังออกปากยอมรับเองเลยว่าสนิทกับฉัน ! '
เวลานั้น หลี่เจ๋อก็หันกลับมามองหานจื้อกัง "จื้อกัง ถ้านายไม่รังเกียจ แวะไปนั่งชนแก้ว ที่โต๊ะฉันหน่อยดีไหม ? ถ้าคำนวณดูแล้ว พวกเราก็ไม่ได้เจอกันมาเกินสิบปีแล้วนะ"
"อุตส่าห์บังเอิญมาเจอกันทั้งที เรามานั่งดริ๊งก์รำลึกความหลังกันสักหน่อยดีไหม ? "
เมื่อได้รับคำเชิญ หานจื้อกังก็รีบตอบรับด้วยความยินดี "เอาสิครับ ! ขอแค่พี่หลี่ไม่รังเกียจ คืนนี้จะให้ผมกินจนเมาไม่กลับก็ไม่มีปัญหาครับ ! "
หานจื้อกังตบหน้าอกตัวเองรับประกัน
หลี่เจ๋อหัวเราะ "โอเค ! งั้นเราก็ไปนั่งดริ๊งก์กันหน่อย"
พูดจบ หลี่เจ๋อก็หันไปบอกกล่าวกับแก๊งเพื่อนของหานจื้อกัง "ทุกท่านครับ ต้องขอประทานโทษด้วยนะครับ พอดีผมกับจื้อกังไม่ได้เจอกันมาหลายปีมากแล้ว วันนี้บังเอิญมาเจอกัน ผมเลยอยากจะขอยืมตัวเขาไปนั่งคุยรำลึกความหลังกันสักหน่อย หวังว่าทุกท่านคงจะไม่ถือสานะครับ"
"ท่านมหาเศรษฐีหลี่เกรงใจกันเกินไปแล้วครับ ! "
"ใช่ครับท่าน ! ท่านพูดอะไรแบบนั้น ! นาน ๆ ท่านจะบังเอิญเจอเหล่าหานสักที การยืมตัวเขาไปนั่งชนแก้วรำลึกความหลัง มันก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วครับ ! "
แก๊งเพื่อนขี้เมารีบตอบปฏิเสธเป็นพัลวัน
หลังจากที่หานจื้อกังหันไปบอกกล่าวกับเพื่อนฝูงเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินตามหลังหลี่เจ๋อ ตรงไปยังโต๊ะที่หลินหว่านและหลี่ตงนั่งรออยู่
"สวัสดีครับ คุณอาหาน ! "
เมื่อเห็นหานจื้อกังเดินตามหลี่เจ๋อเข้ามา หลี่ตงก็รีบเอ่ยทักทาย
หานจื้อกังชะงักไปนิด เขามองหน้าหลี่ตง สลับกับมองหน้าหลี่เจ๋อ แล้วถามด้วยความแปลกใจ "พี่หลี่ นี่คือเสี่ยวตงเหรอครับ ! ? "
"อืม ! ใช่แล้วล่ะ"
หลี่เจ๋อยิ้มรับ
หานจื้อกังพิจารณาใบหน้าของหลี่ตงตั้งแต่หัวจรดเท้า "โห ! ไม่นึกเลยนะครับว่าเสี่ยวตงจะโตเป็นหนุ่มขนาดนี้แล้ว ! ผมจำได้ว่า เมื่อก่อนตอนที่ผมกับพวกลุงเจียง ลุงฉิน มาก๊งเหล้ากินปิ้งย่างด้วยกัน เสี่ยวตงยังตัวกะเปี๊ยกแค่นี้เอง ! "
หานจื้อกังทำมือยกขึ้นมาเทียบระดับความสูง ก่อนจะพูดต่อ "ไม่น่าเชื่อเลย แค่เผลอแป๊บเดียว เสี่ยวตงจะโตเป็นหนุ่มสูงปรี๊ดขนาดนี้ซะแล้ว ! "
น้ำเสียงของหานจื้อกังแฝงไปด้วยความสะท้อนใจ
หลี่เจ๋อเองก็รู้สึกสะท้อนใจเช่นเดียวกัน "นั่นสิ เวลามันผ่านไปไวเหมือนโกหกจริง ๆ แค่พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว"
จังหวะนั้น หลี่เจ๋อก็เอ่ยขึ้น "อ้อ ! จริงสิ จื้อกัง ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่คือหลินหว่าน ภรรยาของฉันเอง ส่วนเด็กทารกที่เธออุ้มอยู่ก็คือลูกสาวของฉันน่ะ เพิ่งคลอดมาได้ยังไม่ถึงสองเดือนเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น หานจื้อกังก็รีบมองไปที่หลินหว่าน แล้วทักทายทันที "อ้อ ! ซ้อนี่เองครับ ! "
"สวัสดีครับ ซ้อ ! "
หลินหว่านส่งยิ้มหวาน แล้วพยักหน้ารับ "สวัสดีค่ะ ! "
หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ อาหารปิ้งย่างและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หลี่เจ๋อสั่งไว้ ก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะพอดี
หลี่เจ๋อจัดแจงเปิดขวดเหล้า รินใส่แก้วของตัวเองและหานจื้อกังจนเต็มเปี่ยม แล้วเอ่ยชวน "มา ! จื้อกัง ! เรามาชนแก้ว แก้วแรกกันก่อนเลย ! "
"อ ได้เลยครับ พี่หลี่ ! "
หานจื้อกังรีบตอบรับ ยกแก้วขึ้นชนกับหลี่เจ๋อ แล้วกระดกเหล้าลงคอรวดเดียวจนหมดแก้ว !
