- หน้าแรก
- ยอดกุนซือไร้พ่ายแห่งต้าฮั่น
- บทที่ 48 - ที่แท้สงครามเขาก็ทำกันแบบนี้หรอกหรือ
บทที่ 48 - ที่แท้สงครามเขาก็ทำกันแบบนี้หรอกหรือ
บทที่ 48 - ที่แท้สงครามเขาก็ทำกันแบบนี้หรอกหรือ
บทที่ 48 - ที่แท้สงครามเขาก็ทำกันแบบนี้หรอกหรือ
เหตุผลที่กังตั๋งต้องพ่ายแพ้ แท้จริงแล้วคือเขากวนอูงั้นรึ
คำพูดของกวนหลินทำเอากวนอูถึงกับชะงัก
ข้าวจะกินซี้ซั้วได้ แต่คำพูดจะพูดจาเหลวไหลไม่ได้
จริงอยู่ที่เขากวนอูนั้นทั้งหยิ่งยโสและหลงตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้หลงตัวเองถึงขั้นคิดไปเองว่า แค่ตัวเขาอยู่ที่เกงจิ๋ว ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของสมรภูมิเมืองหับป๋าได้
'กวนหลินไอ้เด็กนี่ มันจะปล่อยปละละเลยตัวเองเกินไปหน่อยแล้วมั้ง'
แต่ม้าเลี้ยงกลับตั้งใจฟังอย่างจริงจัง เขาถามตามน้ำคำพูดของกวนหลินไปว่า
"ศึกเมืองหับป๋า ผู้โจมตีและผู้ตั้งรับคือซุนกวนกับเตียวเลี้ยว เป็นการปะทะกันระหว่างตงง่อกับทัพโจโฉ เหตุใดอวิ๋นฉีจึงบอกว่าสาเหตุที่กังตั๋งต้องพ่ายแพ้คือท่านกวนอูเล่า สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร"
ระหว่างที่พูด ม้าเลี้ยงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำทีราวกับรอฟังคำชี้แนะอันสูงส่ง
กวนหลินยิ้มบางๆ แล้วถอนหายใจพลางกล่าว "ก็เพราะว่าเตียวบุ้นอ่วนที่รักษาเมืองหับป๋าอยู่น่ะ เขาเป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านพ่อยังไงล่ะ!"
"พูดจาเหลวไหล!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กวนอูก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เสียง 'ปัง' ดังขึ้น เขาตบโต๊ะผุดลุกขึ้นยืน "ข้ากับบุ้นอ่วนคบหากันเยี่ยงวิญญูชน ต่างคนต่างรับใช้นาย พ่อไปสอนวิชาให้เขาตอนไหนกัน แล้วเขาไปเป็นศิษย์ก้นกุฏิของข้าตั้งแต่เมื่อใด"
เมื่อเห็นกวนอูโกรธ ม้าเลี้ยงก็รีบห้ามปราม "ท่านกวนอู ลองฟังคุณชายอวิ๋นฉีพูดให้จบก่อนเถิดขอรับ"
ม้าเลี้ยงช่วยปรับบรรยากาศให้ผ่อนคลายลงอย่างถูกจังหวะ และพยายามลดความตึงเครียดที่พร้อมจะปะทุระหว่างพ่อลูกลงให้มากที่สุด
ในยามนี้ ภาพรวมย่อมสำคัญที่สุด
และก็เป็นไปตามคาด คำพูดของม้าเลี้ยงได้ผล
กวนอูหันหลังกลับไปและไม่พูดอะไรอีก
กวนหลินกะพริบตาแล้วพูดต่อ "ไม่ว่าท่านพ่อจะยอมรับหรือไม่ แต่เตียวเลี้ยว เตียวบุ้นอ่วน ก็คือศิษย์ของท่านพ่อจริงๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงสมรภูมิเมืองแปะแบ้ก่อนศึกกัวต๋อ"
ความจริงแล้ว ก่อนหน้าศึกกัวต๋อ อ้วนเสี้ยวได้ส่งงันเหลียงขุนพลเอกไปล้อมเมืองแปะแบ้ไว้
แผนเดิมคือ ให้งันเหลียงเป็นทัพหน้า ส่วนทัพใหญ่ของอ้วนเสี้ยวจะตามมาสมทบทีหลัง โดยใช้ 'แปะแบ้' เป็นจุดทะลวงเพื่อสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับโจโฉ
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น โจโฉได้นำกลยุทธ์ 'ส่งเสียงบูรพา ตีประจิม' ของซุนฮิวมาใช้
โดยไปตั้งทัพที่ 'เหยียนจิน' แสร้งทำทีว่าจะข้ามแม่น้ำไปตีตลบหลังอ้วนเสี้ยว ซึ่งหลอกล่อให้อ้วนเสี้ยวแบ่งกำลังไปรับมือที่เหยียนจินได้สำเร็จ ส่งผลให้ทัพของงันเหลียงที่ 'แปะแบ้' กลายเป็นกองทัพที่โดดเดี่ยวในชั่วพริบตา
หลังจากนั้น โจโฉก็ส่งทหารม้าเบาออกจากเหยียนจิน บุกจู่โจมตีทัพงันเหลียงที่ 'แปะแบ้' สร้างความได้เปรียบเรื่องเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แน่นอนว่า แผนการรบถูกวางไว้เช่นนั้น แต่การลงมือปฏิบัติจริงนั้นยากลำบากยิ่งกว่า
โจโฉจำเป็นต้องส่งทหารม้าเบาเข้าจู่โจมตีเพื่อทำลายทัพของงันเหลียงที่ล้อม 'แปะแบ้' ไว้ ด้วยความรวดเร็วและรุนแรงดั่ง 'สายฟ้าแลบ'
เรื่องเวลาต้องแม่นยำทุกเสี้ยววินาที
มิฉะนั้น หากทัพอ้วนเสี้ยวตั้งตัวได้และทัพหนุนเดินทางมาถึง
ทหารม้าเบาของโจโฉกองนี้ ก็จะกลายเป็น 'กองทัพที่บุกเดี่ยวลึกเข้าไปในดงศัตรู' ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และสุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบคือพินาศย่อยยับ!
กวนหลินร่ายยาวอธิบายเบื้องหลังของศึก 'แปะแบ้' เป็นฉากๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"การแก้ปัญหาวงล้อมแปะแบ้ เป็นภารกิจที่ยากเย็นแสนเข็ญ อีกทั้งงันเหลียงก็เป็นขุนพลเอกแห่งเหอเป่ย ทหารใต้บังคับบัญชาก็ล้วนเป็นยอดทหารชั้นยอดของทัพอ้วนเสี้ยว การจะตีแตกให้กระเจิงเหมือนลมพัดเมฆหมอก หรือเหมือนลมฤดูใบไม้ร่วงกวาดใบไม้ร่วงนั้น เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เลย"
"แต่กลับมีคนผู้หนึ่งที่สามารถทำภารกิจนี้จนสำเร็จ ซึ่งคนผู้นั้นก็คือท่านพ่อที่อยู่ในค่ายโจโฉ ท่านพ่อไม่เพียงแต่จะแก้วงล้อมแปะแบ้ได้เท่านั้น แม้แต่งันเหลียงขุนพลเอกแห่งเหอเป่ย ก็ยังถูกท่านพ่อฟันตกม้าตายด้วยดาบเดียว"
เฮอะ...
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กวนอูก็กะพริบตาปริบๆ รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกเหลือเชื่อกับศึกที่สร้าง 'ชื่อเสียง' ให้กับเขา แต่กวนอูรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ไอ้เด็กนี่ กำลังยกย่องเขางั้นรึ
ความรู้สึกที่คนคนหนึ่งมีต่ออีกคน มักจะฝังรากลึกและยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้
ความรู้สึกที่กวนอูมีต่อกวนหลินไอ้เด็กคนนี้ ก็คือคำว่า 'ลูกอกตัญญู' เป็นคนที่สวรรค์ส่งมาเกิดเพื่อต่อต้านเขาโดยเฉพาะ
ตามความรู้สึกนี้ คำพูดของไอ้เด็กกวนหลินส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแนว 'ปากหมา'
แต่ทว่า... ตอนนี้ไอ้เด็กนี่กลับมายกย่องกวนอูเสียอย่างนั้น นี่ทำให้กวนอูรู้สึกประหลาดใจและเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
ม้าเลี้ยงก็เดาะลิ้นเบาๆ
พลางคิดในใจ 'แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่รึ ดูเหมือนว่าคุณชายอวิ๋นฉีจะนับถือท่านกวนอูจากใจจริงเหมือนกันนะเนี่ย!'
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมา คำพูดของกวนหลินก็เริ่มจะทะแม่งๆ เสียแล้ว
"แน่นอน สาเหตุที่ท่านพ่อสามารถสังหารงันเหลียงได้ อาจจะมีบางเรื่องที่ 'ไม่ควรนำไปบอกเล่าให้คนนอกฟัง' ซ่อนอยู่ อย่างเช่น ตอนนั้นท่านลุงก็ยังอยู่ในค่ายของอ้วนเสี้ยวไม่ใช่หรือ"
"บางทีท่านลุงอาจจะกำชับงันเหลียงไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าให้คอยสังเกตท่านพ่อในสนามรบให้ดี ถึงขนาดบอกลักษณะเด่นของท่านพ่อที่มีหมวกสีเขียว หนวดเครายาว และใบหน้าสีแดง งันเหลียงมองแวบเดียวก็จำท่านพ่อได้ เมื่อแม่ทัพฝ่ายศัตรูเป็นคนกันเอง งันเหลียงก็ย่อมคิดว่าปลอดภัยหายห่วง จึงเก็บดาบเสีย!"
