เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 181 รวยล้นฟ้าทัดเทียมประเทศ ทรัพย์สินเหยียบล้านล้าน ! ฉันรู้จักมหาเศรษฐีหลี่จริง ๆ นะเว้ย !

ตอนที่ 181 รวยล้นฟ้าทัดเทียมประเทศ ทรัพย์สินเหยียบล้านล้าน ! ฉันรู้จักมหาเศรษฐีหลี่จริง ๆ นะเว้ย !

ตอนที่ 181 รวยล้นฟ้าทัดเทียมประเทศ ทรัพย์สินเหยียบล้านล้าน ! ฉันรู้จักมหาเศรษฐีหลี่จริง ๆ นะเว้ย !


ตอนที่ 181 รวยล้นฟ้าทัดเทียมประเทศ ทรัพย์สินเหยียบล้านล้าน ! ฉันรู้จักมหาเศรษฐีหลี่จริง ๆ นะเว้ย !

หลังจากที่ตัวแทนจาก SoftBank และอาลีบา เดินทางกลับไปถึงบริษัท พวกเขาก็รีบเข้ารายงานสถานการณ์การเจรจากับเซี่ยวเน่ย ให้กับซุนเจิ้งอี้และประธานหม่าทราบทันที

เมื่อประธานหม่าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาก็รู้สึกหัวเสียและฉุนเฉียวไม่ใช่น้อย

ส่วนทางฝั่งซุนเจิ้งอี้นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง !

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาหอบเงินมาลงทุนในบริษัทอินเทอร์เน็ตของประเทศเซี่ยมากมายหลายแห่ง และดีลที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือการลงทุนในอาลีบา แต่เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ถูกใครหน้าไหนปฏิเสธ การลงทุน เพียงเพราะข้อหาที่ว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่นมาก่อนเลยในชีวิต !

ทว่า เมื่อตัวแทนจาก SoftBank ได้นำเสนอไอเดียที่จะเบนเข็มไปลงทุนในแพลตฟอร์ม โซวหู และแพลตฟอร์ม ซินล่าง พร้อมกับเป็นกาวใจผลักดันให้ทั้งสองค่ายแยกตัวและควบรวมแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน ซุนเจิ้งอี้ก็มองว่าข้อเสนอนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก !

ทางด้านของประธานหม่าเอง เมื่อได้รับฟังข้อเสนอนี้จากลูกน้อง เขาก็เห็นพ้องต้องกัน ว่าในสถานการณ์ที่พวกเขาหมดสิทธิ์เข้าไปร่วมลงทุนกับเซี่ยวเน่ย นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในการก้าวเท้าเข้าสู่สมรภูมิโซเชียล

ดังนั้น เมื่อประธานหม่ากับซุนเจิ้งอี้ได้หารือและตกลงกัน ทั้งสองก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะร่วมมือกันผลักดัน ให้ซินล่างและโซวหู ยอมหั่นโปรเจกต์แพลตฟอร์มออกมาควบรวมกิจการให้จงได้ !

และนี่ก็คือไพ่ใบเดียว ที่พวกเขาจะสามารถใช้แทรกซึมเข้าสู่สมรภูมิโซเชียลเน็ตเวิร์กของประเทศเซี่ยได้ในเวลานี้

ในมุมมองของมหาเศรษฐีทั้งสอง พวกเขาเชื่อมั่นว่า หากมีเงินทุนอัดฉีด จากพวกเขาสองค่ายคอยหนุนหลัง การควบรวมแพลตฟอร์มของโซวหูและซินล่าง ย่อมมีสิทธิ์ที่จะพลิกกระดานแซงหน้าและก้าวขึ้นมาท้าชนกับเซี่ยวเน่ย เวยป๋อ ได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พวกเขายังรู้ดีว่า สถานการณ์ของแพลตฟอร์ม โซวหู กำลังตกที่นั่งลำบากสุด ๆ จนถึงขั้นมีข่าวลือว่าโซวหูอาจจะยอมถอดใจทิ้งโปรเจกต์ไปเลยด้วยซ้ำ

ส่วนแพลตฟอร์ม ซินล่าง ถึงแม้สถานการณ์จะดูดีกว่าโซวหูอยู่บ้าง แต่มันก็แค่พอประคองตัวรอดไปวัน ๆ เท่านั้น

ซุนเจิ้งอี้และประธานหม่าจึงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าด้วยแรงผลักดันของพวกเขา การจะเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองบริษัทนี้ยอมแยกโปรเจกต์ออกมาควบรวมกันนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด

และสถานการณ์จริงก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาดเดาไว้ !

ทันทีที่ตัวแทนของ SoftBank และอาลีบา เข้าไปเปิดโต๊ะเจรจากับ โซวหู และซินล่าง ทั้งสองค่ายต่างก็แสดงความสนใจอย่างล้นหลามในข้อเสนอนี้ !

เพียงแต่ว่าในเรื่องของสัดส่วนหุ้นที่แต่ละฝ่ายจะได้รับหลังควบรวม รวมถึงเรื่องจำนวนเงินลงทุนและสัดส่วนหุ้นที่ SoftBank กับอาลีบาจะได้รับ สิ่งเหล่านี้ยังคงต้องผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองในรายละเอียดกันอย่างเข้มข้น

ด้วยเหตุนี้ มหกรรมการต่อรองแบบมาราธอน ระหว่าง 4 ขั้วอำนาจ SoftBank, อาลีบา, ซินล่าง, และโซวหู จึงเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ!

ในขณะเดียวกัน

การจัดอันดับมหาเศรษฐีโลก ประจำปี 2010 ก็ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการบนหน้านิตยสารฟอบส์ ในวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา !

เมื่อเทียบกับปี 2009 ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มทุเลาลง และตลาดหุ้นที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้สินทรัพย์ของบรรดามหาเศรษฐีทั่วโลก ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วกันถ้วนหน้า !

โดยหนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดก็คือ เจ้าพ่อโทรคมนาคมแห่งเม็กซิโก อย่างการ์โลส สลิม  ที่มีมูลค่าทรัพย์สินพุ่งพรวดขึ้นมาถึง 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! ทะยานจาก 35,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2009 ขึ้นมาแตะระดับ 53,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ !

ทำให้เขาสามารถปาดหน้าทั้งบิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์  กลับขึ้นไปรั้งตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับที่ 2 ของโลก ได้อีกครั้ง !

ส่วนทางด้านของบิล เกตส์  ทรัพย์สินของเขาก็พุ่งขึ้นมา 13,000 ล้านดอลลาร์ เช่นกัน แตะระดับ 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พ่ายแพ้ให้กับการ์โลส สลิม ไปแบบเฉียดฉิวเพียง 500 ล้านดอลลาร์ และตกมาอยู่ อันดับที่ 3

ส่วนวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็รั้งตำแหน่ง อันดับที่ 4 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถึงแม้ว่าตัวเลขความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีระดับโลกเหล่านี้ จะเพิ่มสูงขึ้นจนน่าประทับใจ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนส่วนใหญ่คาดเดาได้อยู่แล้ว

แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วทั้งโลกถึงกับช็อกจนลูกตาแทบถลนอย่างแท้จริง ! กลับเป็นมูลค่าทรัพย์สินของหลี่เจ๋อ ผู้ที่ยังคงครองบัลลังก์มหาเศรษฐีอันดับที่ 1 ของโลก เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นต่างหาก ! !

เพราะในปีนี้ นิตยสารฟอบส์ ได้ประเมินทรัพย์สินส่วนตัวของหลี่เจ๋อเอาไว้สูงลิบลิ่วจนน่าสะพรึงกลัว ถึงระดับ 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! !

ตัวเลขบ้าคลั่งนี้ มันมากพอที่จะเป็น 3.2 เท่า ของการ์โลส สลิม ที่อยู่ในอันดับ 2 !

และยิ่งไปกว่านั้น ! ต่อให้นำเอาทรัพย์สินของอันดับ 2, 3, และ 4 อย่าง การ์โลส, บิล เกตส์, และบัฟเฟตต์มาบวกรวมกัน ! มันก็ยังน้อยกว่า ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อคนเดียวถึงเกือบ ๆ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! !

นี่มันคือตัวเลขที่บ้าบอและหลุดโลกขนาดไหนกันเนี่ย ! ?

เรียกได้ว่า วลีที่บอกว่าโคตรน่าสะพรึงกลัว  มันถูกสร้างมาเพื่ออธิบายความมั่งคั่งของชายคนนี้โดยเฉพาะ !

การที่ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อพุ่งทะยานจนทะลุปรอทแตกได้ขนาดนี้ มันไม่ได้เป็นเพียงเพราะราคาหุ้นของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่พุ่งทะลุสถิติสูงสุดใหม่จนมีมูลค่ารวมของบริษัททะลุ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

แต่ยังเป็นเพราะ มูลค่ารวมของบริษัทเพนกวิน ก็พุ่งทะยานทะลุระดับ 2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงด้วยเช่นกัน ! และอย่าลืมว่าหลี่เจ๋อถือครองหุ้นของเพนกวินอยู่มหาศาลถึง 39.5% !

ลำพังแค่มูลค่าหุ้นของเพนกวินที่เขาถืออยู่ เมื่อคำนวณตามราคาตลาด มันก็มีมูลค่าทะลุ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปแล้ว !

นอกจากนี้ หลี่เจ๋อยังได้ผ่านกองทุนเจ๋อรัน อินเวสต์เมนต์ ถือครองหุ้นของบีวายดี อีก 24%, หุ้นBOE 21%, หุ้นเฟยฝานสปอร์ต 35.7%, หุ้นหวังอี้ เกือบ 8%, และหุ้นของโก่วตงมอลล์ อีก 31.95% ! และอื่น ๆ อีกเพียบ !

ซึ่งบริษัทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น !

และมูลค่าตลาดของบริษัทเหล่านี้ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างมหาศาลแทบทุกตัว

แม้แต่ โก่วตงมอลล์ ในการระดมทุนรอบล่าสุด มูลค่าการประเมินก็ยังสูงลิ่วถึง 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ !

แถมในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก หลี่เจ๋อยังได้ฉวยโอกาสช้อนซื้อหุ้นราคาถูกของบริษัทระดับโลกอย่าง Amazon และ Google มาตุนไว้อีกเพียบ ! ซึ่งตอนนี้ มูลค่าหุ้นของทั้งสองยักษ์ใหญ่นั้นก็ฟื้นตัวและพุ่งกลับขึ้นมาสร้างกำไรมหาศาลให้กับเขาแล้ว !

ยังไม่นับรวมเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ที่เมื่อปีที่แล้ว ธุรกิจหลักอย่างเตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน และเจ๋อรัน ถวนโก้ว ก็เติบโตแบบก้าวกระโดดสุด ๆ และเจ๋อรัน วิดีโอ ที่ได้รับผลพลอยได้จากสงครามลิขสิทธิ์ในประเทศ จนดันราคาประเมินของแพลตฟอร์มให้พุ่งกระฉูดขึ้นไปอีกมหาศาล !

ดังนั้น การที่ฟอบส์ ประเมินทรัพย์สินรวมของหลี่เจ๋อออกมาที่ 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิดเดียว !

เมื่อลองนำรายละเอียดมาแจกแจงดู มันก็เป็นตัวเลขที่ถูกคิดคำนวณมาอย่างสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

แต่ทว่า เมื่อตัวเลข 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐปรากฏขึ้นมาบนหน้าสื่อ ! มันกลับทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องตกอยู่ในสภาวะช็อกและตกตะลึง อย่างถึงที่สุด !

เรียกได้ว่าทำเอาขากรรไกรของคนทั้งโลก ร่วงลงมากระแทกพื้นจนแหลกละเอียด !

ก็เพราะว่าตัวเลขนี้ มันช่างมหาศาลและน่าสยดสยองเกินไปแล้ว !

มหาศาลจนอยู่เหนือขอบเขตจินตนาการของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปจะเข้าใจได้ !

นั่นมันคือ หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าล้านเลยนะ !

แถมยังเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอีกต่างหาก !

ถ้าหากลองนำมาแปลงเป็นสกุลเงินหยวน  แม้ว่าในปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับดอลลาร์ จะอยู่ที่ราว ๆ 6.8 ก็ตาม แต่มูลค่าของมัน ก็ยังพุ่งทะลุระดับ 1 ล้านล้านหยวน ! ! ไปไกลลิบ !

แถมยังมีส่วนเกินเศษติ่งโผล่มาอีกตั้ง หนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าล้านหยวน ด้วย !

ลำพังแค่เอาไอ้เศษติ่ง 1.7 แสนล้านหยวนมาพูดถึง มันก็เป็นตัวเลขที่ทำเอาคนธรรมดาหัวใจวายตายได้แล้ว !

ต้องไม่ลืมนะว่า ในช่วงปลายปี 2008 ตอนที่รัฐบาลประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 ล้านล้านหยวน เพื่อกอบกู้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ

ไอ้แผนแม่บทระดับกอบกู้ประเทศนั่นน่ะ เม็ดเงินของมันยังมีขนาดใหญ่กว่าทรัพย์สินส่วนตัวของหลี่เจ๋อในตอนนี้ เพียงแค่ไม่ถึง 3 เท่าด้วยซ้ำ !

นี่คือเม็ดเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งประเทศเลยนะเว้ย !

ดังนั้น วลีที่ว่ารวยล้นฟ้าทัดเทียมประเทศ  เมื่อนำมาใช้กับหลี่เจ๋อ มันก็ไม่ใช่คำพูดที่โอเวอร์เลยสักนิด !

ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ลิสต์การจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของฟอบส์ ถูกเผยแพร่กลับเข้ามาในประเทศเซี่ย ! มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนและความฮือฮาครั้งยิ่งใหญ่ระดับปรากฏการณ์ ! แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องพุ่งทะยานขึ้นไปยึดครองอันดับ 1 ในชาร์ตคำค้นหายอดฮิตของเซี่ยวเน่ย เวยป๋อ ในเสี้ยววินาที !

และในเว็บบอร์ดหรือคอมมูนิตี้ออนไลน์ต่าง ๆ ก็เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อความตกตะลึงกับความรวยของหลี่เจ๋อไปซะทุกพื้นที่

"เชี่ยยยย ! นี่มันโคตรจะน่าสะพรึงกลัวเลยว่ะ ! ไอ้คำว่ารวยระดับซื้อประเทศได้ วันนี้ฉันเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็วันนี้แหละเว้ย ! "

"ใช่เลย ! ท่านประธานหลี่แม่งโคตรของโคตรเทพ ! นี่คือทรัพย์สินระดับแสนเจ็ดหมื่นกว่าล้านเลยนะโว้ย ! แถมเป็นเงินดอลลาร์ด้วย ! "

"ก่อนหน้านี้ ตอนที่ฉันเห็นราคาหุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี พุ่งทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ ฉันก็พอจะรู้แล้วล่ะ ว่าปีนี้ทรัพย์สินของท่านประธานหลี่ ต้องพุ่งกลับมาแตะแสนล้านดอลลาร์อีกแน่ แต่ใครจะไปคิดวะ ว่าแกจะทะลุเป้าไปไกลลิบกว่าแสนล้านได้มากขนาดนี้ ! "

"จุ๊ ๆ ! 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! ! ถ้าสปีดความรวยของแกยังพุ่งกระฉูดต่อไปแบบนี้ล่ะก็ ฉันว่าปีหน้า ตอนฟอบส์จัดอันดับอีกรอบ ทรัพย์สินของท่านประธานหลี่แม่งต้องมีสิทธิ์ทะลุกำแพง 2 แสนล้านดอลลาร์แหง ๆ ! "

"ถ้าใครยังรู้สึกว่า 173,000 ล้านดอลลาร์ มันยังเห็นภาพไม่ชัดล่ะก็ ลองเอามาแปลงเป็นเงินหยวน โดยคูณเรต 6.8 ดูสิครับ ! มันจะตกอยู่ที่ประมาณ 1,170,000 กว่าล้านหยวน ! ! นี่แหละครับมหาเศรษฐีระดับล้านล้านของแท้ ! "

"พอแกอธิบายแบบนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกหลอนหนักกว่าเดิมอีก ! 1,170,000 กว่าล้านหยวน เชี่ยยย เงินก้อนระดับนี้ ต่อให้ฉันมีชีวิตอยู่ร้อยชาติ ฉันยังผลาญไม่หมดเลยว่ะ ! "

"ชาตินี้ชาติเดียวแกยังคิดว่าผลาญหมดเหรอ ร้อยชาติเนี่ยนะ ! ? แกกำลังฝันกลางวันอยู่หรือไงวะ ! ลองเอา 1,170,000 ล้าน หาร 100 ชาติ ดูสิ ตกชาติละ 11,700 ล้านหยวน ! ต่อให้แกเกิดมาชาตินึง แล้วใช้จ่ายแบบล้างผลาญบ้าคลั่งทุกวัน ชาตินึงแกก็ยังใช้เงิน 11,700 ล้านไม่หมดอยู่ดีเว้ย ! ยิ่งไปกว่านั้นนะ ถ้าแกมีเงินเยอะขนาดนี้ แค่แกเอาไปฝากธนาคารกินดอกเฉย ๆ ตีดอกเบี้ยแบบกาก ๆ ให้ 5% ต่อปีเลย ดอกเบี้ยปีนึงก็ตก 58,500 ล้านหยวน ! เข้าไปแล้ว ! ใครหน้าไหนมันจะปัญญาอ่อนผลาญเงินเล่น ๆ ปีละเกือบ 6 หมื่นล้านหยวนได้วะฮะ ! ? สรุปง่าย ๆ ก็คือ ลำพังแค่เงินปันผลจากดอกเบี้ย แกก็ใช้ไม่หมดแล้วเว้ย ! แม้แต่ดอกเบี้ยปีเดียวก็มากพอให้แกใช้ไปได้ทั้งชาติแล้ว ! ต่อให้แกเอาเงินไปเปย์พริตตี้เด็กเอ็นทุกวัน แกก็ยังเปย์ไม่หมดเลยเว้ย ! "

"ฉันทำได้แค่ยอมรับเลยว่า ความยิ่งใหญ่ของท่านประธานหลี่ มันทะลุขีดจำกัดจินตนาการของพวกเราไปไกลแล้วว่ะ เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่ มหาเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน นี่มันล่อเป็นมหาเศรษฐีล้านล้านซะงั้น ! "

"ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ นี่แม่งยังไม่ใช่จุดสูงสุดของแกเลยนะโว้ย ! ด้วยความร้อนแรงของเจ๋อรัน เทคโนโลยี ในตอนนี้ อนาคตราคาหุ้นของพวกเขามีแต่จะพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ลำพังแค่หุ้นเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่แกถืออยู่เพียงอย่างเดียว มันก็มากพอที่จะค้ำจุนให้แกครองบัลลังก์มหาเศรษฐีระดับล้านล้านหยวนไปได้อย่างมั่นคงแล้ว ! "

"นั่นก็ใช่ ! แต่นอกเหนือจากนั้น พวกแกไม่ได้สังเกตกันเหรอว่า ในพอร์ตทรัพย์สินของแกยังมีหุ้นของเพนกวิน ที่แกถืออยู่อีกตั้งหมื่นกว่าล้านดอลลาร์เชียวนะ ! และปัจจุบัน เพนกวิน ก็อยู่ในช่วงขาขึ้นเต็มตัว ! แล้วท่านประธานหลี่ล่อถือหุ้นเพนกวินไว้เกือบ 39.5% ขนาดนั้น ! เผลอ ๆ ในอนาคต ลำพังแค่มูลค่าหุ้นเพนกวิน ที่แกถืออยู่เพียงอย่างเดียว อาจจะพุ่งทะยานจนทะลุหลักแสนล้านดอลลาร์ได้เลยนะเว้ย ! "

"เมื่อกี้นี้ ฉันเพิ่งจะเข้าไปอ่านบทวิเคราะห์เจาะลึก ทรัพย์สินของท่านประธานหลี่ จากหน้านิตยสารฟอบส์มาหมาด ๆ ฉันถึงได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ท่านประธานหลี่เป็นเจ้าของโดยตรง หรือบริษัทที่แกไปร่วมลงทุน ทุก ๆ บริษัทล้วนแล้วแต่มีอนาคตที่สดใสทั้งนั้นเลยเว้ย ! ไม่ต้องพูดถึงตัวตึงอย่าง เจ๋อรัน เทคโนโลยี หรอก เอาแค่บริษัทเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ก็พอ บริษัทนี้แม้จะไม่ได้โด่งดังมีชื่อเสียงกระฉ่อนอะไรมาก แต่แบรนด์ในเครืออย่างเจ๋อรัน วิดีโอ', เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน', ฟาสต์เกต  แม่งล้วนแต่เป็นโปรเจกต์ระดับผู้นำอุตสาหกรรมทั้งนั้นเลยนะเว้ย ! รวมถึงแพลตฟอร์มที่เพิ่งจะฮิตขึ้นมาอย่างเจ๋อรัน ถวนโก้ว ก็อนาคตไกลสุด ๆ เหมือนกัน ฉันรู้สึกตงิด ๆ เลยว่ะ ว่าในอนาคต ไอ้บริษัทเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ นี่แหละ อาจจะผงาดขึ้นมากลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ระดับทัดเทียม กับเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็เป็นได้ ! "

"เอาจริง ๆ นะ มาถึงจุดนี้ ฉันไม่กล้าคาดเดาแล้วว่ะว่าในอนาคต ทรัพย์สินของท่านประธานหลี่จะทะยานไปถึงจุดไหน เผลอ ๆ การจะขยับขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้นะเว้ย ! แกต้องรู้ด้วยนะว่าโก่วตงมอลล์ ตอนนี้ก็เป็นบริษัทระดับเจ้าพ่อในวงการอีคอมเมิร์ซประเทศเซี่ยไปแล้ว ! และท่านประธานหลี่ก็มีหุ้นใน โก่วตงมอลล์ อยู่เกือบ 32% ! ทันทีที่ โก่วตงมอลล์ เคาะระฆังเข้าตลาดหลักทรัพย์  ต่อให้หุ้นในมือท่านประธานหลี่ จะต้องถูกเจือจางลงไปบ้าง แต่การที่มูลค่าหุ้นส่วนนั้นจะทะยานขึ้นไปแตะระดับหมื่นล้านดอลลาร์ล่ะก็ มันไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด ! "

ชาวเน็ตนับไม่ถ้วนต่างก็รัวคีย์บอร์ดถกเถียงและวิเคราะห์กันอย่างเมามัน

พอยิ่งไม่ได้ลองนำตัวเลขมาคำนวณอย่างละเอียด ก็อาจจะไม่รู้ แต่พอลองมานั่งบวกลบคูณหารเจาะลึกดูจริง ๆ ผนวกกับการประเมินอนาคตบริษัทในเครือและบริษัทที่หลี่เจ๋อเข้าไปลงทุน ชาวเน็ตก็ยิ่งรู้สึกว่า ความรวยของหลี่เจ๋อในอนาคต มันช่างเป็นเรื่องที่บ้าคลั่งหลุดโลกขึ้นไปทุกที !

แม้จะมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า บางทีในอนาคต ทรัพย์สินของหลี่เจ๋อ อาจจะทะลุไปถึงระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐก็เป็นได้ ซึ่งเมื่อมองปราดแรก มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่น่าจะเป็นไปได้เอาซะเลย

ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ! มันคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลขนาดไหนกันวะเนี่ย !

ถ้าหากเอามาแปลงเป็นเงินหยวนล่ะก็ มันปาเข้าไปตั้ง 7 ล้านล้านหยวน เลยนะโว้ย !

แล้วถ้าลองไปเทียบกับตัวเลข GDP ของประเทศเซี่ย ในปีที่แล้วดูสิ ตัวเลขอยู่ที่เท่าไหร่ล่ะ ?

ก็แค่ประมาณ 30 ล้านล้านหยวนเท่านั้นเอง !

เจ็ดล้านล้านหยวนเนี่ยนะ ! มันปาเข้าไปตั้ง 1 ใน 5 ของมูลค่า GDP ประเทศเลยนะ !

แต่ทว่า เมื่อลองมองลึกลงไป วิเคราะห์โครงสร้างบริษัทต่าง ๆ ที่หลี่เจ๋อถือครองและบริษัทที่เขาเข้าไปร่วมลงทุน ถ้าบริษัทเหล่านี้สามารถปั้น ให้เติบโตและทยอยเข็นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จล่ะก็ การจะไปถึงจุดนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริง ๆ น่ะแหละ !

ในขณะที่ทั่วทั้งโลกกำลังตื่นตะลึงกับตัวเลขการประเมินทรัพย์สินของตนเอง ตัวหลี่เจ๋อกลับไม่ได้รู้สึกสนใจหรือให้ค่าอะไรกับมันมากมายนัก

ทว่า ทางฝั่งของหลี่ตง เขาก็ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งไถอ่านคอมเมนต์ของชาวเน็ตอยู่บ้างประปราย

และเขาก็ได้เห็นคอมเมนต์ที่บอกว่าในอนาคต ทรัพย์สินของหลี่เจ๋ออาจจะทะยานขึ้นไปแตะระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย

เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ตงผู้ซึ่งรู้ตื้นลึกหนาบาง และรู้อนาคตการเติบโต รวมถึงสเกลมูลค่าของทุกบริษัทเป็นอย่างดี ก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากแล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ "ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐน่ะเหรอ ? "

"เหอะ ! เมื่ออิงจากรายชื่อบริษัทที่พ่อไปลงทุน บวกกับสัดส่วนหุ้นที่พ่อถือครองอยู่แล้ว ขอเพียงแค่โลกนี้ไม่เกิดเหตุการณ์พลิกล็อกวินาศสันตะโรอะไรขึ้นมา หรือพ่อไม่ได้ตัดสินใจเทขายหุ้นทิ้งไปก่อนเวลาอันควรล่ะก็"

"การที่พ่อจะก้าวขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐน่ะ มันเป็นเรื่องที่การันตีล้านเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วโว้ย ! "

"ไม่ต้องพูดถึงบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ที่เป็นตัวตึงนอกคอก ไม่ได้มีอยู่ในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์เดิมด้วยซ้ำ เอาแค่บริษัทอย่างเพนกวิน ก็พอ ! ในยุคพีกสุด ๆ ของมัน มูลค่าบริษัทแม่งเคยพุ่งทะยานทะลุ 7 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง ! "

"ต่อให้ในยุคหลัง ๆ มูลค่าของเพนกวิน จะมีอาการร่วงหล่นลงมาบ้าง แต่มันก็ยังประคองตัวอยู่ในระดับ 4-5 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกงอยู่ดี ! และลองคำนวณดูสิ พ่อถือหุ้นเพนกวินอยู่เกือบ ๆ 40% นั่นก็แปลว่า หุ้นเพนกวินในมือพ่อ จะมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง ! "

"ซึ่งก็ตีเป็นเงิน มากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ! เข้าไปแล้ว ! นี่ยังไม่รวมโก่วตงมอลล์ ที่มีมูลค่าระดับแสนล้านดอลลาร์อีกนะ ต่อให้ตอนที่ โก่วตงมอลล์ เข้าตลาดหลักทรัพย์ หุ้นของพ่อจะต้องถูกเจือจางลงไปบ้าง แต่ยังไงซะ มันก็ต้องเหลือมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์อย่างแน่นอน"

"แถมยังมี บีวายดี , SMIC , หวังอี้ และบริษัทอื่น ๆ อีกเพียบ ! ซึ่งแต่ละบริษัทแม่งก็มีมูลค่าระดับหลายแสนล้านหยวนทั้งนั้น ! "

"และถ้าบวกเจ๋อรัน เทคโนโลยี ของพ่อเองเข้าไปด้วย รวมถึงโปรเจกต์ของเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ ถ้าสามารถปั้นจนเติบโตแข็งแกร่งได้ มูลค่าทรัพย์สินของพ่อจะพุ่งทะลุเพดานล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้แบบชิล ๆ ไร้ปัญหาแน่นอน ! "

หลี่ตงรู้แจ้งเห็นจริงถึงสถานะและศักยภาพในอนาคตของบริษัทต่าง ๆ ที่หลี่เจ๋อถือครองและลงทุนอยู่เป็นอย่างดี

ขอเพียงแค่เตี่ยนชานจ้ายเซี่ยน และเจ๋อรัน ถวนโก้ว ของเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ สามารถโค่นล้มและเข้าไปสวมรอยเป็นผู้นำตลาดแทนที่เหม่ยถวน  ซึ่งเป็นเจ้าพ่อตัวจริงในไทม์ไลน์เดิมได้สำเร็จ แค่นี้ มันก็สร้างมูลค่าระดับล้านล้านหยวนเข้ากระเป๋าได้อีกแล้ว !

นี่ยังไม่นับรวมเจ๋อรัน เพย์ ระบบชำระเงินออนไลน์ ของเจ๋อรัน ซอฟต์แวร์ อีกโปรเจกต์นึงนะ !

และที่สำคัญที่สุด ยังมีบริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือ ซุกซ่อนอยู่อีกค่าย !

ต้องไม่ลืมนะว่า ในโลกอนาคต บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Nio  ยังมีมูลค่าบริษัทปาเข้าไปตั้งหลายหมื่นล้านดอลลาร์ บริษัทอย่าง Li Auto  หรือ XPeng  ก็มีมูลค่าตลาดทรงตัวอยู่ในระดับ 2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงกันทั้งนั้น !

ส่วนบีวายดี ตัวพ่อของวงการ ยิ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 6-7 แสนล้าน หรือมากกว่านั้น !

ขอเพียงแค่ บริษัทรถพลังงานไฟฟ้าเฟิงฉือกัดฟันเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไปอย่างไม่ลดละ ต่อให้ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปทัดเทียม หรือเทียบชั้นกับมหาอำนาจอย่างบีวายดีได้ แต่อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ต้องไม่ด้อยไปกว่า Li Auto, XPeng หรือ Nio อย่างแน่นอน !

ส่วนเรื่องที่ว่าเจ๋อรัน เทคโนโลยี จะสามารถพุ่งทะยานไปได้ไกล ถึงระดับไหนในอนาคต ณ ตอนนี้ หลี่ตงก็สุดที่จะคาดเดาได้แล้ว

แต่ถ้าลองมองย้อนไปที่บริษัทคู่ปรับตลอดกาลอย่างแอปเปิล  ที่ปัจจุบันนี้ถูกเจ๋อรัน เทคโนโลยีกดหัวและเหยียบย่ำมาโดยตลอด ในอนาคต มูลค่าของแอปเปิล แม่งยังพุ่งทะลุขีดจำกัดแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ! เลยนะโว้ย !

ต่อให้ในอนาคต เจ๋อรัน เทคโนโลยี จะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้หรือถูกแอปเปิลวิ่งแซงหน้ากลับคืนไปได้ก็ตามที แต่ขอเพียงแค่ เจ๋อรัน เทคโนโลยีไม่สะดุดยอดหญ้าล้มตายไปซะเอง และยังสามารถรักษามาตรฐานการเติบโตและรักษาส่วนแบ่งการตลาดเอาไว้ได้อย่างมั่นคงล่ะก็ ยังไงซะ มูลค่าบริษัทระดับหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มันก็เป็นเรื่องที่นอนมา ไร้คู่แข่งอยู่แล้ว !

แน่นอนว่า หลี่ตงย่อมตระหนักดีว่ามูลค่าตลาด มันก็คือมูลค่าตลาด

ไอ้สิ่งที่เรียกว่ามูลค่าตลาดน่ะ มันก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขความมั่งคั่งบนหน้ากระดาษเท่านั้น ! มันเป็นสิ่งที่อ่อนไหวและผันผวนได้ง่ายตามปัจจัยต่าง ๆ มากมาย เอาไว้ดูเท่ ๆ ประดับบารมีก็พอแล้ว

เพราะยังไงซะมูลค่าตลาดกับเงินสดในมือ  มันก็เป็นเรื่องที่แตกต่างกันลิบลับอย่างกับฟ้ากับเหวอยู่ดี

แต่ถึงกระนั้น การประกาศอันดับมหาเศรษฐีโลก ของฟอบส์ ในปีนี้ ที่ยกให้หลี่เจ๋อมีทรัพย์สินทะลุ 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมและความแตกตื่นให้กับสังคมได้อย่างถล่มทลายและไม่เคยปรากฏมาก่อน !

เรียกได้ว่าความฮือฮาในครั้งนี้ มันรุนแรงและยิ่งใหญ่กว่าตอนที่หลี่เจ๋อ ก้าวขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ด้วยทรัพย์สิน 1 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อ 2 ปีก่อนเสียอีก !

กระแสความคลั่งไคล้บนโลกอินเทอร์เน็ต กินเวลาต่อเนื่องอยู่หลายวัน ก่อนจะค่อย ๆ ซาลงไปตามกาลเวลา

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวความรวยระดับตำนานนี้ ก็ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนายอดฮิตบนโต๊ะอาหารหรือวงสังสรรค์ของผู้คนอยู่เสมอ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมืองเจียงโจว  ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ของหลี่เจ๋อเอง ผู้คนที่นั่น เวลาไปนั่งดื่มเหล้ากินปิ้งย่างที่ไหนก็หนีไม่พ้นที่จะต้องตั้งวงเม้าธ์มอย พูดถึงเรื่องราวของหลี่เจ๋อ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ครอบครองทรัพย์สินระดับล้านล้านหยวนที่ถือกำเนิดและเติบโตมาจากเมืองเจียงโจวแห่งนี้

ที่สำคัญคือ ในเมืองเจียงโจว มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่รู้จักและคุ้นเคยกับหลี่เจ๋อเป็นอย่างดี !

ก็แหม หลี่เจ๋อใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ที่เมืองเจียงโจวนี้มาตั้ง 30 ปี เชียวนะ ! ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยเด็ก, เพื่อนร่วมงานในโรงงานเหล็ก , รวมไปถึงบรรดาเพื่อนบ้านที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกัน ในตึกแถวเก่า ๆ ฯลฯ

มีคนหน้าคุ้นเคยที่รู้ไส้รู้พุงแกอยู่เต็มไปหมด !

อย่างเช่นหานจื้อกัง อดีตเพื่อนร่วมงานในโรงงานเหล็ก ที่เมื่อก่อน โต๊ะทำงานของเขากับหลี่เจ๋อก็ตั้งอยู่ติดกัน แถมหลังเลิกงาน พวกเขาก็มักจะชวนกันไปนั่งก๊งเหล้า เตะฝุ่น คุยโวโอ้อวดกันเป็นประจำ

วันเวลาล่วงเลยเข้าสู่เดือนเมษายน เทศกาลเช็งเม้งใกล้เข้ามาทุกที

ในวันที่ 3 เมษายน ซึ่งประจวบเหมาะเป็นวันเสาร์พอดี หลี่เจ๋อจึงได้พาครอบครัว เดินทางกลับไปยังเมืองเจียงโจว เพื่อเตรียมตัวกลับไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษและทำความสะอาดสุสานที่หมู่บ้านในชนบท

และแน่นอน เหตุผลหลักอีกประการหนึ่ง ก็คือการพาลูกสาวคนใหม่ อย่างหนูน้อยรั่วเยียนไปแนะนำตัวและกราบไหว้ให้บรรพบุรุษได้รับรู้ ว่าครอบครัวหลี่มีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งคนแล้ว !

หลินหว่านเองก็ร่วมเดินทางมาในทริปนี้ด้วย

ตอนนี้ หนูน้อยรั่วเยียนก็อายุเกือบจะครบ 2 เดือนเต็มแล้ว ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี การพาเธอร่วมเดินทางไกลมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

ส่วนคุณปู่หลี่ชุนสุ่ยและคุณย่าเจียงซู่เฟิน พวกท่านทั้งสองได้ล่วงหน้าเดินทางกลับไปเตรียมตัวที่หมู่บ้าน ตั้งแต่ 2 วันก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อขบวนรถของหลี่เจ๋อ เดินทางมาถึงตัวเมืองเจียงโจว เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วง 5 โมงเย็นเศษ ๆ แล้ว

ในขณะนั้นเอง หลินหว่านก็เอ่ยถามขึ้น "ที่รักคะ ! ก่อนหน้านี้ คุณเคยเล่าให้ฉันฟัง ว่าบ้านเก่าที่คุณกับเสี่ยวตงเคยพักอาศัยอยู่ด้วยกันในตัวเมือง คุณยังเก็บมันเอาไว้ ไม่ได้ขายทิ้งใช่ไหมคะ ? "

"ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ พวกเราก็อย่าเพิ่งรีบเดินทางเข้าหมู่บ้านเลยดีไหมคะ ? คุณช่วยพาฉันแวะไปดูบ้านหลังนั้นหน่อยได้ไหมคะ ? ฉันอยากรู้และอยากเห็นมานานแล้วล่ะค่ะ ว่าบ้านที่คุณกับเสี่ยวตงเคยอยู่ตอนลำบากน่ะ หน้าตามันเป็นยังไง"

เมื่อได้ยินคำขอของภรรยา หลี่เจ๋อก็ยิ้มบาง ๆ แล้วตอบตกลง "เอาสิ ! ยังไงซะวันเช็งเม้ง จริง ๆ มันก็คือวันมะรืนนี้นี่นา เราค่อยเดินทางเข้าหมู่บ้านพรุ่งนี้เช้าก็ยังทันถมเถไป"

หลี่เจ๋อพูดเสริม "ความจริงแล้ว ผมเองก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเก่าหลังนั้นมานานมากแล้วเหมือนกัน ถือโอกาสนี้ กลับไปรำลึกความหลังกันสักหน่อยก็ดีเหมือนกันนะ"

คำพูดของหลินหว่านได้สะกิดให้ความทรงจำเก่า ๆ ของหลี่เจ๋อหวนกลับคืนมาอีกครั้ง

พอนึกย้อนกลับไป ถึงช่วงเวลาที่เขาและหลี่ตงอาศัยอยู่ในตึกแถวทรุดโทรมแห่งนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหยหาและคิดถึงวันเวลาเหล่านั้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

หลี่ตงซึ่งนั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าก็หันขวับกลับมาแล้วพูดขึ้น "ผมเอง ก็อยากกลับไปดูเหมือนกันครับพ่อ ! "

"อืม ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ พวกเราก็หาโรงแรมพักค้างคืนกันก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวพอเช็กอินและจัดการมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว เราค่อยพากันไปเดินย่อย แวะดูบ้านเก่าซะหน่อย" หลี่เจ๋อเอ่ยสรุป

ก็แหงล่ะ บ้านเก่าหลังนั้นถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครเข้าไปเหยียบมานานหลายปีแล้ว ถ้าจะให้เข้าไปนอนค้างอ้างแรมในคืนนี้เลย โดยที่ยังไม่ได้ปัดกวาดเช็ดถู มันก็คงจะสกปรกฝุ่นเขรอะจนนอนไม่ได้แน่ ๆ

และพวกเขาก็ไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะไปลงแรงทำความสะอาดครั้งใหญ่ แถมก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่พักระยะยาวด้วย

ดังนั้นการเปิดห้องพักในโรงแรมนอนสักคืน จึงเป็นทางออกที่สะดวกสบายที่สุด

หลังจากตกลงกันเสร็จ หลี่เจ๋อก็สั่งให้เจียงหมิงบังคับพวงมาลัยมุ่งหน้าตรงไปยังโรงแรมหรูทันที

เมื่อรถแล่นมาถึงหน้าโรงแรม

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่หน้าประตู พอเห็นรถหรูระดับโรลส์-รอยซ์ แฟนทอม แล่นเข้ามาจอดเทียบ เขาก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ !

ถึงแม้ว่า เขาจะไม่รู้เรื่องรู้ราวว่ารถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งของหลี่เจ๋อ แต่ใครก็รู้ว่า คนที่มีปัญญาขับรถซูเปอร์คาร์ระดับลักชัวรีเบอร์นี้ได้ ย่อมต้องเป็นอภิมหาเศรษฐีตัวเป้งระดับประเทศอย่างแน่นอน !

ดังนั้น รปภ. หนุ่ม จึงรีบกุลีกุจอ วิ่งเข้าไปโบกไม้โบกมือ ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก และนำทางให้เจียงหมิง นำรถเข้าไปจอดในช่องจอดรถ VIP อย่างนอบน้อม

และเมื่อหลี่เจ๋อเปิดประตู ก้าวเท้าลงมาจากรถ

รปภ. หนุ่ม ก็มีอาการชะงักงันไปครู่หนึ่ง  สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน  ก่อนที่เขาจะหรี่ตาลงและแอบจ้องมอง สำรวจใบหน้าของหลี่เจ๋ออย่างพินิจพิเคราะห์

และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา รปภ. หนุ่ม ก็เบิกตากว้าง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงสุดขีด !  เขารีบละล่ำละลักเอ่ยถามเสียงสั่น "ค คุณ คุณคือคุณหลี่เจ๋อ ใช่ไหมครับ ! ? "

แน่นอนว่า รปภ. หนุ่มคนนี้ ก็เป็นคนท้องถิ่น ของเมืองเจียงโจวเช่นเดียวกัน !

และสำหรับชาวเมืองเจียงโจวแล้ว ชื่อของหลี่เจ๋อ ผู้ก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกที่ถือกำเนิดและมีรกรากอยู่ที่นี่ มันคือความภาคภูมิใจและเป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี !

ชาวเมืองส่วนใหญ่ย่อมต้องเคยเสิร์ชหา หรือเคยเห็นรูปภาพของหลี่เจ๋อผ่านทางโลกออนไลน์มาบ้างไม่มากก็น้อย

ดังนั้น การที่ รปภ. คนนี้ จะจดจำใบหน้าของหลี่เจ๋อได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย

เมื่อได้ยินคำถามของ รปภ. หลี่เจ๋อก็ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร แล้วพยักหน้าตอบรับ "ครับ ผมเองครับ"

"พวกเรากำลังจะมาเปิดห้องพักที่โรงแรมนี้น่ะครับ"

เมื่อได้ยินคำยืนยัน รปภ. หนุ่ม ก็ยิ่งลุกลี้ลุกลนทำตัวไม่ถูก "อ โอ้โห ! เป็นท่านจริง ๆ ด้วย ! ! เชิญทางนี้เลยครับ คุณหลี่ ! เดี๋ยวผมจะเดินนำทาง พาคุณไปทำเรื่องเช็กอินที่เคาน์เตอร์เองครับ ! "

"อืม ขอบคุณมากครับ"

หลี่เจ๋อเอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม

จากนั้น เขากับหลินหว่าน , หลี่ตง, และเจียงหมิง ก็เดินตามการนำทางของ รปภ. หนุ่ม เข้าไปภายในล็อบบี้ของโรงแรม

เมื่อเดินไปถึงเคาน์เตอร์รีเซปชัน พนักงานต้อนรับสาวสวยทั้งสองคนก็เกิดอาการตกตะลึงเช่นเดียวกันเมื่อจดจำใบหน้าของหลี่เจ๋อได้ !

หลังจากเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจจนรู้ว่าเป็นหลี่เจ๋อตัวจริงเสียงจริง สองสาวรีเซปชันก็ออกอาการตื่นเต้นและดี๊ด๊าแบบสุด ๆ ! พวกเธอรีบกุลีกุจอดำเนินการเช็กอิน เปิดห้องพักให้กับครอบครัวหลี่เจ๋ออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ !

ทางด้านผู้จัดการโรงแรม ทันทีที่ได้รับรายงานข่าวใหญ่ เขาก็รีบทิ้งงานทุกอย่าง แล้ววิ่งกระหืดกระหอบออกมาต้อนรับแขก VIP ระดับโลกด้วยตัวเองทันที !

"โอ้โห ! ท่านประธานหลี่ ! ! เป็นคุณจริง ๆ ด้วยครับ ! นึกไม่ถึงเลยนะครับ ว่าทางโรงแรมของเราจะมีบุญวาสนาได้ต้อนรับท่านประธานหลี่ตัวเป็น ๆ แบบนี้ ! ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุด ของพวกเราเลยล่ะครับ ! " ผู้จัดการหนุ่มรีบฉีกยิ้มกว้าง และเอ่ยต้อนรับด้วยคำหวานหู

"อ้อ ! ลืมแนะนำตัวไปเลยครับ! กระผมแซ่จาง  ชื่อว่ารุ่ย ครับ ! เป็นผู้จัดการของโรงแรมแห่งนี้ครับ"

หลี่เจ๋อส่งยิ้มละมุน ก่อนจะยื่นมือไปเช็กแฮนด์ทักทายกับผู้จัดการจาง "ยินดีที่ได้รู้จักครับผู้จัดการจาง ! คืนนี้ พวกเราขอรบกวนพักค้างคืนที่นี่สักคืนนะครับ ไม่นึกเลยว่าแค่มาขออาศัยนอนคืนเดียว จะทำให้ผู้จัดการจางต้องลำบากมารับรองด้วยตัวเองแบบนี้"

"ท่านประธานหลี่พูดแบบนั้นได้ยังไงกันครับ ! การที่ผมได้มีโอกาส พบปะและต้อนรับท่านด้วยตัวเอง ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตผมเลยนะครับ ! " ผู้จัดการจางรีบตอบกลับอย่างถ่อมตัว

หลังจากพูดคุยทักทายกันอย่างมีมารยาท อีก 2-3 ประโยค ผู้จัดการจาง ก็ขอตัวแยกย้ายไปทำงานต่ออย่างรู้กาลเทศะ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของครอบครัวหลี่เจ๋อ

เมื่อดำเนินการเช็กอินและนำสัมภาระขึ้นไปเก็บบนห้องพักเรียบร้อยแล้ว ครอบครัวหลี่เจ๋อก็ลงมารับประทานมื้อค่ำกันแบบง่าย ๆ ภายในห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้น หลี่เจ๋อก็ให้เจียงหมิงขับรถพาพวกเขาไปส่งยังบ้านเก่าของครอบครัว

เมื่อกลับมาเหยียบย่าง ณ สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ได้เห็นสภาพแวดล้อม และข้าวของเครื่องใช้ที่ทั้งคุ้นเคย แต่ในขณะเดียวกันก็กลับให้ความรู้สึกที่ห่างเหินและแปลกตาไป หลี่เจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ  มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจริง ๆ

เนื่องจากบ้านหลังนี้ถูกปิดตายไร้ผู้อยู่อาศัยและไม่ได้รับการดูแลปัดกวาดมานานนับปี ทุกซอกทุกมุมของบ้านจึงถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ

หลินหว่านเดินสำรวจและกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ที่รักคะ ฉันไม่เคยคาดคิดเลยนะคะ ว่าเมื่อก่อน คุณกับเสี่ยวตงจะเคยใช้ชีวิตและอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยกันมาก่อน"

"อืม"

หลี่เจ๋อพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะรำพึงรำพันออกมา "ความจริงแล้ว ผมเองก็แอบรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา มันช่างดูเหลือเชื่อ เหมือนฝันไปจริง ๆ นั่นแหละ"

"ลองนึกย้อนไปในตอนนั้น ตอนที่ผมยังพักอยู่ที่นี่ ถึงแม้มันจะไม่ได้ถึงขั้นยากจนข้นแค้น ลำบากเลือดตากระเด็นอะไร แต่ชีวิตมันก็ห่างไกล จากคำว่าร่ำรวยและสุขสบายมากเหลือเกิน"

"โดยเฉพาะ ในช่วงที่ผมถูกเลย์ออฟ ตกงานจากโรงงานใหม่ ๆ สภาพจิตใจผมตอนนั้น มันมืดแปดด้านและมืดมนไปหมด ผมไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าวันพรุ่งนี้ตัวเองจะตื่นขึ้นมาทำมาหากินอะไร และผมก็ไม่เคยมีความคิดอยู่ในหัวสมองเลยแม้แต่น้อยนิด ว่าในอนาคต ตัวเองจะสามารถปีนป่ายขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดได้แบบในทุกวันนี้"

พูดถึงตรงนี้ หลี่เจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปที่ลูกชายอย่างหลี่ตง ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

ถ้าหากว่า ลูกชายของเขาคนนี้ไม่ได้ทะลุมิติย้อนเวลากลับมาจากโลกอนาคตล่ะก็

และถ้าหากว่า เขาไม่ได้ครอบครองระบบอ่านใจจนได้รับรู้ข้อมูลแห่งอนาคตจากเสียงสะท้อนความคิดของลูกชายล่ะก็

และถ้าหากว่า เขาไม่ตัดสินใจเริ่มต้นบุกเบิกธุรกิจจากร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เล็ก ๆ ค่อย ๆ ไต่เต้า สร้างตัวขึ้นมาจนยิ่งใหญ่คับฟ้าได้ล่ะก็

ป่านนี้ เขาก็คงจะยังเป็นแค่ชายวัยกลางคนที่กำลังดิ้นรน กระเสือกกระสนทำงานงก ๆ เพื่อแลกกับเศษเงินประทังชีวิตไปวัน ๆ ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ

เมื่อได้ยินคำรำพึงรำพันของพ่อ หลี่ตงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจ อย่างบอกไม่ถูกเช่นเดียวกัน

เพราะสถานที่แห่งนี้ มันก็คือจุดเริ่มต้นที่ซึ่งการเกิดใหม่ของเขา ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตและโชคชะตาของทั้งตัวเขาเองและของผู้เป็นพ่อไปอย่างสิ้นเชิงและตลอดกาล !

ครอบครัวหลี่เจ๋อใช้เวลาเดินสำรวจและซึมซับบรรยากาศความทรงจำในบ้านเก่าอย่างเนิ่นนาน

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสี่ทุ่ม พวกเขาถึงได้พากันเดินทางกลับ

หลี่เจ๋อไม่ได้นั่งรถกลับโรงแรมในทันที แต่เขาเลือกที่จะพาหลินหว่านเดินเล่น กินลมชมวิวอยู่แถว ๆ นั้น พร้อมกับชี้ชวนให้เธอดูสภาพแวดล้อมรอบ ๆ และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ สมัยที่เขายังอาศัยอยู่ที่นี่ให้เธอฟัง ซึ่งน้ำเสียงของเขาก็แฝงไปด้วยความรำลึกความหลังอยู่ไม่น้อย

เมื่อเดินผ่านร้านปิ้งย่างบาร์บีคิวแห่งหนึ่ง หลี่เจ๋อก็จู่ ๆ ชี้มือไปที่ร้านนั้น แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "เสี่ยวหว่าน เห็นร้านปิ้งย่างร้านนั้นไหม ? เมื่อก่อน ผมก็ชอบชวนพวกเพื่อนคนงานมานั่งก๊งเหล้า แล้วก็กินปิ้งย่างกันที่นี่แหละ"

"ไม่นึกเลยนะ ว่าเวลาผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว ร้านนี้มันจะยังเปิดขายอยู่อีก"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลินหว่านก็หันไปมองร้านปิ้งย่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะหันกลับมามองหลี่เจ๋อ แล้วเสนอว่า "ที่รักคะ ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ลองแวะเข้าไปนั่งกินกันหน่อยดีไหมคะ ? ให้เสี่ยวตงนั่งกินปิ้งย่าง เป็นเพื่อนจิบเหล้ากับคุณสักแก้วสองแก้วดีไหม ? "

"เอาสิครับ พ่อ ! เราแวะไปสั่งปิ้งย่างมากินกันดีกว่า เดี๋ยวผมนั่งจิบเป็นเพื่อนพ่อเอง เอาจริง ๆ ผมก็ไม่ได้กินปิ้งย่างร้านนี้มาหลายปีแล้วเหมือนกันนะ แอบคิดถึงสมัยเด็ก ๆ ที่พ่อพาผมมากินปิ้งย่างที่นี่อยู่เหมือนกันครับ" หลี่ตงผสมโรงสนับสนุน

"โอเค! งั้นสองพ่อลูกเรา ก็แวะเข้าไปหาอะไรกินกระแทกปากกันหน่อยก็แล้วกัน"

หลี่เจ๋อหัวเราะ ก่อนจะพาครอบครัวเดินตรงเข้าไปในร้าน

เมื่อเข้ามาในร้าน พวกเขาก็เลือกหาที่นั่งกันตามสบาย จากนั้น หลี่เจ๋อก็กวักมือเรียกเถ้าแก่ร้านมารับออเดอร์

ซึ่งแน่นอนว่า เถ้าแก่ร้านก็มัวแต่ยุ่ง เลยไม่ได้ทันสังเกตมองหน้าหลี่เจ๋อชัด ๆ จึงจำเขาไม่ได้

หลังจากสั่งอาหารเสร็จ หลี่เจ๋อก็นั่งคุยเรื่องเก่า ๆ กับหลินหว่านและหลี่ตงต่อ

ส่วนเจียงหมิงนั้นไม่ได้ตามลงมาด้วย เขานอนรอสแตนด์บายอยู่ในรถ

และในระหว่างที่ครอบครัวหลี่เจ๋อกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรสนั้นเอง เสียงสนทนาที่ลอยมาจากโต๊ะข้าง ๆ  ก็ดันไปสะดุดหูและดึงดูดความสนใจของหลี่เจ๋อเข้าอย่างจัง !

ภาพที่เห็น คือกลุ่มชายวัยกลางคนหน้าดำหน้าแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ กำลังนั่งก๊งเหล้าและคุยโวโอ้อวดกันอย่างเมามัน

"เหล่าหาน ! แกพูดจริงป่าววะเนี่ย ! ? นี่แกไม่ได้แดกเหล้าจนเมาแล้วมาขี้โม้ใส่พวกฉันใช่ไหมวะ ? แกรู้จักมหาเศรษฐีหลี่เจ๋อจริง ๆ เหรอวะ ! ? "

"นั่นดิวะ เหล่าหาน ! แกอย่ามาทำเป็นกรึ๊บน้ำเมาไปสองสามแก้ว แล้วก็มาพ่นน้ำลายขี้หกใส่พวกฉันนะเว้ย ! มหาเศรษฐีหลี่ เขาเป็นใคร ? เขาเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกเชียวนะโว้ย ! ฉันได้ยินมาว่า ตอนนี้ทรัพย์สินของเขาทะลุแสนกว่าล้านดอลลาร์ไปแล้ว ! ถ้าตีเป็นเงินหยวนบ้านเรา แม่งก็ล้านล้านหยวนเลยนะเว้ย ! ระดับแกเนี่ยนะ จะไปรู้จักคนระดับนั้นได้ไงวะ ! "

เมื่อโดนเพื่อนฝูงรุมตั้งข้อกังขา ชายที่ถูกเรียกว่าเหล่าหานก็ยืดอกขึ้นทันที แล้วเถียงคอเป็นเอ็น "ฉันจะหลอกพวกแกไปทำหอกอะไรวะ ! คนอย่างฉัน เหล่าหาน เคยโกหกพวกแกซะที่ไหนล่ะ ! "

"ฉันรู้จักกับมหาเศรษฐีหลี่ หรือก็คือหลี่เจ๋อ จริง ๆ นะโว้ย ! "

"พวกแกน่ะ รู้แค่ว่าเขาเป็นคนเมืองเจียงโจวเหมือนพวกเรา แต่พวกแกคงไม่รู้ล่ะสิ ว่าเมื่อก่อนน่ะ เขาเคยเป็นคนงานอยู่ในโรงงานมอเตอร์ไฟฟ้าที่เดียวกะฉันเลยนะเว้ย ! "

"นี่ฉันไม่ได้โม้นะ ! เมื่อก่อน โต๊ะทำงานของท่านประธานหลี่ก็ตั้งอยู่ติดกับฉันเลย ! สมัยนั้น พอเลิกงานปุ๊บ พวกเราก็ชอบชวนกันมาก๊งเหล้า กินปิ้งย่างด้วยกันเป็นประจำ ! "

"และก็ร้านนี้แหละ !  ร้านปิ้งย่างร้านนี้เลย ที่เมื่อก่อนพวกฉันชอบมานั่งกินกันบ่อย ๆ ! "

และชายที่ชื่อเหล่าหานคนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือหานจื้อกังนั่นเอง !

เมื่อได้ฟังคำยืนยันขันแข็งของหานจื้อกัง แก๊งเพื่อนขี้เมาก็หันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง

แต่ดูจากสายตา พวกเขาก็ยังคงมีอาการคลางแคลงใจและไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไหร่

ทว่า ในจังหวะนั้นเอง ชายคนหนึ่งในวงก็เหมือนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่แล้วร้องขึ้นว่า "เออว่ะ ! พอเหล่าหานพูดขึ้นมาแบบนี้ ฉันก็ชักจะนึกออกแล้วแฮะ ! เหมือนฉันจะเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่แถวบ้านเล่าให้ฟังอยู่เหมือนกัน ว่าสมัยก่อน มหาเศรษฐีหลี่เจ๋อเคยทำงานอยู่ในโรงงานมอเตอร์ไฟฟ้าจริง ๆ ด้วยว่ะ ! "

"ถ้างั้น เรื่องที่เหล่าหานบอกว่ารู้จักเขา แม่งก็มีมูลความจริงนะเว้ย ! "

หานจื้อกังรีบพยักหน้าผสมโรง "ก็ใช่น่ะสิวะ ! ฉันไม่ได้ขี้โม้จริง ๆ นะโว้ย ! ก็นะ ตอนที่หลี่เจ๋อถูกเลย์ออฟ  พวกฉันที่สนิท ๆ กันในโรงงานยังพากันบ่นเสียดายกันอยู่เลย"

"วันนั้นน่ะ พวกฉันก็เพิ่งจะพาเขามาเลี้ยงเหล้าย้อมใจหมาด ๆ เลยล่ะ"

"แต่หลังจากนั้น พวกเราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันอีกเลย ผ่านไปได้สัก 1-2 ปีมั้ง ฉันก็เพิ่งจะได้ข่าวว่าหลี่เจ๋อไปเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่  แล้วก็โกยเงินไปได้เป็นกอบเป็นกำ"

"และพอได้ยินข่าวของเขาอีกที เชี่ยยย แม่งก็กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของประเทศเซี่ยไปซะแล้ว ! "

"บางทีพอฉันเอาเรื่องนี้กลับมานั่งคิดทบทวนดู ฉันก็ยังรู้สึกว่ามันโคตรเหลือเชื่อเลยว่ะ ! ตอนนั้น ใครมันจะไปตรัสรู้วะ ว่าคนที่เพิ่งจะตกงาน อย่างหลี่เจ๋อ พอหันไปบุกเบิกธุรกิจของตัวเอง แล้วแม่งจะสามารถปีนป่าย ไต่เต้าขึ้นไปเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกได้ทีละขั้นแบบนี้ ! ? "

"เอาจริง ๆ นะ เวลาที่พวกฉัน แก๊งเพื่อนคนงานเก่า ๆ ที่เคยรู้จักแกได้มานัดเจอกันทีไร พอเม้าธ์กันเรื่องหลี่เจ๋อ พวกฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจกันทุกทีแหละ เรื่องของโชคชะตา บางทีแม่งก็คาดเดาไม่ได้จริง ๆ ว่ะ"

"ฉันว่านะ ถ้าวันนั้น หลี่เจ๋อไม่ได้ถูกเลย์ออฟออกจากโรงงาน เขาก็คงไม่มีวันได้ออกไปสร้างตัวจนยิ่งใหญ่คับฟ้า และโลกใบนี้ก็คงจะไม่มีมหาเศรษฐีอันดับ 1 ที่ชื่อ หลี่เจ๋อ แน่นอนว่ะ"

เมื่อพูดถึงเรื่องราวเก่า ๆ น้ำเสียงของหานจื้อกังก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรำลึกและความสะท้อนใจ

จากนั้น เขาก็เล่าต่อ "แถมพวกแกรู้ป่าว ! วันที่หลี่เจ๋อเพิ่งจะได้รับแจ้ง ว่าถูกเลย์ออฟน่ะ เขาช็อกแดก สติแตกไปเลยนะเว้ย ! แล้วเขาก็เป็นคนลากคอพวกฉันและคนที่สนิท ๆ กันในแก๊งให้ออกมาก๊งเหล้าย้อมใจเป็นเพื่อนเนี่ยแหละ"

"คืนนั้นนะเว้ย พวกฉันไม่กี่คนแม่งซัดเบียร์กันเกลี้ยงไปตั้ง 4-5 ลัง ! หลี่เจ๋อเนี่ยเมาเละเป็นหมาจนหัวทิ่มหัวตำเลยล่ะ ! สุดท้ายก็เป็นพวกฉันนี่แหละ ที่ต้องแบกร่างเขากลับไปส่งถึงบ้าน"

อันที่จริงแล้ว ในตอนแรก หลี่เจ๋อก็ยังจำชายคนนั้นไม่ได้หรอก

แต่ทว่า พอได้ยินเรื่องราววีรกรรมวันตกงานที่ถูกขุดขึ้นมาเผา บวกรวมกับการที่แก๊งเพื่อนขี้เมาเรียกชายคนนั้นว่าเหล่าหาน หลี่เจ๋อก็เลยหรี่ตาจ้องมองชายคนนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง และในที่สุด เขาก็จำได้ !

ชายคนนั้น คือเพื่อนคนงานเก่าของเขาจริง ๆ ด้วย !

แถมเรื่องที่หมอนั่นเล่ามาทั้งหมด มันก็คือเรื่องจริงทุกประการ ! สมัยนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ถือว่าค่อนข้างซี้กันเลยทีเดียว

ทางฝั่งของหลินหว่าน ที่นั่งฟังเรื่องราวเผาขนของสามีมาตั้งแต่ต้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองหลี่เจ๋อ พร้อมกับเม้มปากกลั้นขำ แล้วเอ่ยแซว "ที่รักคะ ผู้ชายคนนั้น เป็นเพื่อนคนงานเก่าของคุณจริง ๆ เหรอคะ ? "

"สรุปว่าวันที่คุณโดนเลย์ออฟ คุณเมาเละเป็นหมาไปกับเขาจริง ๆ สินะคะ ? "

หลี่เจ๋อยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เขิน ก่อนจะตอบรับเสียงอ่อย "เอ่อ ก็ ประมาณนั้นแหละ ไม่นึกเลยนะ ว่าจะบังเอิญมาเจอเพื่อนเก่าที่นี่ได้"

จากนั้น หลี่เจ๋อก็ตัดสินใจ "เสี่ยวหว่าน คุณนั่งรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวผมขอตัวแวะเข้าไปทักทายเขาหน่อยก็แล้วกัน ถ้าคำนวณดูแล้ว เราก็ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 10 ปี เต็ม ๆ แล้วล่ะ อุตส่าห์บังเอิญมาเจอกันทั้งที"

หลินหว่านคลี่ยิ้มหวาน แล้วพยักหน้ารับ "อืม ไปเถอะค่ะ"

"เสี่ยวตง แกลงนั่งเป็นเพื่อนแม่เล็ก ตรงนี้ก่อนนะ พ่อขอตัวแวะไปทักทายคุณลุงหานของแกแป๊บนึง" หลี่เจ๋อหันไปกำชับลูกชาย

"รับทราบครับ พ่อ ! " หลี่ตงรับคำ

ว่าแล้ว หลี่เจ๋อก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ แล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาโต๊ะ ของหานจื้อกังกับแก๊งเพื่อนขี้เมาทันที

จบบทที่ ตอนที่ 181 รวยล้นฟ้าทัดเทียมประเทศ ทรัพย์สินเหยียบล้านล้าน ! ฉันรู้จักมหาเศรษฐีหลี่จริง ๆ นะเว้ย !

คัดลอกลิงก์แล้ว