หลังจากวางแก้วลง หานจื้อกังก็เริ่มเปิดอก "พี่หลี่ เอาตรง ๆ นะครับ ผมไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตนี้ ผมจะมีโอกาสได้กลับมานั่งก๊งเหล้ากับพี่อีกครั้ง ! "
"มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า ผมกำลังฝันไปเลยล่ะครับ ! "
"ช่วงก่อนหน้านี้ เวลาผมมีโอกาสได้นัดเจอกับพวกเหล่าเจียง พอพวกเรานั่งคุยกันถึงเรื่องของพี่ พวกเราก็มักจะถอนหายใจด้วยความสะท้อนใจกันทุกทีเลยครับ"
"ลองนึกย้อนไปในตอนนั้น ตอนที่พี่เพิ่งจะถูกเลย์ออฟใหม่ ๆ ไม่มีใครคาดคิดเลยจริง ๆ นะครับ ว่าเวลาผ่านไปแค่ 10 ปี พี่จะสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว พลิกชีวิตกลับมายิ่งใหญ่คับฟ้าได้ขนาดนี้ ! "
"แถมยังกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอีกต่างหาก ! "
"พี่หลี่ครับ ผมจะบอกอะไรให้นะ ! ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาที่ผมหรือพวกเหล่าเจียงจะซื้อมือถือ ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือแม้แต่ซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูกที่บ้าน พวกเราไม่เคยต้องคิดอะไรให้มากความเลยครับ ! พวกเรามุ่งตรงไปซื้อสินค้าจากบริษัทพี่ทุกครั้งเลย ! "
"ต้องยอมรับเลยนะครับว่า สินค้าของบริษัทพี่เนี่ย คุณภาพแม่งยืนหนึ่ง จริง ๆ ! ไม่ว่าจะเป็นมือถือ คอมพิวเตอร์ของเจ๋อรัน เทคโนโลยี หรือรถมอเตอร์ไซค์ของเฟิงฉือ ของแม่งโคตรทน โคตรดีเลยครับพี่ ! "
เมื่อได้รับฟังคำชื่นชมจากหานจื้อกัง หลี่เจ๋อก็ส่งยิ้มละมุน "วันหลัง ถ้าฉันมีเวลาแวะกลับมาที่เจียงโจวอีกล่ะก็ ฉันจะนัดนาย แล้วก็ให้ตามตัวเหล่าเจียงกับเหล่าฉินออกมา แล้วพวกเราก็ไปตั้งวงปาร์ตี้ชุดใหญ่กันอีกรอบดีไหม ! "
"สารภาพตามตรงนะ ถึงแม้ว่าตอนนี้ บริษัทของฉันจะเติบโตและยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทรัพย์สินก็มีมากมายมหาศาล แต่บางครั้ง ฉันก็แอบคิดถึงและโหยหาวันเวลาเก่า ๆ สมัยที่ฉันยังทำงานอยู่ในโรงงานมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่เหมือนกันนะ"
"หลาย ๆ ครั้ง ฉันเองก็ยังรู้สึกเลยว่าชีวิตทุกวันนี้มันช่างเหนือจริงและเหมือนฝันไปซะเหลือเกิน ! วันนี้พอได้มีโอกาสกลับมาเยือนเจียงโจว ได้กลับไปดูบ้านเก่า แถมยังมาเจอนายที่นี่อีก มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นตัวเองในวันวานอีกครั้งเลยล่ะ"
หานจื้อกังตอบกลับ "อาจจะเป็นเพราะสถานะและจุดยืนของพี่ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วมั้งครับ พี่ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะมานั่งชิล ๆ กินปิ้งย่างริมถนนเหมือนคนทั่วไปแบบเมื่อก่อน มันก็เลยขาดรสชาติของชีวิตแบบชาวบ้านไปบ้างล่ะมั้งครับ"
"หึ ๆ อาจจะจริงอย่างที่นายว่าก็ได้"
หลี่เจ๋อพยักหน้ายิ้ม ๆ
ในจังหวะนั้นเอง หลี่ตงก็ยกแก้วของตัวเองขึ้นมา "คุณอาหานครับ ! ผมขอชนแก้วกับคุณอาสักแก้วนะครับ ! "
"โอ้โห ! ได้เลยหลานชาย ! "
หานจื้อกังฉีกยิ้มกว้าง รีบยกแก้วขึ้นตอบรับทันที
หลังจากนั้น หลี่เจ๋อกับหานจื้อกังก็นั่งดื่มเหล้าและพูดคุยรำลึกความหลังเรื่องราวเก่า ๆ กันอย่างออกรส
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม
หลี่เจ๋อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว เขาจึงบอกกล่าวกับหานจื้อกัง
จากนั้น เขาถือแก้วเหล้าของตัวเองเดินตามหานจื้อกังกลับไปที่โต๊ะของแก๊งเพื่อนขี้เมา เพื่อชนแก้วและพูดคุยทักทายกับเพื่อนของหานจื้อกังอีก 2-3 ประโยค ก่อนจะขอตัวกล่าวลาเพื่อเดินทางกลับ
ก่อนกลับ หลี่เจ๋อยังได้แวะจัดการเช็กบิล เลี้ยงค่าอาหารและเครื่องดื่มให้กับโต๊ะของหานจื้อกังด้วย
หลังจากที่หลี่เจ๋อเดินคล้อยหลังไป หานจื้อกังก็ยังคงนั่งตั้งวงก๊งเหล้ากับเพื่อน ๆ ต่อ
"เป็นไงล่ะพวกแก ! ! ตอนนี้พวกแกเชื่อฉันรึยัง ! ! ว่าฉันไม่ได้ขี้โม้ ! ! ฉันกับพี่หลี่น่ะสนิทกันจริง ๆ นะโว้ย ! ! " หานจื้อกังยืดอก คุยโวด้วยความภาคภูมิใจ
พวกเพื่อน ๆ รีบพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามทันที
"เชื่อแล้วโว้ย ! ไม่เชื่อก็บ้าแล้ว ! ! ขนาดมหาเศรษฐีหลี่อุตส่าห์เดินมาทักทายแกถึงที่ ! แถมยังลากคอแกไปนั่งก๊งเหล้าด้วยขนาดนั้น ! แบบนี้ไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้วโว้ย ! "
"ใช่เลยวะเหล่าหาน ! เอาจริง ๆ นะเว้ย ! แค่วีรกรรมที่มหาเศรษฐีหลี่เดินมาชนแก้วกับแกในคืนนี้ แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แกก็เอาไปคุยโวได้ยันลูกบวชแล้วโว้ย ! ! "
"จริงที่สุด ! ไม่ต้องพูดถึงอดีตที่พวกแกเคยทำงานด้วยกันหรอก สมัยนั้นเขายังไม่รวย แต่นี่ ! ตอนนี้เขาคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกเชียวนะเว้ย ! ! แล้วในสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ยังไม่ลืมมิตรภาพเก่า ๆ ที่มีกับแก ! แถมยังเดินมาหา มาชวนแกไปนั่งดื่มด้วย นี่แม่งคือการไว้หน้าแกสุด ๆ ไปเลยนะเว้ย ! ! "
"ใครจะเถียงวะ ! ? โคตรจะได้หน้าเลยล่ะ ! มหาเศรษฐีระดับโลกเชียวนะเว้ย ! คนธรรมดาอย่างพวกเราแค่คิดจะขอเจอตัวเป็น ๆ ยังไม่มีปัญญาเลย ! แต่นี่แกได้นั่งร่วมโต๊ะก๊งเหล้ากับเขาตั้งนาน ! แถมพวกฉันเองก็ยังพลอยได้อานิสงส์ไปด้วยเลย เมื่อกี้มหาเศรษฐีหลี่ยังอุตส่าห์เดินมาชนแก้วกับพวกฉันก่อนจะกลับด้วยนะโว้ย ! "
เมื่อได้รับฟังคำยกยอจากเพื่อนฝูง หานจื้อกังก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโคตรเท่ และโคตรได้หน้าสุด ๆ ไปเลย !
หานจื้อกังหัวเราะแห้ง ๆ ด้วยความเขินอายปนภาคภูมิใจ "แหะ ๆ เรื่องนี้ ฉันคงเอาไปคุยโวได้ยันลูกบวชจริง ๆ นั่นแหละวะ ! "
จากนั้น เขาก็พูดต่อ "เอาจริง ๆ นะ ฉันก็ไม่คิดเลย ว่าพี่หลี่แกจะยังจำ ฉันได้ แถมยังอุตส่าห์เรียกฉันไปนั่งก๊งเหล้าด้วยอีก ! เมื่อกี้ก่อนแกจะกลับ แกยังขอเบอร์โทรของฉันไว้ แล้วก็แลกเบอร์ส่วนตัวของแกให้ฉันมาด้วยนะเว้ย ! "
"แกบอกว่า ไว้คราวหน้า ถ้าแกกลับมาเจียงโจวเมื่อไหร่ แกจะโทรหาฉัน แล้วก็นัดไอ้พวกเพื่อนเก่าสมัยโรงงานออกมาจัดปาร์ตี้ชุดใหญ่ด้วยกันอีก ! "
"ต้องยอมรับเลยว่ะ ว่าถึงแม้พี่หลี่แกจะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว แต่นิสัยใจคอของแกก็ยังคงติดดิน และเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ ! "
"อืม ! ฉันก็สัมผัสได้เหมือนกันว่ะ ! มหาเศรษฐีหลี่แกเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นกันเองสุด ๆ แกไม่มีท่าทีหยิ่งผยองหรือทำตัวรังเกียจ พวกเราที่เป็นแค่คนระดับรากหญ้า หาเช้ากินค่ำเลยแม้แต่น้อย ! "
"ใช่เลย ! พวกแกลองดูสิ มหาเศรษฐีระดับแก เวลาคุยกับพวกเรา ยังใช้คำพูดที่สุภาพและให้เกียรติขนาดนี้"
"แถมแกยังทำตัวสบาย ๆ ไม่มีท่าทีเสแสร้งเลยสักนิด ! ออร่าและวิสัยทัศน์ระดับนี้แหละ ที่พวกเศรษฐีใหม่ป้ายแดงไม่มีวันเทียบติด ! ไม่แปลกใจเลยที่แกสามารถสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ จนก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกได้ ! "
ในขณะที่แก๊งของหานจื้อกังกำลังยกยอและชื่นชมหลี่เจ๋อกันอย่างเมามัน ทางฝั่งของหลี่เจ๋อก็ได้กดโทรศัพท์เรียกให้เจียงหมิงวนรถกลับมารับพวกเขากลับโรงแรมแล้ว
ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถ หลินหว่านก็หันไปมองหน้าหลี่เจ๋อพร้อมกับส่งยิ้มละมุน แล้วเอ่ยแซว "ที่รักคะ เมื่อกี้นี้ ตอนที่คุณคุยกับเพื่อนเก่า ดูคุณจะมีอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษเลยนะคะ"
หลี่เจ๋อหัวเราะเบา ๆ "ก็คงงั้นมั้ง พอได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าสมัยทำงานโรงงาน มันก็เลยทำให้อดนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ ขึ้นมาไม่ได้ อย่างที่ผมบอกไปนั่นแหละ"
"ถึงแม้ว่า ชีวิตในตอนนั้นมันจะยากลำบากและไม่ได้ร่ำรวยสุขสบายเหมือนอย่างตอนนี้ แต่มันก็เป็นชีวิตที่เรียบง่ายและเติมเต็มดีนะ"
"ส่วนตอนนี้ล่ะเหรอ ชีวิตสุขสบายก็จริง แต่แต่ละวันก็ต้องมัวแต่วุ่นวายหัวหมุนอยู่กับเรื่องงานและบริษัท จนผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองขาดหาย รสชาติชีวิตแบบชาวบ้านธรรมดา ๆ ไปเยอะเลยล่ะ"
หลินหว่านยิ้มรับ "เอาไว้โอกาสหน้านะคะ เราค่อยหาเวลาแวะมากินปิ้งย่างริมถนนหรือร้านอาหารตามสั่งแบบนี้กันบ้าง จะได้ซึมซับบรรยากาศและรสชาติของชีวิตชาวบ้านให้หายคิดถึงไปเลย ! "
"เอาสิครับ ! "
ครอบครัวหลี่เจ๋อนั่งพูดคุยหัวเราะร่ากันไปตลอดทาง จนกระทั่งรถแล่นมาถึงโรงแรม
เช้าวันรุ่งขึ้น
ครอบครัวหลี่เจ๋อก็ออกเดินทาง มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านในชนบท บ้านเกิดของเขา
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเช็งเม้ง หลี่เจ๋อก็เดินทางกลับมายังเซี่ยงไฮ้ และกลับเข้าสู่โหมดคนบ้างานอีกครั้ง
เช้าวันหนึ่ง มู่ชิงหลานก็ได้หอบเอกสาร เดินเข้ามาพบหลี่เจ๋อในห้องทำงาน
"ท่านประธานหลี่คะ สำหรับโปรเจกต์แอปพลิเคชันเรียกรถออนไลน์ ที่ท่านสั่งการให้พัฒนาไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ ตอนนี้ตัวระบบซอฟต์แวร์ ของเราพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ในระดับพื้นฐานแล้วค่ะ ! ขั้นตอนต่อไปก็คือการเข้าสู่กระบวนการทดสอบระบบและแก้ไขบั๊กก่อนเปิดใช้งานจริงค่ะ"
"นอกจากนี้ เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ดิฉันก็ได้เข้าไปเจรจากับประธานซ่ง ของบริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือ เรียบร้อยแล้วค่ะ โดยในเบื้องต้น เรามีแผนที่จะจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น FC3 จากทางเฟิงฉือฯ จำนวน 200 คันก่อนค่ะ"
"ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 200 คันนี้ เราจะนำมาทดลองวิ่งให้บริการภายในมหานครเซี่ยงไฮ้ทั้งหมดค่ะ และหลังจากนี้ ดิฉันก็จะเริ่มดำเนินการเปิดรับสมัครพนักงานขับรถประจำ เพื่อมารับหน้าที่ขับรถทั้ง 200 คันนี้ค่ะ"
"สำหรับตัวแอปพลิเคชันที่ใช้ชื่อว่าเจ๋อรัน ตาเชอ นั้น ดิฉันวางแผนไว้ว่า ในช่วงแรก เราจะเปิดให้บริการเฉพาะในเมืองเซี่ยงไฮ้ก่อนเท่านั้นค่ะ รอให้ระบบเข้าที่เข้าทางก่อน แล้วเราค่อยทยอยขยายพื้นที่ไปยังเมืองระดับเทียร์ 1 อื่น ๆ อย่างปักกิ่ง, กว่างโจว, และเซินเจิ้น ตามลำดับค่ะ"
"เพราะยังไงซะ โปรเจกต์นี้ก็ถือเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเมื่อลงสนามจริงแล้ว จะต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง ดังนั้นการเปิดทดลองวิ่งในเซี่ยงไฮ้เป็นที่แรก เพื่อให้ทีมงานได้ปรับตัวและเรียนรู้ระบบย่อมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการผลักดันให้เปิดตัวทั่วประเทศพร้อมกันค่ะ"
มู่ชิงหลานรายงานแผนการทำงานทั้งหมดให้หลี่เจ๋อฟังอย่างฉะฉาน
เมื่อหลี่เจ๋อได้ฟัง เขาก็พยักหน้าเห็นด้วย "อืม ! ทำตามนั้นเลยครับ ! เซี่ยงไฮ้เป็นตลาดที่ใหญ่มากพอ ที่จะใช้ทดสอบระบบและวางรากฐาน โมเดลธุรกิจแอปเรียกรถให้แข็งแกร่ง และยังเป็นสนามฝึกซ้อมชั้นดีให้ทีมงานได้เรียนรู้งานด้วย"
"ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองที่ประชาชนเปิดรับนวัตกรรมและสิ่งใหม่ ๆ ได้รวดเร็วกว่าที่อื่นด้วย รอจนกว่าโมเดลธุรกิจของเราตกผลึกและเติบโตเต็มที่ในเซี่ยงไฮ้แล้ว การจะนำไปขยายผลทั่วประเทศมันก็จะง่ายและราบรื่นขึ้นเยอะครับ"
มู่ชิงหลานพยักหน้ารับ "ดิฉันก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ ! อ้อ แล้วถ้าทุกอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาอะไรขัดข้อง แอปพลิเคชันเจ๋อรัน ตาเชอ ของเราก็น่าจะพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ค่ะ ! "
"ตกลงครับ คุณช่วยดูแลและควบคุมกระบวนการทั้งหมด ให้รัดกุมด้วยก็แล้วกันนะ"
พูดจบ หลี่เจ๋อก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ "เอ้อ ! จริงสิ แล้วสถานการณ์ของเจ๋อรัน ถวนโก้ว ตอนนี้ เป็นยังไงบ้างล่ะครับ ? "
มู่ชิงหลานรีบรายงานความคืบหน้าทันที "เรียนท่านประธานหลี่ ! ในตอนนี้ พื้นที่ให้บริการของเจ๋อรัน ถวนโก้ว ได้ขยายขอบเขตไปครอบคลุมทุกเมืองในระดับเทียร์ 2 ขึ้นไป ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของโปรเจกต์สั่งอาหารเตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน อย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ ! "
"โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ทางเราได้จัดแคมเปญดีลกรุ๊ปบาย อาหารมื้อค่ำส่งท้ายปี ซึ่งแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ช่วยกระชากยอดผู้ใช้งานให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยค่ะ ! พูดได้เต็มปากเลยว่า ตอนนี้ ในสมรภูมิกรุ๊ปบายหมวดร้านอาหาร พวกเราผงาดขึ้นเป็นเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบแล้วค่ะ ! "
"นอกจากนี้ ในหมวดหมู่สถานบันเทิงอย่างเช่นร้านคาราโอเกะ , โรงภาพยนตร์, บาร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ก็เข้าสู่ระบบและเริ่มดำเนินงานได้ตามเป้าหมายแล้วค่ะ และในขณะนี้ ทีมงานก็กำลังเร่งเดินหน้าเจรจาขยายฐานธุรกิจไปสู่หมวดหมู่โรงแรมที่พัก, ตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงการทำกรุ๊ปบายสินค้าประเภทจับต้องได้ด้วยค่ะ ! "
"หากมองภาพรวมแล้ว ทิศทางการเติบโตของเจ๋อรัน ถวนโก้ว ถือว่ายอดเยี่ยมและแข็งแกร่งมากเลยค่ะ ! เพียงแต่ว่าในระยะหลังมานี้ ตลาดในประเทศได้มีเว็บไซต์ดีลกรุ๊ปบาย หน้าใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เมื่อบวกรวมกับหม่านจั๋ว และเหม่ยถวน ที่ลงสนามมาก่อนหน้า มันก็ทำให้สมรภูมินี้ทวีความดุเดือดเลือดพล่านมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ"
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับรู้ "ไม่ต้องไปกลัวการแข่งขันหรอกครับ ! มันก็แค่วัดกันที่ว่า ใครจะเผาเงินได้อึดและทนทานกว่ากันก็เท่านั้นเอง ! ในช่วงนี้ คุณยังไม่ต้องไปโฟกัสเรื่องผลกำไรหรอกนะ ! เพราะถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดล่ะก็ ผมว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จำนวนเว็บไซต์ดีลกรุ๊ปบายในประเทศ มันจะต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนทะลุหลักร้อย หรืออาจจะพุ่งทะยานเป็นหลักพันเว็บไซต์อย่างไม่ต้องสงสัยเลย ! "
"สรุปง่าย ๆ ก็คือ นี่คือยุคแห่งสงครามกลางเมือง ที่บรรดาผู้เล่นจะต้องมาห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ! และเราจะมาเริ่มนึกถึงเรื่องการทำกำไรก็ต่อเมื่อสงครามนองเลือดครั้งนี้สิ้นสุดลง และเหลือเพียงผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ! "
หลี่เจ๋อเว้นจังหวะไปนิด ก่อนจะพูดต่อ "แต่ก็นะ การจะเผาเงินอัดฉีด ไปเรื่อย ๆ โดยใช้แค่เงินในกระเป๋าของผมฝ่ายเดียว มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก เอาแบบนี้ก็แล้วกันครับ ! ในช่วงเวลานี้ คุณช่วยดำเนินการแยกกิจการของโปรเจกต์เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน และเจ๋อรัน ถวนโก้ว ออกมาจากเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ก่อนเลยนะครับ และจัดตั้งมันขึ้นเป็นบริษัทลูก เพื่อบริหารจัดการธุรกิจสองตัวนี้เป็นการเฉพาะ ! "
"โดยให้บริษัทเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ถือครองหุ้นในบริษัทลูกแห่งนี้ 100%"
"รอจนกว่าขอบเขตธุรกิจของเจ๋อรัน ถวนโก้ว ขยายตัวจนครอบคลุมทุกหมวดหมู่ และขยายพื้นที่ให้บริการไปตีคู่ทัดเทียมกับเตี่ยนชานจ้ายเซี่ยนได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้น เราก็จะเริ่มกดปุ่มเปิดระดมทุนรอบแรกให้กับบริษัทลูกแห่งนี้ทันที ! "
"ส่วนชื่อของบริษัทลูกนั้น"
หลี่เจ๋อหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเคาะชื่อ "ให้ใช้ชื่อว่าบริษัทเจ๋อรัน ถวนโก้ว ไปเลยก็แล้วกัน ! และเมื่อถึงตอนที่แยกบริษัท ก็ให้คุณเปลี่ยนชื่อโปรเจกต์เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน ใหม่ ให้กลายเป็นชื่อเจ๋อรัน ไหว้ม่าย แทนไปเลยครับ ! "
"รับทราบค่ะ ท่านประธานหลี่ ! " มู่ชิงหลานรีบรับคำ
ในขณะนั้นเอง หลี่เจ๋อก็เอ่ยถามต่อ "เอ้อ ! แล้วตามเป้าหมายและแผนงานที่ผมเพิ่งบรีฟไปน่ะ คุณคิดว่าเจ๋อรัน ถวนโก้ว จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะสามารถทำได้ตามเป้าล่ะ ? "
มู่ชิงหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ถ้าประเมินจากสปีดในการขยายตัวของเจ๋อรัน ถวนโก้ว ในปัจจุบัน หากทุกอย่างราบรื่นตามแผน ภายในเวลาประมาณ 3 - 4 เดือน ขอบเขตพื้นที่ให้บริการของเราก็น่าจะสามารถไล่ตามทันพื้นที่ของ เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วค่ะ"
"ส่วนในเรื่องของขอบเขตบริการ อย่างที่ดิฉันเพิ่งจะเรียนแจ้งไป ว่าตอนนี้ทีมงานกำลังเดินหน้าเจรจากับทางฝั่งโรงแรมที่พัก, ตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว, รวมไปถึงหมวดสินค้าจับต้องได้ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรติดขัด ดิฉันคาดว่า ภายในระยะเวลา 1 - 2 เดือน นี้ ทุกอย่างก็น่าจะเสร็จสิ้น และพร้อมให้บริการได้เลยค่ะ"
"ตอนนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราจะสามารถดึงร้านค้าและจำนวนสินค้าเข้ามาร่วมรายการได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเองค่ะ"
"อืม"
หลี่เจ๋อพยักหน้ารับ "ถ้าอย่างนั้น เรามากำหนดไทม์ไลน์คร่าว ๆ เอาไว้ก่อนเลยนะครับ ว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือก็คือช่วงเดือนกรกฎาคม เราจะปล่อยข่าวเรื่องการระดมทุนของบริษัทเจ๋อรัน ถวนโก้ว ออกไปให้บรรดานักลงทุนได้รับทราบ ! "
"ผมมั่นใจว่า เมื่อถึงเวลานั้น ด้วยสเกลความครอบคลุมที่ยิ่งใหญ่ทั้งในฝั่งของแพลตฟอร์มสั่งอาหารและแพลตฟอร์มกรุ๊ปบาย บวกกับยอดขายและผลประกอบการสุดปังของพวกเรา ! ตัวเลขประเมินมูลค่าที่บรรดากองทุนจะเสนอมาจะต้องไม่ใช่น้อย ๆ แน่นอน"
เมื่อได้ยินหลี่เจ๋อพูดถึงเรื่องมูลค่าการประเมิน มู่ชิงหลานก็อมยิ้มแล้วแกล้งแหย่ถาม "ท่านประธานหลี่คะ ! แล้วท่านประเมินเอาไว้ในใจคร่าว ๆ ไหมคะ ว่าการนำ เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน กับ เจ๋อรัน ถวนโก้ว ไปมัดรวมกันระดมทุนแบบนี้ มูลค่ามันน่าจะพุ่งไปแตะที่เท่าไหร่คะ ? "
หลี่เจ๋อยิ้มกริ่ม ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมา 1 นิ้ว "อย่างขี้เหร่สุด ๆ ตัวเลขมันก็ต้องไม่ต่ำกว่าเท่านี้อยู่แล้วล่ะครับ ! "
มู่ชิงหลานชะงักไปนิด เธอจ้องมองนิ้วชี้ของหลี่เจ๋อ ก่อนจะลองหยั่งเชิง "เอ่อ 1 พันล้านหยวนเหรอคะ ? "
"หึ ! "
หลี่เจ๋อพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ดอลลาร์สหรัฐ ! ! "
มู่ชิงหลานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย "อืม ถ้าเป็นตัวเลข 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่ะก็ ดิฉันว่ามันก็ไม่ได้โอเวอร์จนเกินไปนักหรอกค่ะ ! ในเมื่อตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่านประธานหลี่ก็ได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเพื่อใช้ปูพรมขยายฐานธุรกิจให้กับ 2 โปรเจกต์นี้ ไปแล้วกว่าพันกว่าล้านหยวนเข้าไปแล้ว ! "
"ถ้าตั้งเป้าราคาประเมินในรอบแรก เอาไว้ที่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดิฉันก็มองว่า มันเป็นตัวเลขที่ประเมินแบบต่ำมาก ๆ แล้วนะคะ ! "
หลี่เจ๋อหัวเราะเบา ๆ "ฮะ ๆ นี่ก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขคาดการณ์คร่าว ๆ ของผมในตอนนี้น่ะ ! พอถึงเวลาต้องขึ้นเวทีระดมทุนของจริง เราก็ต้องงัดเอายอดขายและผลประกอบการที่เป็นรูปธรรมของทั้งเตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน และเจ๋อรัน ถวนโก้ว มาเป็นตัวชี้วัดอยู่ดี ! "
"ถ้าหากตัวเลขผลประกอบการมันออกมาสวยหรูและอลังการมาก ๆ ล่ะก็ บางที เราอาจจะขยับเพดานราคาประเมินขึ้นไปเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! หรือแม้กระทั่ง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! ! เลยก็เป็นได้นะครับ ! "
"ก็เป็นไปได้ค่ะ ! "
มู่ชิงหลานยิ้มรับ ในใจลึก ๆ เธอก็รู้สึกคาดหวังและตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย !
ก็อย่าลืมสิว่า หลี่เจ๋อใจป้ำ หั่นหุ้น 10% ของเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ออกมากันไว้เป็นออปชัน เพื่อแจกจ่ายให้พนักงานมาตั้งนานแล้ว ! และเขาก็ได้ทยอยแจกหุ้นออปชันไปให้กับทีมผู้บริหารระดับสูงหลายต่อหลายคน !
และสำหรับมู่ชิงหลาน ผู้บริหารสูงสุด เธอก็ได้รับส่วนแบ่งออปชันนี้ไปถือครองมากถึง 1.5% !
ซึ่งหุ้น 1.5% นี้ มันคือหุ้นของบริษัทแม่อย่าง เจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ! ไม่ใช่แค่หุ้นของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเท่านั้น !
และเมื่อมีการแยกโปรเจกต์ เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน กับ เจ๋อรัน ถวนโก้ว ออกไปตั้งเป็นบริษัทลูก มู่ชิงหลานก็จะยังคงได้รับอานิสงส์ ถือครองหุ้นของบริษัทลูกแห่งนั้น ในสัดส่วน 1.5% ไปด้วยโดยปริยาย !
ดังนั้น ถ้าราคาประเมินมูลค่าในรอบการระดมทุนของบริษัทลูกพุ่งทะยานไปแตะระดับ1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้จริง ๆ ล่ะก็ !
มูลค่าหุ้น 1.5% ในมือของมู่ชิงหลาน มันก็จะกระชากทรัพย์สินส่วนตัว ของเธอให้ทะลุระดับสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ! ไปได้อย่างง่ายดาย !
และอย่าลืมว่านี่เป็นเพียงแค่การระดมทุนรอบแรก และนับแค่ 2 โปรเจกต์เท่านั้นนะ !
บริษัท เจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ยังมีเพชรเม็ดงามซุกซ่อนอยู่อีกเพียบ ! ไม่ว่าจะเป็นเจ๋อรัน แมป,เจ๋อรัน เพย์, เจ๋อรัน วิดีโอ, ฟาสต์เกต และโปรเจกต์ใหม่แกะกล่อง อย่างเจ๋อรัน ตาเชอ ที่กำลังจะคลอดออกมา !
ลองคิดดูสิ ! ในอนาคต ถ้าโปรเจกต์ตัวท็อปพวกนี้ถูกแยกตัวออกไปตั้งบริษัทลูก แล้วทยอยตบเท้าเข้าสู่กระบวนการระดมทุน หรือถ้าบริษัทแม่เจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ตัดสินใจขึ้นเขียง เปิดระดมทุนด้วยตัวเองเลยล่ะก็ !
มูลค่าของออปชัน 1.5% ในกำมือของมู่ชิงหลาน มันจะต้องมหาศาล และบ้าคลั่งขนาดไหนกัน ! ?
ถึงแม้ว่าธุรกิจกงสีของครอบครัวเธอ จะเป็นถึงบริษัทใหญ่โตที่มีรายได้รวมแตะระดับ 3 - 4 พันล้านหยวนต่อปี และฟันกำไรสุทธิไปได้ปีละราว ๆ 4 - 5 ร้อยล้านหยวนก็เถอะ !
แต่ถ้าลองประเมินอนาคตให้ดี มู่ชิงหลานก็มั่นใจเลยว่า มูลค่าออปชันหุ้น 1.5% ของเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ที่เธอถือครองอยู่นั้น มันจะมีมูลค่ามหาศาล จนไม่เป็นสองรองอาณาจักรธุรกิจของตระกูลของเธอเลยแม้แต่น้อย !
หรือเผลอ ๆ มันอาจจะสูงกว่าและทรงพลังกว่าธุรกิจกงสีของเธอไปไกลลิบเลยด้วยซ้ำ !
