- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 61 - ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกหรือ?
บทที่ 61 - ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกหรือ?
บทที่ 61 - ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกหรือ?
บทที่ 61 - ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกหรือ?
"หึ... ไร้กฎไร้ระเบียบ เจ้านายของเจ้ายังไม่ทันเอ่ยปาก มีสิทธิ์อะไรมาพูดสอด?"
จางหยางตัดสินใจลุกขึ้นยืน หันไปจ้องมองโอวหยางจิ้งด้วยสายตาเย็นเยียบ
เมื่อเขาลุกขึ้น ฆามะ ลั่วพะ และอวิ๋นเฟยก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกันทันที
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
"หรือว่าศิษย์สำนักกัดกินวิญญาณจะมีสันดานแค่นี้? การตะคอกใส่ผู้หญิงมันดูเป็นลูกผู้ชายตรงไหน?"
คำพูดเหน็บแนมของจางหยาง ทำเอาโอวหยางจิ้งหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีดสลับกันไปมา
เดิมทีเขาเป็นคนที่ห่วงหน้าตาตัวเองมาก พอมาถูกหักหน้าต่อหน้าผู้คนเพราะลูกสมุนแบบนี้ ความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
"ไอ้สารเลว ถอยไป! นี่ยังมีหน้ามาพูดอีกเรอะ?"
ลูกสมุนที่ถูกด่ากราดไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก ถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว
"สหายท่านนี้ฝีปากกล้าไม่เบา ไม่ทราบว่ามาจากสำนักใด?" โอวหยางจิ้งฝืนยิ้มพลางประสานมือคารวะ
"อ้อ... วัดชิงหยาง บนเขาชิงหยาง!"
"ศิษย์น้อง อย่า..."
ฆามะตั้งใจจะห้ามจางหยางไว้ แต่ก็ช้ากว่าปากของจางหยางอยู่ดี
"วัดชิงหยางงั้นรึ?"
โอวหยางจิ้งเอียงคอครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในบรรดากลุ่มผู้ฝึกแมลงพิษที่มีชื่อเสียง ไม่เห็นจะมีชื่อวัดชิงหยางอยู่เลย
จังหวะนั้นเอง ลูกสมุนก็เข้ามากระซิบกระซาบที่ข้างหูเขา
"ที่แท้ก็แค่สำนักเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงนี่เอง งั้นก็คุยง่ายหน่อย! ไอ้หนุ่ม ทางที่ดีเจ้าจงคุกเข่าขอโทษข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะล้างบางวัดชิงหยางของเจ้าให้สิ้นซาก!"
โอวหยางจิ้งขู่ตะคอกด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม
ผู้คนที่กำลังกินข้าวอยู่ชั้นล่างเริ่มซุบซิบนินทากัน
"จึ๊ๆ... สำนักกัดกินวิญญาณนี่ช่างวางอำนาจเสียจริง เอะอะก็ขู่จะล้างบางคนอื่น"
"ทำไงได้ล่ะ ในบรรดาผู้ฝึกแมลงพิษ นอกจากสำนักพิษสวรรค์แล้ว สำนักกัดกินวิญญาณเคยกลัวใครที่ไหน?"
"เฮ้อ... คิดๆ ดูแล้ว หุบเขาจื่อกู่ก็คงโดนล้างบางเพราะแบบนี้เหมือนกันสินะ?"
"วัดชิงหยางนี่ซวยจริงๆ ต้องมาถูกล้างบางเพราะศิษย์แค่คนเดียว"
"..."
ทันทีที่จางหยางได้ยิน สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น "ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อีกหรือ? รีบไปเลยนะ จะให้ข้าจดที่อยู่ให้เลยไหม?
เขาชิงหยางอยู่ติดกับเมืองจิ่งหยาง รู้จักเมืองจิ่งหยางป่ะ?
อยู่ตรง... ช่างเถอะ เจ้าจะไปเมื่อไหร่ล่ะ เดี๋ยวข้าเดินนำทางให้เอง!"
ทั้งโรงเตี๊ยมตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะเพราะคำพูดของจางหยาง
แม้แต่โอวหยางจิ้งยังถึงกับอึ้งกิมกี่กับความแหวกแนวนี้ นี่มันต้องอยากให้สำนักตัวเองโดนล้างบางขนาดไหนกันเนี่ย
"พรืด~" ขุยเจินหลุดหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของจางหยาง
หลักๆ เป็นเพราะสีหน้าของโอวหยางจิ้งและพวกพ้องมันดูตลกเกินไป ตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง ทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ฆามะกับลั่วพะเองก็ถึงกับพูดไม่ออก
แม้ว่าพวกเขาจะเกลียดชังชิงหมิงกับลั่วภะมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้อยากให้วัดชิงหยางถูกล้างบางหรอกนะ
ส่วนอวิ๋นเฟยนั้นไม่สนอะไรทั้งสิ้น ศิษย์พี่ฆาเหรินไปไหน เขาก็ไปด้วย เขาไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับวัดชิงหยางอยู่แล้ว
เมื่อเห็นสีหน้ากระตือรือร้นของจางหยาง โอวหยางจิ้งก็หมดอารมณ์จะหาเรื่องต่อทันที
ดูท่าทางเจ้านี่จะเกลียดสำนักตัวเองเข้าไส้ ขืนเขาไปล้างบางให้ ก็เท่ากับไปช่วยมันชัดๆ
"แม่นางขุยเจิน ดูเอาเถอะ ขนาดสำนักของตัวเองมันยังไม่รัก แล้วมันจะไปรักใครได้?
เจ้าควรจะอยู่ห่างๆ คนประเภทนี้ไว้นะ ไม่งั้นเวลาฟ้าผ่ามัน เจ้าอาจจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย"
โอวหยางจิ้งหันไปพูดกับขุยเจินด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
"อืม... เขาเป็นคู่หมั้นของข้าแล้ว"
ขุยเจินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้า... เจ้าจะตัดสินใจชุ่ยๆ แบบนี้ได้ยังไง เรื่องแบบนี้มันต้องให้พ่อแม่จัดการ..."
"พ่อข้าตกลงแล้ว"
"..."
ใบหน้าของโอวหยางจิ้งเปลี่ยนสีไปมาอย่างกับร้านขายสี เดี๋ยวแดงเดี๋ยวคล้ำ
โดนจางหยางตอกหน้าหงายไปรอบนึงแล้ว ยังมาโดนขุยเจินตอกฝาโลงซ้ำอีก ในฐานะนายน้อยแห่งสำนักกัดกินวิญญาณ เขาเคยต้องมาเสียหน้าขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
มิติเกิดการบิดเบี้ยว ตะขาบยักษ์ตัวหนึ่งฉีกรอยแยกมิติโผล่ครึ่งลำตัวออกมาจากด้านหลังของเขา
จางหยางหรี่ตาลง หัตถ์มรณะสีครามก็พวยพุ่งออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไม่ยอมน้อยหน้า
ขุยเจินกลัวว่าจางหยางจะเสียเปรียบ จึงเตรียมงัดโลงศพออกมาทันที
"หึ... อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ ที่นี่คือโรงเตี๊ยมของสำนักพิษสวรรค์ ถ้าคิดจะลงมือที่นี่ ก็เตรียมรับผลที่ตามมาไว้ให้ดี"
เสียงของหลงจู๊ไม่ได้ดังมาก แต่ทุกคนกลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
โอวหยางจิ้งไม่พูดอะไร ตะขาบยักษ์หดตัวกลับเข้าไปในมิติทันที
จางหยางโบกมือ หัตถ์มรณะสีครามจำนวนนับไม่ถ้วนก็ค่อยๆ เลือนหายไป
"ดี ดีมาก! วัดชิงหยางใช่ไหม? เข้าไปในประตูสวรรค์ก็ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะ ที่นั่นไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาคุ้มครองหรอกนะ"
โอวหยางจิ้งโกรธจนหัวเราะออกมา แสยะยิ้มโชว์ฟันขาวเอ่ยเสียงเหี้ยม
จางหยางกระตุกยิ้มมุมปาก ตอบโต้กลับอย่างไม่เกรงกลัว "พร้อมเสมอ!"
"หึ~"
โอวหยางจิ้งแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากประตูไป
พอพ้นประตู เขาก็กระซิบสั่งลูกสมุนทันที "จับตาดูพวกมันไว้ให้ดี!"
ลูกสมุนพยักหน้ารับคำ ก่อนจะกระจายตัวออกไป
"ศิษย์น้อง เมื่อกี้เหมือนจะเป็นนายน้อยของสำนักกัดกินวิญญาณ ตอนนี้เขาอยู่ระดับสองขั้นสูงสุดแล้ว พวกเราควรระวังตัวหน่อยนะ"
ฆามะเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
"อืม วางใจเถอะศิษย์พี่ ข้ารู้ดี!"
จางหยางยิ้มรับ เขารู้ดีว่าศิษย์พี่ผู้นี้ไม่ได้ดูเรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก ไม่อย่างนั้นคงมองไม่ออกหรอกว่าโอวหยางจิ้งบรรลุระดับสองขั้นสูงสุดแล้ว
"จางหยาง พวกเราไปกันเถอะ!"
ขุยเจินกลับไม่รู้สึกกังวลอะไรเลย เธอรู้ดีถึงความสามารถในการต่อสู้ของจางหยาง ขนาดตอนที่เธออยู่ระดับสองขั้นสูงสุด ยังเอาชนะจางหยางที่ยังไม่ถึงระดับหนึ่งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ตอนนี้จางหยางกำลังจะเลื่อนเป็นระดับสองแล้ว โอวหยางจิ้งไม่มีทางสู้เขาได้แน่
"อวิ๋นเฟย เจ้าไปเดินเล่นกับศิษย์พี่ฆามะก่อนนะ!"
"วางใจเถอะขอรับศิษย์พี่!"
หลังจากสั่งเสียเสร็จสรรพ จางหยางกับขุยเจินก็เดินเคียงคู่กันออกจากโรงเตี๊ยมไป
ผู้คนในโรงเตี๊ยมเห็นว่าหมดเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ก็สลายตัวกันไป
ขณะที่เดินไปตามถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ขุยเจินก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก ก็แหม... ไม่ได้เจอจางหยางมาพักใหญ่แล้วนี่นา
ใครๆ ก็รู้ว่าคู่รักที่เพิ่งตกลงคบหากันใหม่ๆ ช่วงโปรโมชั่นมันช่างหอมหวานเสียเหลือเกิน ต่อให้ได้กลิ่นอุจจาระของอีกฝ่ายก็ยังคิดว่าหอม
"บอกมาสิ เจ้าคิดถึงข้าไหม?"
ขุยเจินควงแขนจางหยางพลางเอ่ยถามเสียงหวาน
"แน่นอนสิ! ช่วงที่ผ่านมานอกจากจัดการธุระในวัดแล้ว ข้าก็เอาแต่คิดถึงเจ้านี่แหละ"
แม้จางหยางจะไม่ใช่พวกผู้ชายสายเปย์หรือชอบเอาอกเอาใจ แต่เรื่องหยอดคำหวานเขาก็พอมีทักษะอยู่บ้าง
"แล้วเจ้าล่ะ ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง?"
พอได้ยินคำถามของจางหยาง ขุยเจินก็เริ่มเล่าเรื่องที่ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักศพซอมบี้พยายามจะจับคู่ให้เธอแต่งงานกับขุยอู่จี๋ด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"หึ... คางคกอยากกินเนื้อหงส์"
จางหยางแค่นเสียงเย็นชา รอให้เขาเก่งกว่านี้ก่อนเถอะ เขาจะไปคิดบัญชีกับผู้อาวุโสใหญ่อะไรนั่นให้รู้แล้วรู้รอด
"เจ้าอย่าโกรธไปเลย ท่านลุงของข้ามีตำแหน่งในสำนักไม่ธรรมดา ผู้อาวุโสใหญ่ไม่กล้ามาบังคับหรอก
อีกอย่าง ผู้อาวุโสใหญ่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีแล้ว พอเขาตาย สายของเขาก็คงโดนกลืนกินจนหมดสิ้นนั่นแหละ"
ขุยเจินพูดพร้อมรอยยิ้ม
"แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็พาลไปลงที่ท่านลุงของข้า โดยการยึดโควตาเข้าประตูสวรรค์ของสายเราไปที่หนึ่ง"
"อ้อ? แล้วครั้งนี้สำนักศพซอมบี้ของพวกเจ้าส่งคนมาเท่าไหร่ล่ะ?"
จางหยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"สิบหกคน! หนึ่งในนั้นก็มีไอ้เจ้างี่เง่าขุยอู่จี๋ด้วย"
"อืม"
แววตาของจางหยางเป็นประกาย ในประตูสวรรค์ไม่มีใครรับประกันความเป็นความตายได้อยู่แล้ว นี่มันโอกาสทองในการปั่นบัฟชัดๆ
ทั้งสองเดินพูดคุยหยอกล้อกันมาตลอดทาง จนมาถึงที่พักของสำนักศพซอมบี้
ในฐานะสำนักอันดับสามของสายศพซอมบี้ ย่อมร่ำรวยกว่าพวกผู้ฝึกแมลงพิษที่ยากจนข้นแค้นเป็นไหนๆ แค่พื้นที่ที่พักก็ใหญ่กว่าโรงเตี๊ยมชีเถียนถึงสองเท่าแล้ว
"คุณหนูขุยเจิน!"
"คุณหนูเจิน!"
"..."
พอเดินเข้ามาในเขตที่พักของสำนัก เหล่าศิษย์ที่เดินผ่านไปมาก็พากันโค้งคำนับทักทายขุยเจิน
หนึ่งในนั้นมีศิษย์หน้าตาเจ้าเล่ห์คนหนึ่งจ้องมองจางหยางเป็นพิเศษ ก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวจากไป
"ดูท่าทาง เจินเอ๋อร์จะมีชื่อเสียงในสำนักไม่เบาเลยนะเนี่ย"
จางหยางเอ่ยเย้า
ขุยเจินยืดอกอวบอิ่มขึ้นอย่างภาคภูมิใจ "ถ้าพูดถึงพรสวรรค์ ข้าติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของสำนักเลยนะ!"
"เยี่ยม เยี่ยมมาก เจ้านี่เก่งจริงๆ!" จางหยางยกนิ้วโป้งให้โดยไม่หวงคำชม
"ฮ่าๆ... จางหยาง ไอ้หนุ่ม เจ้ามาแล้วรึ!" เสียงหัวเราะดังกังวานของขุยเลี่ยดังลอยมาแต่ไกล
(จบแล้ว)