"กำลังจะอ้าปากบอกว่า 'ท่านลุงให้เขามาตามหาท่านพ่อ' แต่ผลคือท่านพ่อกลับไม่สนกฎเกณฑ์ชาวยุทธ์ ฟันเขาฉับเดียวขาดกระจุย แน่นอนล่ะ... ท่านพ่อจะสนกฎเกณฑ์ชาวยุทธ์หรือไม่ ในเรื่องนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก!"
เอ่อ...
คำพูดชุดนี้ของกวนหลิน ทำเอาม้าเลี้ยงและกวนอูถึงกับพูดไม่ออกไปพร้อมๆ กัน
พวกเขาตระหนักได้ว่า พวกเขาช่างโง่เขลาและไร้เดียงสาเสียจริงๆ
สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก 'ลูกอกตัญญู' อย่างเขาจะมายกย่องพ่อตัวเองได้อย่างไร นี่มันขัดกับภาพลักษณ์ของลูกอกตัญญูโดยสิ้นเชิง
หึหึ...
ในใจกวนอูมีเพียงคำว่า 'หึหึ' ครั้งนี้เขาไม่รู้สึกโกรธเลยด้วยซ้ำ แม้แต่เปลวไฟในอกก็ไม่ได้ลุกโชนขึ้นมาเลย
ชินเสียแล้ว!
กวนอูกลับ 'ชินชา' ไปโดยปริยาย
แน่นอนว่า คำพูดของกวนหลินก็ยังคงไม่น่าฟังอยู่ดี โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ว่า เขากวนอูจะสนกฎเกณฑ์ชาวยุทธ์หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
มารดาเจ้าเถอะ!
คำพูดแบบนี้ สำหรับกวนอูผู้เชิดชูความกล้าหาญแล้ว ไม่ต่างอะไรกับความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง
'สถานการณ์สำคัญอยู่ตรงหน้า ข้าต้องทน ข้าต้องทน!'
กวนอูท่องไว้ในใจ
ม้าเลี้ยงรีบเอ่ยถามขึ้นทันที "ที่คุณชายอวิ๋นฉีพูดมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงเรื่องของ 'สมรภูมิแปะแบ้' ก่อนศึกกัวต๋อ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสมรภูมิเมืองหับป๋าเล่า แล้วเกี่ยวอะไรกับการที่เตียวเลี้ยวเป็นศิษย์ของท่านกวนอูด้วย"
"เกี่ยวกันอย่างมากเลยล่ะ!" กวนหลินพูดฉอดๆ ต่อไป "ท่านอามาเลี้ยงคงไม่รู้กระมัง ตอนที่ท่านพ่อฟันงันเหลียงที่เมืองแปะแบ้ รองแม่ทัพของเขาก็คือเตียวเลี้ยว เตียวบุ้นอ่วนผู้นี้นี่แหละ!"
"ตอนที่ท่านพ่อฟันงันเหลียง คนที่อยู่ใกล้ท่านพ่อมากที่สุดก็คือเตียวเลี้ยว เตียวบุ้นอ่วน"
"บางทีในวินาทีนั้น ตอนที่เขาเห็นท่านพ่อควบม้าบุกเดี่ยวเข้าไปตัดหัวขุนพลฝ่ายศัตรูท่ามกลางทหารนับหมื่น จนทหารข้าศึกขวัญหนีดีฝ่อ กองทัพนับหมื่นไร้กำลังต่อต้าน ได้แต่นั่งรอความตาย และกลายเป็นเพียงเศษกระดูกในสุสาน!"
"เตียวบุ้นอ่วนคงจะร้องตะโกนก้องในใจแล้วว่า 'ที่แท้สงครามเขาก็ทำกันแบบนี้หรอกหรือ!'"
...
เมืองหับป๋า เมืองห้วยหนาน มณฑลหยางจิ๋ว
บรรยากาศภายในโถงหลักของที่ทำการรัฐตึงเครียดเป็นพิเศษ
หนึ่งในห้าขุนพลเอกแห่งทัพโจโฉ เตียวเลี้ยวในวัยสี่สิบแปดปีสวมชุดเกราะนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานด้วยท่วงท่าน่าเกรงขาม โดยมีงักจิ้นและลิเตียนนั่งอยู่ด้านข้าง
ทหารสอดแนมคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลาง กำลังรายงานข่าวกรองล่าสุดที่ได้รับมา
"เรียนท่านแม่ทัพทั้งสาม ได้รับข่าวกรองที่แน่ชัดแล้วขอรับ"
"อีกสามวันให้หลัง ซุนกวนผู้นำแห่งตงง่อ จะนำทัพใหญ่หนึ่งแสนนายมาด้วยตนเอง โดยมีกำเหลงและลิบองเป็นทัพหน้า พร้อมด้วยขุนพลผู้เกล้าหาญกว่าร้อยนาย อาทิ ลิบอง ตันบู พัวเจี้ยง ซ่งเขียม ชีเซ่ง เตงฮอง เจียวขิม และฮ่อเจ ยกทัพบุกขึ้นเหนือมาโจมตีเมืองหับป๋าขอรับ!"
...
[จบแล้ว]