หลังจากนั่งคุยปรึกษาหารือเรื่องงานกับหลี่เจ๋อต่ออีกพักใหญ่ มู่ชิงหลานก็ขอตัวกลับไปทำงาน
ตกช่วงบ่ายสวี่ไข่ ประธานฝ่ายวิศวกรรมของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ได้หอบเอาผลงานชิ้นโบแดงมานำเสนอให้หลี่เจ๋อดู
และเป้าหมายหลักในการมาพบเจ้านายครั้งนี้ ก็คือเพื่อนำเสนอ สมาร์ทโฟนเรือธงซิงเย่า 4 เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ! ที่เตรียมจะเปิดตัวภายในปีนี้นั่นเอง !
และเครื่องต้นแบบของตระกูลซิงเย่า 4 ก็พัฒนาเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว สวี่ไข่จึงนำเครื่องต้นแบบเหล่านี้ มาให้หลี่เจ๋อพิจารณาด้วยตัวเอง
เมื่อนำดีไซน์ของซิงเย่า 4 ไปวางเทียบกับซิงเย่า 3 รุ่นก่อนหน้า จะเห็นได้ชัดเลยว่า ซิงเย่า 4 มีการยกเครื่อง และเปลี่ยนโฉมไปอย่างมหาศาล !
อันดับแรกที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุด ก็คือขอบหน้าจอ ที่ถูกหั่นและบีบให้บางเฉียบยิ่งขึ้น ! ส่งผลให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอกว้างและเต็มตามากยิ่งขึ้น !
และไฮไลต์สำคัญ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุด ก็คือกล้องหลังที่ถูกอัปเกรด จากเดิมที่มีแค่กล้องตัวเดียว พัฒนามาเป็นระบบกล้องคู่แล้ว ! !
ซึ่งนวัตกรรมการใส่กล้องหลัง 2 ตัว เข้ามาในสมาร์ทโฟนแบบนี้ ทางเจ๋อรัน เทคโนโลยี ถือเป็นผู้บุกเบิกและผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมนี้เป็นรายแรกของโลก !
สำหรับรุ่นสแตนดาร์ดอย่างซิงเย่า 4 กล้องหลังคู่ จะประกอบไปด้วย เลนส์ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ทั้ง 2 เลนส์
ส่วนรุ่นโปรอย่างซิงเย่า 4 Pro จะถูกอัปเกรดขั้นสุด ด้วยเลนส์กล้องคู่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ทั้ง 2 เลนส์ ! นอกจากนี้ ในปีนี้ เจ๋อรัน เทคโนโลยี ยังได้จัดเต็ม ! ด้วยการเพิ่มโมเดลระดับซูเปอร์แฟล็กชิป เข้ามาอีก 1 รุ่น ! นั่นก็คือรุ่นซิงเย่า 4 Pro+ !
ซึ่งเจ้าซิงเย่า 4 Pro+ นี้ จะพกพานวัตกรรมกล้องหลังคู่ ที่มีความละเอียดทะลุขีดจำกัดไปถึง 10 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว ! และสำหรับกล้องหน้า ทางเจ๋อรัน ก็ไม่ได้ละเลยการพัฒนาแต่อย่างใด
ในรุ่นซิงเย่า 4 กล้องหน้าจะถูกอัปเกรดความละเอียดจากรุ่นที่แล้วที่มีแค่ 5 แสนพิกเซล พุ่งขึ้นไปเป็น 1.2 ล้านพิกเซล เพื่อตอบโจทย์สายเซลฟี่ อย่างเต็มที่ !
ส่วนในรุ่นเรือธงอย่างซิงเย่า 4 Pro และซิงเย่า 4 Pro+ กล้องหน้าก็ถูกอัปเกรดให้มีความละเอียดสูงถึง 2 ล้านพิกเซลกันเลยทีเดียว !
เรียกได้ว่า ในเรื่องของเทคโนโลยีกล้องถ่ายรูป สมาร์ทโฟนตระกูลซิงเย่า 4 ถือว่ามีการก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด !
ส่วนในเรื่องของหน่วยความจำแรม สำหรับน้องใหม่ตัวท็อปสุดอย่างซิงเย่า 4 Pro+ ทางเจ๋อรันฯ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการยัดแรมขนาด 1GB เข้ามาให้แบบจัดเต็ม ! ในขณะที่รุ่นย่อยอื่น ๆ ในซีรีส์ ยังคงให้แรมมาตรฐานมาที่ 512MB
สำหรับความจุตัวเครื่อง รุ่นสแตนดาร์ดอย่างซิงเย่า 4 ยังคงมีให้เลือก 2 ขนาด คือ 16GB และ 32GB
แต่สำหรับรุ่นซิงเย่า 4 Pro และซิงเย่า 4 Pro+ นอกจากจะมีความจุ 32GB เป็นพื้นฐานแล้ว ยังได้เพิ่มรุ่นความจุมหาศาล ระดับ 64GB เข้ามาให้เลือกซื้อด้วย !
โดยสรุปแล้ว สมาร์ทโฟนตระกูลซิงเย่า 4 ในปีนี้ จะมีรุ่นย่อยและสเปกต่าง ๆ ให้ผู้บริโภคเลือกสรรเยอะมากยิ่งขึ้น !
พอลองไล่นับดู รวมเบ็ดเสร็จแล้ว มีโมเดลที่มีสเปกแตกต่างกัน ให้เลือกซื้อมากถึง 8 รุ่น เลยทีเดียว !
และในส่วนของสีตัวเครื่อง ในปีนี้ก็ได้มีการเพิ่มสีใหม่เข้ามาถึง 2 สี ! นั่นคือสีน้ำเงินเพชรประกาย และสีเหลืองฤดูร้อนหูหยาง !
ใช่แล้ว ! ในที่สุด ทางเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ได้ตัดสินใจนำเอาสีเหลืองฤดูร้อนหูหยาง ซึ่งเป็นสีพิเศษที่หลี่ตงเคยสั่งทำพิเศษแบบลิมิเต็ดอิดิชันให้กับเครื่องซิงเย่า 2 Pro ของเขาเมื่อนานมาแล้ว นำมาผลิตและใช้เป็นสีมาตรฐาน สำหรับวางจำหน่ายในรุ่นซิงเย่า 4 ซะเลย !
หลี่เจ๋อนั่งฟังการบรรยายของสวี่ไข่อย่างตั้งใจ
ในขณะเดียวกัน มือของเขาก็หยิบสมาร์ทโฟนเครื่องต้นแบบ ของซีรีส์ซิงเย่า 4 ทั้งเซตที่สวี่ไข่นำมาให้ ขึ้นมาสัมผัสและทดลองเล่นอย่างพินิจพิเคราะห์
โดยรวมแล้ว หลี่เจ๋อรู้สึกประทับใจและพึงพอใจกับสมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่า 4 ในปีนี้เป็นอย่างมาก !
การเปลี่ยนแปลงและการอัปเกรดใน ด้าน ถือว่าก้าวกระโดดและจัดเต็ม สุด ๆ !
โดยเฉพาะจุดขายที่โดดเด่นที่สุด ซึ่งก็หนีไม่พ้นการบุกเบิกใช้นวัตกรรมกล้องหลังคู่นั่นเอง !
แน่นอนว่า การใส่กล้องคู่เข้ามา ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพทั้งในเรื่องการถ่ายภาพนิ่งและการบันทึกวิดีโอของสมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ ทรงพลังและก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล !
โดยเฉพาะผลลัพธ์การถ่ายภาพจากนวัตกรรมกล้องหลังคู่ ความละเอียด 10 ล้านพิกเซลของรุ่นซิงเย่า 4 Pro+ นั้น มันช่างน่าทึ่งและทรงพลัง จนน่าขนลุก !
พูดได้เต็มปากเลยว่าคุณภาพรูปถ่ายที่ได้จากรุ่นนี้ มันก้าวล้ำนำหน้า และทิ้งห่างสมาร์ทโฟนทุกรุ่นทุกแบรนด์ในท้องตลาดปัจจุบันชนิดที่ว่าทิ้งฝุ่น จนมองไม่เห็นแม้แต่ไฟท้ายเลยทีเดียว !
หลังจากจบการพรีเซนต์ข้อมูลของสมาร์ทโฟนซีรีส์ซิงเย่า 4 เรียบร้อยแล้ว สวี่ไข่ก็ได้ถือโอกาสรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบสแกนลายนิ้วมือให้หลี่เจ๋อฟังต่อ
"ท่านประธานหลี่ครับ สำหรับความคืบหน้าเรื่องเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือนั้น ตอนนี้ทีมวิจัยของเราสามารถพัฒนาตัวระบบพื้นฐานจนสำเร็จเป็นรูปร่างแล้วล่ะครับ ! เพียงแต่ว่า ในส่วนของความแม่นยำในการจดจำลายนิ้วมือและความไวในการประมวลผล มันยังต้องใช้เวลาปรับจูนอีกสักนิดหน่อยครับ"
"แต่ถ้าไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคทางเทคนิคอะไรร้ายแรงแทรกซ้อนล่ะก็ ผมมั่นใจว่า ภายในระยะเวลา 3 - 4 เดือนนี้ เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือของเราก็จะสมบูรณ์แบบ 100% อย่างแน่นอนครับ ! "
"และมันก็จะพร้อมนำไปติดตั้งและใช้งาน ในสมาร์ทโฟนซิงเย่า 5 เจเนอเรชันถัดไป ได้อย่างไร้ปัญหาแน่นอนครับ ! "
"เพียงแต่ว่า ตอนนี้ ทีมวิจัยของเรายังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งและยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าเราควรจะจัดวางตำแหน่งของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ เอาไว้ตรงจุดไหนของตัวเครื่องดีน่ะครับ"
"ช่วงก่อนหน้านี้ พวกเราได้เปิดประชุมระดมสมอง เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับดีไซน์ของซิงเย่า 5 ไปหลายรอบแล้ว โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งของปุ่มสแกนลายนิ้วมือนี่แหละครับ ที่ถกเถียงกันหนักที่สุด"
"ในปัจจุบัน เรามีทางเลือก อยู่ 3 ทางครับ ทางเลือกแรก คือ นำเซ็นเซอร์ไปติดตั้งไว้ที่ฝาหลังของตัวเครื่อง ทางเลือกที่สอง คือ การนำเซ็นเซอร์ไปซ่อนไว้ที่ขอบด้านข้างของตัวเครื่อง"
"และทางเลือกสุดท้าย ซึ่งเป็นดีไซน์ที่พวกเราทุกคนในทีมเห็นพ้องต้องกัน ว่าเป็นตำแหน่งที่เพอร์เฟกต์และยอดเยี่ยมที่สุด นั่นก็คือ การนำเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปฝังรวมเข้ากับปุ่มโฮมที่ด้านหน้าของตัวเครื่องนั่นเองครับ ! "
"แต่ทว่า ! การจะนำเซ็นเซอร์ไปฝังรวมกับปุ่มโฮมนั้น มันมีกำแพงทางเทคนิคบางอย่างขวางกั้นอยู่ ซึ่งทีมวิศวกรของเรายังไม่สามารถหาวิธีทลายกำแพงนั้นลงได้สำเร็จครับ"
"และเราก็ยังไม่สามารถประเมินกรอบเวลาที่แน่ชัดได้เลย ว่าจะหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นได้สำเร็จเมื่อไหร่ ถ้าหากกระบวนการวิจัยและค้นคว้า มันดันเกิดสะดุดหรือล่าช้าเกินไปล่ะก็ ผมเกรงว่าดีไซน์การฝังสแกนนิ้วบนปุ่มโฮมอาจจะเสร็จไม่ทันนำมาใช้กับ ซิงเย่า 5 ที่จะเปิดตัวในปีหน้าแน่ ๆ ครับ"
"ดังนั้น เพื่อเป็นแผนสำรอง ในระยะนี้ ทีมวิจัยของเราจึงมุ่งเน้นไปที่การถกเถียงหาข้อสรุป ว่าเราควรจะนำเซ็นเซอร์ไปวางไว้ที่ฝาหลังหรือขอบด้านข้างดีกว่ากันน่ะครับ"
"สำหรับเรื่องนี้ ผมก็เลยอยากจะขอความเห็นและคำแนะนำจากท่านประธานหลี่ดูสักหน่อยน่ะครับ ? "
เมื่อได้รับฟังปัญหาจากสวี่ไข่ หลี่เจ๋อก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เขาเอื้อมมือไปหยิบเครื่องต้นแบบซิงเย่า 4 Pro+ ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วใช้นิ้วมือ ลูบคลำและจำลองการใช้งาน โดยใช้นิ้วกดไปที่ปุ่มโฮม,ขอบด้านข้าง, และฝาหลังของตัวเครื่อง สลับกันไปมา เพื่อทดสอบสัมผัสและประสบการณ์การใช้งานอย่างตั้งใจ
หลังจากใช้ความคิดอยู่เพียงครู่เดียว หลี่เจ๋อก็เงยหน้าขึ้น สบตากับสวี่ไข่ แล้วให้คำตอบที่เฉียบขาด "ในเมื่อตอนนี้ เทคโนโลยีการฝังเซ็นเซอร์ลงบนปุ่มโฮมด้านหน้ามันยังติดล็อกปัญหาทางเทคนิคอยู่"
"ถ้าอย่างนั้น ก็เอาไปติดตั้งไว้ที่ฝาหลังก็แล้วกันครับ ! "
"จริงอยู่ที่การเอาเซ็นเซอร์ไปไว้ที่ฝาหลัง มันก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่เมื่อมองในภาพรวมแล้ว เวลาที่เราหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถือไว้ในมือ การใช้นิ้วชี้เอื้อมไปทาบที่ฝาหลังเพื่อปลดล็อก มันก็ยังถือว่าสะดวกและรวดเร็วอยู่ในระดับที่รับได้"
"แน่นอนว่าข้อเสียที่น่ารำคาญที่สุดของการสแกนนิ้วที่ฝาหลัง ก็คือ เวลาที่เราวางโทรศัพท์ราบไปกับโต๊ะ การจะปลดล็อกมันก็จะทุลักทุเลและไม่สะดวกเอาเสียเลย"
"แต่เมื่อนำข้อจำกัดนี้ไปเปรียบเทียบกับการนำเซ็นเซอร์ไปซ่อนไว้ที่ขอบด้านข้างแล้วล่ะก็ ผมมองว่า ปัญหาที่ขอบด้านข้างมันมีความร้ายแรงกว่าเยอะเลยนะครับ ! ถึงแม้ว่าการไว้ที่ขอบข้าง มันจะดูมินิมอลและสวยงาม ตอนที่เรามองด้วยตาก็เถอะ แต่พอถึงเวลาใช้งานจริง นิ้วของเรา มันจะไม่สามารถวางทาบได้ถนัดมือและไม่ลื่นไหลเท่าที่ควรหรอกครับ"
"และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ถ้าหากคุณตัดสินใจนำเซ็นเซอร์สแกนนิ้วไปติดตั้งไว้ที่ขอบด้านข้าง นั่นก็หมายความว่าความหนาของขอบด้านข้างตัวเครื่อง มันก็จะต้องถูกขยายขนาดให้หนาและกว้างพอที่จะรองรับตัวเซ็นเซอร์ได้ด้วย ! "
"การที่คุณอยากจะทำให้ตัวเครื่องบางเฉียบ แต่ก็อยากจะฝังเซ็นเซอร์สแกนนิ้วไว้ที่ขอบข้างด้วย มันเป็นโจทย์ที่ยากหินและท้าทายขีดจำกัดทางวิศวกรรมแบบสุด ๆ เลยนะ ! และต่อให้ทีมของคุณจะสามารถฝืน ดันเซ็นเซอร์เข้าไปในขอบที่บางเฉียบได้สำเร็จก็เถอะ แต่ถ้าขนาดของขอบด้านข้าง มันแคบและเล็กเกินไป พื้นที่ในการรับสัมผัสลายนิ้วมือมันก็จะไม่เพียงพอ ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันก็จะส่งผลเสียทำให้ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่ดี"
"สรุปก็คือ ! ในระหว่างที่เรายังไม่สามารถทลายกำแพงทางเทคนิค เพื่อนำสแกนนิ้วไปฝังรวมกับปุ่มโฮมด้านหน้าได้"
"เราก็ยึดแผนการนำเซ็นเซอร์ไปติดตั้งไว้ที่ฝาหลังเป็นทางเลือกหลักไปก่อนเลย ! "
คำแนะนำของหลี่เจ๋อในครั้งนี้ ไม่ใช่การวิเคราะห์ในเชิงวิศวกรรมลึกล้ำอะไรเลย แต่มันคือการตีโจทย์ โดยเอาตัวเองเข้าไปสวมบทบาทเป็นผู้ใช้งานจริงล้วน ๆ !
เมื่อสวี่ไข่ได้รับฟังเหตุผลและการวิเคราะห์อย่างเฉียบขาดของเจ้านาย เขาก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที "รับทราบครับ ! ถ้างั้น เดี๋ยวผมจะสั่งให้ทีมวิจัย ยึดแนวทางการออกแบบซิงเย่า 5 โดยให้ติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเอาไว้ที่ฝาหลังของตัวเครื่องเลยก็แล้วกันนะครับ ! "
"อืม ! " หลี่เจ๋อพยักหน้ารับคำเบา ๆ
หลังจากเคลียร์เรื่องดีไซน์เรียบร้อย หลี่เจ๋อก็เอ่ยปากถามสวี่ไข่ต่อ เกี่ยวกับความพร้อมในการผลิต และไทม์ไลน์การเปิดตัวและวางจำหน่าย ของสมาร์ทโฟน ซิงเย่า 4 อย่างเป็นทางการ
ซึ่งเรื่องนี้ สวี่ไข่เองก็ได้เข้าไปประชุมหารือ เพื่อเคาะแผนงานร่วมกับหลินเยว่และซุนถิงมาล่วงหน้าแล้ว
"ในปัจจุบันนี้ โมเดลการผลิตของซีรีส์ซิงเย่า 4 ทุกรุ่น ทุกสเปก ได้ถูกเคาะไฟนอลและเซตอัปเข้าสู่สายการผลิตเรียบร้อยหมดแล้วครับ ! และภายในหนึ่งถึงสองวันนี้ ทางโรงงานประกอบก็จะเริ่มเดินเครื่องผลิตลอตทดสอบอย่างเป็นทางการแล้วครับ ! เมื่อนำไปบวกรวมกับระยะเวลาในการสะสมสต็อกสินค้าและกระบวนการโลจิสติกส์ กระจายสินค้าไปยังจุดจำหน่ายต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว"
"เราได้เคาะไทม์ไลน์เบื้องต้นเอาไว้ว่า สมาร์ทโฟน ซิงเย่า 4 จะพร้อมเปิดวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ครับ ! "
"ส่วนกำหนดการจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เราได้วางแพลนเอาไว้ว่าจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมครับ ! "
เรียกได้ว่า ทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคนของ เจ๋อรัน เทคโนโลยี ต่างก็ฝากความหวังและตั้งตารอคอยความสำเร็จของสมาร์ทโฟนซิงเย่า เจเนอเรชันนี้เอาไว้สูงลิบลิ่ว !
และหากจะถามว่า พวกเขามั่นใจในศักยภาพของมือถือรุ่นนี้แค่ไหน ? ก็ให้ดูจากใบสั่งผลิตที่พวกเขาส่งไปให้โรงงานประกอบก็แล้วกัน !
เพราะหลังจากที่หลินเยว่และซุนถิงได้ปรึกษาหารือและประเมินตลาดกันอย่างถี่ถ้วนแล้ว พวกเขาได้ตัดสินใจโยนออเดอร์ลอตแรกสั่งผลิตสมาร์ทโฟน ซิงเย่า 4 เป็นจำนวนมหาศาลถึง 15 ล้านเครื่อง ! !
ซึ่งออเดอร์ 15 ล้านเครื่องนี้ ! มันมีจำนวนสูงกว่าออเดอร์สั่งผลิตลอตแรกของมือถือรุ่นน้องอย่างจวี๋จื่อ J1 ถึง 5 ล้านเครื่อง ด้วยซ้ำ !
และอย่าลืมนะว่า ! สมาร์ทโฟน ซิงเย่า มันไม่ใช่มือถือราคาถูกที่เน้นกวาดยอดขายด้วยความคุ้มค่าอย่างรุ่นจวี๋จื่อ J1 แต่มันคือสมาร์ทโฟนระดับเรือธงสุดหรู ที่แค่รุ่นสแตนดาร์ด ราคาเริ่มต้นก็ปาเข้าไปตั้ง 5,000 กว่าหยวนแล้ว ! !
ดังนั้น การที่บริษัทกล้าทุ่มทุนสั่งผลิตลอตแรกแบบจัดหนักจัดเต็มถึง 15 ล้านเครื่อง ! มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่า ชาวเจ๋อรัน เทคโนโลยีทุกคน มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในศักยภาพของ ซิงเย่า 4 มากมายขนาดไหน !
แต่ก็นั่นแหละ ! สเปกและนวัตกรรมที่อัดแน่นอยู่ในซิงเย่า 4 ในปีนี้ มันก็ช่างโดดเด่นและยอดเยี่ยมสมกับที่พวกเขาตั้งความหวังไว้จริง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การชูนวัตกรรมกล้องหลังคู่มาเป็นจุดขายหลัก มันคือการยกระดับประสบการณ์การใช้งานขึ้นไปอีกขั้น ! ซึ่งมันจะต้องสร้างแรงดึงดูดมหาศาล จนทำให้ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้ออย่างไม่ลังเลแน่นอน !
และเมื่อนำไปบวกกับปรากฏการณ์ความสำเร็จของยอดขาย ซิงเย่า 3 เมื่อปีที่แล้ว
การที่เจ๋อรัน เทคโนโลยี จะใจป้ำโยนออเดอร์ 15 ล้านเครื่องตูมเดียวให้โรงงานเร่งผลิต มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจเลยสักนิดเดียว !