เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - เริ่มเห็นเค้าลางแผนร้าย

บทที่ 22 - เริ่มเห็นเค้าลางแผนร้าย

บทที่ 22 - เริ่มเห็นเค้าลางแผนร้าย


บทที่ 22 - เริ่มเห็นเค้าลางแผนร้าย

"หา?"

อวิ๋นเฟยเกาหัวแกรกๆ เขาไม่เข้าใจเลยว่าจางหยางที่เพิ่งเข้าสำนักมา เอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าไปงัดกับอวิ๋นคุน

"หึหึ... บุคคลสำคัญท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ตอนที่คนเรายังอ่อนแอ ต้องรวบรวมพลังทุกอย่างที่พอจะรวบรวมได้ หาเพื่อนให้เยอะๆ และลดศัตรูให้น้อยลง"

จางหยางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

"เอาล่ะ... ถือโอกาสตอนที่ฟ้ายังไม่มืด คุณไปหาพวกที่เมื่อก่อนเคยสนิทกันมาสักสองสามคน บอกพวกเขาว่าผมมีวิธีทำให้พวกเขาจับมดท้องเขียวได้เร็วขึ้นหลายเท่า"

พออวิ๋นเฟยได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขารู้ดี

พลังของผู้ตื่นรู้ของศิษย์พี่ฆาเหรินสามารถบอกได้ว่าต้นไม้ต้นไหนมีมดท้องเขียวเยอะ ต้นไหนมีน้อย

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่พลังนี้ก็สามารถดึงดูดให้พระตัดฟืนกลุ่มหนึ่งมาเข้าพวกกับพวกเขาได้แล้ว

"ศิษย์พี่ฆาเหริน พวกที่ชอบตามก้นอวิ๋นคุนน่ะ ข้าก็พอจะรู้จักอยู่หลายคน วางใจเถอะ ข้าเชื่อว่าพวกเขาต้องตกลงแน่ๆ"

อวิ๋นเฟยตบหน้าอกรับประกัน

คนพวกนี้รวมตัวกันเพราะผลประโยชน์ แน่นอนว่าก็ต้องแตกหักกันเพราะผลประโยชน์เหมือนกัน การจะยุยงให้แปรพักตร์คงไม่ต้องเปลืองแรงเท่าไหร่

ถ้าไม่ใช่เพราะจางหยางกลัวว่าจะเป็นที่เตะตาของไต้ซือชิงหมิงกับศิษย์พี่ใหญ่ล่ะก็ ความจริงการใช้พลังปรสิตควบคุมพระตัดฟืนพวกนี้ให้กลายเป็นทาสทั้งหมดถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ถึงตอนนั้นก็จะได้ฝึกหัตถ์มรณะสีครามได้เร็วขึ้น แถมเขายังมีพลังพอที่จะปกป้องตัวเองได้มากขึ้นด้วย

อวิ๋นเฟยไม่ลังเล รีบผลักประตูออกไปทันที

จนกระทั่งดวงจันทร์ลี้ลับกำลังจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาถึงได้รีบวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา

"ศิษย์พี่ฆาเหริน จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ!"

จางหยางพยักหน้า ก็แค่พวกไม้หลักปักเลน จัดการไม่ยากหรอก

"จริงสิ วันนี้ไม่มีทำวัตรเย็นเหรอ?"

เขาขมวดคิ้ว จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ไม่มีเสียงระฆังตอนเย็น

"ศิษย์พี่ คืนพระจันทร์เต็มดวงเราทำวัตรเย็นไม่ได้หรอกขอรับ ช่วงนี้พลังของจันทร์ลี้ลับจะแข็งแกร่งที่สุด แม้แต่ท่านเจ้าอาวาส ถ้าไม่มีธุระอะไรก็ยังไม่ออกมาจากห้องสงบใจเลย"

อวิ๋นเฟยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างระแวดระวัง แล้วกระซิบเสียงเบา

"งั้นเหรอ?"

จางหยางพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร แต่แววตากลับไหววูบ

ช่วงเวลาที่พลังของจันทร์ลี้ลับแข็งแกร่งที่สุด ก็คือช่วงเวลาที่เขาแข็งแกร่งที่สุดเหมือนกัน เขาไม่กลัวมลทินจากจันทร์ลี้ลับเลยสักนิด และไม่กลัวที่จะใช้ดวงตาสีเลือดมากเกินไปใต้แสงจันทร์ลี้ลับด้วย

แต่ระวังไว้ก่อนก็ดี คืนนี้เขาส่งอีกาดำไปสอดแนมดูลาดเลาในวัดชิงหยางหน่อยดีกว่า

เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงขึ้น อวิ๋นเฟยที่นอนปูเสื่ออยู่บนพื้นก็เริ่มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อให้อวิ๋นเฟยหลับสนิทมากขึ้น จางหยางจึงจงใจใช้พลังถักทอภาพลวงให้เขาหลับลึกไปเลย

บนต้นไม้ที่ไม่ไกลจากประตูห้อง อีกาดำกระพือปีกบินตรงไปยังห้องของหลวงจีนเฒ่าชิงหมิงอย่างรวดเร็ว

ภูเขาด้านหลังมีค่ายกลป้องกันอยู่ ตอนนี้ยังเข้าไปไม่ได้

จางหยางจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ห้องของชิงหมิงกับลั่วภะแทน

ภายใต้แสงจันทร์ลี้ลับ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเงียบสงัด มีเพียงเสียงนกและแมลงร้องระงมที่ดังชัดเจนเป็นพิเศษ

อีกาดำเพิ่งจะบินมาถึงใต้ชายคาห้องของหลวงจีนเฒ่าชิงหมิง ก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมา

"ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องรองกับศิษย์น้องสามไปคราวนี้ไปนานจังเลยนะ ประตูสวรรค์ก็จะเปิดอยู่รอมร่อแล้ว..."

"ลั่วภะ เจ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่?"

"แค่กๆ... ท่านอาจารย์ ฝ่ามือกระดูกเน่าของข้าใกล้จะฝึกสำเร็จแล้ว ครั้งนี้ถ้าข้าได้เข้าประตูสวรรค์ ข้าต้องเอาแมลงกิ่งไม้มายามาให้ท่านได้แน่"

เสียงของศิษย์พี่ใหญ่ลั่วภะดังมาจากในห้อง ฟังดูร้อนรนเล็กน้อย

"อืม แล้วเจ้าหมายความว่ายังไงล่ะ?"

"ท่านอาจารย์ 'ต้นกุยช่าย' คราวนี้ยกให้ข้าเถอะนะ ไหนๆ ศิษย์น้องรองกับศิษย์น้องสามก็ไม่อยู่แล้ว แถมประตูสวรรค์ก็ใกล้จะเปิดเต็มที..."

ภายในห้องเงียบลง อีกาดำได้ยินเพียงเสียงหายใจแผ่วเบา

"ก็ได้ ครั้งนี้... ข้าจะยกให้เจ้า แต่ฆาเหรินน่ะ เจ้ายังห้ามแตะต้องเขานะ"

จางหยางได้ยินฉายาธรรมของตัวเองเข้า ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ชิงหมิงคนนี้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ ต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่ๆ

แล้ว 'ต้นกุยช่าย' ที่พวกนั้นพูดถึงหมายถึงใครกัน? หรือว่าจะหมายถึงพวกพระตัดฟืน?

มิน่าล่ะ ถึงมีพระตัดฟืนหายสาบสูญหรือตายไปอยู่บ่อยๆ

"ท่านอาจารย์ ทำไมล่ะ? ฆาเหรินเป็นผู้ตื่นรู้นะ คนเดียวมีค่าเท่ากับสิบคนเลยนะ คราวก่อนตอนศิษย์น้องรองกับศิษย์น้องสามต้องออกไปข้างนอก ข้าก็ไม่ได้แย่ง แล้วทำไมครั้งนี้ถึงไม่ได้ล่ะ"

น้ำเสียงของลั่วภะสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ฟังดูมีความขุ่นเคืองเจืออยู่

"ไม่มีทำไมหรอก ข้าก็แค่สนใจในตัวเขาอยู่เหมือนกัน" เสียงของหลวงจีนเฒ่าชิงหมิงดังขึ้น

"ท่านอาจารย์..."

"ไม่ต้องพูดแล้ว อะไรที่เป็นของเจ้ามันก็คือของเจ้า อะไรที่ไม่ใช่ของเจ้าก็อย่าไปแย่ง!"

คำพูดของชิงหมิงเฉียบขาดจนไม่อาจปฏิเสธได้

"แล้วก็... 'ต้นกุยช่าย' ล็อตนี้ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ เจ้าก็กะเวลาเอาเองละกัน"

พอได้ยินถึงตรงนี้ จางหยางก็บังคับให้อีกาดำบินจากไปทันที

ที่ห้องหมายเลขติงอู่ จางหยางลืมตาขึ้นเบิกโพลง อวิ๋นเฟยที่อยู่ไม่ไกลยังคงหลับสนิท

"นี่มัน... หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ!"

ถึงเขาจะคาดเดาไว้แล้ว แต่ก็อดถอนหายใจไม่ได้ โลกใบนี้จะหาที่ซุกหัวนอนสักที่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

ผู้ตื่นรู้ตัวเล็กๆ อย่างเขา ไปที่ไหนก็มีแต่คนจ้องจะเล่นงาน

มิน่าล่ะ อู๋เหล่าเอ้อถึงเคยบอกว่า ผู้ตื่นรู้ระดับล่างที่ไม่มีเส้นสายหรือเบื้องหลัง ไม่มีทางอยู่รอดปลอดภัยไปจนตายได้หรอก

'ไม่สิ อวิ๋นเฟยเคยบอกไว้นี่นาว่าถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม แมลงแม่มรณะสีครามกับแมลงมรณะสีครามก็ไม่มีทางถูกแย่งชิงไปได้'

จางหยางนึกถึงคำพูดของอวิ๋นเฟยขึ้นมาได้ แต่ก็ลองคิดดูอีกที

ทั้งวัดชิงหยางมีแต่หลวงจีนเฒ่าชิงหมิงที่เป็นใหญ่ หรือว่าที่อวิ๋นเฟยพูดมันไม่จริง? หรือว่าเรื่องนี้มันจะมีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีก?

ชิงหมิง? ชิงหมิง?

เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าเรื่องนี้มันต้องไม่ธรรมดาแน่!

บรรดาหลวงจีนในวัดชิงหยางดูเหมือนลูกแกะที่ถูกเลี้ยงไว้ในคอก หรือไม่ก็เหมือนพืชผลที่ถูกปลูกไว้

พอแกะโตเต็มที่ หรือพืชผลสุกงอม ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว

"หนึ่งสัปดาห์งั้นเหรอ?"

จางหยางกำหมัดแน่น เวลาหนึ่งสัปดาห์มันมากพอให้เขาทำอะไรได้ตั้งเยอะ

"ไม่สิ!"

สายตาของจางหยางตัดกลับมาที่อีกาดำอีกครั้ง ตอนนี้อีกาดำบินมาเกือบถึงครึ่งเขากลางแล้ว

อวิ๋นเฟยเคยบอกไว้ว่า เพลิงบริสุทธิ์อยู่ในห้องของศิษย์พี่ใหญ่

เมื่อกี้เขาได้ยินเสียงศิษย์พี่ใหญ่อยู่ในห้องของหลวงจีนเฒ่าชิงหมิง ถ้างั้นก็แปลว่า... ตอนนี้ในห้องของศิษย์พี่ใหญ่ก็ไม่มีคนอยู่น่ะสิ?

'โอกาสทอง!'

แววตาของจางหยางทอประกายตื่นเต้น ถือโอกาสตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่ไม่อยู่ แอบไปขโมย... ถุย แย่งเพลิงบริสุทธิ์มาดีกว่า!

เขารีบสวมรองเท้า เตรียมตัวจะออกไป

แต่นิสัยที่รอบคอบก็ทำให้เขาชะงักไปนิด "เอาชัวร์ไว้ก่อน ให้อีกาดำไปสำรวจทางดูก่อนดีกว่า!"

พรึ่บ... อีกาดำบินขึ้นอีกครั้ง มุ่งหน้าไปที่ห้องของศิษย์พี่ใหญ่ แล้วร่อนลงเกาะใต้ชายคาอย่างระมัดระวัง

จางหยางบังคับให้อีกาดำค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้หน้าต่างห้อง ตรงนั้นมีรอยแยกเล็กๆ พอจะมองเห็นข้างในได้

"หืม? ไม่มีเสียงหายใจ? ดูเหมือนลั่วภะจะไปที่ห้องของชิงหมิงจริงๆ แฮะ"

เขาส่ายหัว ยิ้มเยาะให้กับความระแวงเกินเหตุของตัวเอง แล้วเตรียมจะบังคับให้อีกาดำบินจากไป

"ใครน่ะ?"

จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นออกมาจากในห้อง ตามด้วยมือผีขนาดมหึมาที่พุ่งทะลุกำแพงห้องออกมา คว้าหมับเข้าที่อีกาดำ

จางหยางสะดุ้งสุดตัว แต่อีกาดำก็บินหนีไม่ทันเสียแล้ว

ในมุมมองของอีกาดำ มือผีพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด

ภาพตัดไป จางหยางลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าย่ำแย่ สิ่งที่ทำให้เขาตกใจไม่ใช่การตายของอีกาดำ แต่เป็นความจริงที่ว่า ทำไมศิษย์พี่ใหญ่ถึงอยู่ในห้อง

เขาเพิ่งจะได้ยินเสียงของลั่วภะดังมาจากห้องของหลวงจีนเฒ่าชิงหมิงแท้ๆ

ดูท่าความลับของวัดชิงหยาง จะลึกซึ้งกว่าที่เขาคิดไว้เยอะเลย

ถ้าเขาไม่รอบคอบพอ คนที่ตายในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่อีกาดำ แต่เป็นตัวเขาเอง

ขณะเดียวกัน ลั่วภะก็ออกมายืนอยู่นอกห้อง มองดูซากอีกาดำที่แหลกเหลวอยู่บนพื้น พลางขมวดคิ้ว "อีกาดำงั้นรึ?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 22 - เริ่มเห็นเค้าลางแผนร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว