- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 8 : เงาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์จุติสู่ทวารเซียน
บทที่ 8 : เงาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์จุติสู่ทวารเซียน
บทที่ 8 : เงาปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์จุติสู่ทวารเซียน
ภายในห้วงจิตของผู้ฝึกยุทธ์ทุกคน ล้วนมีจุดชีพจรเร้นลับที่เรียกว่า 'ทวารเซียน' ซุกซ่อนอยู่
ทวารเซียนนั้นไร้ร่องรอย มีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศเท่านั้นจึงจะสามารถสัมผัสถึงตำแหน่งของมันได้
ทวารเซียนคือสถานที่ซึ่ง 'วิญญาณชะตา' ก่อตัวและควบแน่น
เมื่อเข้าสู่ภวังค์รู้แจ้ง เย่ฮ่าวเทียนก็ได้ค้นพบตำแหน่งทวารเซียนของตนโดยบังเอิญ และด้วยอิทธิพลจากวิชากระบี่อัสนีอัคคี วิญญาณชะตาที่อยู่ภายในจึงเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ
ภายในทวารเซียนของเย่ฮ่าวเทียนคือมวลหมอกแห่งความโกลาหล ทว่าในส่วนลึกสุดกลับมีลำแสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าปะทุขึ้นมา
ปรากฏเป็นเงาร่างเลือนรางของกระบี่เทพเพลิงที่มีสายฟ้าแลบปลาบกำลังควบแน่นเป็นรูปเป็นร่าง
สร้อยคอหินสีม่วงที่สวมอยู่บนอกของเย่ฮ่าวเทียนดูเหมือนจะได้รับผลกระทบเช่นกัน มันเริ่มเปล่งแสงกะพริบวาบ
ครู่ต่อมา รอยร้าวก็ปรากฏขึ้นบนหินสีม่วง ก่อนที่มันจะแตกกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น
ร่างโปร่งแสงของชายชราในชุดนักพรต ผู้เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายดุจเซียน ค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น
ร่างนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้อาวุโสกระบี่
ผู้อาวุโสกระบี่ดูเหมือนเพิ่งจะตื่นจากการหลับใหล สีหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย สภาพโดยรวมนั้นไม่เสถียรอย่างยิ่ง ราวกับจะแตกซ่านและเลือนหายไปได้ทุกเมื่อ
จากนั้น ประกายแสงอันแหลมคมก็สว่างวาบขึ้นในดวงตา คล้ายกับว่าเขาได้ตัดสินใจบางอย่าง ร่างนั้นสลายกลายเป็นแสงสีม่วงพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างของเย่ฮ่าวเทียนอย่างบ้าคลั่ง
ดูจากทิศทางแล้ว เป้าหมายของเขาก็คือตำแหน่งของทวารเซียนนั่นเอง
ความเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันเกิดขึ้นในระหว่างการควบแน่นวิญญาณชะตาของเย่ฮ่าวเทียน
เดิมทีมันเป็นเพียงกระบี่เทพเพลิงอัสนี ทว่าบัดนี้กลับเริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายที่ราวกับจะทำลายล้างฟ้าดินออกมา
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเงาร่างเลือนรางปรากฏขึ้นเคียงข้างกระบี่เทพ
เงาร่างนั้นครอบครองพลังอำนาจที่ไร้ผู้ต้านทาน ซ้ำยังแผ่ซ่านอานุภาพแห่งปราชญ์ออกมาบางเบา
ในเวลานี้ ระดับการบำเพ็ญเพียรของเย่ฮ่าวเทียนก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นกัน
ด้วยอิทธิพลจากเย่ฮ่าวเทียน หลิวชิงเสวียนก็เริ่มควบแน่นวิญญาณชะตาของตนเองเช่นกัน
เนื่องจากเคยควบแน่นวิญญาณชะตามาแล้วก่อนหน้านี้ หลิวชิงเสวียนจึงสัมผัสได้ถึงตำแหน่งทวารเซียนของตนอย่างรวดเร็ว ผิดกับเย่ฮ่าวเทียนที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ
วังวนปราณวิญญาณอันเจิดจรัสหมุนวนอยู่ภายในทวารเซียน เริ่มต้นการก่อตัวของวิญญาณชะตาอันเป็นของหลิวชิงเสวียน
ทว่า ณ ใจกลางนั้น กลับมีเงาร่างอันเหี่ยวเฉาร่างหนึ่งตั้งอยู่
หลิวชิงเสวียนจดจำได้ในทันทีว่าเงาร่างนี้คือสิ่งใด
มันคือวิญญาณชะตาดั้งเดิมของหลิวชิงเสวียนที่ถูกระบบลบเลือนไปก่อนหน้านี้นี่เอง
— เกราะเทวขุนพล!
วิญญาณชะตาสามารถก่อตัวในรูปแบบใดก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ สิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งประหลาดพิสดารยิ่งกว่านั้น
ในเวลานี้ เงาร่างอันเหี่ยวเฉาของเกราะราชันกำลังดูดซับปราณวิญญาณเป็นสายๆ
การฟื้นคืนของวิญญาณชะตาใกล้เข้ามาทุกขณะ
แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น
ณ ใจกลางนั้น ท่ามกลางวงล้อมของปราณวิญญาณ เงาอีกร่างหนึ่งกำลังค่อยๆ ควบแน่น
มันคือกระบี่อันสุกสกาวที่เปล่งประกายและถูกพันเกี่ยวด้วยแสงสีอันเจิดจรัสถึงห้าชนิด
ประกายกระบี่นั้นดูน่าเกรงขาม และพลังอำนาจของมันก็ไร้เทียมทาน
หลิวชิงเสวียนปีติยินดียิ่งนัก
เขาไม่คาดคิดเลยว่าจู่ๆ ตนเองจะได้ครอบครองวิญญาณชะตาถึงสองดวง
เดิมทีเขาคิดว่าจะสามารถฟื้นคืนได้เพียงวิญญาณชะตาที่เป็นของหลิวชิงเสวียนคนเดิมเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะมีอีกดวงปรากฏขึ้นมา
【ติ๊ง! โฮสต์ได้ทำการสั่งสอนเป็นอย่างดี วิญญาณชะตาของศิษย์เย่ฮ่าวเทียนเกิดการกลายพันธุ์ ขอแสดงความยินดี โฮสต์ได้รับแต้มโชคชะตา 1,000 แต้ม】
【โชคชะตาแห่งฟ้าดินกำลังสะท้อนกลับ วิญญาณชะตาของโฮสต์เริ่มทำการยกระดับ...】
"อีกแล้วงั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินการแจ้งเตือน มุมปากของหลิวชิงเสวียนก็กระตุก ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือกังวลใจดี
จริงอยู่ที่เขากอบโกยผลประโยชน์ได้อย่างมหาศาล
แต่พรสวรรค์แต่กำเนิดของเย่ฮ่าวเทียนก็ทำให้เขาแอบหวั่นใจอยู่ไม่น้อย
ในเสี้ยววินาทีนั้น แสงสว่างเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นบนร่างของหลิวชิงเสวียน มันไหลเวียนล้อมรอบตัวเขาราวกับม่านแสงอันงดงาม
วังวนปราณวิญญาณปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเขา กลืนกินพลังปราณวิญญาณรอบด้านอย่างรวดเร็ว
ปราณวิญญาณในพื้นที่ฟ้าดินขนาดเล็กโดยรอบคล้ายกับจะบ้าคลั่ง มันถาโถมเข้าสู่ทวารเซียนของหลิวชิงเสวียนอย่างไม่ขาดสาย
วินาทีต่อมา คลื่นพลังงานมหาศาลอีกระลอกก็ปะทุขึ้นภายในทวารเซียน
เงาร่างของเกราะเทวขุนพลลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแผดเผาไปทั่วทั้งร่าง ราวกับกำลังก่อกำเนิดใหม่จากเถ้าถ่าน
เพียงชั่วครู่ เงาวิญญาณชะตาก็ควบแน่นจนกลายเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว และเปลวเพลิงที่พันธนาการร่างของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นปีกเพลิงขนาดยักษ์คู่หนึ่ง ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเกราะเทวขุนพล
แม้จะไม่มีผู้ใดสวมใส่เกราะเทวขุนพล ทว่ามันกลับกระพือปีกเพลิงยักษ์ได้เอง ก้าวเดินกลางอากาศและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ประดุจราชันผู้อหังการและโดดเดี่ยว
เปลวเพลิงอันร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมา ราวกับพร้อมที่จะเผาผลาญทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า
ท่วงท่านี้ช่างดูองอาจดั่งเทพพารักษ์และไร้ผู้ต่อกร!
เดิมที เกราะเทวขุนพลก็เป็นวิญญาณชะตาประเภทอาวุธที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งอยู่แล้ว
มาบัดนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการกลายพันธุ์รอบใหม่ อาจกล่าวได้ว่ามันได้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดอย่างแท้จริง
เรียกได้ว่านี่ไม่ใช่เกราะเทวขุนพลอีกต่อไป หากแต่กลายเป็น 'เกราะราชัน' ไปเสียแล้ว
"เกราะราชัน... ไม่เลวเลย"
หลิวชิงเสวียนพึมพำอย่างลืมตัว จิตของเขาหันกลับไปสนใจวิญญาณชะตากระบี่เทพของตนอีกครั้ง
ในฐานะชาวหัวเซี่ย ความหลงใหลในกระบี่อาจฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด
ภาพลักษณ์อันสง่างามและเป็นอิสระของเซียนกระบี่ คือสิ่งที่หลิวชิงเสวียนโหยหามาโดยตลอด
ในขณะนี้ เงากระบี่เทพก็กำลังค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากได้รับการเสริมพลัง แสงสีทั้งห้าบนตัวกระบี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นเจ็ดสี
เมื่อสัมผัสอย่างละเอียด หลิวชิงเสวียนก็ค้นพบว่า แทนที่จะเรียกว่าแสงทั้งเจ็ด เรียกมันว่าธาตุทั้งเจ็ดจะเหมาะสมกว่า
ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ลม และอัสนี
วิญญาณชะตากระบี่เทพดวงนี้ จะต้องไร้เทียมทานและหาผู้ใดเปรียบมิได้อย่างแน่นอน
แม้แต่วิญญาณชะตาของเย่ฮ่าวเทียนในตอนนี้ ก็มิอาจนำมาเทียบเคียงกับของเขาได้เลย
ขณะที่หลิวชิงเสวียนรู้สึกว่าวิญญาณชะตาของตนน่านะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว เขากลับไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ขึ้นภายในทวารเซียน
ปราณวิญญาณภายในร่างของหลิวชิงเสวียนพลันบ้าคลั่ง ไหลทะลวงผ่านอวัยวะภายในและแขนขาทั้งสี่ เติมเต็มไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
พลังอันเงียบสงัดดั่งความตายคล้ายกับกำลังจะตื่นจากการหลับใหล
หลิวชิงเสวียนเองก็สัมผัสได้ถึงพลังที่หลั่งไหลออกมาจากภายในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
นี่คือระดับการบำเพ็ญเพียรที่ถูกระบบลบเลือนไปก่อนหน้านี้... มันให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังจะถูกฟื้นคืนกลับมา
ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ มีเงาอีกร่างหนึ่งปรากฏขึ้นภายในทวารเซียนจริงๆ
มันคือวิญญาณชะตารูปลักษณ์มนุษย์
ทว่าวิญญาณชะตารูปลักษณ์มนุษย์นี้กลับไม่เสถียรอย่างยิ่ง ราวกับจะสลายตัวไปในพริบตา
"บ้าไปแล้วหรือเปล่า? ทำไมถึงมีมาเพิ่มอีกเนี่ย?"
หัวใจของหลิวชิงเสวียนสั่นสะท้าน เขาแทบจะสูญเสียการควบคุมอารมณ์อยู่รอมร่อ
นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกัน?
เขากำลังจะมีวิญญาณชะตาดวงที่สามอย่างนั้นหรือ
แต่ก่อนที่หลิวชิงเสวียนจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ในชั่วเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวินาที วิญญาณชะตารูปลักษณ์มนุษย์ดวงนั้นก็ไม่อาจคงสภาพของมันไว้ได้ และแตกซ่านพังทลายลงในทันที
หลิวชิงเสวียนเพิกเฉยต่อความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดเพ่งเล็งไปที่ทวารเซียน
เขาต้องการจะพยายามกอบกู้มันไว้
【ติ๊ง! ตรวจพบว่าโฮสต์มีโอกาสที่จะควบแน่นวิญญาณชะตาดวงที่สาม เศษเสี้ยววิญญาณของ 'หลิวชิงเสวียน' ที่ยังสลายไปไม่หมด สามารถสกัดและนำมาควบแน่นเป็นวิญญาณชะตาดวงใหม่ได้】
【การดำเนินการนี้ต้องใช้แต้มโชคชะตา 100 แต้ม ต้องการสกัดหรือไม่?】
"สกัดสิ สกัดเลย เร็วเข้า!"
หลิวชิงเสวียนไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเลือกที่จะสกัดมันโดยทันที
สำหรับเขาแล้ว แต้มโชคชะตา 100 แต้มนั้นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด
ไม่มีสิ่งใดเทียบได้กับวิญญาณชะตาดวงที่สามนี้
【ระบบกำลังเริ่มสกัดเศษเสี้ยววิญญาณ...】
【สกัดเศษเสี้ยววิญญาณเสร็จสิ้น กำลังควบแน่นวิญญาณชะตาดวงที่สาม...】
【การแจ้งเตือนจากระบบ : โฮสต์สามารถใช้แต้มโชคชะตา 2,000 แต้ม เพื่อบังคับกระตุ้นการสะท้อนกลับของโชคชะตาแห่งฟ้าดิน ในการยกระดับคุณภาพของวิญญาณชะตาได้ ต้องการใช้งานหรือไม่?】
"ใช้งานเลย!"
แม้ว่า 2,000 แต้มจะดูแพงไปสักหน่อย แต่หลิวชิงเสวียนก็ยังเลือกใช้งานมันอย่างเด็ดขาด
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาตระหนี่ถี่เหนียว
【ติ๊ง! โฮสต์ได้ใช้แต้มโชคชะตา 2,000 แต้ม บังคับกระตุ้นการสะท้อนกลับของโชคชะตาแห่งฟ้าดิน...】
ตูม!
พร้อมกับการทำงานของระบบ หลิวชิงเสวียนรู้สึกราวกับว่ามีจุดแสงที่มองไม่เห็นลอยขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกาย
จุดแสงเหล่านี้พุ่งทะยานไปยังตำแหน่งของทวารเซียนอย่างรวดเร็ว
และในความมืดมิด พลังขุมหนึ่งก็ปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับและล้ำลึก
สภาวะการแตกสลายของวิญญาณชะตารูปลักษณ์มนุษย์ถูกหยุดยั้งไว้ และมันก็ค่อยๆ เริ่มควบแน่นจนเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง
จากนั้นมันก็ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ดูดซับปราณวิญญาณภายในทวารเซียนอย่างบ้าคลั่ง
ในขณะที่หลิวชิงเสวียนและเย่ฮ่าวเทียนต่างก็กำลังปลุกวิญญาณชะตาของตนเองอยู่นั้น ทั่วทั้งพรรคจันทร์โลหิตก็ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างหนัก
บนท้องฟ้า เงาอันยิ่งใหญ่และทรงอำนาจสูงสุดของปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นเป็นสิ่งแรก
แม้จะดูเลือนราง แต่มันก็ยังทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามอันสูงสุด
ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์บรรลุมรรคผล
ดั่งคำกล่าวที่ว่า เมื่อผู้ใดบรรลุธรรมเป็นปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ไก่สุนัขในเรือนยังได้ขึ้นสวรรค์
จากนั้น แสงมงคลแห่งมหามรรคาได้สาดส่องลงมาจากขอบฟ้า อาบย้อมทั่วทั้งพรรคจันทร์โลหิตให้สว่างไสวในพริบตา
มันชะโลมทุกคนด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์และประทานพรให้แก่โลกหล้า
ทว่าในวินาทีต่อมา ศิษย์พรรคจันทร์โลหิตที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรต่ำต้อย ล้วนกระอักเลือดและได้รับบาดเจ็บสาหัส
พรวด!
พรวด!
พรวด!
พรรคจันทร์โลหิตสูญเสียอย่างหนักในชั่วพริบตา
กลิ่นอายมหามรรคาของปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้บริสุทธิ์เกินไป มันคือศัตรูตามธรรมชาติของผู้ฝึกวิถีมารอย่างแท้จริง
"ศัตรู... ศัตรูบุก!"