- หน้าแรก
- โต้วหลัว ผู้สืบทอดบัลลังก์ครงอำนาจสุริยันจันทรา
- ตอนที่ 31 : อ๋องเหมันต์อวิ๋น ราชันย์เทวทูต และชัยชนะหนึ่งร้อยครั้งรวด
ตอนที่ 31 : อ๋องเหมันต์อวิ๋น ราชันย์เทวทูต และชัยชนะหนึ่งร้อยครั้งรวด
ตอนที่ 31 : อ๋องเหมันต์อวิ๋น ราชันย์เทวทูต และชัยชนะหนึ่งร้อยครั้งรวด
ตอนที่ 31 : อ๋องเหมันต์อวิ๋น ราชันย์เทวทูต และชัยชนะหนึ่งร้อยครั้งรวด
หนึ่งเดือนต่อมา
ณ ลานประลองแห่งการสังหาร
เสียงของกรรมการดังก้องไปทั่วลานประลองอันว่างเปล่า แฝงไว้ด้วยความด้านชาไร้ความรู้สึกประดุจเครื่องจักร "แมตช์ที่เจ็ดสิบแปดผู้ชนะอ๋องเหมันต์อวิ๋น"
มีผู้คนเพียงหยิบมือยืนกระจัดกระจายอยู่บนอัฒจันทร์ พวกเขาคร้านแม้แต่จะส่งเสียงเชียร์
ไม่ใช่ว่าการต่อสู้ไม่น่าตื่นเต้น แต่พวกเขาแค่รู้สึกชาชินไปแล้วต่างหาก
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาเฝ้ามองเด็กวัยหกขวบผู้นั้นเอาชนะไปทีละแมตช์ ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีข้อยกเว้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร จะเป็นคนนอกกฎหมายเลือดเย็นหรือวิญญาณาจารย์ผู้ทรงพลัง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลั่วอวิ๋น มันก็เป็นเพียงเรื่องของการฟันกระบี่เพียงครั้งเดียว
หนึ่งดาบ
ไม่ขาด ไม่เกิน
มีคนเคยนับสถิติเอาไว้ ในจำนวนเจ็ดสิบแปดแมตช์ของลั่วอวิ๋น มีเจ็ดสิบเอ็ดแมตช์ที่จบลงด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว ส่วนอีกเจ็ดแมตช์ที่เหลือใช้การฟันสองครั้ง และนั่นไม่ใช่เพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเกินไป แต่เป็นเพราะเขาตั้งใจกะระยะฟันครั้งแรกให้พลาด เพื่อดูปฏิกิริยาของคู่ต่อสู้ต่างหาก
หลังจากสังเกตเสร็จ กระบี่ที่สองก็จะจบการต่อสู้ลง
บางคนบนอัฒจันทร์หาวหวอดและลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
ไม่ดูแล้วล่ะ น่าเบื่อชะมัด
อย่างไรเสียผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมอยู่ดี
ลั่วอวิ๋นเดินลงมาจากลานประลอง กระบี่จันทราคราสถูกเก็บเข้าฝักเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียวเปื้อนอยู่บนชุดคลุมของเขา
ไม่มีสีหน้าใดๆ บนใบหน้าของเขา
เมื่อเดินผ่านโต๊ะลงทะเบียน ชายร่างเตี้ยอ้วนก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง โค้งคำนับและประคองเหรียญทองแดงด้วยสองมือส่งให้เขา
"ท่านอ๋องเหมันต์อวิ๋น นี่คือเหรียญรางวัลแห่งชัยชนะครั้งที่เจ็ดสิบแปดของท่านขอรับ"
ลั่วอวิ๋นรับเหรียญทองแดงมา ไม่แม้แต่จะปรายตามอง ยัดมันลงในสาบเสื้อ แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ชายร่างเตี้ยอ้วนเฝ้ามองเขาจากไป ปาดเหงื่อบนหน้าผาก นั่งกลับลงบนเก้าอี้ และถอนหายใจยาวๆ ออกมา
เขาทำงานที่นี่มาตลอดยี่สิบปี และไม่เคยพบเห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย
ไม่สิ ไม่ใช่แค่ไม่เคยเห็น แต่เขาไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาก่อนต่างหาก
ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา เมืองแห่งการสังหารได้ให้กำเนิดยอดฝีมือมาแล้วกี่คนกัน? ทว่าไม่มีใครเหมือนกับเด็กคนนี้เลย
ตั้งแต่ต้นจนจบ คว้าชัยชนะได้อย่างง่ายดาย ไม่เคยได้รับบาดเจ็บ และคู่ต่อสู้ก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบสนอง
เขาพลิกดูบันทึกของอ๋องเหมันต์อวิ๋นในสมุดลงทะเบียน นิ้วของเขาหยุดอยู่ที่บรรทัด "78-0" จากนั้นเขาก็ปิดสมุดและหลับตาลง
อีกยี่สิบสองแมตช์
หลังจากจบยี่สิบสองแมตช์นี้ เทพแห่งการสังหารผู้นี้ก็จะจากไป
เขาตั้งความหวังให้วันนั้นมาถึงโดยเร็ว และในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าหากวันนั้นมาถึง ลานประลองแห่งการสังหารก็คงจะไม่มีวันกลับมาคึกคักได้อีก
อีกด้านหนึ่ง ที่ทางออกอีกฝั่งของลานประลอง ร่างสีทองร่างหนึ่งก็เดินออกมาเช่นกัน
เชียนเริ่นเสวี่ยสวมชุดรัดรูปสีขาว เรือนผมยาวสีทองถูกมัดรวบไว้ด้านหลัง เผยให้เห็นหน้าผากมนเนียนและเครื่องหน้าอันงดงามประณีต
ห้าสิบหกแมตช์
สถิติของนางคือห้าสิบหกแมตช์ โดยไร้พ่าย
ผู้คนในเมืองแห่งการสังหารตั้งฉายาให้กับเชียนเริ่นเสวี่ย
ราชันย์เทวทูต
กระบี่ยาวสีทอง แสงศักดิ์สิทธิ์ ลงมือสังหารอย่างเด็ดขาด และไม่เคยทิ้งผู้รอดชีวิต
บางคนกล่าวว่านางคือทูตสวรรค์จากดินแดนเทพที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ บ้างก็บอกว่านางไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเทวทูตกลับชาติมาเกิด
ข่าวลือต่างๆ นานาแพร่สะพัดไปทั่วเมืองแห่งการสังหาร ทว่าไม่มีข่าวใดที่ถูกต้อง และไม่มีข่าวใดที่ผิดเพี้ยนไปเสียหมด
เชียนเริ่นเสวี่ยเดินออกจากลานประลอง นัยน์ตาสีน้ำเงินครามของนางกวาดมองไปตามถนน สายตาค้นหาไปทั่วฝูงชน ก่อนจะละสายตากลับมา
ไม่ยักเห็นเจ้าหนูน้อยคนนั้นเลย
มุมปากของนางโค้งขึ้นเล็กน้อย นางหันหลังและเดินไปในอีกทิศทางหนึ่ง
บนถนนในเมืองแห่งการสังหาร ข่าวสารสองเรื่องแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน
"อ๋องเหมันต์อวิ๋นคว้าชัยชนะเจ็ดสิบแปดครั้งรวด!"
"ราชันย์เทวทูตก็คว้าชัยชนะห้าสิบหกครั้งรวดเช่นกัน!"
"เทพแห่งการสังหารสองคนนี้มาจากไหนกันวะเนี่ย?"
"ข้าได้ยินมาว่าอ๋องเหมันต์อวิ๋นอายุแค่หกขวบเองนะเว้ย"
"หกขวบเรอะ? แกพูดเล่นปะเนี่ย?"
"ข้าไม่ได้โกหก ข้าเห็นมากับตาตัวเอง เขาตัวแค่นี้เอง สวมชุดสีดำ ถือกระบี่สีม่วงดำ ฟันคนละดาบเดียว ไม่เคยต้องซ้ำดาบที่สองเลย"
"... บัดซบเอ๊ย แล้วที่นี่มันยังมีทางให้คนธรรมดามีชีวิตรอดอยู่มั้ยวะ?"
ไม่มีผู้ใดกล้าไปที่ลานประลองแห่งการสังหารอีกต่อไป
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากไป แต่พวกเขาไม่กล้าต่างหาก
ด้วยการประทับอยู่ของอ๋องเหมันต์อวิ๋นและราชันย์เทวทูต สองเทพแห่งการสังหาร ใครก็ตามที่ขึ้นไปก็เหมือนกับการเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ
ก่อนหน้านี้ บางคนยังคงแอบมีความหวังลมๆ แล้งๆ
แล้วถ้าหากล่ะ?
ถ้าหากวันนี้เด็กคนนั้นสภาพร่างกายไม่พร้อมล่ะ?
ถ้าหากข้าสามารถรับการโจมตีครั้งแรกได้ล่ะ?
ถ้าหากเขาฟันพลาดล่ะ?
แต่หลังจากผ่านไปเจ็ดสิบแปดแมตช์ ก็ไม่มีใครตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ เช่นนั้นอีก
เจ็ดสิบแปดแมตช์ คนเจ็ดร้อยสองคน ศพเจ็ดร้อยสองศพ
ไม่มีคำว่า "ถ้าหาก" อีกต่อไป
ลานประลองแห่งการสังหารเริ่มมีแมตช์ที่ว่างเปล่า
ผู้ลงทะเบียนมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ น้อยเสียจนมีอยู่วันหนึ่งที่ไม่มีใครลงทะเบียนเลยแม้แต่คนเดียว
ชายร่างเตี้ยอ้วนนั่งอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียน มองดูสมุดลงทะเบียนอันว่างเปล่าอย่างเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ถอนหายใจและลุกขึ้นไปตามหาผู้ดูแลลานประลอง
เย็นวันนั้น หน่วยบังคับใช้กฎหมายของเมืองแห่งการสังหารก็เริ่มออกต้อนจับผู้คน
ผู้คนที่เตร็ดเตร่ตามท้องถนน ดื่มเหล้าตามโรงเตี๊ยม เล่นการพนันในบ่อน หรือแม้แต่คนที่พยายามเอาชีวิตรอดอยู่ตามซอกหลืบ
ตราบใดที่พวกเขาไม่ใช่อ๋องเหมันต์อวิ๋นหรือราชันย์เทวทูต พวกเขาจะถูกหน่วยบังคับใช้กฎหมายลากตัวออกมาจากทุกซอกทุกมุม ถูกพาไปที่โต๊ะลงทะเบียนของลานประลอง และถูกบังคับให้ลงทะเบียน
"พวกแกมาจับข้าทำไม? ข้าไม่ลงทะเบียนโว้ย!" "ไม่ลงทะเบียนงั้นรึ? ได้ งั้นก็ไปบอกราชันย์แห่งการสังหารเอาเองก็แล้วกัน" "... ข้าลงทะเบียนก็ได้" "ชื่ออะไร?" "... จางซาน" "วิญญาณยุทธ์ล่ะ?" "... จอบ" "วิญญาณยุทธ์จอบคู่ควรที่จะเข้ามาในเมืองแห่งการสังหารงั้นรึ? บัดซบเอ๊ย กล้าโกหกข้างั้นรึ!"
ทั่วทั้งเมืองแห่งการสังหารเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน
หน่วยบังคับใช้กฎหมายเป็นตัวแทนเจตจำนงของราชันย์แห่งการสังหาร ที่นี่ ราชันย์แห่งการสังหารก็คือพระเจ้า
อีกหนึ่งเดือนต่อมา
ณ ลานประลองแห่งการสังหาร
เสียงของกรรมการดังก้องไปทั่วลานประลองอันว่างเปล่า แฝงไว้ด้วยความรู้สึกโล่งอก "ผู้ชนะแมตช์ที่หนึ่งร้อย อ๋องเหมันต์อวิ๋น!"
อัฒจันทร์เงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็ระเบิดเสียงโห่ร้องต้อนรับดังกึกก้อง
ไม่ใช่การโห่ร้องให้ลั่วอวิ๋น แต่เป็นการโห่ร้องให้ตัวพวกเขาเองต่างหาก
จบสิ้นเสียที
ในที่สุดก็จบสิ้นลงเสียที
เทพแห่งการสังหารผู้นี้ได้สำเร็จการต่อสู้หนึ่งร้อยแมตช์ในที่สุด
นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหน่วยบังคับใช้กฎหมายจับตัวไปส่งตายอีกแล้ว
ไม่จำเป็นต้องเดินอ้อมหนีเวลาเห็นร่างเล็กๆ สีดำร่างนั้นบนท้องถนนอีกต่อไป
ไม่จำเป็นต้องฝันร้ายเห็นกระบี่สีม่วงดำเล่มนั้นทุกคืนอีกแล้ว
ผู้คนบางส่วนบนอัฒจันทร์ร้องไห้ บางคนหัวเราะ บางคนกอดกันทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะ บางคนคุกเข่าลงกับพื้นและร่ำไห้โหยหวนต่อฟ้าดิน
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ดูเหมือนการชมการแข่งขันเลย แต่มันดูเหมือนเทศกาลเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่เสียมากกว่า
ลั่วอวิ๋นยืนอยู่ใจกลางลานประลอง กระบี่จันทราคราสทิ้งตัวอยู่ข้างกาย เลือดจากปลายกระบี่หยดลงบนแผ่นหินสีแดงคล้ำทีละหยด
เขามองดูฝูงชนที่กำลังโห่ร้องยินดีบนอัฒจันทร์ โดยไม่มีสีหน้าใดๆ ปรากฏบนใบหน้า
หนึ่งร้อยแมตช์ จบลงแล้ว
ทว่าภายในหัวของเขา กลับไม่มีสองเสียงนั้นดังก้องขึ้น
นี่หมายความว่าบททดสอบที่สามยังไม่เสร็จสมบูรณ์
เส้นทางนรกคือบททดสอบที่แท้จริง
ลั่วอวิ๋นเก็บกระบี่จันทราคราส และหันหลังเดินออกจากลานประลอง
เมื่อเดินผ่านโต๊ะลงทะเบียน ชายร่างเตี้ยอ้วนประคองเหรียญทองด้วยสองมือและยื่นส่งให้อย่างนอบน้อม
"ท่านอ๋องเหมันต์อวิ๋น นี่คือเหรียญทองแห่งชัยชนะร้อยครั้งของท่าน ท่านราชันย์แห่งการสังหารจะเปิดเส้นทางนรกให้ท่านด้วยตัวเองภายในสามวันขอรับ"
ลั่วอวิ๋นรับเหรียญทองมา ปรายตามองมันเล็กน้อย ยัดมันลงในสาบเสื้อ และเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เชียนเริ่นเสวี่ยก็เดินออกมาจากทางออกอีกฝั่งของลานประลองเช่นกัน
ชัยชนะหนึ่งร้อยครั้งของนางสำเร็จช้ากว่าลั่วอวิ๋นเพียงสองแมตช์ ทว่านางก็สามารถทำมันสำเร็จได้ภายในเดือนนี้เช่นเดียวกัน